ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท15/07/2018
ผู้เข้าชม599150
แสดงหน้า845227
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
July 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
    
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

ประทับ...ใจ

อ่าน 4576
..................................................................................................
 
บนขบวนรถไฟคันหนึ่งที่มุ่งสู่มณฑลซีอัน 
พนักงานเก็บตั๋วสาวสวยนางหนึ่งกำลังยืนจ้องชายวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งแต่งตัวปอนๆเหมือนกรรมกรชนชั้นแรงงาน
“ตรวจตั๋ว!” เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เชิดสูง
เขารีบคลำหาตั๋วรถที่กระเป๋าเสื้อและกระเป๋ากางเกง และเมื่อเจอตั๋วก็กำไว้ในมื
เธอมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจและก็ยิ้มเยาะ
“นี่มันตั๋วเด็กนี่นา!”
ชายวัยกลางคนหน้าแดงด้วยความอาย พูดออกมาด้วยเสียงสลดว่า
“”ตั๋วเด็กกับตั๋วคนพิการไม่ใช่ราคาเดียวกันหรือครับ?
เธอมองเขาตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า
“คุณเป็นคนพิการเหรอ!”
น้ำเสียงยังคงเชิดสูง
“เอาบัตรประตัวคนพิการออกมาให้ฉันดูหน่อยสิ!”
ประโยคนี้ของเธอ ทำให้เขาร้อนรนขึ้นมาทันที
“เอ่อ ผม เอ่อ ไม่มีบัตรคนพิการครับ ตอนที่ซื้อตั๋ว คุณเจ้าหน้าที่บอกผมว่าเมื่อไม่มีบัตรคนพิการก็จะออกตั๋วเด็กให้ครับ!”
เธอหัวเราะหึหึในลำคอ
“เมื่อไม่มีบัตรประจำตัวผู้พิการ แล้วเอาอะไรมายืนยันว่าคุณเป็นคนพิการล่ะ?”
เขาไม่ได้ตอบว่าอะไร ได้แต่ถลกขากางเกงให้เธอเห็นถึงขาของเขาที่ขาดไปข้างหนึ่ง
“ฉันต้องการบัตรยืนยัน ว่าคุณเป็นคนพิการจริงๆ!”
เธอพูดออกมาทั้งๆที่ก็เห็นว่าเขาขาขาด
เขามองเธออย่างวิงวอนขอความเห็นใจ
“ทะเบียนบ้านผมไม่ได้อยู่ที่นี่ ทางการก็เลยไม่ออกบัตรให้กับผม ผมก็ทำงานที่โรงงานเล็กๆแห่งหนึ่ง พอเกิดเรื่องเจ้านายก็หนีหายหน้าไปไม่ยอมรับผิดชอบ ผมไม่มีเงินไปรักษาที่โรงพยาบาลก็เลยไม่มีหลักฐานยืนยันครับ”
เมื่อเจ้าพนักงานรักษารถซึ่งอยู่ไม่ไกลนักได้ยินเข้าก็เข้ามาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น 
ชายวัยกลางคนได้บอกแก่เจ้าหน้าที่ชายคนนั้นว่า ตนเองคือคนพิการและได้ซื้อตั๋วเด็กที่มีราคาเดียวกันกับตั๋วคนพิการ
“บัตรประจำตัวผู้พิการของคุณล่ะ?”
“ผมไม่มีบัตรคนพิการ”
จากนั้นก็ถลกกางเกงให้เจ้าหน้าที่ดู 
เจ้าหน้าที่รักษารถไม่แม้แต่จะชายตาแลดู กลับกระแทกเสียงใส่ว่า
“เราต้องการหลักฐานยืนยันเท่านั้น หากคุณมีบัตรคนพิการมายืนยันคุณก็ไม่ต้องตีตั๋วเพิ่ม หากไม่มีคุณก็ต้องทำตามกฎ!”
ชายวัยกลางคนลุกลี้ลุกลน ควานหาเงินในกระเป็นกางเกงและกระสอบสัมภาระ แต่เขาไม่มีเงินพอที่จะซื้อตั๋วเพิ่มได้ เขาพูดกับเจ้าหน้าที่ชายด้วยเสียงสะอื้น
“ตั้งแต่ผมถูกเครื่องจักรตัดขา ผมก็ไม่ได้ทำงานอีกเลย ผมไม่มีเงิน แม้แต่เงินซื้อตั๋วกลับบ้านผมยังไม่มีเลย ส่วนตั๋วเด็กใบนี้เพื่อนๆก็รวมเงินกันซื้อให้ผม ขอความกรุณาถือว่าทำทานกับคนพิการเถอะครับ...”
“ไม่ได้หรอก กฎก็ต้องเป็นกฎ!”
เจ้าหน้าที่ชายยืนยันคำเดิม
พนักงานตรวจตั๋วรีบพูดขึ้นแทรกว่า
“ให้เขาไปนั่งที่ห้องสัมภาระไหมคะ ถือว่าทำทาน คิดเสียว่าเขาเป็นพนักงานบนรถคนหนึ่ง”
พนักงานรักษารถได้ฟังดังนั้น ก็พยักหน้าบอกว่าได้
ชายชราคนหนึ่งที่นั่งตรงข้ามกับชายพิการนิ่งทนดูอยู่เป็นเวลานานก็ทนไม่ได้อีกต่อไป เขายืนขึ้นและก็จ้องมองไปที่เจ้าหน้าที่ชายด้วยสายตารังเกียจ
“คุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า?” ชายชราถามออกไป
“มันเกี่ยวอะไรกับผมเป็นผู้ชายหรือไม่เป็นผู้ชาย!” เขาถามออกไปแบบไม่เข้าใจ
“ก็บอกผมมาสิ ว่าคุณเป็นผู้ชายหรือเปล่า” ชายชราเริ่มเสียงดัง
“ผมก็เป็นผู้ชายนะสิถามได้” เขาตอบเสียงดังออกไปเหมือนกัน
“แล้วคุณเอาอะไรมายืนยันว่าคุณเป็นผู้ชาย? ผมของดูหลักฐานที่ยืนยันว่าคุณเป็นผู้ชายให้ทุกคนบนรถนี้ดูหน่อยได้ไหม”
เสียงหัวเราะของผู้โดยสารก็ดังขึ้นมา
เจ้าหน้าที่มองชายชราอย่างงงๆแล้วพูดว่า
“คุณก็รู้ ผมเป็นผู้ชายทั้งแท่ง ผมจะเป็นผู้ชายปลอมได้ยังไง?”
ชายชราส่ายหน้าไปมา
“ผมก็เหมือนพวกคุณทั้งสองเมื่อสักครูนี้ ผมต้องการบัตรยืนยันว่าคุณเป็นผู้ชาย มีบัตรยืนยันถึงเป็นผู้ชายแท้ ไม่มีบัตรยืนยันคุณก็ไม่ใช่ผู้ชายจริง!”
เจ้าหน้าที่ชายได้แต่ยืนมองชายชรา ไม่รู้จะพูดอะไร
พนักงานสาวเห็นหัวหน้าเริ่มจนมุม จึงเข้ามาช่วยเบี่ยงประเด็น
“ฉันไม่ใช่ผู้ชาย ลุงมีอะไรพูดกับฉันก็ได้”
ชายชราชี้หน้าหญิงสาวแล้วพูดว่า
“เธอนี่ไม่น่าจะใช่คนนะ”
เธอได้ฟังก็ปรี๊ดแตก พูดออกมาด้วยเสียงอันแหลมเล็กว่า
“หน๊อย! ตาแก่ พูดให้ดีๆนะ ฉันไม่ใช่คนแล้วฉันจะเป็นอะไรห๊า? ” 
ชายชรามองเธอด้วยสายตาแน่นิ่ง
“เธอเป็นคนเหรอ? ถ้างั้นขอดูบัตรยืนยันหน่อยได้ไหม”
คนทั้งขบวนหัวเราะพร้อมกันขึ้นมาอีกครั้ง 
มีเพียงคนเดียวที่ตอนนี้ไม่ได้หัวเราะไปกับเขาด้วย เขาคนนั้นก็คือชายขาพิการ เขาได้แต่นิ่งมองการสนทนาของชายชราและเจ้าหน้าที่ จู่ๆน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขารู้สึกอดสูใจ หรือซาบซึ้ง หรือเคียดแค้นชิงชัง
……………………………
น้ำเอ๋ยน้ำใจ อลุ่มอะหล่วยกันได้ก็จงมอบให้กันไป
อย่าเอากฎหมายมาบดบังมโนธรรม หากเป็นญาติของเรา เราจะรู้สึกอย่างไร
หัวโขนที่คุณสวมใส่อยู่นี้ จะอยู่กับคุณได้นานสักแค่ไหน? 
จงเอาใจเขามาใส่ใจเรา เคารพเขาเขาย่อมเคารพตอบ

 ' ข้าวเปล่าหนึ่งถ้วย ' 

อยากให้ทุกคนลอง อ่านดูนะ

....ขอบคุณความยากจน ความเพียร ความมุ่งมั่น ความชัดเจน และจริงใจ....

