ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท17/04/2018
ผู้เข้าชม577570
แสดงหน้า812967
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
April 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
     
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)

อ่าน 8069 | ตอบ 0
....





 
พระพุทธรูปเป็นตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คนไทยนิยมสร้างไว้สักการบูชา รำลึกถึงพระพุทธคุณของพระองค์ ผู้สร้างมีเจตนาที่จะให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนำพระพุทธลักษณะมาพิจารณาเพื่อใช้ในการดับทุกข์ดังนี้

๑. พระเศียรเป็นก้นหอย คือ นิมิตหมายถึงปัญญา เราเป็นผู้ขมวดปมปัญหา(เป็นก้นหอย) ขึ้นด้วยความคิดของเราเอง ถ้าเราไม่ขมวดปม ความทุกข์ก็ไม่มี

๒. เปลวไฟบนพระเศียร คือนิมิตหมายว่า เราขมวดปมปัญหาขึ้นแล้วเราจะต้องร้อนใจ (ดังไฟสุมหัว) จึงควรเตือนใจตนว่า ถ้าสร้างปัญหาจะต้องร้อนใจ

๓. ยอดแหลมของพระเศียร คือนิมิตหมายว่า เมื่อเราเป็นทุกข์ จะต้องใช้ปัญญาเป็นอาวุธ ดังยอดแหลมคมดุจปลายหอก ของยอดพระเศียร แทงทะลุปมปัญหา และดับความร้อนลุ่มดุจเปลวไฟนั้นไปให้ได้ จึงจะมีความสงบเป็นปกติ

๔. พระเนตรที่หลบต่ำ คือ นิมิตหมายเตือนใจว่า ให้หลบตาลงต่ำมองตนเองเสียบ้าง อย่ามัวเพ่งโทษผู้อื่น อย่าคิดแต่จับผิดผู้อื่น

๕. พระนาสิก (จมูก) โด่ง คือนิมิตหมายเตือนใจว่า ต้องเข้มแข็งอดทน (ดุจสันจมูกที่โด่ง) อย่าเบื่อหน่ายท้อแท้ในชีวิต พระพุทธองค์ทรงมีพุทธลักษณะความเอาจริงเด็ดเดี่ยว อดทนเป็นเลิศจึงได้พบทางอันวิเศษที่จะดับทุกข์ได้

๖. พระโอษฐ์ยิ้มละมัย หมายถึง น้ำพระทัยอันบริสุทธิ์ มีความรักและเมตตาเพื่อนมนุษย์และสัตว์ เปี่ยมล้นจนปรากฏออกมาเป็นรอยยิ้ม เป็นเครื่องเตือนใจเราให้พยายามชำระจิตใจให้บริสุทธ์ เห็นเพื่อนมนุษย์และสัตว์ว่าเป็นเพื่อน ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน เราจะมีเตตาและรอยยิ้มได้ดุจพระองค์

๗. พระกรรณ (หู) ยาว หูยิ่งยาวก็ยิ่งหนัก จึงเป็นนิมิตเตือนใจให้เป็นคนหูหนัก อย่าหูเบาเชื่ออะไรง่ายๆ

๘. พระหัตถ์ (มือ) แบ พระพุทธรูปเกือบทุกปางจะแบพระหัตถ์ ไม่ว่าปางสมาธิ ปางห้ามญาติ ปางห้ามสมุทธ ปางประทานพร ปางรำพึง ปางรำพึง หรือปางสะดุ้งมาร พระหัตถ์จะแบ ไม่กำพระหัตถ์ เป็นนิมิตรหมายเตือนใจเราให้ปล่อยสละว่างเสียบ้าง เพราะยิ่งกำเข้ามาหาตัวมากก็ยิ่งทุกข์มาก ถ้าปล่อยวางได้ทุกข์ก็จะน้อยลง

๙. นิ้วพระบาทเสมอกัน เราใช้เท้าในการก้าวเดิน เท้าจะเป็นผู้พาตัวเราไป เปรียบเสมือนการก้าวเดินของจิต จะต้องค่อยประคองจิตให้สม่ำเสมอดุจนิ้วพระบาทที่เสมอกัน อย่าหวั่นไหวด้วยรักด้วยชัง ใช้จิตนำกายให้ก้าวไปสู่แต่สิ่งที่ดีงาม

ปลายพระเกศ แหลมเรียว เพรียวไสว
โชติช่วง ดุจคบไฟ ส่องทั่วหล้า
เป็นเครื่องหมาย ชี้แสดง แหล่งปัญญา
ธ สาดแสง แห่งธรรมา ทั่วแดนไตร
อโห พุทโธ ข้าๆนอบน้อม
อัญชลี พลีพร้อม วันทาไหว้
ชีวิตนี้ พลีถวาย ด้วยกายใจ
ขอรับใช้ เบื้องบาท พระศาสดา
 
 

'บุญเราไม่เคยสร้าง ใครที่ใหนจะมาช่วยเจ้า'
ธรรมทาน โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต)พรหมรังษี
'ลูกเอ๋ย ก่อนจะเที่ยวไปขอบารมีหลวงพ่อองค์ใด เจ้าจะต้องมีทุนของตัวเองคือบารมีลงทุนไปก่อน
เมื่อบารมีของเจ้าไม่พอจึงค
่อยขอยืมบารมีคนอื่นมาช่วย มิฉะนั้นเจ้าจะเอาตัวไม่รอด เพราะหนี้สิน
ในบุญบารมีที่เที่ยวไปขอยืม
มาจนพ้นตัวเมื่อทำบุญทำกุศลได้บารมีมา ก็ต้องเอาไปผ่อนใช้หนี้เขาจนหมด
ไม่มีอะไรเหลือติดตัว แล้วเจ้าจะเอาอะไรไว้ในภพหน
้าหมั่นสร้างบารมีไว้ แล้วฟ้าดินจะช่วยเอง'

จงจำไว้นะเมื่อยังไม่ถึงเวลาเทพเจ้าองค์ใดจะคิดช่วยเจ้าไม่ได้ ครั้นถึงเวลา ทั่วฟ้าจบดินก็ต้านเจ้าไม่อยู่
จงอย่าไปเร่งเทวดาฟ้าดิน เมื่อบุญเราไม่เคยสร้างไว้เ
ลย จะมีใครที่ไหนจะมาช่วยเจ้า'

...............................................................................................................................................................

 
อานิสงส์ของการสวดมนต์  

เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) 
ดังปรากฏในงานของ 
ท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๔ 
ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้าน


ครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี
ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์
ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์เรื่อง
 
“อานิสงส์ของการสวดมนต์”

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่า 
“ยังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อยและเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง
ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงาม
ความดีแห่งพระรัตนตรัย ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคุณวิเศษเช่นไร พระธรรมคำสอนของพระองค์
มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยเจ้ามีคุณเช่นไร...การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ
แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจธรรมที่แท้ ประโยชน์สูงสุดของการ
สวดมนต์ นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผลจนสำเร็จจนเป็นอรหันต์


ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า
โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นอรหันต์ ๕ โอกาสด้วยกันคือ

๑. เมื่อฟังธรรมที่ถูกต้อง ซึ่งสอนเรื่องกรรม ศีล ภาวนา 

๒. เมื่อแสดงธรรม คือ เมื่อเข้าใจถึงธรรมที่ถูกต้องแล้ว
(รู้ได้เองว่าเป็นโสดาบัน) ก็พอใจจะสอนธรรมให้ผู้อื่นรู้ด้วย

๓. เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์อย่างมีสมาธิ

๔. เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น 
หมายความว่า รู้ถึงความหมายโดยรวมของธรรมนั้น

๕. เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ คือ พิจารณาทุกสิ่งด้วยธรรม 
โสดาบันขึ้นไปเท่านั้นจึงจะวิปัสสนาได้


การสวดมนต์ในตอนเช้าและตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล
พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนา บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์
โดยแบ่งเวลาเป็น ๒ เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้าง
จิตใจที่เศร้าหมองให้หมดไป การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง ๓ นั่นคือ


๑. กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรวม
๒. ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
๓. วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรญเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐของพระรัตนตรัย 
พร้อมเป็นการขอขมา
ในความผิดพลาดหากมี และกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง 
ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดทีเดียว 


อาตมาภาพขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าแลเย็นไม่ขาดแล้ว
บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน
 การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดัง
พอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น


*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต
ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้นๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญาเข้ามาในจิตใจของผู้สวด


*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอยได้เกิดความรู้เกิดปัญญา
มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพ
ที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพ
เข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่างๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์
ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดาทั้งหลาย
คุ้มครองภัยอันตรายได้อย่างดีเยี่ยม


ดูก่อน ท่านเจ้าพระยาและอุบาสกอุบาสิกาในที่นี้ 
การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เมื่อจิตมีที่พึ่ง
คือคุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี
ภัยอันตรายใดๆ ก็ดี จะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล

รูปภาพ
รูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
ณ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม 

 
อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนตร์ด้วยตัวอาตมาเอง ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนตร์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง
พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง

อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้ เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น อาตมาจึงได้พบคุณวิเศษแห่งการสวดมนต์

มีชาวบ้านผู้หนึ่งได้เข้ามาสนทนากับอาตมาหลังจากได้ถวายอาหารแล้ว ชาวบ้านผู้นั้นอาตมาทราบชื่อภายหลังว่าชื่อ นายผล นายผลได้เล่าให้อาตมาฟังว่า เขาเป็นผู้ฝึกเวทมนตร์คาถาอาคมเล่าเรียนจนมีญาณแก่กล้า และมักจะทดสอบเวทมนตร์คาถาอาคมแก่พระภิกษุสงฆ์ที่เดินทางมาปักกลด ณ บริเวณนี้เป็นประจำ เขาเล่าให้อาตมาฟังว่าเขาได้ส่งอำนาจคุณไสยเข้ามาทำร้ายอาตมาทุกคืน แต่ไม่ได้หวังทำร้ายเป็นบาปเป็นกรรมถึงตาย เพียงแต่ต้องการทดสอบดูว่าภิกษุรูปนั้น จะมีวิชาอาคมแก่กล้าสามารถที่จะต่อสู้กับคุณไสยเขาได้หรือไม่ นายผลก็ได้ทำคุณไสยใส่อาตมาถึง 7 วัน เต็มๆ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยควายธนู หรือปล่อยหนังควาย ปล่อยตะขาบ ตลอดจนภูติพรายเข้ามาทำร้ายอาตมา แต่ปรากฏสิ่งที่ปล่อยมา ก็ไม่สามารถเข้ามาทำร้ายอาตมาได้เลย

วันนี้จึงได้มากราบเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กับอาตมา อาตมาจึงได้บอกว่าตัวอาตมาเองไม่ได้ศึกษาพระเวทมนตร์คาถา หรือคุณไสยใด นายผลก็ไม่ยอมเชื่อหาว่าอาตมาโกหก ถ้าหากไม่มีของดีแล้วไซร้ไฉนอำนาจคุณไสยดำที่เขาส่งมาจึงกลับมายังเขา ซึ่งเป็นผู้กระทำ ไม่สามารถทำร้ายอาตมาได้อาตมาก็พยายามชี้แจงให้เขารู้ว่า อาตมาไม่มีวิชาเหล่านี้จริง ๆ ทำให้นายผลสงสัยยิ่งนักว่าเหตุใดอาตมา จึงไม่ได้รับภัยอันตรายจากอำนาจเวทมนตร์คุณไสยดำที่เขาส่งมาทำร้ายได้ อาตมาได้บอกกล่าวแก่เขาว่า เมื่ออาตมาจะนอน อาตมาก็จะสวดแต่คำว่า

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

จนจิตมีความสงบนิ่งแล้ว จึงได้แผ่ส่วนกุศลไปให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงอย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยอย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย และอาตมาก็จำวัดนอนเป็นปกติ

นายผล เมื่อได้ฟังดังนั้น จึงได้บอกแก่อาตมาว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้น ข้าพเจ้าขอร้องให้ท่านในวันนี้ ก่อนที่ท่านจะจำวัดจงหยุดการสวดมนต์สัก 1 คืนได้หรือไม่ ข้าพเจ้าต้องการจะพิสูจน์ว่าการสวดมนตร์ของท่านเช่นนี้ จะเป็นเกราะคุ้มครองภัยท่านหรือเป็นเพราะอำนาจเวทมนตร์คาถาในภูตผีปิศาจ ของข้าพเจ้าเสื่อมกันแน่ ข้าพเจ้าขอรับรองว่า จะไม่ทำอันตรายแก่ท่านอาจารย์อย่างเด็ดขาด เพียงแต่ต้องการที่จะทดสอบให้ความรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกิดอะไรขึ้น

อาตมาก็ตกลงรับปากแก่นายผลว่า คืนนี้จะไม่ทำการสวดมนต์ นายผลจึงได้ลากลับไป ครั้นถึงเวลาพลบค่ำอาตมาก็นอนโดยมิได้ทำการสวดมนตร์ตามที่ได้ปฎิบัติเป็นปกติ เมื่ออาตมานอนหลับไป อาตมารู้สึกตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อปรากฏว่าอาตมาได้ยินเสียง กุกกัก กุกกัก ดังขึ้นมา จึงได้จุดเที่ยนและพบตะขาบใหญ่ยาวเท่าขาของอาตมากำลังเลื้อยเข้ามาอยู่ใกล้ตัว ของอาตมามาก อาตมารู้สึกตกใจถึงหน้าถอดสี และด้วยสัญชาติญาณจึ่งกล่าวคำสวดมนต์

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ด้วยจิตยึดมั่นในพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งเป็นเวลานานเท่าใดไม่ทราบได้ เสียงกุกกักและตะขาบที่อยู่ข้างหน้าก็อันตรธานหายไป จากนั้นอาตมาจึงได้จำวัดนอนเป็นปกติ ในวันรุ่งขึ้น นายผลก็มาหาอาตมาและได้กล่าวว่า เมื่อคืนนี้ข้าพเจ้าได้ปล่อยตะขาบเข้าไปในกลดที่ท่านพักพำนักอยู่ อาตมาบอกว่าอาตมาได้ตื่นมาและตกใจ จึงได้สวดมนต์ภาวนา ตะขาบตัวนั้น ก็อันตรธานหายไป

นายผลจึงได้ยกมือพนมขึ้น แล้วกล่าวว่า บัดนี้ข้าพเจ้าเชื่อแล้วว่า อำนาจเวทมนตร์คาถา และคุณไสยใดๆ ของข้าพเจ้ามิอาจทำร้ายท่านได้ ก็เพราะอำนาจแก่การสวดมนตร์ภาวนาของท่านเป็นเกราะคุ้มครองภัยอันตรายต่างๆ ได้

ที่อาตมา (สมเด็จโต) ได้เล่าให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ได้ฟังกัน เพื่อให้เป็นอานิสงส์ของการสวดมนตร์ว่า เหล่าพรหมเทพได้มาฟังการสวดมนตร์จริงดังที่อาตมาได้เทศน์ไว้ เพราะถ้าไม่ใช่เหล่าพวกพรหมเทพแล้วไซร้ ก็คงไม่สามารถที่จะขับไล่สิ่งที่เกิดจากอำนาจคุณไสย ที่นายผลส่งมาเล่นงานอาตมาได้อย่างแน่นอน ท่านเจ้าพระยา และ อุบาสก อุบาสิกา ในที่นั้น เมื่อได้ฟังคำเทศนาแล้วต่างก็ยกมือขึ้นสาธุว่า อานิสงส์ของการสวดมนตร์มีคุณค่าสูงส่งยิ่งนัก

“ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ ”

เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี ดังปรากฏในงานของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี จางวางมหาดเล็กในรัชกาลที่ 4 ที่ได้นิมนต์เจ้าประคุณสมเด็จโตมาเทศน์ที่บ้านครั้นพลบค่ำ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตพร้อมลูกศิษย์ได้เดินทางจากวัดระฆังมายังบ้านของท่านเจ้าพระยาสรรเพชรภักดี ซึ่งในขณะนั้นมีอุบาสก อุบาสิกา นั่งพับเพียบเรียบร้อยกันเป็นจำนวนมาก ด้วยต้องการสดับรับฟังการเทศน์ของท่านเจ้าประคุณ ณ ที่เรือนของท่านเจ้าพระยา
เจ้าประคุณสมเด็จโต ได้ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวบูชาพระรัตนตรัย เมื่อจบแล้ว ท่านจึงเทศน์ “ เรื่อง อานิสงส์ของการสวดมนต์ ”

ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ได้กล่าวว่ายังมีคนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การสวดมนต์มีประโยชน์น้อย และเสียเวลามากหรือฟังไม่รู้เรื่อง ความจริงแล้วการสวดมนต์มีประโยชน์อย่างมากมาย เพราะการสวดมนต์เป็นการกล่าวถึงคุณงามความดี ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าพระองค์ท่านมีคุณวิเศษอย่างไร พระธรรมคำสอนของพระองค์มีคุณอย่างไร และพระสงฆ์อรหันต์อริยะเจ้ามีคุณเช่นไร การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจนจิตเป็นสมาธิ แล้วใช้สติพิจารณาจนเกิดปัญญาและความรู้ความเข้าใจ ประโยชน์สูงสุดของการสวดมนต์นั่นคือ จะทำให้ท่านเป็นผล จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์

ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ มีหลักฐานปรากฏในพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่า โอกาสที่จะบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์มี 5 โอกาสด้วยกันคือ

• เมื่อฟังธรรม
• เมื่อแสดงธรรม
• เมื่อสาธยายธรรม นั่นคือ การสวดมนต์
• เมื่อตรึกตรองธรรม หรือเพ่งธรรมอยู่ในขณะนั้น
• เมื่อเจริญวิปัสสนาญาณ

การสวดมนต์ในตอนเช้าและในตอนเย็นเป็นประเพณีที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธศาสนาบรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย ต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ โดยแบ่งเวลาเข้าเฝ้าเป็น 2 เวลา นั่นคือ ตอนเช้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม ตอนเย็นเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังธรรม การฟังธรรมเป็นการชำระล้างจิตใจ ที่เศร้าหมองให้หมดไปเพื่อสำเร็จสู่มรรคผลพระนิพพาน การสวดมนต์นับเป็นการดีพร้อมซึ่งประกอบไปด้วยองค์ทั้ง 3 นั่น คือ

• กาย มีอาการสงบเรียบร้อยและสำรว
• ใจ มีความเคารพนบนอบต่อคุณพระรัตนตรัย
• วาจา เป็นการกล่าวถ้อยคำสรรเสริญถึงพระคุณอันประเสริฐ ในพระคุณทั้ง 3 พร้อมเป็นการขอขมา ในการผิดพลาด
หากมีและกล่าวสักการะเทิดทูนสิ่งสูงยิ่ง ซึ่งเราเรียกได้ว่าเป็นการสร้างกุศล ซึ่งเป็นมงคลอันสูงสุดที่เดียวอาตมาภาพ ขอรับรองแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าหากบุคคลใดได้สวดมนต์เช้าและเย็นไม่ขาดแล้ว บุคคลนั้นย่อมเข้าสู่แดนพระอรหันต์อย่างแน่นอน

การสวดมนต์นี้ ควรสวดมนต์ให้มีเสียงดับพอสมควร ย่อมก่อให้เกิดประโยชน์แก่จิตตน และประโยชน์แก่จิตอื่น

*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตตน คือ เสียงในการสวดมนต์จะกลบเสียงภายนอกไม่ให้เข้ามารบกวนจิต ก็จะทำให้เกิดความสงบอยู่กับบทสวดมนต์นั้น ๆ ทำให้เกิดสมาธิและปัญญา เข้ามาในจิตใจของผู้สวด

*ที่ว่าประโยชน์แก่จิตอื่น คือ ผู้ใดที่ได้ยินได้ฟังเสียงสวดมนต์จะพลอย ได้เกิดความรู้เกิดปัญญา มีจิตสงบลึกซึ้งตามไปด้วย ผู้สวดก็เกิดกุศลไปด้วยโดยการให้ทานโดยทางเสียง เหล่าพรหมเทพที่ชอบฟังเสียงในการสวดมนต์ มีอยู่จำนวนมาก ก็จะมาชุมนุมฟังกันอย่างมากมาย เมื่อมีเหล่าพรหมเทพเข้ามาล้อมรอบตัวของผู้สวดอยู่เช่นนั้น ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่ไหนก็ไม่สามารถกล้ำกลายผู้สวดมนต์ได้ตลอดจนอาณาเขตและบริเวณบ้านของผู้ที่สวดมนต์ ย่อมมีเกราะแห่งพรหมเทพและเทวดา ทั้งหลายคุ้มครองภัยอันตราย ได้อย่างดีเยี่ยม

ดูก่อน.. ท่านเจ้าพระยาและอุบาสก อุบาสิกาในที่นี้ การสวดมนต์เป็นการระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณเมื่อจิตมีที่พึ่งคือ คุณพระรัตนตรัย ความกลัวก็ดี ความสะดุ้งกลัวก็ดี และความขนพองสยองเกล้าก็ดี ภัยอันตรายใด ๆ ก็ดีจะไม่มีแก่ผู้สวดมนต์นั่นแล.