ค่ำวันหนึ่งเมื่อ 20 ปี ที่แล้วมีเด็กหนุ่ม คนหนึ่ง
ท่าทาง เหมือน นักศึกษา กำลังนักเรียน ลังเลอยู่หน้าร้าน
บุฟเฟ่ต์แห่งหนึ่ง เมื่อลูกค้าส่วนมาก ออกจากร้านแล้ว เขาจึงเดินเข้าร้านมา ด้วยอาการเขินอาย
“ขอข้าวเปล่าถ้วยหนึ่ง ขอบคุณครับ ” เด็กหนุ่มก้มหน้าพูด
เจ้าของร้านบุฟเฟ่ต์ เพิ่งเปิดใหม่เป็นเถ้าแก่หนุ่มสาว
คู่หนึ่ง เห็นเด็กหนุ่ม ไม่เอากับข้าว ก็รู้สึกสะท้อนใจ 
แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เขารีบตักข้าวพูนถ้วย ส่งให้กับ
เด็กหนุ่มคนนั้น
เด็กหนุ่มจ่ายเงิน พร้อมกับพูดด้วย เสียงแผ่วเบาว่า
“ผมขอน้ำแกง ราดบนข้าวสักหน่อย ได้ไหมครับ?”
“ตามสบายเลยค่ะ ไม่คิดตังค์” เถ้าแก่เนี้ยพูด
เขากินไปได้ครึ่งถ้วย ก็สั่งอีกถ้วยหนึ่ง
“ไม่อิ่มใช่ไหม? ถ้วยนี้ เดี๋ยวผมตักให้คุณ
มากหน่อย” เถ้าแก่พูดด้วยความ เอาใจใส่
“ไม่ใช่ครับ ผมเอาใส่กล่อง 
พรุ่งนี้จะเอาไปกินที่ มหาลัยน่ะครับ”

เมื่อเถ้าแก่ได้ยิน ก็เดาออกว่า เด็กหนุ่มคนนี้
คงมาจากต่างจังหวัดในเขตภาคใต้เป็นแน่ฐานะ
ที่บ้านคงไม่สู้จะดีนัก เขาคงมาเรียนที่ไทเป คนเดียว 
และคงจะ ทำงานและ ก็เรียนไปด้วย ดูก็รู้ว่าเด็กคนนี้
คงจะลำบากอยู่ไม่น้อย เขาจึงตักโร่วจ้าว (เนื้อเคี่ยวซอส สำหรับราดบนข้าว) ใส่ไว้ที่ใต้กล่องข้าว(กล่อง) จากนั้น
ก็เอาไข่ตุ๋นชา (ไข่ดาว) ใส่ไปหนึ่งฟอง จากนั้นจึงตักข้าว อัดไป
เต็มกล่อง มองดูแล้ว เหมือนไม่มีอะไรอยู่ใน กล่องข้าว นอกเสีย จากข้าวเปล่า

เมื่อภรรยา ของเขาเห็นดังนั้น ก็เข้าใจในสิ่งที่สามี
กำลังทำว่า ต้องการช่วยเหลือ เด็กหนุ่มคนนี้ แต่ไม่
เข้าใจว่าทำไมไม่ราด โร่วจ้าว ไว้บนข้าว จะใส่ไว้ใต้ข้าวทำไม?
เถ้าแก่กระซิบ บอกภรรยาว่า “เด็กผู้ชาย(เด็ก) รักศักดิ์ศรี หากเขาเห็น ว่าบนข้าวมีโร่วจ้าว เขาอาจคิดว่าเรา
ทำทานแก่เขา หากเป็นอย่างนี้ คราวหน้าเขาจะ
ไม่กล้ามาอีก ถ้าเขาไปกินร้านอื่นก็ได้กินแต่ ข้าวเปล่า(ข้าว) แล้วจะเอาแรงที่ไหนไปเรียนหนังสือ !”
“คุณเป็นคนดีจริงๆ จะช่วยเขายังกลัว เขาอายอีก”
“หากผมไม่ดี คุณจะแต่งงานกับผม เหรอ! ” เถ้าแก่
หนุ่มหยอกเย้า ผู้เป็นภรรยา
“ขอบคุณครับ ผมอิ่มแล้ว แล้วเจอ กันใหม่ครับ” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็หยิบข้าวกล่องแล้ว เดินออกจาก
ร้านไป เมื่อเด็กหนุ่ม ถือข้าวกล่องที่ดูหนัก กว่า (ข้าว)ข้าวเปล่า ออกจาก ร้านไป ก็หันมายิ้มให้เจ้าของ ร้านทั้งสอง
“สู้ ๆ นะ พรุ่งนี้ พบกันใหม่” เถ้าแก่พูดและโบกมือ ให้กับเด็กหนุ่มคนนั้น ในคำพูดประโยคนั้น ของเขา แฝงด้วยคำเชิญให้เด็กหนุ่มมากินข้าวที่นี่ใหม่ ในวันพรุ่งนี้ เด็กหนุ่มน้ำตาคลอ ไม่กล้าหันไปมอง เจ้าของร้าน กลัวว่าน้ำตาจะร่วง ให้เขาทั้งสองเห็น

จากนั้นเป็นต้นมา นอกจากว่าเป็นช่วง. ปิดเทอม 
พลบค่ำของทุกวัน เด็กหนุ่มก็จะมากินข้าวที่ร้าน เขาสั่งข้าวเปล่า(ข้าว) หนึ่งถ้วยและข้าวเปล่าหนึ่งกล่อง(ข้าวกล่อง)
เอากลับบ้าน และใต้กล่องข้าว ก็จะมีอาหารที่
แตกต่างกันไปในแต่ละวัน จนเด็กหนุ่มเรียนจบ
ปริญญาตรี ผ่านมา 20 ปี แล้ว ที่ร้านบุฟเฟ่ต์แห่งนี้
ไม่ได้ต้อนรับลูกค้าคน พิเศษคนนี้อีกเลย

อยู่ๆ วันหนึ่ง ทางการก็ส่งจดหมายมาบอกว่า
จะทำการเวนคืนที่ดิน และร้านของเขา ก็เป็นหนึ่งในนั้น 
สองสามีภรรยาอายุใกล้จะ 50ปี เมื่อรู้ข่าวนี้ต่างก็
กลัดกลุ้มใจ ชีวิตต่อไปข้างหน้า จะทำอย่างไร 
เงินทอง(เงิน) ที่จะได้จากทางการ ก็ไม่เพียงพอกับการ
จัดซื้อบ้านที่มีทำเลดี อย่างนี้ได้อีก แล้วลูก ๆ ที่กำลัง
เรียนอยู่จะหา ค่าเทอมมาจากไหน? ต่างก็กอดกัน
ร้องไห้ไม่รู้ จะจัดการ กับชีวิตอย่างไรดี