จากหนังสือ อมตะธรรม สมเด็จโต พรหมรังษี


คัดลอกบางตอนมาจาก :: หนังสืออมตะธรรม 
ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
 

ลีลาวาทะสมเด็จโต

๐ ก่อนจะเป็นสมเด็จโตฯ

สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นพระเถระที่ทรงคุณวิเศษอยู่หลายประการ ยังผลให้ 'พระสมเด็จ' ที่ท่านสร้าง
ได้รับความนิยมอย่างสูงแม้นคาถา 'ชินบัญชร' ก็ยังเป็นที่นิยมสวดภาวนา จนเป็นคาถาที่เชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์
สามารถบันดาลผลที่ปรารถนาได้สารพัด
ทั้งนี้ก็ด้วยบารมีแห่งคุณวิเศษของท่านนั่นเอง

เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต มีอายุยืนยาวถึง 5 รัชกาล คือ เกิดใน พ.ศ. 2331 (รัชกาลที่ 1) และสิ้นใน พ.ศ. 2415 (รัชกาลที่ 5)
และเชื่อกันว่า เจ้าประคุณเป็นเชื้อพระวงศ์ด้วย

ผมเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ พูดถึงประวัติของท่านโดยสรุปว่า

'เกิดที่ไชโย โตที่วัดอินทร์ สิ้นที่วัดระฆัง'

เพราะฉะนั้น ท่านจึงสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ๆ ในสถานที่ที่ท่านเกี่ยวข้องอยู่นั้น นัยว่าเพื่อให้สมกับชื่อ 'โต' ของท่าน
เช่นที่วัดเกตุไชโย อ่างทอง, หลวงพ่อโต วัดอินทร์ บางขุนพรหม กทม. เป็นต้น

เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต
ท่านประพฤติปฏิบัติแปลกๆ ซึ่งพระรูปอื่นไม่ทำหรือทำไม่ได้ และเมื่อท่านทำแล้ว แทนที่จะถูกตำหนิ ติเตียนกล่าวโทษท่าน
แต่กลับได้รับความนิยมนับถือยิ่งขึ้น แม้พระเจ้าแผ่นดิน ซึ่งเป็นสมมติเทวดาก็ยังยินยอม ไม่ถือโทษ พระราชทานอภัย
ทั้งนี้เพราะท่านทรงอภินิหารเป็นวิสามัญบุคคล เรียกว่าเป็นบุคคลประเภท 'ปาปมุติ' ทำอะไรก็น่ารัก น่านับถือไปหมด ว่างั้นเถอะ
 

เจ้าประคุณสมเด็จฯ เองก็เคยพูดถึงความประพฤติของท่านอยู่เสมอว่า

'ที่เขาชมว่าขรัวโตดี นั่นแหละคือ ขรัวโตบ้า
ที่เขาติว่านั่นแหละคือ ขรัวโตดี'

หรือท่านพูดว่า 'ทีขรัวโตบ้า ก็ว่าขรัวโตดี, ทีขรัวโตดี ก็ว่าขรัวโตบ้า' เป็นงั้นไป

..............................................................

๐ ช้างเผือกกินพระไตรปิฎก

ความเป็นอัจฉริยะของท่านนั้น มีมาแต่เยาว์วัย เมื่อครั้งเป็นสามเณรโต ก่อนจะย้ายไปอยู่วัดระฆัง พระอาจารย์
ที่วัดระฆังยังฝันไปว่ามีช้างเผือกเชือกหนึ่ง เข้ามากินหนังสือพระไตรปิฎกในตู้ของท่านหมด ซึ่งพระอาจารย์ตื่นขึ้น
ก็เกิดความมั่นใจว่าฝันนั้นจะเป็นนิมิตว่าท่านจะได้ศิษย์ที่ฉลาดหลักแหลมคนหนึ่ง

วันรุ่งขึ้น สามเณรโตก็ถูกนำตัวมาฝาก
ท่านจึงรับไว้ด้วยความยินดี สามเณรโตเป็นช้างเผือกจริงขนาดไหนก็ลองฟัง
สมเด็จพระสังฆราช (สุก)
วัดมหาธาตุ ท่านพูดถึงสามเณรโตดูก็ได้ว่า ก่อนจะเรียนหนังสือ (สมัยนั้นเขาแปลหนังสือจากคัมภีร์ภาษามคธ เป็นภาษาไทย)
ท่านก็ทูลสมเด็จพระสังฆราชว่า 'วันนี้จะเรียนตั้งแต่บทนี้ ถึงบทนี้นะขอรับ'

เสร็จแล้วเวลาเรียนก็เปิดหนังสือ
ออกแปลจนตลอดตามที่กำหนดไว้ ท่านทำอย่างนี้ทุกครั้ง จนสมเด็จพระสังฆราชผู้เป็นอาจารย์ว่า
'ขรัวโตเขามาแปลหนังสือให้ฉันฟัง เขาไม่ได้มาเรียนหนังสือกับฉันดอก'

..............................................................

๐ หนีสมณศักดิ์

ท่านไม่ปรารถนายศศักดิ์ แม้จะเรียนรู้พระปริยัติธรรมอย่างที่เรียกได้ว่า 'หนังสือดี' ก็ไม่เข้าแปลหนังสือสอบเป็นเปรียญ
และไม่รับยศตำแหน่งทางสงฆ์ แต่ก็ประหลาด ท่านไม่เข้าสอบเป็นเปรียญ แต่ก็เรียก 'พระมหาโต' ตั้งแต่บวชพรรษาแรกมา

บางท่านก็เรียกว่า 'ขรัวโต' เพราะท่านมักประพฤติแปลกๆ จะทำอย่างไรก็ทำตามความพอใจของท่าน ไม่ถือสาหา
ความกับใคร ขนาดรัชกาลที่ 3 จะทรงแต่งตั้งเป็นพระราชาคณะ ท่านก็ทูลขอตัวเสีย และมักหลบหนีไปพักแรมที่ห่างไกล
เรียกว่า 'ไปธุดงค์' เพราะกลัวว่าจะต้องรับสมณศักดิ์นั่นเอง

แต่ก็น่าแปลกนะครับ คนเราลองมีบุญเสียอย่าง ลาภ ยศ สรรเสริญ เจริญพระ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมหลั่งไหลมาเอง
ไม่ต้องเขียนประวัติเชียร์ตัวเอง ก็ย่อมได้อยู่ดีแหละ

..............................................................

๐ หนีไม่พ้น

ในรัชกาลที่ 4 เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต หนีไม่พ้น ต้องรับสมณศักดิ์ในตำแหน่ง 'พระธรรมกิตติ' พอพระราชทาน
สมณศักดิ์แล้ว มีพระดำรัสว่า 'ในรัชกาลที่ 3 หนี ไม่รับสมณศักดิ์ คราวนี้ทำไมไม่หนีอีกหล่ะ...'

ท่านถวายพระพรว่า 'ก็รัชกาลที่ 3 ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้านี่ (คือพระบามสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เป็นพระองค์เจ้า ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า)
เป็นแต่เจ้าแผ่นดินเลยหนีได้ (ทำนองว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินหนีขึ้นฟ้าก็พ้นได้) ส่วนมหาบพิตรเป็นทั้งเจ้าฟ้าเจ้า
แผ่นดินจะหนีไปข้างไหนพ้น'

ครั้นเสร็จการพระราชพิธีพระราชทานสมณศักดิ์แล้ว ท่านก็ออกจากพระบรมมหาราชวังหอบเครื่องไทยธรรม
ถือพัดยศและย่ามมาเอง ใครจะรับก็ไม่ยอมส่งให้ พอถึงวัดระฆัง ท่านก็เดินร้องบอกดังๆ ว่า 'ในหลวง
ท่านให้ฉันมาเป็นสมภารวัดระฆังจ้าๆ'

พระเณร อุบาสก อุบาสิกา ที่มาคอยรับต่างก็เดินตามท่านไปเป็นขบวนใหญ่ เมื่อบอกกล่าวรอบวัดแล้ว ท่านจึงได้ขึ้นกุฏิ

..............................................................

๐ วิธีปราบพระนอกรีต

เมื่อท่านเป็นสมภารวัดระฆังนั้น ปรากฏว่ามีพระเณรประพฤติล่วงพระวินัย ท่านก็ไม่กล่าวห้ามปรามหรือลงโทษทัณฑ์
แต่อย่างไร ท่านใช้วิธีทำให้ผู้ทำผิดเกิดความละอายทีหลังก็ไม่กล้าทำอีก ครั้งหนึ่งพระ 2 รูปทะเลาะกัน
ทุ่มเถียงกันที่หน้าวัด เสียงเถียงกันดังลั่นไปหมด เถียงกันไปเถียงกันมากลายเป็นท้าชก เมื่อถูกท้าอีกองค์ก็บอก

'พ่อไม่กลัว'

'พ่อก็ไม่กลัว'

พระจะชกต่อยกันเสียแล้วล่ะครับ เจ้าประคุณสมเด็จฯ โต ได้ยินเสียงเอะอะอย่างนั้น ก็เอาดอกไม้ ธูปเทียน
เข้าไปหาพระที่เถียงกันนั้น นั่งประนมมือพูดว่า

'พ่อเจ้าประคุณ ฉันขอฝากเนื้อฝากตัวกับพ่อด้วย ฉันเห็นแล้วว่าพ่อเจ้าประคุณเก่งนัก นึกว่าเอ็นดูฉันเถิดพ่อคุณ'

พระ 2 รูปนั้น ได้ฟังต่างก็แยกย้ายกันกลับกุฏิ ต่อมาเกิดความละอายและเสียใจได้เข้าไปกราบ ทำปฏิญาณกับท่านว่า
จะไม่ประพฤติเช่นนั้นอีกต่อไป

คราวหนึ่งท่านไปธุระกับนายเทศ ขณะเดินผ่านหลังโบสถ์ พบว่าพระกลุ่มหนึ่งกำลังเตะตะกร้อกัน ท่านเอาพัดด้าม
จิ๋วคลี่ออก แล้วยกขึ้นบังหน้า ทำเป็นทีว่าไม่เห็น นายเทศถามว่า 'ทำไมท่านจึงไม่ห้าม'

ท่านตอบว่า 'ถึงเวลาเลิก เขาเลิกกันเองแหละ ถ้าไม่ถึงเวลาเลิก แม้เราจะห้าม เขาก็ไม่เลิก'

ต่อมาพระเหล่านั้นเตะตะกร้อกันอีก คราวนี้ท่านให้ไปตามพระเหล่านั้นมา ฉันน้ำร้อนน้ำชาผสมน้ำตาลทราย
แล้วถามเป็นทำนองอยากรู้ว่า การเตะตะกร้อนี่ต้องฝึกหัดกันนานไหม ลูกข้างลูกหลัง อันไหนเตะยากกว่ากันอย่างไร

พระเหล่านั้นรู้เจตนาของท่าน เกิดความละอาย ต่างก็เลิกไม่เตะตะกร้อกันแต่นั้นมา

..............................................................

๐ ความคะนองของเจ้ากู

สมัยรัชกาลที่ 3 มีสามเณรที่มาเรียนหนังสือที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ขณะที่คอยอาจารย์มาสอน
ก็เตะตะกร้อรอเวลา เพลินไปเลย เจ้าหน้าที่วังเห็นก็มาห้ามปรามแต่ก็ไม่ยอมหยุด คงเข้าทำนองที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ
ว่า ถึงเวลาเลิก เขาเลิกกันเอง ไม่ถึงเวลาเลิก ทำอย่างไรก็ไม่เลิก เจ้าหน้าที่จึงนำความขึ้นกราบทูลรัชกาลที่ 3
พระองค์กลับรับสั่งว่า

'เจ้ากูจะเล่นบ้าง ก็ช่างเจ้ากูเถอะ'

เรื่องนี้เป็นมูลเหตุให้พระตามวัดต่างๆ เกิดนิยมเตะตะกร้อกันทั่วไป ด้วยถือว่า พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงตำหนิห้ามปราม
ความจริง ถ้าเราศึกษาพระราชจริยวัตรของรัชกาลที่ 3 โดยตลอดจะเห็นว่า ทรงมีพระราชหฤทัยเสมอด้วยพระโพธิสัตว์
ทรงอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนามากมายหลายสถาน ทั้งการบูรณะซ่อมแซมวัดวาอาราม การศึกษาของพระภิกษุสามเณร
จนขนาดให้เปิดพระราชวังให้เป็นสำนักเรียน เรื่องจะไปตำหนิพระเณรนั้น ย่อมไม่ทรงกระทำเป็นแน่
แสดงให้เห็นถึงน้ำพระราชหฤทัยอันกว้างขวางของพระองค์ ส่วนผู้มีจิตใจคับแคบก็มักจะหาความใส่กันอยู่เรื่อย

อย่างคราวมีงานฉลองวัดพระเชตุพนฯ มีพระเณรเที่ยวเดินปะปน เบียดเสียดกับคฤหัสถ์ชายหญิง พลุกพล่านไปหมด
ก็มีคนนำเรื่องนี้กราบทูล รัชกาลที่ 3 ก็รับสั่งว่า

'.... คนก็มากด้วยกัน ก็ต้องเบียดกัน ! เป็นธรรมดา'

เข้าใจได้อย่างนี้ ก็สบายใจทั้งพระทั้งโยมแหละครับ

..............................................................

๐ สวดมนต์จังหวะแปลก

คราวหนึ่ง เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปธุระ ขากลับผ่านมาทางวัดชนะสงคราม พบพระลูกวัดของท่าน
คือวัดระฆังนั่นแหละกำลังสวดตลกคะนองที่วัดนั้น ท่านจึงแวะเข้าไปนั่งยองๆ ตรงหน้าพระสวดนั้น
แล้วประนมมือกล่าวว่า 'สาธุ สาธุ สาธุ' แล้วลุกขึ้นเดินหลีกไป

พระเหล่านั้นรู้สึกตัวว่าตนทำผิด ทำให้สมภารวัดต้องอับอายขายหน้า ก็เกิดความละอาย บางองค์ก็สึก
องค์ที่อยู่ก็ตั้งใจสังวรไม่ประพฤติเช่นนั้นอีก

สมัยก่อน การสวดตลกคะนองเป็นที่นิยมแพร่หลาย บางครั้งพระนักสวด สวดหยาบโลนจนเสียสมณะสารูป
ไม่สมที่เป็นพระ ต้องถูกลงโทษ มีพระบรมราชโองการให้ชำระพระสวดรำต่างๆ ส่งมาเป็นทหารก็มี สึกเอามา
เป็นไพร่หลวงก็มี สมัยนี้จะหาวัดที่มีพระสวด เล่นกระแทกจนด้ามตาลปัตรหักนี่หายาก นานๆ จะได้ยินสักครั้งหนึ่ง

..............................................................

๐ ตีกันเพราะกรรมเก่า

ต่อมาครั้งหนึ่ง พระวัดระฆังเกิดทะเลาะกันรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือตีกันหัวแตก องค์ที่ถูกตีมาฟ้องเจ้าประคุณสมเด็จฯ
ให้ช่วยชำระคดีให้ที แต่ท่านบอกกับพระองค์นั้นว่า

'คุณตีเขาก่อนนี่จ๊ะ'

'กระผมไม่ได้ตี มีคนเป็นพยานได้' พระรูปนั้นเถียง

ท่านก็ยังยืนยันว่า คุณตีเขาก่อน อยู่นั่นเอง

พระรูปนั้นไม่พอใจ จึงไปฟ้องสมเด็จพระวันรัต (เซ่ง) วัดอรุณ ว่าเจ้าประคุณสมเด็จฯ โต ไม่ยอมให้ความเป็นธรรม
เราถูกตีก็บอกว่าเราตีเขาก่อน ทั้งทีไม่ได้ตีเลย

สมเด็จพระวันรัตจึงถามเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านก็ยังยืนยันคำพูดเดิม สมเด็จพระวันรัตจึงถามว่า
รู้ได้อย่างไรว่าพระองค์นี้ตีเขาก่อน

ท่านก็ตอบว่า รู้ได้ตามพระพุทธภาษิตว่า 'เวรไม่ระงับเพราะการจองเวร นี่เป็นเวรต่อเวรมันตอบแทนกัน'
(หมายถึงองค์ที่ถูกตีนั้น เมื่อก่อน-ชาติก่อนเคยตีเขามาก่อนแล้ว)

'ถ้าอย่างนั้น ท่านจงรับภาระช่วยระงับอธิกรณ์นี้ อย่าให้เป็นเวรกันเถอะ'

ท่านจึงให้โอวาทว่า ให้ตั้งอยู่ในสมณสัญญา มีหิริโอตตัปปะ และไม่พึงจองเวรอาฆาตมาดร้ายกันต่อไป
แล้วท่านก็เอาเงินทำขวัญให้แก่พระที่ถูกตี 12 บาท บอกว่า ท่านทั้งสองไม่มีความผิด ฉันเป็นผู้ผิด
เพราะฉันปกครองไม่ดี

..............................................................