เช้าวันหนึ่ง ชายคนหนึ่งแต่งกาย ภูมิฐานเข้ามาหา
สองสามีภรรยา
“สวัสดีครับคุณทั้งสอง ผมเป็นรองผู้จัดการ บริษัท... ผู้จัดการใหญ่ ของเรา ต้องการให้คุณ เข้าไปทำร้าน 
อาหารบุฟเฟ่ต์ ในบริษัทของเรา ที่กำลังจะทำการ
เปิดใหม่ในเร็ว ๆ นี้ เรื่องค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการ
ตกแต่ง และอุปกรณ์ต่าง ๆ ค่าวัสดุในการทำอาหาร
ทางเราจะเป็น ผู้รับผิดชอบ ขอเพียงคุณจัดหากุ๊ก
ปรุงอาหาร และบริหารงานก็พอ ส่วนกำไรแบ่งครึ่ง
กับบริษัทของเรา”

ผู้จัดการใหญ่ของ บริษัทเป็นใครกัน ? ทำไมเขาถึงดี
กับเราอย่างนี้ ? (ทำผม)(ทำผม) เราไม่เคยรู้จัก ผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคม
เลยสักคนเดียว ? สองสามีภรรยาต่างทำหน้างง ๆ
“คุณทั้งสองเป็นผู้มี พระคุณของ ผู้จัดการใหญ่
ของเรา ท่านบอกว่า ท่านชอบกินไข่ตุ๋นชา และโร่วจ้าว
ของร้านคุณมาก รายละเอียดผมทราบ เพียงแค่นี้ นอกเหนือจากนี้คุณคง จะทราบได้เองเมื่อได้ เจอกับผู้จัดการใหญ่ ของเรา”

เมื่อเดินทางไปถึง บริษัท สองสามีภรรยา จึงรู้ว่าผู้จัดการใหญ่ ของบริษัทนี้ ก็คือเด็กหนุ่มที่มากิน
ข้าวเปล่ายามพลบค่ำ ทุกวันนั่นเอง (เด็ก) หลังจากจบ (โรงเรียน)
มหาวิทยาลัย เขาก็มุมานะสร้างเนื้อ สร้างตัว
จนสามารถเปิด บริษัทแห่งนี้ได้ เขาสำนึกบุญคุณ ข้าวเปล่าที่สอง สามีภรรยาให้เขากิน ตลอดเวลาที่ 
เรียนมหาวิทยาลัย หากไม่มีสองสามี ภรรยา
ช่วยเหลือเขา ในตอนนั้น เขาคงลำบาก และไม่
สามารถเรียนจนจบได้

เรื่องราวก่อนเก่า แต่หนหลังถูกรื้อฟื้นขึ้นในวงสนทนาเคล้าเสียงหัวเราะและน้ำตา เมื่อถึงเวลา
ที่สองสามีภรรยา จะลากลับ ชายหนุ่มยืนขึ้นโค้ง
คำนับพร้อมกับพูดว่า “สู้ ๆ นะครับ ต่อไปนี้บริษัท
ของเราต้องพึ่งพา คุณแล้วนะ พรุ่งนี้พบกันใหม่”

ความรักที่ให้ออกไป ความรักก็จะย้อนกลับ คืนมา !
(ดีใจ)ความสุข ที่ให้ออกไป ความ ความสุขก็จะย้อน กลับคืนมา !

คิดเผื่อคนอื่น ย่อมจะต้องมีคน คิดถึงคุณ !

นี่คือเหตุและผล นี่คือกฏเกณฑ์ *
 

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

สัจธรรม ใน ชีวิต

1. คนจน ต้องการ บางอย่าง 
คนโลภ ต้องการ ทุกอย่าง

2. ถ้าทุกคน ได้ทุกอย่าง ดั่งที่คิด 
สิ้นชีวิต จะเอาของ กองไว้ไหน
ได้มาบ้าง เสียไปบ้าง ช่างปะไร 
หน้าที่ใคร ทำให้ดี เท่านี้พอ

3. เดี๋ยวค่อยทำ วันนี้ยังไม่ว่าง
เดี๋ยวค่อยทำ งานต่างๆยังมากล้น
เดี๋ยวค่อยทำ เป็นข้ออ้างของบางคน
พาอับจน เพราะคำเดียว
เดี๋ยวค่อยทำ

4. ถ้าไม่ชอบ คือไม่ใช่ 
ถ้าไม่ใช่ คือไม่เอา
แต่...ถ้าชอบ และ...ก็ใช่
ถึงไม่ให้ ก็จะเอา 

5. เวลาน้ำเข้าตา มันจะเจ็บที่ตา 
แต่...เวลาน้ำออกตา มันดันไปเจ็บที่ใจ

6. แลกเงินคนละบาท 
ก็ได้คนละบาท 
แลกความคิดคนละ 1 ความคิด 
ได้คนละ 2 ความคิด

7. ชีวิตนี้ จะมีคุณค่า
เมื่อเกิดมา แล้วมีหน้าที่
มีแล้ว ต้องทำให้ดี
ไม่ใช่มี หน้าที่อยู่ ไปวัน ๆ

8. คนงาม งามจิตใจ ใช่รูปสวย
คนรวย รวยน้ำใจ ใช่เงินหนา
คนเก่ง เก่งมาได้ ด้วยวิชา
คนดัง ดังไม่ว่า อย่าลืมตัว

9. ความสุข... ถ้าแบ่งปันกัน 
ก็จะเพิ่ม เป็น 2 เท่า
ความทุกข์... ถ้าแบ่งปันกัน
ก็จะลด ลงครึ่งหนึ่ง

10. ไม่มีคำแนะนำของใคร 
ที่ไร้ค่า ไปเสียหมด 
แม้แต่ นาฬิกาตาย
มันยัง ตรงเวลา
ถึงวันละ 2 ครั้ง

11. เวลาไม่ได้ทำให้ใคร เสียคน 
แต่ใครบางคนต่างหาก 
ทำให้...เสียเวลา 

12. ความทุกข์ เกิดขึ้นจริง ๆ ครั้งเดียว
แต่...ความคิด 
เกิดวนเวียนซ้ำซากนับพันครั้ง

13. มี 4 สิ่งในโลก ที่เงินซื้อไม่ได้
ความรัก เวลา 
ชีวิต และ มิตรแท้

14. Impossible »
I'm possible 
ถ้าตัวเรา เดินหน้า 
คำว่า 'เป็นไปไม่ได้'
สักวันหนึ่งก็จะ'เป็นไปได้' 

15. สารภาพผิด 
ลดโทษลงกึ่งหนึ่ง 
สารภาพรัก
เพิ่มความคิดถึงเป็น 2 เท่า

16. 'สมอง' จำอะไรไม่ได้ 
แต่... 
'ใจ' จำโคตรแม่น

รักใครชอบใคร ส่งต่อได้นะไม่สงวนลิขสิทธิ์ 

Cr. Forward Line

 
 

'..ภูเขาลูกเดิม..'
..ZEN..

ผู้หญิงคนหนึ่งได้ระบายปัญหาของตนกับอาจารย์เซ็นว่า

หลายปีก่อนสมัยเธอเป็นสาวแรกรุ่น เธอได้แต่งงานกับสามีที่อายุห่างกันประมาณ10ปี ในตอนนั้นสามีของเธอดูยิ่งใหญ่มากในสายตาของเธอ เธอชื่นชมและยกย่องสามีของเธอมาก แต่หลังจากอยู่กินกันมาหลายปี เขาก็เปลี่ยนไป ไม่เหลือความอลังการน่าเกรงขาม ไม่เหลือซึ่งความน่าสนใจเหมือนครั้งอดีตอีกแล้ว เธอถามอาจารย์เซ็นว่าเป็นเพราะเหตุใด? หรือการแต่งงานคือสุสานของความรักใช่หรือเปล่า?

เมื่อเธอเล่าจบ อาจารย์เซ็นจึงบอกกับเธอว่า “เธอจงตามอาตมามา”

อาจารย์เซ็นพาเธอมายืนอยู่หน้าภูเขาลูกหนึ่ง แล้วถามว่า “ภูเขาลูกนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”

“สูงใหญ่ ตระหง่านตาและสวยงามเป็นที่สุด” เธอบอก

“ตามอาตมาขึ้นเขาเถอะ!” อาจารย์เซ็นกล่าว

ตลอดทาง ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆ มีแต่เดินกับเดิน เธอเริ่มเหนื่อยและอ่อนล้า อีกทั้งทางเดินที่ขรุขระ เธอจึงบ่นอะไรเยอะแยะออกมา

เมื่อถึงยอดเขา อาจารย์เซ็นบอกเธอว่า
“นี่คือภูเขาที่เธอเห็นเมื่อสักครู่นี้”

“ภูเขาลูกนี้ไม่สวยเลย ทางเดินก็มีแต่หิน ต้นไม้ก็ไม่สวย ดูๆแล้ว ภูเขาลูกโน้นสวยกว่าซะอีก!” เธอระบายความรู้สึกออกมา

อาจารย์เซ็นหัวเราะขึ้นมาและก็กล่าวว่า...
“ตอนที่เป็นแฟนกัน ก็เหมือนกับมองภูเขาจากที่ไกล ในสายตามีแต่ความชื่นชมเลื่อมใส เมื่อแต่งงานแล้ว ก็เหมือนกับการขึ้นเขา สิ่งที่เธอได้เห็นคือความปกติธรรมดาของกันและกัน เมื่อขึ้นมาถึงยอดเขา สายตาของเธอก็เห็นแต่ภูเขาลูกอื่น ไม่เห็นภูเขาลูกเดิม ที่จริงแล้วภูเขาไม่ได้เปลี่ยน แต่เป็นเธอต่างหากที่เปลี่ยน เพราะใจเธอเปลี่ยน แววตาของเธอจึงเปลี่ยนไป เมื่อหมดซึ่งความชื่นชม ภูเขาก็ไม่ยิ่งใหญ่อีกต่อไป เธอปรักปรำพร่ำบ่นมากเท่าใด ความเสียหายก็มีมากเท่านั้น เพราะอะไรเธอจึงสามารถยืนอยู่บนยอดเขาลูกนี้และเห็นภูเขาลูกอื่น? ก็เพราะเธอเหยียบอยู่บนภูเขาลูกนี้ เธอควรสำนึกคุณ ไม่ใช่ปรักปรำ”

Cr. Forward Line 

เศรษฐีชาวจีนคนหนึ่งอยากให้ลูกชายของเขาได้เรียนรู้ว่าชีวิตที่มี “ความยากจน” เป็นอย่างไร เขาเลยตัดสินใจส่งลูกชายของเขาลองไปใช้ชีวิตใน “ชนบท” ยากจนทั้งหมด 3 วัน และเมื่อวันที่ลูกชายของเขากลับบ้าน นี่คือ บทสนทนาที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับลูกชายของเขา

พ่อ: เป็นยังไงบ้างล่ะ?

ลูก: ก็โอเคนะครับ

พ่อ: ระหว่างบ้านของเรา กับบ้านของพวกเขามีอะไรที่แตกต่างกันบ้าง?

ลูก: มันแตกต่างกันมากเลยครับ (ลูกชายตอบด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้นมาก) เรามีหมา 1 ตัว พวกเขามีหมา 4 ตัว เรามีน้ำสะอาดอยู่ในสระว่ายน้ำ แต่พวกเขามีสระน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำอันใสแจ๋ว และมีปลาแหวกว่ายอยู่ในน้ำ เรามีโคมไฟสวยงามอยู่ในสวน แต่พวกเขามีดวงจันทร์ และดวงดาวมากมายที่ส่องแสงในยามค่ำคืน สวนของเรามีที่จำกัดด้วยกำแพง แต่สวนของพวกเขา มีที่ไม่จำกัด มันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาจรดขอบฟ้า

เราฟังซีดีอยู่ที่บ้านของเรา แต่พวกเขามีเสียงนก เสียงสัตว์นานาชนิดที่แข่งกันขับร้องอย่างไพเราะตามธรรมชาติ บ้านเรามีรั้วรอบขอบชิด แต่พวกเขามักต้อนรับคนที่ผ่านไปผ่านมาเสมอ ประตูบ้านจึงไม่เคยปิดเลยด้วยซ้ำ ในตัวเมืองของพวกเรา คนติดต่อกันผ่านโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ แต่พวกเขา มีความใกล้ชิดกันมากกว่านั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ลูกชายกล่าวอีกว่า:

“พ่อครับ ขอบคุณมากที่ทำให้ผมรู้ว่า จริงๆ แล้ว เรายากจนมากแค่ไหน”

หลังจากที่พ่อของเขาได้ยินเช่นนั้นก็แปลกใจมาก เพราะสิ่งที่ลูกชายของเขาได้รับ มันช่างเหนือความคาดหมายของเขาไปจริงๆ

มันมีคำพูดของ Rodolfo Costa ที่บอกว่า:

“Many people are so poor that the only thing they have is money.” หรือที่แปลว่า 'คนจำนวนไม่น้อยที่ยากจนมาก เพราะอย่างเดียวที่พวกเขามีก็คือเงิน' ซึ่งคำพูดนี้มันสอนเราได้ว่า ชีวิตของเรา ความสุขของเรา ธรรมชาติรอบตัวเรา มันไม่ใช่สิ่งที่ “เงิน” ซื้อได้

และคำถามที่เราควรตั้งคำถามก็คือ ทำไมเราถึงชอบคิดกันว่า สิ่งที่เงินซื้อได้ มันมีค่า มีราคามากกว่า ของที่เงินซื้อไม่ได้ล่ะ?

เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่า เมื่อเราเริ่มที่จะพอใจ ซาบซึ้งสิ่งที่อยู่รอบตัวเราและสิ่งที่เรามี เราจะหยุด “วิ่งไล่ตาม” เพื่อหาความร่ำรวย เพราะเรารู้แล้วว่า เรามีทุกอย่างที่เราต้องการแล้วยังไงล่ะ

และถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ร่ำรวยแล้ว ลองถามคำถามตัวเองว่า เรามุ่งมั่นหาความมั่งคั่ง จนลืมที่จะรักษาความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง คนที่เรารัก และโลกใบนี้ไปหรือเปล่า? เรารึเปล่า ที่ทำงานหนักทุกวันนี้ เพียงแค่เรารู้สึกว่าเรา “อยากได้” อีก แค่นั้นรึเปล่า?

อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้หมายความว่า การแสวงหาความมั่งคั่งร่ำรวยคือเรื่องที่ผิด เพียงแต่การหาเงินเพียงอย่างเดียว อาจไม่ได้เป็นหนทางที่ทำให้เรามีความสุขที่แท้จริง เติมเต็มชีวิตเราได้จริงๆ ครั้งหนึ่งเคยมีคนบอกว่า สกุลเงินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต คือ ความสุขที่เกิดจากการสร้างความผูกพันธ์กับมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกกับคุณ เพราะหากเราไม่มีสิ่งนั้นเลย ไม่ว่าเราจะหาเงินได้มากแค่ไหน เราก็คงหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้

Cr. Forward Line 

 
               ...ข้อแตกต่างระหว่าง...
'เจ้านาย'               กับ                   'ผู้นำ'
เจ้านาย - บังคับ                         ส่วนผู้นำ - สอน 
เจ้านาย - ใช้อำนาจ                    ส่วนผู้นำ - ปราถนาดี 
เจ้านาย - สร้างความหวาดกลัว    ส่วนผู้นำ - สร้างความกระตือรือร้น 
เจ้านาย - พูดว่า 'ตัวข้า'              ส่วนผู้นำ - พูดว่า 'พวกเรา' 
เจ้านาย - หาแพะรับผิด               ส่วนผู้นำ - หาทางแก้ปัญหา 
เจ้านาย - รู้วิธีทำ                        ส่วนผู้นำ - แสดงวิธีทำ 
เจ้านาย - ใช้คน                         ส่วนผู้นำ - พัฒนาคน 
เจ้านาย - เอาหน้าจากผลงาน      ส่วนผู้นำ - ให้หน้าคนทำงาน 
เจ้านาย - ชี้นิ้วสั่ง                       ส่วนผู้นำ - ขอความร่วมมือ 
เจ้านาย - สั่งว่า 'ไปได้'              ส่วนผู้นำ - ชวนว่า 'ไปกันเถอะ'
..............................................................................................................................
 


..................................................................................................................................
 