๐ ร้อยคำสอนไม่เท่ากับหนึ่งตัวอย่าง

ว่ากันว่า เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นคนเจ้าระเบียบ รักสวยรักงาม เมื่อไปพบเห็นที่ใดที่พระเณรทำสกปรก
เช่นทิ้งเปลือกเงาะ ทุเรียน หรือเม็ดผลไม้ ไปทางหน้าต่างกุฏิ ท่านก็เก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย
พระเณรเห็นเข้าก็ไม่กล้าทำสกปรกอีก

บางครั้งพระเณรไม่ลงทำวัตรสวดมนต์เช้า-เย็น ท่านก็ลงไปทำแต่องค์เดียว สวดมนต์องค์เดียว
ไม่ช้าพระเณรท่านก็ละอายใจ พากันไปลงทำวัตรสวดมนต์กันหมด

หน่วยงานใดก็ตาม
ถ้าผู้ร่วมงานไม่ค่อยให้ความร่วมมือในกิจกรรมส่วนรวม ผู้บังคับบัญชาน่าจะใช้วิธีนี้บ้าง

..............................................................

๐ สายเพราะคอยบอกลา

ตามปกติ เจ้าประคุณสมเด็จฯ ไม่ค่อยจะมีเวลาว่าง ต้องไปกิจนิมนต์บ้าง ไปดูแลควบคุมการก่อสร้างบ้าง
บางปีก็ไปธุดงค์ ทางวัดระฆังจึงไม่ค่อยได้ดูแลปกครอง ต้องมอบการงานในวัดให้พระครูปลัดดูแลแทน
และท่านได้สั่งพระเณรในวัดว่า ถ้ามีกิจไปนอกวัดก็ให้บอกลาพระครูปลัดก่อน แม้ตัวท่านเองจะไปไหน
ก็บอกลาพระครูปลัดเหมือนกัน

ครั้งหนึ่งท่านไปนิมนต์ไม่ทันงานพระราชพิธี พระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตรัสถามว่า
ทำไมจึงมาล่าช้านัก ท่านจึงถวายพระพรว่า เพราะท่านคอยบอกลาพระครูปลัด ซึ่งยังจำวัดยังไม่ตื่น จึงทำให้ล่าช้า

..............................................................

๐ เมตตาพิศดาร

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านมีคุณธรรมยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งในอัธยาศัยของท่านคือ มักน้อยสันโดษ
ยินดีในปัจจัยตามมีตามได้ ไม่สะสมทรัพย์สมบัติ ได้ลาภสักการะมาทางใดๆ ก็เอาไปใช้จ่ายในงานการกุศลต่างๆ
ทั้งสร้างวัด สร้างพระพุทธรูป และช่วยเหลือเกื้อกูลสงเคราะห์แก่คนทุกชั้นไม่เลือกหน้า แม้กระทั่งโจรมาลักของ
ท่านก็ยังอำนวยความสะดวกให้แก่โจร

ครั้งหนึ่ง ท่านจำวัดหลับอยู่ มีโจรขึ้นกุฏิ ล้วงมือไปทางกรงหน้าต่างเพื่อหยิบเอาตะเกียงลาน
แต่สุดมือเอื้อมแล้วก็ยังไม่ถึง ท่านได้ยินเสียงกุกกักก็รู้สึกตัว รู้ว่าโจรจะลักของแต่เอาไม่ถึง
จึงช่วยเอาเท้าเขี่ยตะเกียงส่งให้โจร โจรคว้าได้ก็เอาไปเลย

ท่านว่า....มันคงอยากจะได้ ก็ให้มันไป

ท่านไปเทศน์ต่างจังหวัดโดยทางเรือ ได้เครื่องกัณฑ์เทศน์หลายอย่าง ทั้งผลไม้ของสด ของแห้ง
ทั้งเสื่อหมอน ขาหลับมาพักแรมกลางทาง ตกดึกมีโจรพายเรือเข้าเทียบเรือของท่าน ลักเอาข้าวของไป
พอดีโจรล้วงหยิบเอาเสื่อไปได้แล้วเผอิญท่านตื่นขึ้น จึงร้องบอกว่า 'เอาหมอนไปด้วยซิจ๊ะ'
โจรได้ยินเสียง ก็ตกใจกลัว รีบพายเรือหนี ท่านจึงเอาหมอนโยนตามไปให้ โจรเห็นว่าท่านยินดี
ให้จึงพายเรือกลับมาเก็บหมอนนั้นไป

..............................................................

๐ เด็กวัดแย่งกัณฑ์เทศน์

อีกเรื่องหนึ่ง ท่านไปเทศน์ที่บ้านโยมทางฝั่งพระนคร แถววัดสามปลื้ม โดยเรือพาย ศิษย์ 2 คน
พายหัวคนหนึ่ง พายท้ายคนหนึ่ง ตัวท่านนั่งตรงกลาง ขากลับมาตามทางศิษย์ 2 คน เห็นเครื่องกัณฑ์เทศน์
แล้วอยากได้ จึงคิดจัดแบ่งเครื่องกัณฑ์กัน

คนหนึ่งว่า 'กองนี้ของเอ็ง กองโน้นของข้า'

อีกคนก็ว่าบ้าง 'ไม่ได้ กองนี้ข้าเอา เอ็งเอากองโน้น'

ท่านจึงถามขึ้นว่า '.... แล้วของฉันกองไหนหล่ะจ๊ะ'

เมื่อถึงวัด ศิษย์ 2 คน ได้ขนเอาเครื่องกัณฑ์เทศน์ไปหมด ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร

..............................................................

๐ เมตตามหานิยม

คุณธรรมเจ้าประคุณสมเด็จฯ อย่างหนึ่งคือ ขันติ ท่านเป็นผู้หนักแน่น มั่นคง สงบจิตระงับใจไม่ให้ยินดียินร้าย
เมื่อประสบกับอารมณ์ที่น่าปรารถนา และมิน่าปรารถนา ไม่โกรธเคืองใคร

มีเรื่องเล่าว่า
มีบ่าวของท่านพระยาท่านหนึ่ง บ้านอยู่หลังตลาดบ้านขมิ้นฝั่งธนบุรี ดื่มสุราพอเมาได้ที่ดี ก็เข้าไปหา
เจ้าประคุณสมเด็จฯ พร้อมกับถามด้วยเสียงอ้อแอ้ตามประสาครเมาว่า

'นี่หรือ คือสมเด็จ ที่เขาเลื่องลือกันนักว่ามีวิชาอาคมขลัง ฉันละอยากลองดีนัก'

พอพูดขาดคำก็ตรงเข้าไปชกหน้าทันที แต่ท่านหลบทันเสียก่อน จึงชกไม่ถูก ท่านจึงบอกบ่าวคน
นั้นรีบหนีไปเสีย เดี๋ยวใครมาพบเห็นเข้าจะเดือดร้อน จะถูกจับกุมทำโทษ บ่าวคนนั้นก็ตกใจได้สติรีบหนีไป

เรื่องนี้ได้ทราบถึงหูของท่านพระยาผู้เป็นนายเข้าจนได้ จึงจัดการลงโทษบ่าวคนนั้น โดยเอาโซ่ล่ามไว้กับ
ขอบไม้ที่สนามหญ้าหน้าบ้านประจานให้รู้ทั่วกัน เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทราบเรื่องเข้า ก็ได้ไปเยี่ยม
เอาเงิน 1 สลึง กับอาหารคาวหวานไปให้บ่าวคนนั้นทุกวัน ฝ่ายท่านพระยาคิดเห็นว่า การที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ
ทำอย่างนั้น คงจะมาขอให้ยกโทษโดยทางอ้อม จึงให้แก้บ่าวนั้นปล่อยเป็นอิสระเสรีต่อไป

..............................................................

๐ โกรธไม่เป็นเพราะเย็นที่ใจ

คราวหนึ่ง มีคนนิมนต์ท่านไปในงานพิธีมงคลโกนจุก ณ ที่บ้านตำบลบางพลัด ฝั่งธนบุรี บ้านของ
เจ้าภาพอยู่ในสวน มีคลองเข้าไปลึกสักโขอยู่ ขณะที่ศิษย์พายเรือเข้าไปในคลองนั้น เจ้าคนพายท้าย
ได้เห็นปลาตีนตัวหนึ่ง จึงยกพายฟาดตีไป แต่ไม่ถูก น้ำและโคลนกระเด็นเปื้อนจีวรด้านหลังท่านเจ้า
ประคุณสมเด็จฯ ปลาตัวนั้นได้วิ่งไปทางหัวเรือ เจ้าคนทางหัวเรือ ก็ยกพายฟาดไปอีกที แต่ไม่ถูกอีกนั่นแหละ
น้ำโคลนกระเด็นเปื้อนจีวรทั้งข้างหน้าและข้างหลัง ท่านก็ยังนั่งเฉย ไม่พูดว่ากระไร

เมื่อไปถึงบ้านงาน เจ้าภาพและญาติโยมที่เห็นท่านเปียกเปรอะไปทั้งตัว ก็รุกถามกัน ท่านตอบว่า
'โยม 2 คนนี้ เขาตีปลาตีนกันจ้ะ'

วัดระฆังที่เจ้าประคุณสมเด็จอยู่นั้น ตั้งอยู่ฝากฝั่งธนบุรี ส่วนพระบรมมหาราชวัง ตั้งอยู่ทางฝั่งพระนคร
คราวหนึ่งท่านไปสวดมนต์ในพระบรมมหาราชวัง ขณะที่กำลังสวดอยู่นั้น เด็กวัดที่ติดตามเป็นศิษย์พายเรือให้
ได้หลบไปเที่ยวที่อื่น จนสวดมนต์จบแล้วก็ยังไม่กลับมา ท่านจึงถือพัดยศกับย่าม เดินออกมาจากวัง
นั่งคอยอยู่ในเรือ ซึ่งจอดอยู่ที่ท่าช้างวังหลวง ลูกศิษย์มัวแต่เที่ยวเล่นเพลิน พอกลับมาจึงรู้ว่า
พระราชพิธีเสร็จแล้ว รีบวิ่งกลับมาที่เรือ ก็เห็นท่านนั่งคอยอยู่ในเรือ ใจนึกว่าต้องถูกทำโทษ
อย่างน้อยต้องถูกบ่นด่าเป็นแน่ แต่ปรากฏว่า เมื่อไปถึงเรือท่านก็นั่งอยู่อย่างสบายอารมณ์
ไม่ทุกข์ ไม่ร้อน สั่งให้แก้โซ่ลงเรือพายกลับวัดระฆัง

บางครั้ง ท่านจะไปกิจนิมนต์ด้วยเรือเก๋ง ศิษย์ที่รับใช้ก็คะนองมือเหลือเกิน พอท่านก้าวลงเรือ
ยังไม่ทันจะนั่งเรียบร้อยดี ศิษย์ก็ถอยเรือรีบแจวอ้าวทีเดียว ท่านตั้งหลักยังไม่ได้ก้นกระแทกกับพื้นเรือ
แทนที่ท่านจะขัดเคือง ท่านกลับพูดว่า

'พ่อจะอวดว่าพ่อมีแรง แต่คนเดียวนะ คนอื่นที่เขาแรงกว่าพ่อ ยังมีอีกถมไป'

..............................................................

๐ สัมมาคารวะ

เจ้าประคุณสมเด็จฯ ทรงคุณธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ ท่านมีสัมมาคารวะ อ่อนน้อม ว่ากันว่า เมื่อท่าน
เดินทางไปไหนมาไหน พบพระพุทธรูป ท่านจะถอยห่างหลีกออกไป ราว 4 ศอก แล้วจะนั่งลงกราบ
แม้แต่จะไปพบหุ่นแบบสำหรับสร้างพระพุทธรูป ท่านก็ทำอย่างนั้นเหมือนกัน เคยมีคนถามท่านว่า
หุ่นแบบสร้างพระนั้น ต้องนับถือด้วยหรือ

ท่านก็ตอบว่า 'ดินก้อนแรกที่หยิบขึ้นมาปั้นหุ่น ก็นับเป็นองค์พระแล้ว เพราะผู้ทำตั้งใจมา
แต่ต้นที่จะทำพระพุทธรูป'

คราวหนึ่งไปสวดมนต์ที่บ้านช่างหล่อ ฝั่งธนบุรี ที่บ้านนั้น เขาเอาหุ่นพระพุทธรูปตั้งผึ่งแดดไว้
ห่างจากทางเดินราว 2 ศอก เมื่อท่านเดินผ่านมาในระยะใกล้ชิด ท่านก้มกายยกมือขึ้นประนมเหนือศรีษะ
กระทำคารวะ พระและศิษย์ที่ไปด้วย เห็นท่านทำอย่างนั้น ก็ทำตาม

เมื่อขึ้นบ้านงาน และนั่งลงบนอาสนะเรียบร้อยแล้ว นายเทศ ผู้ช่วยเจ้าภาพซึ่งคุ้นเคยกับสมเด็จฯ
ได้กราบเรียนถามว่า

'กระผมสงสัยจริง เพราะไม่เคยเห็นเจ้าคุณสมเด็จฯ กระทำอย่างนี้'

ท่านจึงตอบว่า
'แต่ก่อนไม่เคยเห็นจริงจ้ะ แต่วันนี้เป็นเหตุบังเอิญจ้ะ เพราะฉันเดินผ่านมาในเขตอุปจารของท่าน
ไม่เกิน 4 ศอก จึงต้องทำดังนี้'

นายเทศจึงเรียนว่า 'ยังไม่ยกขึ้นตั้ง และยังไม่เบิกพระเนตร จะเป็นพระหรือขอรับ'

ท่านตอบว่า
'เป็นจ้ะ เป็นตั้งแต่ผู้ทำหุ่นยกดินก้อนแรกวางบนกระดานแล้วจ้ะ เพราะผู้ทำตั้งใจให้เป็นองค์พระอยู่แล้ว
เรียกอุทเทสิกเจดีย์ ยังไงล่ะจ๊ะ'

เมื่อสวดมนต์จบแล้ว ขากลับผ่านมาท่านก็กระทำอย่างนั้นอีก รุ่งขึ้นท่านไปฉัน ตอนนี้ท่านเห็นพระ
ตั้งอยู่ไกลออกไปราว 6 ศอก ห่างออกไปจากทางที่ท่านเดินผ่านไปเมื่อวาน เพราะเจ้าภาพเกรงว่า
จะทำให้พระที่มากิจนิมนต์เดินเข้า-ออกไม่สะดวก ท่านไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพระแล้วประนมมือนมัสการ
พระที่ติดตามไปด้วยก็กระทำตาม ประมาณสัก 1 นาทีแล้วจึงขึ้นไปบนเรือน

เมื่อฉันเสร็จแล้ว เจ้าภาพถวายเครื่องสักการะ และท่านยถาสัพพี เสร็จแล้วก็นำเอาธูปเทียนดอกไม้
ที่เจ้าภาพถวายไปสักการะบูชาพระที่ปั้นหุ่นขึ้นไว้นั้น พระติดตามก็ทำตามอีกแล้วจึงกลับวัด

เล่ากันว่า เมื่อเจ้าประคุณสมเด็จฯ ไปพบพระเณรแบกหนังสือคัมภีร์ไปเรียน ท่านจะต้องนั่งประนมมือ
หรือก้มกายลงแสดงความคารวะพระธรรม หรือแม้แต่ใครจะถ่ายรูปของท่านในอิริยาบทใดก็ตาม
ถ้าในที่นั้นมีหนังสือเทศน์ ท่านจะต้องหยิบขึ้นมาถือ เหมือนหนึ่งว่ากำลังเทศน์อยู่เสมอ และเพื่อแสดง
ว่าในที่นั้นมีพระธรรมเป็นประธานอยู่ (ผู้พิมพ์)

อีกอย่างหนึ่งถ้าท่านไปพบพระเณรกำลังเทศน์อยู่ ท่านจะต้องหยุดฟังจนจบ แล้วจึงไปในที่อื่น
ทราบว่าที่ท่านทำอย่างนี้ด้วยประสงค์จะประพฤติตามเยี่ยงอย่างพระพุทธเจ้า ที่ทรงฟังธรรมที่
พระอนุรุทธแสดงอยู่

เรื่องเดิมมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไปจะเข้าวิหาร ขณะถึงซุ้มประตูก็พบว่า พระอนุรุทธกำลัง
แสดงธรรมอยู่ ครั้นจะเสด็จเข้าไปก็เป็นการไม่เคารพ จึงประทับยืนฟังจนจบ เมื่อพระอนุรุทธทราบ
จึงทูลขออภัยที่ทำให้ประทับยืนนาน พระองค์ตรัสว่า แม้จะนานกว่านี้สักเท่าไรก็จะประทับยืน
เพราะพระองค์ทรงเคารพในพระธรรม

ในหมู่พระสงฆ์ก็เหมือนกัน พระภิกษุจะมีพรรษาอายุมากหรือน้อยก็ตาม เมื่อไปกราบท่าน
ท่านก็กราบคืนบ้าง กราบท่านกี่ครั้ง ท่านก็กราบคืนตอบเท่านั้นครั้ง

บางท่านสงสัยว่า
ทำไมเจ้าประคุณฯ ต้องทำอย่างนั้น ท่านตอบว่า 'อ้าว...ฉันก็ทำตามพระพุทธภาษิตที่ว่า
วนฺทโก ปฏิวนฺทนํ ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ ยังไงล่ะจ๊ะ'

..............................................................