一艘遊輪突然遭遇海難,
เรือสำราญลำหนึ่งเจอมรสุมทางทะเล

船上有對夫妻好不容易來到救生艇前
บนเรือมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง กระเสือกกระสนมาถึงเรือชูชีพ,

艇上只剩一個位子บนเรือชูชีพมีเพียงที่ว่างที่เดียว,

這時
ทันใดนั้น,

男人把女人推向身後
สามีผลักภรรยาไปข้างหลัง,

自己跳上了救生艇
ตัวเองโดดขึ้นไปบนเรือชูชีพ。

女人站在漸沉的大船上
ภรรยายืนอยู่บนเรือที่ค่อยๆจมลง,

向男人喊出了一句話……
ตะโกนไปที่สามีประโยคหนึ่งว่า....

講到這裏
เล่าถึงตอนนี้,

老師..問學生
อาจารย์ถามนักเรียน:

「你們猜พวกเธอเดา,女人會喊出什麼話?
ผู้หญิงจะตะโกนว่าอะไร」

學生們群情激憤
พวกนักเรียนต่างโกรธเกรี้ยว,

都說
ต่างพูดว่า:

「我恨你、我瞎了眼」
ฉันเกลียดคุณ ฉันมันตาบอด

這時老師注意到有個學生一直沒發言
ณบัดดล อาจารย์สังเกตุเห็นนักเรียนคนหนึ่งไม่พูดไม่จาตลอดเวลา,

就向他提問
ก็เลยถามเขา

這個學生說:
นักเรียนคนนี้พูดว่า

「老師,我覺得女人會喊——照顧好我們的孩子!」
อาจารย์ หนูคิดว่าผู้หญิงคงจะตะโกนว่า---ดูแลลูกเราให้ดีดีนะคะ

老師一驚,
อาจารย์ตกใจ ถามว่า

問:「你聽過這個故事?」
เธอเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้แล้ว ใช่ไหม

學生搖頭:
นักเรียนสั่นหัว

「沒有,但我母親生病去世前,就是對我父親這樣說的!」
'ไม่เคย แต่ตอนแม่หนูป่วยหนักก่อนตาย ได้พูดแบบนี้กับพ่อหนูค่ะ'

老師感慨道:
อาจารย์ซึ้งใจและพูดว่า

「回答正確」。
คำตอบถูกต้อง

輪船沉沒了
เรือจมลงไปแล้ว,

男人回到家鄉
ผู้ชายกลับไปถึงบ้าน,

獨自帶大女兒。
เลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพังจนโต

多年後,
หลายปีผ่านไป

男人病故
ผู้ชายป่วยตาย,

女兒整理遺物時,
ลูกสาวจัดข้าวของของพ่อ

發現了父親的日記。
พบไดอารี่ของพ่อ

原來,
ที่แท้

父親和母親乘坐遊輪時,
พ่อกับแม่ไปเที่ยวเรือสำราญ

母親已患了絕症,
แม่ก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย

關鍵時刻
เงื่อนเวลาแห่งความเป็นความตาย,

父親衝向了那唯一的生機,
พ่อฉวยโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิต

他在日記中寫道:
เขาเขียนในไดอารี่ว่า

「我多想和你一起沉入海底,
ฉันอยากจะจมลงใต้ทะเลพร้อมเธอ

可是我不能。
แต่ฉันทำไม่ได้

為了女兒,我只能讓你一個人
เพื่อลูกสาว ฉันจำต้องให้เธอ

長眠在深深的海底。」
นอนหลับยาวอยู่ใต้ทะเลลึก

故事講完,
นิทานเล่าจบ

教室裏沉默了
ห้องเรียนเงียบกริบ,

老師知道,
อาจารย์รู้ว่า

學生們已經聽懂了這個故事:
นักเรียนต่างก็เข้าใจนิทานเรื่องนี้กันหมดแล้ว

世間的善與惡,
ความดีและความชั่วในโลกนี้

有時錯綜複雜,
บางครั้งดูสับสนไม่ชัดเจน

難以分辨
แยกแยะไม่ออก,

所以不要
เพราะฉะนั้น อย่า,

不可輕易論斷他人。
ตัดสินคนอื่นแบบผิวเผิน

喜歡主動埋單的人,
คนที่ชอบแย่งจ่ายบิลก่อน

不是因為錢太多,
ไม่ใช่เพราะมีเงินมากไป

而是把友情看的比金錢重要。
แต่ให้ความสำคัญของมิตรภาพมากกว่าเงินทอง

工作時願意主動多做的人,
เวลาทำงาน คนที่ยินดีทำมากกว่าคนอื่น

不是因為傻,
ไม่ใช่เขาโง่

而是懂得責任。
แต่เขารู้หน้าที่

吵架後先道歉的人
หลังจากทะเลาะกัน คนที่ขอโทษก่อน,

不是因為錯
ไม่ใช่เขาผิด,

而是懂得珍惜身邊人
แต่เขารู้จักทนุถนอมคนข้างกาย。

願意幫助你的人
คนที่ยอมช่วยเหลือคุณ,

不是欠你什麼,
ไม่ใช่ติดค้างอะไรคุณ

而是把你當真朋友。
แต่เขาเห็นคุณเป็นเพื่อนแท้

常常傳訊息給你的人,
คนที่ส่งข่าวสารให้คุณบ่อยๆ

不是因為太得閒無所事事
ไม่ใช่ว่างจนไม่มีอะไรทำ,

而是因為心中有您。
แต่เพราะว่าในใจเขามีคุณ

很有意思的一段文字!
เป็นบทความที่มีความหมายมาก

..................................................................................................................................

หลายปีนี้.....< ชีวิตสอนเราว่า >

1. หลายปีนี้ เริ่มรู้สึกหวาดหวั่น เมื่ออายุมากขึ้น ญาติสนิทมิตรสหายเริ่มทยอยจากเราไป รู้สึกถึงชีวิตล้วนอนิจจัง

2. หลายปีนี้เริ่มรู้สึกปล่อยวาง เริ่มเรียนรู้ถึงสิ่งที่ไม่ว่าจะเสียดายหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่จะต้องเป็นไปโดยวิถีแห่งธรรมชาติ

3. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า การตั้งตนอยู่ในความระแวดระวังผู้อื่นจะขาดเสียไม่ได้ และการที่จะคิดร้ายกับผู้อื่นเป็นสิ่งที่กระทำไม่ได้โดยเด็ดขาด

4. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า ความสนิทชิดเชื้อระหว่างมนุษย์นอกเหนือจากความเกี่ยวพันทางสายเลือดแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือสัมพันธภาพทางจิตใจที่จริงใจต่อกัน

5. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า สิ่งที่เคยใฝ่ฝันอยากได้ในอดีต แม้วันนี้จะได้มา ก็หาใช่สิ่งที่สำคัญสำหรับเราอีกต่อไป

6. หลายปีนี้ เริ่มตื่นรู้ นอกจากเราต้องทำดีกับผู้อื่นแล้ว เราจะต้องทำสิ่งที่ดีงามให้กับคนที่ดีกับเราให้มากเท่าทวีคูณ

7. หลายปีนี้ เริ่มเรียนรู้ว่า เวลาหาได้บ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คน ตรงกันข้าม เวลากลับพิสูจน์ให้เห็นถึงธาตุแท้ของผู้คน

8. หลายปีนี้ เริ่มรู้ซึ้ง นอกจากพ่อแม่แล้ว ไม่มีใครในโลกที่จะคอยอนุเคราะห์ โอบอุ้มและให้อภัยเราเหมือนเช่นที่ท่านให้กับเรา

9. หลายปีนี้ เริ่มหวาดหวั่นถึงความประมาท ที่อาจจะนำมาซึ่งอุบัติเหตุ การบาดเจ็บและความทุกข์ทรมานต่อร่างกายอย่างไม่คาดฝัน

10. หลายปีนี้ เราเปลี่ยนไป สามารถอดทนแบกรับความทุกข์ในหลากหลายรูปแบบ มีความแกร่งในชีวิต เหมือนต้นกระบองเพชร ที่สามารถจะอยู่รอดได้ในทุกสถานะ

11. หลายปีนี้ เริ่มสำนึก ไม่ดึงดันถือมั่นอย่างที่เคย หลายสิ่งที่เคยยึดมั่นเริ่มคลายความถือมั่นอย่างที่เคยเป็น

12. หลายปีนี้ หลายสิ่งที่ขัดหูขัดตา ก็สามารถที่จะทำใจให้เป็นเหมือน “ฟังแต่ไม่ได้ยิน มองแต่ไม่ได้เห็น“

13. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า ไม่ใช่คนทุกคนจะยินยอมเดินตามวิถีทางที่เราอยากให้เป็น

14. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า สิ่งที่เป็นของเรา ย่อมต้องเป็นของเรา สิ่งที่ไม่ใช่ของเรา จงอย่าได้ฝืนเอา

15. หลายปีนี้ ชีวิตสอนว่า อย่าได้อิจฉาชีวิตของผู้อื่น เพราะเราเองก็สามารถที่จะใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการให้เป็น

เวลาดุจสายน้ำ ไหลไปไม่หวนกลับ เรียนรู้กับชีวิต รู้ซึ้งถึงชีวิต

หวงแหนทุกวันเวลาที่ผ่านไป ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า เรียนรู้ชีวิตอย่างสงบต่อไป

......................................................................................................................

#...ใครที่คิดจะแต่งงาน หรือ แต่งงานแล้ว ต้องอ่านให้ได้นะคะ เพราะมันตรงกับชีวิตจริงมากๆ (ขอบอก)

'คำที่แม่บอกลูกชาย ก่อนที่จะรับภรรยา ที่พึ่งแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านของตัวเอง '
ลูกค่ะ...
ตอนที่เมียของลูกยังเป็นสาว เขาอยู่บ้านพ่อแม่เขา เขาเลี้ยงกันมาเอง ข้าวบ้าน เราสักเม็ด น้ำบ้านเราสักแก้วเราก็ไม่เคยให้เขาได้กิน แต่เป็นเพราะคำว่ารัก เขาจึงจากอ้อมอกอันอบอุ่นของพ่อแม่เขา มาใช้ชีวิตอีกครึ่งค่อนที่บ้านเรา มาเป็นเมียของลูก มาเป็นลูกสะใภ้ของพ่อกับแม่ เอาพ่อแม่ของลูกเป็นพ่อแม่ของตัวเอง เอาพี่น้องของลูกเป็นพี่น้องของตัวเอง เจ้าพูดสิ! หากเราไม่ทำดีกับเขา มันน่าละอายต่อพ่อแม่ของเขาหรือเปล่า?
เวลาผู้ชายเจออาหารที่ชอบกิน ก็จัดการซะพุงกาง เมื่อท้องอืดก็รู้สึกไม่สบายตัว ต้องหาทางออกไปเดินเล่นเตร็ดเตร่ เจ้าคิดดูสิ! เมียของลูกต้องอุ้มท้องให้บ้านเราตั้งสิบเดือน หากเขาไม่ยินดีที่จะเป็นแม่ ใครกันจะยอมทนอึดอัดแสนทรมานอย่างนั้นเพื่อให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ ลูกที่เกิดมาก็ไม่ได้ใช้แซ่สกุลของตัวเอง เจ้าพูดสิ! หากเราไม่ทำดีต่อเขา มันน่าละอายไหมที่เขายอมสละเพื่อบ้านเราขนาดนั้น?
ไม่ว่าผู้ชายหรือผู้หญิงต่างก็มีอารมณ์อ่อนไหว ผู้ชายอ่อนไหวกับเรื่องราว หากคิดว่าเรื่องใดไม่ถูกต้อง ก็จะฝังใจ ต่อให้เรื่องนั้นมันจะผ่านไปแล้วก็ตาม ก็ยังโมโหไม่หาย ส่วนผู้หญิง อ่อนไหวกับคำพูด หากฟังแล้วไม่เข้าหู ยิ่งฟังก็จะยิ่งอารมณ์เสีย ต่อให้มันผ่านไปแล้วก็ยังโมโหไม่หาย ดังนั้น ลูกเป็นผู้ชาย ต้องรู้จักลดทิฐิลงก่อน พูดอะไรที่เมียเจ้าชอบฟัง ต้องรู้จักเอาใจใส่ ลูกก็สบายใจ เมื่อสิ่งนี้คือความสุขใยเจ้าจะไม่ลงมือทำเล่า!
โลกนี้ผู้หญิงสวยๆมีเยอะ แต่เมื่อแต่งงานแล้ว จะวอกแวกไม่ได้ และอย่าเอาเมียของเจ้าไปเปรียบกับหญิงอื่น
ชีวิตของคนเรา เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ประเพณีไม่เหมือนกัน การเลี้ยงดูที่ต่างกัน จึงเป็นที่มาของนิสัยและความชอบที่ไม่เหมือนกัน จนถึงช่วงที่แต่งงานความชอบและนิสัยก็ถูกฝังแน่นแล้ว คำโบราณกล่าวว่า “ถมทะเลย้ายภูเขายังว่าง่าย แต่นิสัยเปลี่ยนยาก” เมื่อเจ้าแต่งงานแล้ว ก็อย่าได้เอามาตรฐานการเป็นอยู่ของเจ้าไปตัดสินความต่างของเขาว่าเป็นข้อ บกพร่อง พ่อหวังว่าเจ้าจะเริ่มจากตัวเจ้าก่อน เปลี่ยนแปลงตัวเจ้าก่อน
สังคมสมัยนี้ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต่างทำงานนอกบ้าน เจ้าก็ต้องช่วยทำงานบ้าน ไม่ใช่ปล่อยให้เมียทำงานบ้านอยู่คนเดียว เมียของเจ้าเจ้าก็ต้องรัก หากวันหนึ่งมีใครคนอื่นที่รักเมียของเจ้ามากกว่าเจ้ารัก ลูกก็เตรียมรับมือกับปัญหาที่จะตามมาได้เลย
 
20 ข้อ ที่ผู้ปกครองควรสอนลูก เรื่องของ “เงิน”
...........................................................................
เมื่ออายุ 3-5 ขวบ
1. ให้เขารู้ว่า คนเรา ต้องใช้เงิน เพื่อซื้อสิ่งของ
2. ให้เขารู้ว่า คนเรา จะมีเงินนั้น ต้องทำงาน แลกมา
3. ให้เขารู้ว่า บางครั้ง เราต้องรู้จักรอ ก่อนที่จะซื้ออะไรที่เราต้องการ
4. ให้เขารู้ว่า มันมีความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่ต้องการ กับ สิ่งที่จำเป็น

เมื่ออายุ 6-10 ขวบ
5. ให้เขารู้ว่า บางครั้งเขาต้องเลือกว่าจะใช้เงินไปกับอะไรก่อน
6. ให้เขารู้ว่า การซื้อที่ดี ควรเปรียบเทียบราคาก่อนที่จะซื้อ
7. ให้เขารู้ว่า การสั่งซื้อทางออนไลน์อาจมีอันตรายและอาจแพงเกินจริง
8. ให้เขารู้ว่า การเอาเงินไปฝากธนาคาร มันปลอดภัย และให้ดอกเบี้ย

เมื่ออายุ 11-13 ปี
9. ให้เขารู้ว่า ทุกครั้งที่ได้เงินมา ต้องแบ่งบางส่วนมาเพื่อออม
10. ให้เขารู้ว่า การใส่รหัส บัตรเครดิต และข้อมูลส่วนตัว ออนไลน์ อาจถูกคนอื่นขโมยข้อมูลได้
11. ให้เขารู้ว่า การออมก่อน รวยกว่า จากพลัง ดอกเบี้ยทบต้น
12. ให้เขารู้ว่า การใช้บัตรเครดิต ก็คือการกู้เงินมาใช้

เมื่ออายุ 14-18 ปี
13. ให้เขารู้ว่า แต่ละมหาวิทยาลัย ค่าใช่จ่าย ค่าเทอม ไม่เท่ากัน
14. ให้เขารู้ว่า อย่าใช้บัตรเครดิตซื้อของที่ไม่มีปัญญาหาเงินมาจ่ายทีหลัง
15. ให้เขารู้ว่า มันมีภาษีนะ!!
16. ให้เขารู้ว่า ดีกว่าธนาคาร มันยังมีกองทุนรวม (*แปลงให้เข้ากับคนไทย)