๐ ยศช้าง...ขุนนางพระ

เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นพระเถระที่ไม่ถือยศถือศักดิ์ เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบประพฤติเป็น
อย่างพระธรรมดาสามัญ เหมือนพระลูกวัดทั่วไป ท่านเคยพูดกับคนอื่นว่า ยศช้างขุนนางพระจะดีอย่างไร

ดังนั้น ท่านจะทำอะไร ท่านก็ทำตามอัธยาศัยของท่าน ไม่เห็นจะต้องคอยเอาอกเอาใจใคร
บางครั้งไปกิจนิมนต์ทางเรือบ่อยๆ ศิษย์แจวเรือเหนื่อยก็ให้พักเสีย ท่านก็แจวแทนเสียเอง

คราวหนึ่งท่านได้รับนิมนต์ไปในงาน ที่บ้านแถวจังหวัดนนทบุรี ขากลับเจ้าภาพได้ให้บ่าว 2 คน
ผัวเมียแจวเรือไปส่ง ขณะที่มาตามลำคลองนั้น เขาเกิดผิดใจกันเรื่องอะไรไม่ทราบ ผัวเมียคู่นั้นเป็น
ปากเสียงเถียงกันหน้าดำหน้าแดง หนักเข้าก็งัดคำหยาบคายต่างๆ นานามาด่ากันลั่นไปหมด
ท่านขอร้องผัวเมียคู่นั้นให้เลิกทะเลาะวิวาทกันเสีย แล้วให้เข้าไปนั่งในประทุนเรือ เสร็จแล้วท่าน
ก็แจวเรือมาเองจนถึงวัดระฆัง

คราวหนึ่งมีผู้นิมนต์ท่านไปเจริญพระพุทธมนต์ ที่บ้านในสวนตำบลราษฎร์บูรณะ ฝั่งธนบุรี บ้านของเขา
อยู่ในคลองเล็กลึกเข้าไปมาก สมเด็จฯ ท่านไปด้วยเรือสำปั้นกับศิษย์ เวลานั้นน้ำแห้งเข้าคลองไม่ได้
ท่านก็ลงเข็นเรือกับศิษย์ของท่าน

ชาวบ้านเห็นก็นึกแปลกใจ ด้วยไม่เคยเห็นพระเถระผู้ใหญ่ไม่ถือเนื้อถือตัวอย่างนี้มาก่อน ก็ร้องบอกกันว่า
'เร็ว...ดูสมเด็จเข็นเรือๆ' ท่านบอกว่า 'ฉันไม่ใช่สมเด็จดอกจ้ะ ฉันชื่อ ขรัวโต สมเด็จท่านอยู่ที่วัดระฆังจ้ะ'
(ท่านหมายถึงพัดยศที่แสดงว่าเป็นสมเด็จอยูที่วัดระฆัง) แล้วชาวบ้านก็ช่วยท่านเข็นเรือไปจนถึงบ้านงาน






พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่เกี่ยวกับเทพเจ้า

เมื่อพระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้นในโลก พระองค์ทรงเกิดในท่ามกลางความเชื่อในสิ่งเหล่านั้น ความเชื่อเทวดาเชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรต่างๆ แต่ว่าพระพุทธเจ้าของเรา เป็นผู้ที่ไม่มีความเชื่อเหมือนเขา แม้พระบิดา พระมารดา เป็นผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ตามแบบดั่งเดิม แต่ว่าพระองค์ไม่มีความเชื่อในรูปนั้น พระองค์มีความคิดในรูปแบบใหม่ว่า มันน่าจะมีอะไรดีกว่านี้ประเสริฐกว่านี้ อันจะเป็นทางช่วยให้คนพ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน

พระพุทธศาสนาเกิดจากความกลัวอีกเหมือนกัน แต่ไม่ใช่กลัวสิ่งที่เห็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ใช่กลัวสิ่งนั้นสิ่งเหล่านี้อันเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่กลัวความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นความกลัวที่ผิดกันกับความกลัวของศาสนาธรรมชาติ เกิดจากพื้นฐานทางจิตใจที่มีความกลัว ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เพราะเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งต่อมาได้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ได้พิจารณาว่า....

คนเรานี้เกิดมาแล้วก็แก่ เจ็บ ตาย ถ้าว่าเกิดมาแล้วแก่เจ็บ ตายไป โดยไม่ได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ มันไม่มีราคาไม่มีความหมาย ทำอย่างไรจึงจะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้มากๆ แล้วพระองค์คิดไปในปัญหาที่ว่า ...

เมื่อสิ่งหนึ่งมีอยู่สิ่งตรงกันข้ามก็ต้องมี เช่นว่า มีมืดต้องมีสว่าง มีเย็นมีร้อน มีสุขมีทุกข์ มีดีมีชั่ว มีอะไรต่ออะไรมาคู่กันทั้งนั้น ของในโลกนี้มีเป็นคู่กัน เมื่อมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เรื่องไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เรามีความทุกข์ ทำอย่างไรจึงจะไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนใจ พระองค์คิดในปัญญาเหล่านี้บ่อยๆ ผลที่สุดก็ต้องหนีไปบวชเพื่อหาความสงบใจตามแบบมุนีซึ่งมีอยู่ในอินเดียสมัยนั้น แล้วจะได้ศึกษาค้นคว้าว่าทำอย่างไรจึงจะดับทุกข์ได้ ทำอย่างไรจึงจะไม่มีทุกข์ความเดือดร้อนอีกต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นในน้ำพระทัยของเจ้าชายสิทธัตถะ อันเป็นให้ท่านสละราชสมบัติ ออกไปบวชศึกษาค้นคว้าหาความจริง แล้วก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็เที่ยวสอนศาสนา

พุทธศาสนานี้ไม่เหมือนศาสนาที่มีอยู่ก่อน เป็นศาสนาที่แปลกไปจากศาสนาดั้งเดิมทั้งหมด จุดที่แปลกอันสำคัญก็คือว่าศาสนาอื่นนั้นเกี่ยวข้องกับเทพเจ้า แต่พระพุทธศาสนาไม่เกี่ยวกับเทพเจ้า ไม่ได้ถือว่าเทพเจ้าเป็นผู้ดลบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ให้มีสุข ให้มีทุกข์ ให้พ้นจากความสุขความทุกข์ ไม่ได้เชื่อเช่นนั้น ตัดเรื่องเทพเจ้าออกหมด คำสอนในพระพุทธศาสนาเมื่อเริ่มสอนก็สอนข้อปฏิบัติล้วนๆ เป็นธรรมะเท่านั้น ไม่ได้สอนเรื่องว่าโลกนี้ใครสร้าง สร้างอย่างไร ทำอย่างไร ...ไม่ได้พูดถึง เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นที่จะต้องพูด พระองค์สอนแต่เรื่องธรรมะอันเป็นเรื่องที่จะต้องปฏิบัติ อันจะทำให้ผู้ปฏิบัติตามได้พ้นจากความทุกข์ความเดือดร้อน พระพุทธศาสนาจึงเป็นศาสนาที่ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นเราจึงได้ศาสนาอีกประเภทหนึ่งประเภทที่เรารู้จักมาก่อน ที่เรียกว่า ศาสนาที่ถือเทพเจ้า เรียกตามภาษาว่า “เทวนิยม” นี้เป็นพวกหนึ่ง

ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก พระองค์ไม่คล้อยตามอำนาจเทพเจ้า ไม่อ้างอำนาจเทพเจ้า นักสอนธรรมะศาสนาอื่นมักบอกว่า เป็นบุตรพระผู้เป็นเจ้าบ้างเป็นผู้แทนพระผู้เป็นเจ้าบ้าง พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้บันดาลให้เขียนบ้าง ให้พูดบ้าง แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ว่าอย่างนั้น กลับบอกว่า สิ่งที่เราเอามาพูดมาบอกแก่ท่านทั้งหลายนี้ เป็นสิ่งที่เราได้ค้นพบด้วยตัวเราเองพระองค์บอกว่าสิ่งที่ได้นำมาสอนทั้งหมด เป็นสิ่งที่พระองค์ค้นพบด้วยพระองค์เอง

อันนี้เราจะได้เห็นได้จากถ้อยคำอันตรัสแก่อุปกาชีวก คือเมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วได้เดินทางไปกรุงพาราณสี พบกับอาชีวกคนหนึ่ง ชื่อว่า อุปกาชีวก เขาเห็นหน้าพระพักต์ของพระองค์ผ่องใสมีอิริยาบถเรียบร้อยน่าดู ก็ถามว่าดูหน้าตาของท่านผ่องใส ท่านชอบใจในธรรมะของใคร ท่านเป็นศิษย์อาจารย์ใด ท่านปฏิบัติธรรมของผู้ใด พระองค์บอกว่า เราเป็นสยัมภู ผู้รู้เองในโลก เราจะอ้างว่าใครเป็นครูเป็นอาจารย์ได้อย่างไร เพราะสิ่งที่เรารู้เราชอบใจนี้เราพบด้วยตัวเราเอง เรียกได้ว่าเป็นคำพูดใหม่ในวงการศาสนา ในโลกแห่งศาสนานี้พระพุทธเจ้าพูดใหม่ที่สุด คือพูดว่าเรารู้เองในโลก พระองค์พูดว่า เรารู้เอง ไม่มีใครเป็นครูอาจารย์ของเรา อันนี้เป็นการแสดงว่า มนุษย์มีความสามารถในเรื่องที่จะเรียน ในเรื่องที่จะเข้าอะไรต่างๆ มนุษย์คิดเอาเองก็ได้ถ้ารู้จักใช้ปัญญา รู้จักใช้ความสามารถแล้วก็คิดเอาเองได้ ก็เป็นการเคารพต่อมนุษย์ขึ้นมา ไม่เอาชีวิตของมนุษย์ไปแขวนไว้กับพระผู้เป็นเจ้าในสรวงสวรรค์อีกต่อไป เป็นการบอกให้มนุษย์ทั้งหลายทราบว่า ตัวท่านเองทุกคน มีปัญญา มีความสามรถที่จะคิดจะค้น สิ่งทั้งหลายที่จะรู้นั้นมันอยู่ในตัวเราแล้ว แต่ว่าเรามองไปทางอื่นเสีย เราไม่มองตัวเรา ไม่ค้นหาเอาจากตัวเราเราจึงไม่รู้อะไร คอยแต่ให้คนอื่นเขาบอกตลอดเวลา

ก็เท่ากับสอนว่า มนุษย์ต้องพึ่งตัวเอง อย่าไปพึ่งสิ่งที่เรียกว่าอำนาจจากเบื้องบน อย่าไปคอยคำสั่งจากเบื้องบนต่อไปต้องคอยฟังเสียงจากภายใน ต้องคิดต้องค้นด้วยปัญญา ด้วยความสามารถของท่านเอง อันนี้นับว่าเป็นเรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการพระศาสนาของประเทศอินเดีย เวลาพระพุทธเจ้าท่านไปเทศน์ก็เรียกว่าเทศน์ใหม่ที่สุด เพราะไม่อ้างอะไรทั้งนั้น พูดข้อปฏิบัติล้วนๆ... ศาสนาแบบนี้เรียกว่า สัจนิยม หรือ ธรรมนิยมแท้

ประเทศอินเดียยุคก่อนพระพุทธเจ้าจะเกิด มีความคิดความแผลงๆกันอยู่หลายอย่างแปลกๆกัน เพราะมีผู้สนใจในธรรมะอยู่เหมือนกัน จึงมีทิฏฐิความคิดแปลกๆใหม่ๆไม่เหมือนกันแบ่งเป็นหลายพวกหลายเหล่า เช่นเรื่องเกิดเรื่องตาย บางพวกถือว่าตายแล้วเกิด บางพวกถือว่าตายแล้วสูญ พวกที่ถือว่าตายแล้วเกิดนั้นแตกต่างกันอีก เช่น ถือว่าเป็นอยู่อย่างนั้นนี่พวกหนึ่ง บางพวกถือว่าอาจเปลี่ยนแปลงได้ พวกที่ถือว่าเกิดเป็นอะไรก็เป็นอย่างนั้น เช่นเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นมนุษย์ไปเรื่อย บางคนว่าไม่อย่างนั้นหรอก อาจเป็นลิงเป็นค่างก็ได้ เป็นสัตว์เดียรัจฉานก็ได้ อาจเป็นอะไรก็ได้ บางพวกถือว่าตายแล้วไม่เกิด...สูญเลยแต่ว่าก็แตกต่างกันไปอีก บางคนว่าสูญหมด บางคนว่าสูญแต่บางสิ่งบางประการ เรื่องทิฏฐิเกี่ยวกับเรื่องการตายการเกิดมีหลายพวกอย่างนี้

ในเรื่องสุขทุกข์ไม่เหมือนกัน พวกหนึ่งถือว่าเป็นสุขทุกข์เกิดจากเหตุผลภายนอก กล่าวคือเทพเจ้าดลบันดาลให้เป็นไป จึงมีคำว่าพรหมลิขิต ที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆว่า มีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตก็ถือว่าเป็นพรหมลิขิต เราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงพรหมลิขิตได้ นี่เป็นทิฏฐิของคนในสมัยนั้นแบบหนึ่ง อีกพวกหนึ่งไม่ได้ถืออย่างนั้นเลยถือว่าสุขทุกข์เกิดแต่การทำของตัวเอง พวกที่ถือว่าสุขทุกข์เกิดจากเทพเจ้าดลบันดาลก็มีแต่เรื่องเซ่นสรวงบนอ้อนวอนด้วยประการต่างๆเพื่อให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ ถ้ายังไม่ได่ก็นึกว่าเทพเจ้ายังไม่โปรด จะต้องหาวิธีใหม่บวงสรวงอ้อนวอนใหม่ จึงได้มีพิธีบวงสรวงต่างๆเกิดขึ้น ส่วนพวกที่ถือว่าสุขทุกข์เกิดแต่การกระทำของตน ถ้าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำผิดก็ได้ผลแห่งความผิด ทำถูกก็จะได้ผลแห่งความถูก เขาเชื่อในโลกอย่างนั้น

ความคิดความเห็นของคนในสมัยนั้นมีมาก ที่ถือว่าเป็นพวกใหม่ๆ ปลีกย่อยยังมีอีกเยอะแยะในเรื่องของทิฏฐิไว้ ๖๒ อย่าง เราจะหาอ่านได้จากหนังสือพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ มีเขียนไว้ละเอียดแต่เวลาอ่านแล้วก็มึนศีรษะอยู่เหมือนกัน เพราะมีเรื่องมากมายเหลือเกิน สลับซับซ้อน แตกกิ่งก้านสาขาออกไปมากมาย นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในก่อนยุคที่พระพุทธเจ้าของเราเกิดขึ้น ในประเทศอินเดีย ศาสนาของโลกมีความเป็นมาอย่างนี้

ปณิธานของหลวงพ่อปัญญานันทภิขุ 
ปฏิวัติความงมงาย เลิกเชื่อไร้เหตุผล พึ่งตนพึ่งธรรมะ หนังสือ ๑๗๕-๑๘๐

#################################################################


พระพุทธรูป 88 องค์. เห็นแล้วมีบุญ
ส่งต่อบุญนั้นเพิ่มพูนทวีคูณ


http://mp.weixin.qq.com/mp/appmsg/show?__biz=MjM5NTUwMjk2Mg%3D%3D&appmsgid=10000561&itemidx=3&sign=2110c688407fa2
a87c3ef63a9561f201&scene=2#wechat_redirect
 




 ...พากันจำให้ดีนะ ความดีเท่านั้น
ที่จะต้านทานความชั่ว
ความทุกข์ ความทรมานทั้งหลายได้
ไม่ว่าภพนี้ ภพหน้า ภพไหนก็ตาม
มีความดีเท่านั้น ที่จะถอดตัวของเรา
หรือถอนตัวของเราออกจากกองทุกข์ได้
นอกนั้นไม่มี... '

...หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน




1. ชั้นจาตุมมหาราชิกา 50 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 500 ปีทิพย์ เท่ากับ 9 ล้านปีโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นแรกอยู่เหนือโลกมนุษย์ขึ้นไป 46,000 โยชน์ เป็นแดนสุขาวดี มีเทวราชผู้ยิ่งใหญ่ 4 พระองค์
ทรงเป็นผู้ปกครองดูแล จึงได้ชื่อว่า จาตุมหาราชิกาเทวภูมิ คือ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ
มีท้าวจาตุมหาราช ทรงเป็นใหญ่

เทพยดา ในสวรรค์ชั้นนี้มีอาหารทิพย์ อาหารแห้ง หายเข้าสู่ร่างกาย ไม่มีกากมูลอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่เจ็บป่วย
อยู่กับครอบครัวลูกเมียเป็นสุขสบาย เทพยดานั้นจะย่อตัวขยายตัวได้ตลอด รูปโฉมโนมพรรณจะสดใส
เป็นหนุ่มสาวอยู่ราว ๑๖ ปีตลอด ร่างกายบริสุทธิ์สะอาดหอมอยู่ตลอดเวลา ปราศจากมลทินใดใด

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา มีเมืองใหญ่เป็นเทพนครอยุ่ถึง 4 เทพนคร แต่ละเทพนครมีป้อมปราการ กำแพงทองทิพย์
เหลืองอร่ามงามนัก ประดับประดาไปด้วยสัตตรัตนะแก้ว 7 ประการ

ภายในเทพนครอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น มีปราสาทแก้ว ซึ่งเป็นวิมานที่อยู่ของเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย
ตั้งเรียงรายอยู่มากมาย

นอกจากนี้ ยังมีสระโบกขรณี ซึ่งมีน้ำใสยิ่งกว่าแก้ว เต็มไปด้วยดอกบัวนานาชนิด ส่งกลิ่นทิพย์
หอมตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ มีดอกไม้นานาพรรณ สีสันวิจิตรตระการตา และมีรุขชาติต้นไม้สวรรค์
ซึ่งมีผลอันโอชายิ่ง

มิ่งไม้ในสวงสวรรค์ มีดอกมีผลเป็นทิพย์ ปรากฏให้เหล่าชาวสวรรค์ได้ชื่นชมตลอดกาล
ไม่มีวันร่วงโรยและหมดไปเลย

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา จำแนกย่อยพื้นที่บริเวณของหมู่เทพละเอียดลงไปอีก ตามขั้นตอนการถือกำเนิดเอาไว้
ดังนี้

- อุปัตติเทพ
การถือกำเนิดด้วยการอุบัติขึ้นมา โดยมีกายทิพย์ หรือ กายละเอียด เป็นวัยหนุ่มสาวขึ้นมาทันใด
ถ้าเป็นเพศชาย เมื่อสร้างบุญไม้มากพอที่จะมีวิมานของตนเอง
ก็จะไปถือกำเนิดเป็นบุตรของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
ถ้าเป็นเพศหญิง เมื่อสร้างบุญมาไม่มากพอที่จะมีวิมานของตนเอง ต้องไปถือกำเนิดเป็นบาทบริจาริกา
ของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
ถ้าหญิงหรือชายสร้างบุญไว้น้อย
ก็จะถือกำเนิดเป็นเทพผู้คอยดูแลในเรื่องเครื่องทรงของเทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง
ถ้าสร้างบุญกุศลไว้มากพอ ก็จะอุบัติขึ้นมาเป็นเจ้าของวิมาน พรั่งพร้อมด้วยบริวาร
และสิ่งของอันเป็นทิพย์