เมื่ออายุ 19 ปีขึ้นไป
17. ให้เขารู้ว่า จงใช้บัตรเครดิตไม่ให้เกินเงินที่หาได้ในแต่ละเดือน
18. ให้เขารู้ว่า การทำประกัน เป็นเรื่องจำเป็น
19. ให้เขารู้ว่า ควรมีเงินออมฉุกเฉิน เพื่อให้ใช้จ่ายอย่างน้อย 3 เดือน ของรายจ่ายรายเดือน
20. ให้เขารู้ว่า เมื่อคิดจะลงทุน ควรคิดถึง ความเสี่ยง และ ค่าใช้จ่าย ที่จะตามมา

Credit : แปลจากบทความต้นฉบับใน moneyasyougrow.org
Mr. Messenger pantip.com
..............................................................................
ขอแถมเพิ่มอีกข้อนะ..ให้เขารู้ว่า บุญเป็นเบื้องหลังของความสุขความสำเร็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงสอนย้ำเสมอว่า ทาน มีอานิสงส์ คือ บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์ ศีล มีอานิสงส์ คือให้มีสุขภาพแข็งแรงไม่ต้องเสียทรัพย์เพื่อดูแลสุขภาพ ภาวนา มีอานิสงส์ คือ ให้บริบูรณ์ด้วยปัญญา ไม่หลงผิดทำร้ายตัวเองด้วยสิ่งต่าง ๆ จนเสียทั้งทรัพย์ทั้งสุขภาพ
........................................................
เรื่องราวมากมายในชีวิต เมื่อได้คิด ก็ คิดได้
 
.......................................................................................................................................................

ลูกจ๋า อย่าส่งแม่ไปบ้านพักคนชราเลย!

ลูกสะใภ้พูดว่า “ทำจืด แม่ก็ว่าไม่มีรสชาติ ตอนนี้ทำเค็มนิดหนึ่ง แม่ก็ว่า กินไม่ได้ แล้วจะเอายังไง!”

เมื่อแม่เห็นลูกชายกลับมา ไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่กลืนข้าวเข้าปาก ลูกสะใภ้มองตามด้วยความโกรธ

เมื่อลูกชายลองชิมอาหารที่แม่กำลังกิน ก็พูดกับภรรยาว่า
“ผมบอกคุณแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าโรคของแม่กินเค็มมากไม่ได้?”

“เอาละ! ในเมื่อเป็นแม่ของคุณ วันหลังคุณก็ทำเองก็แล้วกัน” ลูกสะใภ้กล่าวด้วยความโมโห แล้วก็สะบัดหน้าเดินเข้าห้องไป

ลูกชายเรียกตามด้วยความจนใจ จากนั้นก็หันมาพูดกับแม่ว่า
“แม่ครับ ไม่ต้องกินหรอก เดี๋ยวผมต้มบะหมี่ให้แม่กินนะครับ”

“ลูกมีอะไรจะพูดกับแม่ไหม? ถ้ามีก็บอกแม่เถอะ อย่าเก็บไว้เลย”แม่เห็นอาการกังวลของลูกชาย

“แม่ครับ เดือนหน้าผมได้เลื่อนตำแหน่ง เกรงว่าจะต้องมีงานที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น เมียผมก็อยากออกไปทำงาน คือว่า....”
แม่รู้ทันทีว่าลูกชายจะพูดอะไรต่อ....

“อย่าส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชรานะลูก....” แม่พูดออกมาอย่างอ้อนวอน

ลูกชายนิ่งคิดไปนาน แต่ก็พยายามหาทางออกที่ดีกว่านี้

“แม่ครับ อยู่บ้านพักคนชราก็ดีนะแม่จะได้ไม่เหงา ที่นั่นมีคนดูแล ดีกว่าอยู่ที่บ้านนะครับ หากเมียผมไปทำงาน เธอจะไม่มีเวลาดูแลแม่เลยนะครับ”

หลังจากที่เขาอาบน้ำเสร็จ ก็ออกมาทานบะหมี่ จากนั้นก็เข้าไปที่ห้องหนังสือ เขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าต่าง ในใจเกิดความสับสนขัดแย้ง ไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไรดี!

แม่ของเขาเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว กล้ำกลืนทนทุกข์เลี้ยงเขามาจนเติบใหญ่ อีกทั้งส่งเสียให้เรียนยังต่างประเทศ แต่แม่ไม่ได้อ้างสิ่งที่ทำไปเป็นเบี้ยต่อรองให้เขาต้องเลี้ยงดู
กลับกันภรรยาผู้มาทีหลังกลับเรียกร้องให้เขาต้องรับผิดชอบ นี่เขาต้องส่งแม่ไปอยู่บ้านพักคนชราจริงหรือ?

“คนที่จะอยู่กับแกในช่วงบั้นปลายชีวิตคือเมียนะโว้ย ไม่ใช่แม่!” เพื่อนๆมักจะเตือนเขาอย่างนี้

“แม่ของเธอแก่แล้วนะ หากโชคดีก็อยู่กับแกได้อีกหลายปี ทำไมไม่อาศัยเวลาที่เหลือของแม่แล้วก็กตัญญูปรนนิบัติท่านละ อย่ารอให้แกอยากกตัญญูแต่แม่ไม่อยู่แล้ว แล้วแกจะเสียใจ!” ญาติๆมักจะเตือนเขาว่าอย่างนี้

เขาไม่กล้าคิดอะไรต่อ กลัวว่าตนเองจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ

เย็นแล้ว พระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้า เขานั่งเงียบๆคนเดียวด้วยจิตใจที่หดหู่

ณ บ้านพักคนชราที่แสนจะหรูหรานอกชานเมือง เขาใช้เงินจำนวนมากเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดต่อแม่ของเขา อย่างน้อยที่นี่ก็สะดวกสบาย

เมื่อเขาพยุงแม่เข้าสู่ตัวอาคาร ทีวีจอยักษ์กำลังฉายภาพยนตร์ตลกอยู่ แต่ไม่มีเสียงหัวเราะจากผู้ชมแม้แต่คนเดียว คนชราจำนวนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน นั่งอยู่บนโซฟานั่งมองประตูทางเข้าด้วยสายตาอันเหม่อลอย หญิงชราคนหนึ่ง กำลังก้มตัวลงไปเก็บขนมที่ตกอยู่ที่พื้นขึ้นมาใส่ปาก

เขารู้ว่าแม่ชอบห้องที่สว่างโล่ง จึงเลือกห้องที่แสงพระอาทิตย์สามารถสาดส่องเข้ามาได้ เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ใบไม้กำลังร่วงลงสู่พื้นหญ้าเป็นจำนวนมาก นางพยาบาลหลายคนกำลังเข็นรถเข็นที่มีคนชรานั่งอยู่ออกไปชมพระอาทิตย์ตกดิน รอบตัวเงียบสงัด ทำให้เขาสะท้านวาบในจิตใจ

แม้แสงพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้าจะงดงามสักเพียงใด นั่นก็หมายความว่าความมืดยามค่ำคืนกำลังจะย่างกรายเข้ามาแทนที่ เขาถอนหายใจเบาๆ

“แม่ครับ ผม....ต้องไปแล้วนะ” ผู้เป็นแม่ทำได้เพียงแค่พยักหน้า

ตอนที่เขาเดินจากมา แม่ยังคงโบกมือลาด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาหันมามอง จึงเห็นผมสีดอกเลาของแม่ เขานึกในใจ “แม่แก่แล้วจริงๆ”

อยู่ๆ ภาพในครั้งอดีตก็ผุดขึ้นในห้วงแห่งความคิด ปีนั้นเขาอายุได้เพียงแค่6ขวบ แม่มีธุระต้องไปต่างจังหวัด จึงต้องพาเขาไปฝากไว้ที่บ้านคุณลุง ตอนที่แม่จะออกจากบ้านไป เขารู้สึกกลัวมาก เอาแต่กอดขาแม่ไม่ยอมให้แม่ไป
“แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูไป แม่จ๋าอย่าทิ้งหนูนะ!” สุดท้าย แม่ก็ไม่กล้าทิ้งเขาไปต่างจังหวัด
เขารีบก้าวเท้าเดินออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เมื่อปิดประตูแล้วก็ไม่กล้าหันไปมองแม่อีก