- บาดาล
ภพที่ใกล้มนุษย์มากที่สุด มีลักษณะเป็นงูต่าง ๆ

- ภูมะ
ที่อยู่ของภูมิเจ้าที่ต่าง ๆ

- รุกขภูมิ
ภูมิที่อยู่เหนือหัวเราขึ้นไปเพียงศอกเดียว มีวิมานอยู่บนต้นไม้

- ฉิมพลีภูมิ
ดินแดนแห่งเทพผู้มีปีก กึ่งเทพ กึ่งสัตว์ มีฤทธิ์มาก

- คนธรรพ์ภูมิ
ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก

- หิมพานต์
ดินแดนรอยต่อระหว่างมนุษย์โลกกับเทวโลก

- บรรพภูมิ
ดินแดน แห่งฤาษีผู้บำเพ็ญพรต ที่หลบลี้จากโลกมนุษย์

- อโยธยาภูมิ
ภูมิของผู้มีบุญคุณต่อแผ่นดิน เช่น พ่อหลักเมือง

- ลับแลภูมิ
ภูมิของหญิงสาวที่บำเพ็ญเพียร ถือสัจจะเป็นหลัก

- ภุมมา
ที่สถิตของเทพบุตร เทพธิดาต่างๆ ที่ยังมีกิเลศ เป็นภูมิที่อยู่ต่อจากมนุษย์ภูมิขึ้นไป
มีเทวดาผู้เป็นใหญ่ เป็นมหาราชอยู่ 4 องค์ ได้แก่

ท้าวธตรัฏฐะ อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองคันธัพพเทวดา
ท้าววิรุฬหกะ อยู่ทางทิศใต้ของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครอบกุมภัณฑ์เทวดา
ท้าววิรูปักขะ อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองนาคเทวดา
ท้าวกุเวร หรือ ท้าวเวสสุวรรณ อยู่ทางทิศเหนือของเขาสิเนรุ เป็นผู้ปกครองยักขเทวดา

มหาราชทั้ง 4 นี้ เป็นผู้รักษามนุษยโลก หรือ เรียกว่า ท้าวจตุโลกบาล
มีหน้าที่สอดส่องดูมนุษย์ที่ประกอบผลบุญแล้วรายงานต่อพระอินทร์ เพื่อให้ได้ไปเกิดในสรวงสวรรค์
มีสถานที่ปกครองตั้งแต่กลางเขาสิเนรุ ลงมาจนถึงมนุษยโลก มีอาณาเขตแผ่ออกไปจดขอบจักรวาล
เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกาภูมินี้ทั้งหมด เป็นบริวาลภายใต้อำนาจของมหาราชทั้ง 4

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ แล้ว 50 ปีมนุษย์ เท่ากับ 1วัน
ของเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกาภูมิ

ที่อยู่ของเทวดา
เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา มีอยู่ตั้งแต่กลางเขาสิเนรุ จนกระทั่งพื้นดินที่มนุษย์อยู่

ทางไปสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสไว้ในทานสูตรว่า...

'ถ้าผู้ใดให้ทานโดยหวังผลบุญจากการให้ทาน เมื่อตายไปจะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา'

'ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทานมีจิตผู้พันในผลแห่งทานแล้วให้ทา
มุ่งการสั่งสมทาน ให้ทาน ด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลแห่งทานนี้ เขาผู้นั้น เมื่อตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมหาราช'
......ที่มาเว็บลานธรรมจักรดอทคอม.....
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
 

สวรรค์ชั้นที่ 2
ดาวดึงส์ภูมิ
ชั้นดาวดึงส์ 100 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 1,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 39 ล้านปีโลกมนุษย์

อยู่เหนือจาตุมหาราชิกาขึ้นไป 46,000 โยชน์

ดาวดึงส์ หรือ ดาวดึงสา คือ ภูมิอันเป็นที่เกิดของบุคคล33 คน ที่ได้สร้างกุศลไว้ในอดีต มีมาฆมานพ
เป็นหัวหน้า เมื่อตายแล้วก็ได้ไปเกิดเป็นพระอินทร์ พร้อมบริวารอีก 32 รวมเป็น 33
เป็นเทวดาชั้นผู้ใหญ่ในชั้นดาวดึงส์

ดาวดึงสานี้ เป็นผืนแผ่นดินผืนแรก ที่เกิดขึ้นในโลกหลังจากโลกนี้ถูกทำลายด้วยน้ำ เมื่อน้ำงวดลง
แผ่นดินผืนแรกที่โผล่ขึ้นก่อนแผ่นดินอื่น ๆ ก็คือ ยอดเขาสิเนรุ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
นี้เอง

ลักษณะของดาวดึงส์ภูมิ เป็นมหานครใหญ่ อาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล เหนือเขาสิเนรุราชบรรพต ปรางค์ ปราสาท
ล้วนแล้วไปด้วยแก้วอันเป็นทิพย์ แวดล้อมรอบเทวนครด้วยปราการกำแพงแก้วทิพย์ อีกเช่นกัน
มีประตูกำแพงแก้วถึง 1,000 ประตู เมื่อประตูเหล่านั้นเปิดออกแต่ละครั้ง ปรากฏเสียงดังไพเราะยิ่งนัก

ในท่ามกลางพระนครนั้น มีปราสาทพิมานอันมีชื่อเสียงปรากฏเลื่องลืออยู่วิมานหนึ่ง คือ ไพชยนตปราสาทพิมาน
มีรูปทรงสูง ประดับไปด้วยแก้ว 7 ประการ งามสุดจะพรรณนา เป็นที่ประทับแห่งสมเด็จพระอมรินทราธิราช

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว 100 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์

เทวดาที่อยู่ชั้นดาวดึงส์
มีอยู่ 2 จำพวก
- ภุมมัฏฐเทวดา
เทวดา ที่อยู่บนพื้นดิน ได้แก่ พระอินทร์ และ เทวดาผู้ใหญ่ 32 องค์ พร้อมทั้งบริวาร และเทวอสุรา 5 จำพวก
ที่อยู่ใต้เขาสิเนรุ

- อากาสัฏฐเทวดา
เทวดา ที่อยู่ในอากาศ ได้แก่ เทวดาที่มีวิมานลอยไปในกลางอากาศ ตั้งแต่เหนือพื้นดินยอดเขาสิเนรุ
ไปจดขอบจักรวาล บางวิมานก็มีเทวดาอยู่ บางวิมานก็ไม่มีเทวดาอยู่

ความเป็นอยู่ของเทวดาในชั้นดาวดึงส์
ล้วนแต่เป็นผู้เสวยทิพยสมบัติจากผลบุญที่ได้กระทำไว้ อารมณ์ที่ได้รับในชั้นดาวดึงส์
จึงล้วนแต่เป็นอารมณ์ที่ดีเลย เทพบุตรจะมีวัย 20 ปี ส่วนเทพธิดามีวัย 16 ปี เหมือนกันทุก ๆ องค์
ไม่มีการแก่ เจ็บ ตาย ให้เห็น มีแต่ความสวยงาม เป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดไป

เทพบุตรองค์หนึ่ง อาจจะมีนางฟ้าเป็นบาทบริจาริกา(ภรรยา) 500-1,000 หรือมากกว่า
ขึ้นอยู่กับบุญบารมีที่ได้ทำไว้

เทวดาในโลกนี้ มีการไปมาหาสู่ เบียดเบียนกันเช่นเดียวกับมนุษยโลก มีนักดนตรี นักร้อง เทพบุตร เทพธิดา
มีความรักใคร่ปรารถนาเป็นคู่ครองกัน หากขาดคู่ครอง ก็ย่อมจะเกิดความเบื่อหน่ายในความเป็นอยู่ของตน
ไม่เบิกบานรื่นเริงเหมือนเทวดาที่มีคู่ครอง

เทวดาในชั้นดาวดึงส์ทั้งหลาย ต่างก็ไปหาความสุขสำราญในสวนทั้ง 4 แห่ง
พร้อมด้วยบริวารของตนอย่างสำเริงสำราญ

คุณธรรม 7 ประการ ที่ทำให้เป็นพระอินทร์
ผู้ที่ปรารถนาจะเกิดเป็นพระอินทร์ จะต้องหมั่นสร้างบุญกุศลโดยสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องมีคุณธรรม
7 ประการ
1.เลี้ยงดูบิดา มารดา
2.เคารพผู้ใหญ่ในตระกูล
3.กล่าววาจาอ่อนหวาน
4.ไม่กล่าวคำส่อเสียด
5.ไม่มีความตระหนี่
6.มีความซื่อสัตย์
7.ระงับความโกรธได้
ปัจจุบันพระอินทร์ หรือ ท้าวสักกะเทวราช องค์นี้ ได้สำเร็จโสดาบันแล้ว
ด้วยการฟังพระธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสักกปัณหสูตร นับเป็นพระอริยบุคคลขั้นแรกในพระพุทธศาสนา
และอยู่ในดาวดึงส์ภิภพนี้ต่อไปจนสิ้นอายุขัย

เมื่อจุติจากชั้นดาวดึงส์แล้ว จะมาบังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษยโลก และ
สำเร็จเป็นพระสกทาคามีบุคคล

เมื่อสิ้นชีพแล้วก็ไปกลับไปเกิดในชั้นดาวดึงส์อีก และได้สำเร็จเป็นพระอนาคามี
เมื่อสิ้นอายุแล้ว จะไปบังเกิดเป็นพรหมโลก ในชั้นสุทธาวาสภูมิขั้นต้น คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี
และ อกนิฏฐาภูมิ ตามลำดับ และเข้านิพพาน ในชั้นสุดท้าย

สถานที่สำคัญในดาวดึงส์ภูมิ
สวรรค์ชั้นที่ 2 มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามากมาย ทำให้เกิดเป็นพุทธศาสนสถาน
ที่สำคัญของเทวโลกหลายแห่ง ดังนี้

ศาลาสุธรรมาเทวสภา
สถานที่ฟังธรรมในเทวโลก บรรดาเทวดาทั้งหลายจะมาประชุมกันเพื่อฟังธรรม โดยมีท้าวสักกะเทวราช
องค์อมรินทร์เป็นประธาน
ศาลาแห่งนี้ ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ สูง 500 โยชน์ วัดโดยรอบได้ 1,200 โยชน์
พื้นที่ประกอบด้วยแก้วผลึก เสาเป็นทอง
เครื่องบน คือ ขื่อ คาน ระแนง ทำด้วยรัตนะทั้ง 7 หลังคามุงด้วยอินทนิล
เพดาน เสา ประกอบด้วยแก้วประพาฬ ลวดลายต่าง ๆ ช่อฟ้า ใบระกา ทำด้วยเงิน
ตรงกลางศาลา เป็นที่ตั้งธรรมาสน์ สูง 1 โยชน์ ทำด้วยรัตนะทั้ง 7 ปกกั้นด้วยเศวตฉัตรสูง 3 โยชน์
ข้างธรรมาสน์ เป็นที่ประทับของท้าวโกสีย์เทวราช ถัดไปเป็นที่ประทับของเทวดาผู้ใหญ่ 32 องค์ และ
เทวดาอื่น ๆ

ต้นปาริชาต (กัลปพฤกษ์)
อยู่ในอุทยานทิพย์ปุณฑริกวัน มีบริเวณกว้างขวาง มีกำแพงล้อมรอบ 4 ด้าน
กลางสวนนั้นมีต้นไม้ทองหลางใหญ่แผ่สาขาอยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งชื่อว่า ต้นปาริชาต หรือ กัลปพฤกษ์
ซึ่งเป็นต้นไม้ทิพย์

ต้นกัลปพฤกษ์ นี้ 100 ปี ถึงจะออกดอกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงคราวนั้น ดอกไม้ในสวรรค์นี้ก็จะบานสะพรั่ง
เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ก็จะพากันมารื่นเริง ผลัดเปลี่ยนเวียนกันมาเฝ้าจนกว่าดอกไม้จะบาน

เมื่อดอกไม้สวรรค์บานแล้ว จะปรากฏแสงรุ่งเรืองงดงามยิ่งนัก
รัศมีดอกปาริชาติจะส่องรัศมีรุ่งเรืองไปไกลหลายหมื่นวา เมื่อลมรำเพยพัดพาไปในทิศใด
ย่อมส่งกลิ่นหอมไปในทิศนั้น เป็นระยะไกลแสนไกล

ดอกไม้นี้จะบานสะพรั่งไปทุกกิ่งก้านทั่วทั้งต้น ถ้าเทพบุตรเทพธิดาองค์ใด
ปรารถนาจะได้ดอกปาริชาตก็จะตกลงมาในมือดั่งรู้ใจ ถ้ายังไม่ได้รับในมือ ดอกก็ยังไม่ทันตกลงดิน
โดยมีลมชนิดหนึ่ง จะพัดชูดอกไว้ในอากาศ จนกว่าเทพยดาผู้ใดประสงค์ก็จะมารับเอาไป

บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์
แท่นศิลาแก้ว สีแดงดังดอกชบา อ่อนนุ่มดังฟูก
เมื่อพระอินทราธิราชประทับพักผ่อนอิริยาบถอยู่เหนือแท่นศิลาอาสน์แล้ว แท่นทิพย์นี้ก็จะอ่อนยุบลงไ
และเมื่อพระองค์ทรงลุกขึ้น แท่นศิลาก็จะฟูขึ้นเต็มตามเดิม
เป็นแท่นศิลาที่ประหลาดมหัศจรรย์ยุบและฟูเองโดยธรรมชาต

สวนสวรรค์
อุทยาทิพย์ที่มีความรื่นรมย์ สนุกสนาน หาที่เปรียบไม่ได้ในมนุษยโลก เต็มไปด้วยบุพผาชาตินานาพรร
มีสระโบกขรณีอันทิพย์ มีน้ำใสดั่งแก้ว มีก้อนศิลาที่เป็นทิพย์ รัศมีรุ่งเรือง มีแท่นที่นั่งอันอ่อนนุ่ม
สีใสสะอาด เหล่าเทพบุตรเทพธิดา ก็จะมาในสวนสำราญเหล่านี้อย่างไม่ขาดสาย

อุทยานทิพย์ มีชื่อเสียง 4 อุทยาน ได้แก่
- นันทวันอุทยาน
- จิตรลดาวันอุทยาทิพย์
- มิสกวันอุทยาทิพย์
- ปารุสกวันอุทยานทิพย์

พระเกศจุฬามณีเจดีย์
สร้างด้วยแก้วอินทนิลอันเป็นทิพย์ มีความสวยงามรุ่งเรืองยิ่งนัก ยอดพระเจดีย์เป็นทองคำบริสุทธิ์
ประดับด้วยรัตนะ 7 ประการ สูง 80,000 วา มีกำแพงทองคำล้อมรอบทั้ง 4 ทิศ มีความยาว 160,000 วา
ประดับด้วยธงนานาชนิด พระเจดีย์นี้เป็นที่บรรจุสิ่งที่มีค่ายิ่ง 2 อย่างคือ
- พระเกศโมลี ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ มวยผมที่ตัดออก ขณะที่เสด็จออกบรรพชา และได้อธิษฐานว่า
'ถ้าจะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ขอให้มวยพระเกศโมลีจงลอยขึ้นไปบนนภากาศเถิ
อย่าได้ตกลงสู้พื้นปฐพีเลย' ครานั้นสมเด็จพระมหาอมรินทราธิราช ผู้เป็นใหญ่ในชั้นดาวดึงส์นี้
จึงนำเอาพระผอบทองมารองรับพระเกศโมลีไว้ แล้วนำขึ้นไปบนดาวดึงส์สวรรค์
สร้างเจดีย์สำหรับบรรจุพระโมลีโดยเฉพาะ

- พระบรมธาตุเขี้ยวแก้วเบื้องขวา ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในสมัยที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โทณพราหมณ์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ
ได้นำเอาพระเขี้ยวแก้วซ่อนไว้ที่ผ้าโพกศีรษะ แล้วจึงได้จัดพระบรมสารีริกธาตุที่เหลือออกเป็น 8
ส่วนเพื่อถวายแก่กษัตริย์ต่างๆ ในครั้งนั้น
ท้าวสักกะเทวราชจึงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเขี้ยวแก้วจากผ้าโพกศีรษะของโทณพราหมณ์นั้น
ลงสู่ผอบทองคำทิพย์อีกทอดหนึ่งด้วยกิริยาอันเลื่อมใส
แล้วรีบเสด็จมาประดิษฐานบรรจุไว้ในพระเกศจุฬามณีเจดีย์นี้

ทางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
สร้างเสบียงไว้นำทางคือ บุญกุศล พยายามทำตนให้เป็นคนดีมีศีลธรรม
ห้ามตนไม่ให้ทำกรรมอันหยาบช้าลามก
อย่าให้บังเกิดความสกปรกแห่งกาย วาจา ใจ
ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...

'ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่หวังผลบุญของการทำทาน แต่ทำทานโดยคิดว่า การทำทานนั้นเป็นสิ่งที่ดีงาม
เมื่อตายลงย่อไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์'

'ดูกร สารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลแห่งทาน แล้วให้ทาน
ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้ว เราจักได้เสวยผลทานนี้
แต่ให้ทานด้วยความคิดว่า การให้ทาน เป็นการกระทำที่ดี
เขาผู้นั้น ให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำการกิริยาตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาทั้งหลายในชั้นดาวดึงส์สวรรค์'

......ที่มาเว็บลานธรรมจักรดอทคอม.....
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวรรค์ชั้นที่ 3
ยามาภูมิ
ชั้นยามา 200 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 2,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 144 ล้านปีโลกมนุษย์
ยามาภูมิอยู่ในอากาศ สูงกว่ายอดเขาสิเนรุ 42,000 โยชน์
เป็นภูมิที่สวยงามและประณีตกว่าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ที่พรั่งพร้อมด้วยความสุขที่เป็นทิพย์
ปราศจากความยากลำบากใด ๆ ถึงซึ่งความสุขอันเป็นทิพย์วิมาน และทิพยสมบัติก็ปราณีตมาก

พระสยามเทวธิราช หรือเรียกว่า พระสุยามะ หรือ ท้าวสุยามะเทวราช ผู้มีอายุยืนถึง 2,000 ปีทิพย์
เป็นผู้ปกครองสวรรค์ชั้นยาม

เทวดาทั้งหลายที่อยู่ในชั้นนี้ เรียกว่า ยามา หรือ ยามะ เป็นจำพวกอากาสัฏฐเทวดาจำพวกเดียว
เพราะมีวิมานลอยอยู่ในอากาศเป็นที่อยู่
เทวดาที่อยู่ในภูมิสูงขึ้นไปกว่าชั้นนี้ก็ล้วนแต่เป็นอากาสัฏฐเทวดาทั้งสิ้น

เทวดาในชั้นยามาภูมิ ล้วนเป็นผู้มีบุญมาก หน้าตางดงามรุ่งเรืองนัก มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างผาสุก
เสวยสมบัติอันเป็นทิพย์ตามสมควรแก่อัตภาพ ทิพย์วิมานเป็นปราสาทเงิน ปราสาททอง ปราศจากแสงพระอาทิตย์
และพระจันทร์ เพราะว่าอยู่สูงกว่าพระอาทิตย์ และ พระจันทร์ มากมายนัก
มีความสว่างอันเกิดจากรัศมีแห่งแก้ว และรัศมีจากกายของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ถ้าดอกไม้บานก็จะเป็นกลางวั
ดอกไม้หุบจะเป็นกลางคืน

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นยามาภูมิแล้ว 200 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1 วันในสวรรค์ชั้นยามา

ทางไปสวรรค์ชั้นยามา

ต้องพยายามสร้างบุญ ต้องเป็นผู้หนักแน่นในการบำเพ็ญบุญ
ในทานสูตร กล่าวไว้ว่า...
'ถ้าผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเป็นการทำดี แต่คิดว่าบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย
ได้เคยทำบุญทำทานมาโดยตลอด เราก็ควรได้ทำตามประเพณีที่ท่านเคยทำมา
ถ้าผู้นั้นให้ทานด้วยอาการอย่างนี้แล้ว เมื่อทำกาลกิริยาตายไป
ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเหล่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นยามา'

'ดูกร เธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้
กระทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลประมาณยิ่ง แต่ไม่เจริญบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยภาวนาเลย
เมื่อถึงกาลกิริยาตายไปแล้ว เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา'

......ที่มาเว็บลานธรรมจักรดอทคอม.....
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวรรค์ชั้นที่ 4
ดุสิตาภูมิ
ชั้นดุสิต 400 ปีมนุษย์ เป็นวัน 1 วัน คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 4,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 576 ล้านปีโลกมนุษย์
ห่างไกลจากสวรรค์ชั้นยามาภูมิ ขึ้นไปเบื้องบนประมาณ 42,000 โยชน์ เป็นแดนสุขาวดี
เป็นที่สถิตอยู่แห่งปวงเทวดาชาวฟ้าทั้งหลาย ผู้ไม่มีความทุกข์ ปราศจากความร้อนใจ แต่กลับมีแต่ความยินดี
และ ความแช่มชื่นอยู่เป็นนิตย์ อีกทั้งยังเป็นภูมิที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
ก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลก และ บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ยังเป็นที่เกิดของผู้ที่จะเป็นอัครสาวก ก่อนที่จะไปบังเกิดในมนุษยโลกอีกด้วย

ดังนั้นเทวดาที่อยู่ในชั้นดุสิตาภูมินี้ จึงนับว่าเป็นเทวดาที่ประเสริฐกว่าเทวดาในภูมิอื่อน ๆ โดยมี
สมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราช ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทวาธิบด

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิแล้ว 400 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมิ

ดุสิตาภูมิ เป็นเทพนครที่ตั้งกลางนภากาศ มีปราสาทวิมานอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน

- รัตนวิมาน คือ วิมานแก้ว
- สุวรรณวิมาน คือ วิมานทอง
- รชตวิมาน คือ วิมานเงิน

ปราสาทวิมานเหล่านี้ ตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบสวยงาม แต่ละวิมานเป็นปราสาททิพย์
มีความวิจิตรตระการเหลือที่จะพรรณนา มีรัตนปราการกำแพงแก้วล้อมรอบทุก ๆ วิมาน
มีรัศมีรุ่งเรืองเลื่อมพรรณราย สวยงามยิ่งกว่าปราสาทวิมานแห่งเทวดาทั้งหลาย ในสรวงสวรรค์ชั้นยามาภูมิ

เทวสถานชั้นนี้ มีสระโบกขรณี และ สวนขวัญอุทยานทิพย์อีกมากมา
สำหรับเป็นที่เที่ยวพักผ่อนให้ได้รับความชื่นบานเริงสราญแห่งเทพยดาชาวฟ้าทั้งหลาย

ปวงเทพเจ้าทั้งหลาย ผู้เคยได้สร้างกามาวจรกุศลกรรมและผลวิบากแห่งกามาวจรกุศลกรรม ชักนำให้มาอุบัติเกิด ณ
โลกสวรรค์ชั้นดุสิตาภูมินี้ แต่ละองค์มีความสง่างามกว่าเหล่าเทวดาชั้นต่ำ ๆ
มีจิตใจรู้บุญรู้ธรรมเป็นอย่างดี มีจิตยินดีต่อการที่จะได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาเป็นยิ่งนัก

ทุกวันธรรมสวนะ ปวงเทพเจ้าเหล่าดุสิตาภูมินี้ ย่อมจะมีเทวสันติบาตประชุมฟังธรรมกันอยู่เสมอมิได้ขาด
โดยมีสมเด็จพระสันดุสิตเทวาธิราช ทรงดำรงตำแหน่งเป็นเทพยสภาบดี
ทั้งนี้ก็เพราะพระองค์ทรงเป็นเทพเจ้าผู้เป็นพหูสูต
เป็นผู้รู้ธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอันมาก จึงทรงมีพระอัธยาศัยน้อมไปในการแสดงธรรม
และสดับตรังฟังพระธรรมเทศนา

ปัจจุบันนี้ สมเด็จพระศรีอริยะเมตไตรย พระโพธิสัตว์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ
เป็นที่รู้จักกันในหมูพุทธบริษัทว่า จะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตอันตรกัปที่ 13 แห่งภัทรกัปนี้
พระองค์ก็สถิตอยู่ ณ สรวงสวรรค์ชั้นนี้ และมักได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงธรรม
โปรดเหล่าเทพบริษัทในดุสิตสวรรค์นี้อยู่เสมอ

ทางไปสวรรค์ชั้นดุสิต

ต้องอุตส่าห์พยายามสร้างบุญกุศล ชอบสดับตรับฟังพระธรรมเทศนา เพื่ออบรมปัญญาให้เจริญผ่องใส
ไม่หวั่นไหวโยกคลอน ในการประกอบกุศล ไม่เป็นผู้มัวเมาประมาทในวัยและชีวิตของตน เร่งสร้างกุศล เช่น
บำเพ็ญทาน และรักษาศีลเป็นนิตย์

ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
'ผู้ใดให้ทานโดยไม่คิดว่าทำตามบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เคยทำมาจนเป็นประเพณี
แต่ให้ทานโดยคิดว่าเราหุงหากิน สมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่ได้หุงหากิน ถ้าเราไม่ให้ทาน
ก็เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่ง
เมื่อเขาตายลง ก็ย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ชั้นดุสิต'

......ที่มาเว็บลานธรรมจักรดอทคอม.....
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวรรค์ชั้นที่ 5
นิมมานรดีเทวภูมิ
ชั้นนิมมานรดี 800 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 8,000 ปีทิพย์ เท่ากับ 2,304 ล้านปีโลกมนุษย์
เทวภูมินี้ เป็นที่สถิตของปวงเทพเจ้า ผู้มีความยินดีเพลิดเพลินในกามคุณารมณ์
ที่เนรมิตขึ้นตามความพอใจของตนเอง โดยมีเทพเจ้ามเหศักดิ์ ทรงนามว่า สมเด็จท่านท้าวสุนิมมิตเทวาธิราช
ทรงเป็นอธิบดีผู้ปกครอง จึงได้ชื่อว่า นิมมานรดีภูมิ คือ ภูมิเป็นที่อยู่แห่งทวยเทพ
อันมีสมเด็จพระนิมมิตเทวาธิราช ทรงเป็นอธิบดี

ภายในเทพนคร มีปราสาทเงิน ปราสาททอง และปราสาทแก้ว ทั้งมีกำแพงแก้ว กำแพงทอง อันเป็นของทิพย์
เป็นวิมานที่อยู่ของเหล่าเทวดา

นอกจากนั้น พื้นภูมิภาคยังมีสภาวะเป็นทองราบเรียบเสมอกัน มีสระโบกขรณี และ สวนอุทยานอันเป็นทิพย์
สำหรับเป็นที่เที่ยวเล่นสำราญแห่งเหล่าชาวสวรรค์นิมมานรดีทั้งหลาย
เช่นเดียวกับสมบัติทิพย์ในสวรรค์ชั้นดุสิต ต่างกันแต่ว่าทุกอย่างที่นี่มีสภาวะสวยสดงดงามกว่า
และประณีตกว่าทิพยสมบัติในดุสิตภูมิ

เทพยดาทั้งหลายในสวรรค์ชั้นนี้ มีรูปทรงสวยงามน่าดูชม ยิ่งกว่าชาวสวรรค์ชั้นที่ต่ำกว่าทั้งหลาย
และมีกายทิพย์ ซึ่งมีรัศมีรุ่งเรืองเป็นยิ่งนัก หากเขาเกิดความปรารถนาจะเสวยสุขด้วยกามคุณารมณ์สิ่งใด
เขาย่อมเนรมิตเอาได้ตามความพอใจชอบใจแห่งตนทุกสิ่งทุกประการ ไม่มีความขัดข้อง
และเดือดเนื้อร้อนใจในกรณีใด ๆ เลย ปรองดอง รักใคร่ และได้รับความสุขสำราญชื่นบาน ทุกถ้วนหน้า

ทางไปสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

ผู้ที่จำอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้ ต้องเพียรบริจาคทานเป็นอันมาก อย่างเสมอต้นเสมอปลาย จิตใจบริสุทธิ์
รักษาศีลไม่ขาดตกบกพร่อง ต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองบุญกุศลให้ยิ่งใหญ่ อบรมจิตใจของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง
ไม่ให้สกปรกลามกมีมลทิน พยายามรักษาศีลไม่ให้ขาด มีใจสมบูรณ์ด้วยศีล ผลวิบากแห่งทาน
และศีลอันสูงส่งเท่านั้น จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติเกิดในสวรรค์ชั้นนี้ได้

ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
'ผู้ใดทำทานโดยไม่คิดว่าเราหุงหากิน แต่สมณพราหมณ์เหล่านั้น ไม่ได้หุงหากิน
เราจะไม่ให้ทานก็ไม่บังควรอย่างยิ่ง แต่ได้คิดว่าเราจะให้ทานเหมือนอย่างฤาษีทั้งหลาย
ที่ได้กระทำมาในอดีต เมื่อตายลงย่อมไปบังเกิดเป็นเทวดา ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี'
......ที่มาเว็บลานธรรมจักรดอทคอม....
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


สวรรค์ชั้นที่ 6
ปรนิมมิตวสวัตตีเทวภูมิ
ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี 1,600 ปีมนุษย์เป็นวัน 1 คืน 1 ของเขา มีอายุขัย 16,000 ปีทิพย์ เป็นอายุทิพย์เท่ากับ 9,216 ล้านปีโลกมนุษย์เรา
สวรรค์ชั้นสูงสุดของแดนสุขาวดี ตั้งอยู่ในอากาศ ห่างจากนิมมานรดี 42,000 โยชน์
เทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมินี้ ทั้งที่เป็นเทพบุตรและเทพธิดา เวลาใดที่ปรารถนาจะเสวยในกามคุณ
ก็มีเทวดาที่รู้ใจเนรมิตให้ เมื่อได้เสวยกามคุณสมความปรารถนาแล้ว สิ่งที่เนรมิตมาก็จะสิ้นไป
เทวดาชั้นปรนิตมิตวสวัตตีจึงไม่มีคู่ครองประจำเหมือนเทวดาในสวรรค์ชั้นอื่น ๆ

วิมาน ทิพยสมบัติ และร่างกาย ของเทวภูมิชั้นนี้มีความสวยงามประณีต มากกว่าเทวดาในชั้นนิมมานรด
มีอายุยาวกว่าประมาณ 4 เท่า ถือว่าเป็นยอดภูมิ คือ ภูมิที่สูงสุดของเทวดาในเทวภูมิ 6

เทวภูมิชั้นนี้ เป็นที่สถิตอยู่ของเหล่าเทพยดาจำพวกมารทั้งหลาย โดยมีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช และ
สมเด็จพระปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ทรงเป็นอธิบดี จึงได้ชื่อว่า ปรนิมมิตวสวัตตีภูมิ คือ
ภูมิที่อยู่แห่งทวยเทพ

อำนาจปกครองมิได้อยู่แต่เฉพาะเทวดาที่อยู่ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิเท่านั้
แต่ยังมีอำนาจปกครองทั่วไปถึงสวรรค์ชั้นต่ำลงอีก 5 ชั้นด้วย คือ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต
นิมมานรดี และมีการปกครองที่แตกต่างจากเทวภูมิอื่น คือแบ่งเป็น 2 แดน อยู่กันฝ่ายละแดน
มีเขตแดนกั้นในระหว่างกลาง ต่างฝ่ายต่างอยู่ หากมีกิจจำเป็นจึงจะไปมาหาสู่แก่กัน

แดนเทพยดา มีสมเด็จพระปรนิมมิตเทวราช ทรงเป็นพระเทวาธิราชปกครอง

แดนมาร มีท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราช ปกครอง

เมื่อเทียบเวลาระหว่างมนุษย์ กับ สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตีภูมิแล้ว 1,600 ปีในมนุษย์ เท่ากับ 1
วันในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวาวัตตี

ทางไปสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี

ผู้ที่จะมาอุบัติในสวรรค์ชั้นนี้ ต้องอุตส่าห์ก่อสร้างกองการกุศลให้ยิ่งใหญ่
อบรมจิตใจให้สูงส่งด้วยคุณธรรม เมื่อจะให้ทานรักษาศีล ก็ต้องบำเพ็ญอย่างจริงจัง
ด้วยศรัทธาอย่างยิ่งยวดและถูกต้อง และผลวิบากแห่งทานและศีลอันสูงยิ่งเท่านั้น
จึงจะบันดาลให้ไปอุบัติสวรรค์ชั้นนี้ได้

ในทานสูตรกล่าวไว้ว่า...
'ผู้ใดทำทาน โดยไม่ได้คิดว่าทำทานตามฤาษีในอดีตที่เคยทำมา แต่คิดว่าทำทาน
เพื่อให้จิตเกิดความปลาบปลื้มปิติในบุญที่ทำ เมื่อตายลง ย่อมไปเกิดเป็นเทวดา
ในสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี'

......ที่มาเว็บลานธรรมจักรดอทคอม....
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


 

 
“ปิดปากไว้ไม่พูดจา ดีกว่าไปนินทาคนอื่น
อยู่คนเดียวอย่างสงบ ดีกว่าคบคนพาล”

หลวงปู่ขาว อนาลโย
“ปิดปากไว้ไม่พูดจา ดีกว่าไปนินทาคนอื่น
อยู่คนเดียวอย่างสงบ ดีกว่าคบคนพาล”

หลวงปู่ขาว อนาลโย


สมเด็จพระสังฆราช ทรงละสังขารไปแล้ว

สิ่งที่ท่านทรงทิ้งไว้ให้โลก คือ 'ธรรม'

นี่คือ 10 คำสอน ที่คัดและตัดตอนมาจากหนังสือ 
'100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช'
จัดทำโดย โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี

1. วิธีดับความปรารถนาต้องการ
ก็คือ หัดเป็นผู้ให้บ่อยๆ ให้เสมอๆ
การให้กับการดับความปรารถนาเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ

2. วิธีการปลูกเมตตา คือ คิดตั้งปรารถนาให้เขาเป็นสุ
ทีแรกให้คิดไปในตนเองก่อน
แล้วให้คิดเจาะจงไปในคนที่รักนับถือ
ครั้นแล้วก็หัดคิดไปในคนที่ห่างออกไปโดยลำดับ
แม้แต่คนที่ไม่ชอบกัน
หัดคิดแผ่ใจออกไปด้วยสรรพสัตว์ไม่มีประมาณทุกถ้วนหน้า
เมื่อหัดคิดได้ดังกล่าวบ่อยๆ เมตตากรุณาจะเกิดขึ้นในจิตใ

3. ทุกๆ คนทำกรรมใดไว้
กรรมนั้นย่อมให้ผลในปัจจุบันบ้าง ในภายหน้าบ้าง ในเวลาต่อๆ ไปบ้าง ตามแต่กรรมนั้นๆ จะหนักเบาอย่างไร
ท่านเปรียบเหมือนอย่างยืนอยู่บนที่สูง และโยนสิ่งต่างๆ ลงมา
ของที่มีน้ำหนักมากย่อมตกลงสู่พื้นดินก่อน
กรรมที่หนักน้อยกว่าหรือเบากว่าจะให้ผลตามหลัง

4. ความทุกข์นี้เพราะมีความรัก
แต่ตามวิสัย โลกจะต้องมีความรัก มีบุคคล และสิ่งที่รัก
ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนให้มีสติ
ควบคุมใจมิให้ความรักมีอำนาจเหนือสติ
ให้มีความรู้เท่าทันว่าจะต้องพลัดพลากรักสักวันหนึ่ง
อย่างแน่นอน

5. การที่จะดูว่าอะไรดีหรือไม่ดี
ต้องดูให้ยืดยาวออกไปถึงปลายทาง
มิใช่ดูเพียงครึ่งๆ กลางๆ
และไม่มัวพะวงติดอยู่กับสุข ทุกข์
หรือความสนุก ไม่สนุกในระยะสั้นๆ
เพราะจะทำให้ก้าวหน้าไปถึงเบื้องปลายไม่สำเร็จ

6. เมื่อมองไปเบื้องหน้า ไม่มีบิดามารดาเป็นที่ยึดเหนี่ยว
มองไปเบื้องขวา ก็ไม่พบครูอาจารย์ที่จะอบรมแนะนำ
มองไปเบื้องหลัง ก็ไม่พบญาติพี่น้องผู้หวังด
มองไปเบื้องซ้าย ก็ไม่พบสหายที่เป็นกัลยาณมิตร
มองไปเบื้องล่าง ก็ไม่พบผู้ที่รับใช้ให้ความช่วยเหลือ
มองไปเบื้องบน ก็ไม่พบสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีชี้ทาง
ตรงกันข้าม มองไปทางไหนก็พบแต่สถานอบายมุขต่างๆ 
และบุคคลต่างๆ ที่ชักนำไปทางเดียวกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นเหตุชักจูงกันไปในทางเสื่อมเสียต่างๆ
แต่ถ้าทิศทั้งหลายดีอยู่โดยมาก ก็ยากจะเสื่อมเสียได้

7. อันคนทำงานที่เป็นคุณให้เกิดประโยชน์
ย่อมจะต้องประสบถ้อยคำถากถา
ผู้มีใจอ่อนแอก็จะเกิดความย่อท้อ ไม่อยากทำดีต่อไป
แต่ผู้มีกำลังใจย่อมไม่ท้อถอย
ยิ่งถูกค่อนแคะก็ยิ่งจะเกิดกำลังใจมากขึ้น
คำค่อนแคะจะกลายเป็นพาหนะที่มีเดชะ
แห่งการทำความดี

8. ผู้ให้อภัยง่ายก็คือ ไม่โกรธง่ายนั่นเอง
ให้คิดหาเหตุผล
เพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ตนอยากจะโกรธ
เมื่อเห็นอกเห็นใจด้วยเหตุผลแล้วจะได้ไม่โกรธ
จะได้อภัยให้ในความผิดพลาดหรือบกพร่องของเขา

9. ไม่มีใครหนีพ้น คือ ความแก่ ความตาย
แต่คนโดยมากพากันประมาทเหมือนอย่างว่า
ไม่แก่ ไม่ตาย
น่าที่จะรีบทำความดี แต่ก็ไม่ทำ กลับไปทำความชั่ว
ฉะนั้นก็น่าจะนึกถึงความแก่ ความตายกันบ้าง
เพื่อจะได้ลดความมัวเมาและทำความดี

10. ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเป็นทุกข์ประจำชีวิต
เมื่อสรุปกล่าวให้สั้น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
ทั้งสี่นี้ย่อลงเป็นสอง คือ ความเกิดและความดับ
ซึ่งเป็นสิ่งที่สกัดหน้าสกัดหลังของโลก
และของชีวิตทุกชีวิต

เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว จดและจำให้ขึ้นใจ เป็นคาถาที่ใช้เวลาไปต่างที่ เป็นชื่อย่อของพระพุทธเจ้าในขณะบำเพ็ญเป็นพระโพธิสัตว์สิบชาติ ชาติ
สุคท้าย เว คือพระเวสสันคร คาถานี้
ยิ่งใหญ่มาก ป้องกันได้ทุกอย่าง ติดขัดอะไรก็ท่องไป สวดก่อนนอนตั้งนะโมสามจบ แล้วสวดเก้าจบ ให้จำด้วย สาธุ
.................................................................




รูปภาพ

“สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานเป็นประจำ 
อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา
มีเมตตาดีแล้ว ได้กุศลแล้วเราก็อุทิศเลย”



วิธีการสวดมนต์

สวดมนต์เป็นนิจ อธิษฐานจิตเป็นประจำ 
อโหสิกรรมก่อนค่อยแผ่เมตตา


การสวดมนต์เป็นนิจนี้ มุ่งให้จิตแนบสนิท 
ติดในคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ 
จิตใจจะสงบเยือกเย็นเป็นบัณฑิต มีความคิดสูง 
ทิฏฐิมานะทั้งหลาย ก็จะคลายหายไปได้ 
เราจะได้รับอานิสงส์ เป็นผลของตนเองอย่างนี้ 
จากสวดมนต์เป็นนิจ

การอธิษฐานจิตเป็นประจำ นั้น มุ่งหมายเพื่อแก้กรรมของผู้มีกรรม 
จากการกระทำครั้งอดีต ที่เรารำลึกได้ 
และจะแก้กรรมในปัจจุบัน เพื่อสู่อนาคต 
ก่อนที่จะมีเวรมีกรรม ก่อนอื่นใด เราทราบเราเข้าใจแล้ว 
โปรดอโหสิกรรมแก่สัตว์ทั้งหลาย เราจะไม่ก่อเวรก่อกรรมก่อภัยพิบัติ 
ไม่มีเสนียดจัญไรติดตัวไป
เรียกว่า เปล่า ปราศจากทุกข์ ถึงบรมสุข คือนิพพานได้ 
เราจะรู้ได้ว่ากรรมติดตามมา และเราจะแก้กรรมอย่างไร ในเมื่อกรรม 
ตามมาทันถึงตัวเรา เราจะรู้ตัวได้อย่างไร 
เราจะแก้อย่างไร เพราะมันเป็นเรื่องที่แล้วๆ มา

การอโหสิกรรม หมายความว่า เราไม่โกรธ ไม่เกลียด 
เรามีเวรกรรมต่อกันก็ให้อภัยกัน อโหสิกันเสีย
อย่างที่ท่านมาอโหสิกรรม ณ บัดนี้ ให้อภัยซึ่งกันและกัน 
พอให้อภัยได้ ท่านก็แผ่เมตตาได้ 
ถ้าท่านมี อารมณ์ค้างอยู่ในใจ เสียสัจจะ ผูกใจโกรธ อิจฉาริษยา 
อาสวะไม่สิ้น ไหนเลยล่ะท่านจะแผ่เมตตาออกได้ 
เราจึงไม่พ้นเวรพ้นกรรมในข้อนี้ การอโหสิกรรมไม่ใช่ทำง่าย




รูปภาพ

“การสวดมนต์ถือว่าเป็นพุทธานุสติ
ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
พร้อมน้อมนำหลักคำสอนมาปฏิบัติตาม 
นอกจากนี้ยังช่วยให้จิตใจสงบ 
เป็นที่พึ่งทางใจ และทำให้จิตเกิดพลัง
โดยเฉพาะหากเป็นการสวดมนต์วันปีใหม่
จะถือว่ามีความเป็นสิริมงคลเป็นอย่างยิ่ง”



พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต)
เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร



รูปภาพ


 เชื่อหรือไม่..สวดมนต์เพียงไม่กี่นาที เราบำเพ็ญบารมีครบทั้ง 10 ทัศ :b42: 

(สาวกภูมิ มีบารมี 10 ทัศ ส่วนบารมี 30 ทัศ มีในพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์) 

ขณะที่เราสวดมนต์เราสละเวลาทำความดี นอบน้อมถึงพระรัตนตรัย ใจมีอภัยทานไม่ถือโกรธนับเป็นทานทางใจ ถือเป็น ทานบารมี

ขณะที่เราสวดมนต์ เราปราศจากความเบียดเบียนทั้งตนเองและสรรพสัตว์ไม่ได้ทำสิ่งที่ไม่ดีหรือทำบาปกับใคร ถือเป็น ศีลบารมี

ขณะที่เราสวดมนต์ จิตปราศจากกำหนัดราคะ วางภาระห่วงกังวลในทรัพย์และญาติตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ ถือเป็น เนกขัมมะบารมี

ขณะที่เราสวดมนต์ เราทำด้วยความเห็นให้ตรง จึงเกิดสติและมีสมาธิ มีธรรมเกิดขึ้นคือปัญญาเห็นมรรคผล ถือเป็น ปัญญาบารมี

ขณะที่เราสวดมนต์ เรามีมานะบากบั่นด้วยกาย วาจา และใจ นอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคุณพระรัตนตรัย ถือเป็น วิริยะบารมี

ขณะที่เราสวดมนต์ เรามีขันติ อดกลั้น เรามีความอดทนสวดสาธยายมนต์ ไม่ถอดใจไม่ละวางเสียกลางคัน ถือเป็น ขันติบารมี

ขณะที่เราสวดมนต์ เราเปล่งเสียงบทสวดสาธยายมนต์รักษาพุทธวัจนะตามความเป็นจริงด้วยจิตซื่อตรง ถือเป็น สัจจะบารมี

เมื่อสวดมนต์เสร็จ กรวดน้ำ ตั้งความปรารถนาโดยชอบตั้งจิตอธิฐานปรารถนาสุขมีคติถึงพระนิพพาน ถือเป็น อธิษฐานบารมี

เมื่อสวดมนต์เสร็จ กรวดน้ำ หรือแผ่เมตตา อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล การมอบความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ ถือเป็น เมตตาบารมี

เมื่อสวดมนต์เราวางเฉยต่ออุตุ เย็น ร้อน ทุกข์ทางสังขารนาๆ ทั้งวางเฉยต่ออกุศล ทำจิตให้ตรงโดยธรรม ถือเป็น อุเบกขาบารมี


:b45: พระศุภกิจ ปภัสฺสโร ชำระเรียบเรียง.
 :b45:

รูปภาพ

การสวดมนต์ด้วยความตั้งใจจริงแล้ว ย่อมได้รับอานิสงส์คือผลความดี ดังนี้

๑. ทำให้มีสุขภาพดี การสวดมนต์ด้วยการออกเสียง ช่วยให้ปอดได้ทำงาน เลือดลมเดินสะดวก ร่างกายก็สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

๒. คลายความเครียด ในขณะสวดมนต์จิตจะจดจ่อกับบทสวด สมองจะปลอดโปร่ง ไม่คิดในเรื่องที่ทำให้เครียด จึงทำให้อารมณ์ผ่อนคลาย

๓. เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระไตรรัตน์ บทสวดมนต์แต่ละบทเป็นการระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย เมื่อสวดมนต์ไปก็เท่ากับว่าได้เพิ่มพูนศรัทธาความเชื่อเลื่อมใสในพระรัตนตรัยให้มั่นคงยิ่งขึ้น

๔. ขันติบารมีย่อมเพิ่มพูน ขณะที่สวดมนต์ต้องใช้ความอดทนอย่างสูงเพื่อเอาชนะความปวดเมื่อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย รวมทั้งอารมณ์ฝ่ายต่ำที่จะเข้ามากระทบจิตใจทำให้เกิดความเกียจคร้าน ดังนั้น ยิ่งสวดบ่อยๆ ความอดทนก็จะเพิ่มมากยิ่งขึ้น

๕. จิตสงบตั้งมั่นเป็นสมาธิ ขณะที่สวดมนต์จิตจะจดจ่ออยู่กับบทสวดไม่วอกแวกวุ่นวายไปในที่อื่น จึงมีความสงบเกิดสมาธิมั่นคง สะอาดบริสุทธิ์ผ่องใส งดงาม แม้เพียงระยะเวลาน้อยนิด ก็เป็นบุญกุศลประมาณค่าไม่ได้

๖. เพิ่มพูนบุญบารมี ขณะที่สวดมนต์จิตใจจะสะอาด ปราศจากกิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น จึงเป็นบ่อเกิดแห่งบุญบารมี เมื่อสั่งสมมากเข้าก็จะเป็นทุนสนับสนุนให้บรรลุผลตามที่ต้องการได้

๗. จิตใจอ่อนโยนมีเมตตา การแผ่เมตตาเป็นการมอบความรักความปรารถนาดีให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เพื่อลดละความเห็นแก่ตัว เป็นอุบายกำจัดความโกรธให้เบาบางลงไป พบแต่ความสุขสงบ

๘. เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต การสวดมนต์เป็นการทำความดีทั้งทางกายคือการสละเวลามาทำ ทางวาจาคือการกล่าวคำสวดที่ถูกต้อง และทางใจคือการตั้งใจทำด้วยความมั่นคง ย่อมเกิดสิริมงคลแก่ผู้สวดภาวนาทุกประการ

๙. เทวดาคุ้มครองรักษา ผู้ที่สวดมนต์เป็นประจำย่อมเป็นที่รักของเทวดา จะทำอะไรก็ตามหรือแม้แต่จะเดินทางไปที่ไหนๆ ก็ปลอดภัยจากอันตราย ประสบความสำเร็จเหมือนมีเทวดาให้พร

๑๐. สติมาปัญญาเกิด การสวดมนต์เป็นการสั่งสมคุณความดี ทำให้มีสติและมีจิตสำนึกที่ดีในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะถ้าสวดพร้อมกับคำแปลก็จะเกิดสติปัญญานำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตได้

๑๑. มีผิวพรรณผ่องใสจิตใจชื่นบาน การสวดมนต์ด้วยการเปล่งเสียงเป็นการกระตุ้นเซลล์ผิวหนัง จะทำให้มีผิวพรรณผ่องใสใจเป็นสุข เพราะขณะที่สวดมนต์จิตจะตั้งมั่นในบุญกุศล ไม่คิดไปในเรื่องอื่นที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

๑๒. พิชิตใจผู้คนให้รักใคร่ การสวดมนต์เป็นประจำจะทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร ผู้ที่เป็นมิตรอยู่แล้วก็รักใคร่กลมเกลียวกันมากยิ่งขึ้น แม้คนที่เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันก็จะหันกลับมาคืนดีในที่สุด

๑๓. ทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย การสวดมนต์เป็นประจำจะทำให้รอดพ้นจากภัยอันตราย ในยามโชคร้ายประสบเคราะห์กรรมอันจะมีมาถึงตัว เพราะจะทำให้มีสติอยู่ตลอดเวลา

๑๔. สะเดาะกรรมทำให้ดวงดี การสวดมนต์เป็นการแก้เคราะห์สะเดาะกรรม ขจัดปัดเป่าเสนียดจัญไร ท่านกล่าวไว้ว่าชีวิตของคนเราจะดีหรือชั่วนั้นก็อยู่ที่การกระทำ ทำดีก็มีความสุข ทำชั่วก็กลั้วทุกข์ร้อนรนใจ การสวดมนต์จะช่วยให้สิ่งที่ร้ายกลายเป็นดี

๑๕. ครอบครัวเป็นสุขสดใส การสวดมนต์เป็นการสร้างความสุข และเกิดความสามัคคีในครอบครัว หากครอบครัวใดที่พ่อบ้านแม่เรือนสวดมนต์และสอนลูกหลานให้สวดมนต์เป็นประจำ จะมีความสงบสุข ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง ส่งผลให้สังคมมีความสงบสุข


เครดิต : หนังสือ “สวดมนต์อานิสงส์ครอบจักรวาล หน้า ๑๖-๑๗”
ส่งเสริมคุณธรรม พัฒนาชีวิต นึกถึงธรรมะ คิดถึงพุทธะดอทเน็ท


ปิด ปิด ปิด

......ปิด-ปิดตา: อย่าสอดส่าย ให้เกิดเหตุ

บางประเภท แกล้งทำบอด ยอดกุศล

มัวสอดรู้ สอดเห็น จะเป็นคน

เอาไฟลน ตนไป จนใหม้พอง ;


......ปิด-ปิดหู: อย่าให้แส่ ไปฟังเรื่อง

ที่เป็นเครื่อง กวนใจ ให้หม่นหมอง

หรือเร้าใจ ให้ฟุ้งซ่าน พาลลำพอง

ผิดทำนอง คนฉลาด อนาถใจ ;


.......ปิด-ปิดปาก: อย่าพูดมาก เกินจำเป็น

จะเป็นคน ปากเหม็น เขาคลื่นใส้

ต้องเกิดเรื่อง เยิ่นเย้อ เสมอไป

ถ้าหุบปาก มากไว้ ได้แท่งทองฯ




เปิด เปิด เปิด

......เปิด-ปิดตา: ให้รับแสง แห่งพระธรรม

ยิ่งมืดค่ำ ยิ่งเห็นชัด ถนัดถนี่

สมาธิมาก ยิ่งเห็นชัด ถนัดดี

นี่วิธี เปิดตาใจ ใช้กันมาฯ


.......เปิด-ปิดหู: ให้ยินเสียง สำเนียงธรรม

ทั้งเช้าค่ำ มีก้องไป ในโลกหล้า

ล้านล้านปี ฟังให้ชัด เต็มอัตรา

คือเสียงแห่ง สุญญตา ค่าสุดใจฯ


.......เปิด-ปิดปาก: สนทนา พูดจาธรรม

วันยังค่ำ อย่าพูด เรื่องเหลวไหล

พูดแต่เรื่อง ดังทุกข์ได้ โดยสัจจนัย

ไม่เท่าไร เราทั้งโลก พ้นโศกแลฯ



ธรรมทานโดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต 
สอนสิ่งที่ควรรู้ก่อนตาย 'เรื่องต้นทุนกำไร'

ต้นหาย กำไรสูญ: เปรียบเสมือนคนเราบางคนที่ตั้งอกตั้งใจทำงาน จะประกอบการค้าขาย หรือทำกิจการงานอะไรก็ดี ตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวและแก่เฒ่าแก่ชราในที่สุด และถึงพร้อมด้วยความร่ำรวยสมบูรณ์พูนสุข สร้างบ้านสร้างเรือน สร้างหลักฐานได้อย่างมั่นคง ตลอดจนสร้างเกียรติยศ สร้างชื่อเสียง จนได้ลาภ ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่คนบางคนที่กล่าวถึงเหล่านี้ เมื่อถึงกาลเวลาอันสมควร ซึ่งที่จริงก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับทรัพย์สมบัติในทางโลก

ที่ได้สร้างสมมามากแล้ว ก็ควรจะหยุด เพื่อรีบสร้างสมสิ่งที่เป็นอริยทรัพย์ในบั้นปลายของชีวิต ให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้บ้าง แต่เขาเหล่านั้นก็หาได้มีความหยุด ความยั้ง ความละ ความปล่อย ความวาง ในทรัพย์สมบัติที่หามาได้เหล่านั้นไม่ มุ่งหน้าที่จะคิดอ่านประกอบกิจการงาน ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึงว่า สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว

ความตายก็จะต้องมาถึงเข้าอย่างแน่นอน ในที่สุดร่างกายของเขาก็ถึงซึ่งความแตกดับจริงๆ และย่อยยับสูญหายไป ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนหามาได้ ไว้ในโลกนี้ให้กับคนอื่นทั้งหมด ไม่สามารถที่จะนำเอาทรัพย์สมบัติเหล่านั้นติดตามตนไปได้แม้แต่นิดเดียว โดยที่ตนเองมิได้ประกอบคุณงามความดี ในทางสร้างสมในสิ่งที่เป็นอริยทรัพย์ให้มากเท่าที่ควรเลย ซึ่งตนเองก็มีโอกาสและโชคดีอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ก็มิได้กระทำลงไป จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในชีวิตของเขา เปรียบเสมือน ต้นหายกำไรสูญ

ต้นก็คือ ร่างกายและทรัพย์สมบัติที่หามาได้ทั้งหมด กำไรก็คือ บุญกุศลหรือสิ่งที่เป็นอริยทรัพย์ แทนที่จะได้ก็ไม่ได้ และถ้าใช้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นไปในทางที่ไม่ดีผิดศีลธรรมอีกด้วยแล้ว หรือ ยึดในทรัพย์สมบัติที่หามาได้นั้นมากเกินไป ก็ยิ่งจะขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ต้นก็หาย กำไรก็สูญ ชีวิตนี้ก็ขาดทุน





'การทำบุญ' โจรมันก็ทำได้ มันเป็น 'ปลายเหตุ'
'การไม่กระทำบาป' ทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะ เป็น 'ต้นเหตุ'

ธรรมทาน โดยพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)

..................................................................................................................................................................................

ชีวิตนี้เท่านั้น.....
ชีวิตนี้เท่านั้น ที่มีโอกาสวิ่งหนีกรรม อย่าประมาท อย่ามั่นใจว่า อนาคตสำหรับเราจะไม่เป็นเช่นนั้นกรรมเช่นนั้นอาจจะวิ่งไล่เราโดยที่เราไม่รู้ไม่ทันแม้ไม่ประมาท..ต้องวิ่งหนีให้สุดกำลังความสามารถชีวิตนี้เท่านั้นที่เราจะพบทางหนีได้และชีวิตนี้ก็น้อยนัก
มัวผัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ พ้นจากชาตินี้ไปแล้วจะไม่มีโอกาสดีให้วิ่งหนีกรรมได้อีกเลยเมื่อชีวิตนี้น้อยนัก

ผู้มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ ก็คิดไปทางหนึ่งผู้เบาปัญญา มีมิจฉาทิฐิ ก็คิดไปทางหนึ่งพวกผู้มีปัญญา มีสัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบก็จะคิดได้ว่าชีวิตนี้สั้น...อีกไม่เท่าไรก็จะต้องตายตายแล้วก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้เอาไปได้ก็แต่บุญบาป หรือเอาไปได้แต่ความดีความชั่วเท่านั้นพวกผู้มีปัญญาคิดเช่นนี้ จึงเร่งทำความดี ส่วนพวกผู้เบาปัญญา มีมิจฉาทิฐิ คือ ความเห็นผิดก็จะคิดว่า ชีวิตนี้สั้น
อีกไม่เท่าไรก็จะต้องตาย มีวิธีใดจะให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินเงินทองก็ต้องรีบหาไม่มัวคำนึงว่า จะผิดหรือถูกก็ช่าง ให้ได้ก็พอใจพวกผู้เบาปัญญาคิดเช่นนี้ จึงทำบาป ทำความไม่ดีได้เสมอชีวิตนี้

สำหรับบุคคลสองประเภทดังกล่าวมีคุณ มีโทษแก่สองฝ่ายแตกต่างกันเป็นตามทิฐิคือ ความเห็นดังกล่าว

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ
วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร

 

































คำสอนหลวงปู่ท่อน....สำหรับคนเดินทางสู่โลกุตรธรรม

อย่ากินของร้อน( ราคะ โมหะ โทสะ)
อย่านอนบนไฟ ( โลภ โกรธ หลง)
ให้ไปอย่างแร้ง ( ไม่คิด ไม่สะสม)
แสวงหาบริสุทธิ์ ( ของที่ชอบธรรม)
















ธรรมทาน
ถ้าได้มีชีวิตอยู่อย่างไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น และทำประโยชน์ให้สังคมบ้าง ชีวิตนี้ก็คงเป็นสุข
ในสมัยพุทธกาล มีสาวกรูปหนึ่งชื่อว่า ตุจโฉโปฎฐิละ ซึ่งเป็นพระผู้มีปัญญามากแตกฉานในพระสูตร มีวัดสาขา 18 แห่ง เป็นครูบาอาจารย์ มีลูกศิษย์นับหน้าถือตาโดยทั่วถึง ถ้าใครได้ยินชื่อว่า ตุจโฉโปฎฐิละ ก็กลัวเกรง ไม่กล้าพูดไม่กล้าเถียง เมื่อท่านอธิบายธรรมะ ฉะนั้น ท่านตุจโฉโปฎฐิละจึงเป็นพระเถระผู้ยิ่งใหญ่ในครั้งพุทธกาลเพราะการเรียนปริยัติ

วันหนึ่ง ท่านไปกราบพระพุทธเจ้าขณะท่านกำลังกราบลง พระพุทธองค์ตรัสว่า
'มาแล้วหรือพระใบลานเปล่า' 
พอท่านจะกราบลาพระพุทธองค์กลับวัด
'กลับแล้วหรือพระใบลานเปล่า'
พระพุทธองค์ตรัสแค่นั้น

ตุจโฉโปฎฐิละเป็นอาจารย์ใหญ่ก็คิดในใจว่า 'ทำไมพระพุทธองค์จึงเรียกตนอย่างนั้น?' คิดไปคิดมา พิจารณาไปจนเห็นว่า 
'เออ มันจริงที่พระองค์ว่า.. พระใบลานเปล่า คือ พระเรียนเฉยๆ ไม่ได้ปฎิบัติยังไม่บรรลุธรรม'

เมื่อเข้าใจความหมายที่พระพุทธเจ้าตรัส รู้สึกตัวว่าตัวเอง 'สุตมยปัญญา จำคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่จิตใจก็เหมือนปุถุชน'
เมื่อสำนึกได้ดังนี้ ก็เกิดสลดสังเวช ตัดสินใจทิ้งวัดทิ้งความเป็นอาจารย์ใหญ่ หาหนทางปฎิบัติ แสวงหาไปยังสำนักที่เข้าใจกันว่าเป็นพระเถระ เณรทุกรูปในสำนักล้วนเป็นพระอรหันต์
ครั้งแรกก็เข้าไปหาพระเถระผู้ใหญ่ขอคำแนะนำในการเจริญวิปัสนา ท่านก็นิ่ง แล้วบอกว่าไม่สามารถจะสอนได้ เมื่อไปหารองเจ้าอาวาส ขอคำแนะนำในการปฎิบัติท่านก็ตอบว่า ไม่สามารถจะสอนได้ พอไปหาพระรูปที่ 3 รูปที่ 4 หาพระกี่รูปในสำนักท่านก็บอกเหมือนกันหมด พระทุกรูปปฎิเสธว่า ไม่มีความสามารถที่จะอบรมตุจโฉโปฎฐิละได้ จนในที่สุดท่านก็ไปหาสามเณรไปขอปฎิบัติกับเณรน้อย 

สามเณรบอกว่า 
'พระคุณเจ้าจะมาปฎิบัติกับผม ถ้าทำจริงก็มาได้ แต่ถ้าทำไม่จริงมาไม่ได้'
ตุจโฉโปฎฐิละจึงมอบกายถวายชีวิตสามเณรให้ห่มจีวร เมื่อห่มจีวรเรียบร้อยแล้วเผอิญมีหนองอยู่ใกล้ๆ ที่เป็นเลน เณรบอกว่า 
'ให้เดินเข้าไปในหนองนี่ เดินลงไป ถ้าไม่บอกให้หยุด อย่าหยุด ถ้ายังไม่บอกให้ขึ้น อย่าขึ้น'

ตุจโฉโปฎฐิละห่มจีวรดีๆ แล้วก็เดินลงไปในหนองเรื่อยๆ เณรไม่บอกให้หยุด ท่านก็ลงไปจนเปียกเปื้อนตมขี้เลน สามเณรจึงบอก 'หยุดได้ .. เอาละขึ้นมาได้' 

ท่านจึงขึ้นมา.. เมื่อท่านขึ้นมาแล้ว สามเณรก็หยิบรองเท้าโยนเข้ากอไผ่ และบอกตุจโฉโปฎฐิละ 'เข้าไปเก็บรองเท้ามาให้ผม'
ตุจโฉโปฎฐิละก็เดินบุกก่อไผ่ ฝ่าดงหนามไปเก็บรองเท้ามาให้เณรแต่โดยดี แสดงให้เห็นว่า 'ท่านละทิฏฐิมานะแล้ว' จริงๆ จึงยอมทำตามคำสั่งของสามเณรทุกอย่าง 

เมื่อสามเณรเห็นดังนั้นก็รู้ว่าตุจโฉโปฎฐิละ มีจิตใจอ่อนโยนพร้อมที่จะรับธรรมะได้แล้ว สามเณรจึงสอนวิธีกำหนดอารมณ์จับอารมณ์ ให้รู้จักจิตของตน ให้รู้จักอารมณ์ของตน โดย 

'ใช้อุบายจับเหี้ย' 
มีเหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปในโพรงจอมปลวก ซึ่งมีรูอยู่ 6 รู ถ้าตัวเหี้ยเข้าไปในนั้นจะจับอย่างไร ต้องเอาอะไรมาปิดรูไว้ 5 รู ให้เหลือเพียงรูเดียวสำหรับให้ตัวเหี้ยออก..เมื่อปิดแล้วให้นั่งจ้องมองที่รูนั้น ครั้นพอตัวเหี้ยวิ่งออกมาก็จะจับได้ ฉันใด การกำหนดจิต ก็ฉันนั้น 
'ตาก็ปิดไว้ หูก็ปิดไว้ จมูกก็ปิดไว้ ลิ้นก็ปิดไว้ กายก็ปิดไว้ เหลือแต่จิตอันเดียว' การปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ไว้ คือ การสำรวมสังวร แล้วภาวนาโดยใช้จิตอย่างเดียว

หนังสือ ชนะใครไม่เท่าชนะใจตน
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

...............................................................................................................................................................
ธรรมะจากหลวงตามหาบัว
'การติดหนี้ติดสินเป็นทุกข์มาก และเป็นโทษมากยิ่งกว่าความอดความทน อันนี้ยังดีกว่านะ ให้พากันระมัดระวัง การติดหนี้ติดสินไม่จำเป็นอย่าไปติด มีมากมีน้อยเราก็ถูไถใช้ไปตามกำลังของเรา เกิดมาท้องพ่อท้องแม่มีเศษสมบัติเงินทองข้าวของกองเท่าภูเขากองอยู่ในท้องแม่คนไหนมีไหม ก็เกิดมาจากท้องแม่เหมือนกันหมดนั่นแหละ เกิดมาแล้วพ่อแม่พาตะเกียกตะกายหาอยู่หากิน ใครอยู่ที่ไหนพ่อแม่อยู่ที่นั่น ก็พาหาอยู่หากิน พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันหนึ่ง ๆ นี้เป็นความผาสุกยิ่งกว่าคนที่ดีดที่ดิ้น หาเหตุหาผลไม่ได้ กู้หนี้ยืมสิน ได้อะไรมาไม่พอ ๆ พวกนั้นเป็นกองทุกข์มากนะ ให้พากันระมัดระวังให้ดี

         ในธรรมท่านก็แสดง เวลาพระจะไปบวชท่านไล่ตรงนี้ก่อนนะ พอจะไปบวช อนโณสิ๊ ท่านไม่มีหนี้สินติดตัวเหรอ ถามนาคที่จะบวช ถ้าภาษาของเราท่านมีหนี้สินติดตัวไหม ถ้าบอกว่าไม่มียอมให้บวช ถ้ามีหนี้สินแล้วไล่ไม่ให้บวช ทุกวันนี้ก็มี นี่ละพระพุทธเจ้าตำหนิเอามาก คนไม่บริสุทธิ์ ติดหนี้ติดสินเขาไปบวชเป็นประโยชน์อะไร ท่านจึงสอนหรือบังคับ ในกฎกติกาก่อนบวชมีข้อนี้เป็นสำคัญ ถามถึงเรื่องหนี้เรื่องสิน เสียก่อน เมื่อไม่มีหนี้มีสินยอมให้บวช จะเป็นคนมีคนจน พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ แต่ถ้าการติดหนี้นี้ตำหนิทันที ไม่เป็นของดี เราควรยึดมาเป็นคติตัวอย่างของพวกเรานะ'

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
วันที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]
www.luangta.com


























'การติดหนี้ติดสินเป็นทุกข์มาก และเป็นโทษมากยิ่งกว่าความอดความทน อันนี้ยังดีกว่านะ ให้พากันระมัดระวัง การติดหนี้ติดสินไม่จำเป็นอย่าไปติด มีมากมีน้อยเราก็ถูไถใช้ไปตามกำลังของเรา เกิดมาท้องพ่อท้องแม่มีเศษสมบัติเงินทองข้าวของกองเท่าภูเขากองอยู่ในท้องแม่คนไหนมีไหม ก็เกิดมาจากท้องแม่เหมือนกันหมดนั่นแหละ เกิดมาแล้วพ่อแม่พาตะเกียกตะกายหาอยู่หากิน ใครอยู่ที่ไหนพ่อแม่อยู่ที่นั่น ก็พาหาอยู่หากิน พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องไปวันหนึ่ง ๆ นี้เป็นความผาสุกยิ่งกว่าคนที่ดีดที่ดิ้น หาเหตุหาผลไม่ได้ กู้หนี้ยืมสิน ได้อะไรมาไม่พอ ๆ พวกนั้นเป็นกองทุกข์มากนะ ให้พากันระมัดระวังให้ดี

ในธรรมท่านก็แสดง เวลาพระจะไปบวชท่านไล่ตรงนี้ก่อนนะ พอจะไปบวช อนโณสิ๊ ท่านไม่มีหนี้สินติดตัวเหรอ ถามนาคที่จะบวช ถ้าภาษาของเราท่านมีหนี้สินติดตัวไหม ถ้าบอกว่าไม่มียอมให้บวช ถ้ามีหนี้สินแล้วไล่ไม่ให้บวช ทุกวันนี้ก็มี นี่ละพระพุทธเจ้าตำหนิเอามาก คนไม่บริสุทธิ์ ติดหนี้ติดสินเขาไปบวชเป็นประโยชน์อะไร ท่านจึงสอนหรือบังคับ ในกฎกติกาก่อนบวชมีข้อนี้เป็นสำคัญ ถามถึงเรื่องหนี้เรื่องสิน เสียก่อน เมื่อไม่มีหนี้มีสินยอมให้บวช จะเป็นคนมีคนจน พระพุทธเจ้าไม่ทรงตำหนิ แต่ถ้าการติดหนี้นี้ตำหนิทันที ไม่เป็นของดี เราควรยึดมาเป็นคติตัวอย่างของพวกเรานะ'

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม
วันที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ [เช้า]
www.luangta.com
 
ผู้ที่เข้าใจธรรมะได้ถูกต้องหายาก
เมื่อไฟไหม้จังหวัดสุรินทร์ครั้งใหญ่ได้ผ่านไปแล้ว ผลคือความทุกข์ยากสูญเสียสิ้นเนื้อประดาตัว และเสียใจอาลัยอาวรณ์ในทรัพย์สิน ถึงขั้นเสียสติไปก็หลายราย วนเวียนมาลำเลิกให้หลวงปู่ฟังว่า อุตส่าห์ทำบุญเข้าวัด ปฏิบัติธรรมมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำไมบุญกุศลจึงไม่ช่วย ทำไมธรรมะจึงไม่ช่วยคุ้มครอง ไฟไหม้บ้านวอดวายหมด

แล้วเขาเหล่านั้นเลิกเข้าวัดทำบุญไปหลายราย เพราะธรรมะไม่ช่วยเขาให้พ้นจากไฟไหม้บ้าน หลวงปู่ว่า

“ไฟมันทำตามหน้าที่ของมัน ธรรมะไม่ได้ช่วยใครในลักษณะนั้นหมายความว่า ความอันตรธาน ความวิบัติ ความเสื่อมสลาย ความพลัดพรากจากกัน สิ่งเหล่านี้ มันมีประจำโลกอยู่แล้ว
ทีนี้ผู้มีธรรมะ ผู้ปฏิบัติธรรมะ เมื่อประสบกับภาวะเช่นนั้นแล้ว จะวางใจอย่างไรจึงไม่เป็นทุกข์ อย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่ธรรมะช่วยไม่ให้แก่ ไม่ให้ตาย ไม่ให้หิว ไม่ให้ไฟไหม้ ไม่ใช่อย่างนั้น”


หนังสือ พระราชวุฒาจารย์ (ดูลย์ อตุโล)
โครงการหนังสือบูรพาจารย์อีสานใต้ เล่ม ๑ หน้า ๔๗๖
...............................................................................................................................................................

กฏแห่งกรรม เล่ม 1

https://www.dropbox.com/s/dw7ztbg9nuqx4z9/กฏแห่งกรรม%20เล่ม%201.pdf


กฏแห่งกรรม เล่ม 2

https://www.dropbox.com/s/8d2uje764p7lbs7/กฏแห่งกรรม%20เล่ม%202.pdf
 

‎กฐินปี พ.ศ.2556

บทสวด

1 ปุพพะภาคะนะมะการะ (นะโม ตัสสะ)
http://youtu.be/3-f8Pidd4D8

2 สะระณะคะมะนะปาฐะ
http://youtu.be/KRS6hbgtiRs

3 นะมะการะสิทธิคาถา
http://youtu.be/SEdqLYev9s4

4 นะโมการะอัฏฐะกะ (นะโม ๘ บท) 
http://youtu.be/Md_b4OCgUUk

5 ธัมมะจักกัปปะวัตตะนะสุตตัง
http://youtu.be/lxc5Qq7vRXs

6 มังคะละสุตตัง อะเสวะนา จะ พาลานัง 
http://youtu.be/WIHmBpN9TJM

7 รัตนสูตร ความร่มเย็นในชีวิต
http://youtu.be/-C5cZek5YLE

8 กะระณียะเมตตะสุตตัง ให้มีเทวดารัก
http://youtu.be/ksywDHp6k7M

9 ขันธปริตร ป้องกันงูและสัตว์ร้าย
http://youtu.be/Y9cpQJdccPg

10 โมระปะริตตัง เพื่อป้องกันภัย
http://youtu.be/lU47Pkc-dAE

11 วัฏฏะกะปะริตตัง อัตถิ โลเก 
http://youtu.be/bT47XDCTP7I

12 อนุสสะระณะปาฐะ (อิติปิ โส)
http://youtu.be/_2sT7nCJcUY

13 อาฎานาฏิยปริตร คาถาท้าวเวสสุวรรณ 
http://youtu.be/XNb12b8BtIE

14 โพชฌังคปริตร สวดต่ออายุผู้ป่วย
http://youtu.be/8jyGBEeorUw

15 อภยปริตร ไม่ฝันร้าย
http://youtu.be/ci56xRaP2q0

16 วมนต์พิธี สักกัตวา
http://youtu.be/B2YUt1oBLRc

17 มงคลจักรวาลใหญ่
http://youtu.be/Y-7h015c8_8

18เทวะตาอุยโยชะนะคาถา ส่งเทวดา
http://youtu.be/UuCmj_dgrAQ

19 พุทธชัยมงคลคาถา พาหุง
http://youtu.be/Tn718QMk_6o

20 ชะยะปะริตตัง มหาการุณิโก
http://youtu.be/k9JU0ddEHzk

21 สัพพะมังคะละคาถา (ภะวะตุสัพ)
http://youtu.be/UNKZ6gtewm4

 
ความคิดเห็นของผู้เข้าชม
ชื่อผู้แสดงความคิดเห็น :
สถานะ : รหัสผ่าน :
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง :
รหัสความปลอดภัย :
 
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997