เมื่อกลับถึงบ้าน เขาเห็นภรรยาและแม่ยาย กำลังเก็บเอาข้าวของของแม่โยนออกมานอกห้อง
ถ้วยรางวัลรูปคนยืนสูงประมาณ3ฟุตที่เขาชนะเลิศประกวดเรียงความ “แม่ของฉัน”
พจนานุกรมอังกฤษจีนที่แม่ซื้อให้เขาในวันเกิด ซึ่งเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขาได้รับจากแม่
ยังมียาหม่องน้ำที่แม่ต้องทาขาก่อนนอนทุกวันฯ

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! พวกคุณโยนของๆแม่ผมออกมาทำไม?” เขาถามออกไปด้วยความโมโหสุดขีด

“ขยะทั้งนั้น ถ้าไม่ทิ้ง แล้วฉันจะเอาของๆฉันวางไว้ตรงไหน?” แม่ยายพูดอย่างไม่สบอารมณ์

“ใช่แล้ว คุณรีบเอาเตียงเน่าๆของแม่คุณไปทิ้งได้แล้ว พรุ่งนี้ฉันจะซื้อเตียงใหม่ให้แม่ฉัน!”

รูปเก่าๆสมัยเขายังเด็กกองอยู่กับพื้น มันเป็นรูปที่แม่พาเขาไปเที่ยวสวนสัตว์และสวนสนุก

“นั่นมันเป็นสมบัติของแม่ผม ใครก็เอาไปทิ้งไม่ได้!”

“มันจะมากเกินไปแล้วนะ มาทำเสียงดังกับแม่ฉันได้ยังไง ขอโทษแม่ฉันเดี๋ยวนี้!”

“ผมเลือกคุณก็ต้องรักแม่คุณด้วย แต่คุณแต่งงานเข้ามาอยู่บ้านผม ทำไมคุณรักแม่ผมไม่ได้?”

ท้องฟ้าอันมืดมิดหลังฝนตก หนาวสะท้านเข้าไปถึงหัวใจ ท้องถนนที่ว่างเปล่าไร้รถรา บีเอ็มดับบลิวคันหนึ่งพุ่งไปข้างหน้าราวกับอยู่ในสนามแข่ง พร้อมกับเสียงสะอื้นไห้ของชายคนหนึ่งซึ่งมุ่งไปทางบ้านพักคนชรานอกเมือง

จอดรถเสร็จ เขารีบวิ่งขึ้นไปที่ห้องพักของแม่ เมื่อเปิดประตูเข้าไป เขายืนมองแม่ด้วยความรู้สึกที่ไม่น่าให้อภัยตัวเอง แม่ของเขาก้มหน้าใช้มือนวดที่ขาของตัวเอง
เมื่อแม่ของเขาเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตู ก็เห็นลูกชายของตัวเองยืนอยู่ และในมือถือยาหม่องน้ำอยู่ และก็พูดออกมาด้วยเสียงอ่อนโยนว่า
“แม่ลืมเอามาด้วย ดีนะที่ลูกเอามาให้...”

เขาเดินไปหาแม่และคุกเข่าลงไป

“ดึกแล้วลูก แม่ทาเองได้ พรุ่งนี้ลูกต้องไปทำงานแต่เช้า กลับไปเถอะ!”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้
“แม่ครับ ผมขอโทษ แม่ยกโทษให้ผมนะ กลับบ้านเราเถอะ!”

#########################

ลูกรัก ตอนที่เจ้ายังเด็ก แม่ใช้เวลาทั้งหมด ค่อยๆสอนให้เจ้าใช้ช้อนใช้ตะเกียบคีบอาหาร สอนเจ้าใส่รองเท้า สอนเข้ากลัดกระดุม สอนเจ้าใส่เสื้อผ้า อาบน้ำให้เจ้า เช็ดอุจาระปัสาวะให้เจ้า

สิ่งเหล่านี้แม่ไม่เคยลืม
หากวันหนึ่ง แม่จำไม่ได้ หรือเริ่มพูดช้าลง ขอเวลาให้แม่สักหน่อย รอแม่ได้ไหม ให้แม่ได้คิด...บางครั้ง สิ่งที่แม่อยากจะพูดกับเจ้า แม่อาจจะพูดกับเจ้าไม่ได้อีกแล้ว

ลูกรัก ลูกจำได้ไหม แม่ต้องสอนเจ้ากี่ร้อยครั้งให้เจ้าพูดว่าคำว่าแม่ได้!
แม่ดีใจมากแค่ไหนที่เจ้าเริ่มพูดเป็นประโยคได้?
แม่ต้องตอบคำถามของเจ้ากี่ร้อยครั้ง กว่าเจ้าจะเข้าใจในสิ่งที่เจ้าสงสัย!

ดังนั้น หากวันหนึ่ง แม่ถามเจ้าซ้ำแล้วซ้ำอีกกับเรื่องเดิมๆ ขอให้เจ้าอย่ารำคาญจะได้ไหม?
ตอนนี้แม่อาจกลัดกระดุมเสื้อไม่ได้ ยามกินข้าวอาจหกเลอะเสื้อผ้า เจ้าอย่าเอ็ดแม่ได้ไหม? ขอให้เจ้าอดทนและอ่อนโยนกับแม่ ขอเพียงเจ้าอยู่ข้างๆแม่ แม่ก็รู้สึกอุ่นใจ

ลูกรัก วันนี้ขาของแม่เริ่มอ่อนแรง ยืนได้ไม่ค่อยนาน เดินเหินลำบาก ขอให้ลูกจับมือและพยุงแม่ไว้ เดินเป็นเพื่อนแม่จนวันที่แม่สิ้นใจ เหมือนวันที่เจ้าคลอดมา แม่ก็พยุงเจ้าเดินอย่างนี้เหมือนกัน !


................................................................................................................................
 
คุณพ่อที่ขอฟังเสียงลูกสาวผ่านโทรศัพท์ทุกวัน แม้ลูกจะไม่รับสายคุณพ่อเลยก็ตาม 

มีคุณลุงอายุ ๗๐ กว่าคนหนึ่ง โทรหาลูกสาวทุกวัน และลุงก็ได้ยินแต่เสียงพูดของลูกสาวว่า “ขอโทษคะ ตอนนี้ไม่ว่างรับสาย กรุณาฝากข้อความไว้นะคะ” เสียงอ่อนหวานน่ารักนี้ ทำให้คุณลุงพอใจ หน้ามีรอยยิ้ม แม้จะรู้ว่าลูกไม่ได้รับสาย ก็ยังพูดต่อไปว่า “ไม่เป็นไร ไปยุ่งงานของลูกนะ พรุ่งนี้พ่อจะโทรหาใหม่” 

ความจริง เจ้าของเสียง ซึ่งเป็นของลูกสาวคุณลุง ได้ลาจากโลกนี้ไปแล้วเมื่อ ๓ ปีก่อน จากอุบัติเหตุทางถนน เสียงพูดนี้ เป็นวิธีเดียวที่คุณลุงจะยินจากลูกสาว เพื่อคลายความคิดถึง มันเหมือนกุญแจดอกหนึ่ง ที่สามารถเปิดประตูลึกลับ ที่นั่นมีความทรงจำที่หวานฉ่ำของลูกสาว 

เมื่อลูกสาวจากไป ไม่มีคนใช้เบอร์นี้แล้ว แต่คุณลุงก็ยังจ่ายค่ารายเดือนต่อไปไม่ได้หยุด ทุกวันเมื่อได้ยินคำพูดนี้ คุณลุงรู้สึกเหมือนว่า ลูกสาวไม่ได้จากไปไกล ยังทำงานอยู่ที่บริษัทเดิม 
คุณลุงก็เหมือนนั่งข้างลูกสาว มองดูลูกสาวด้วยรอยยิ้ม ดูลูกสาวพิมพ์เอกสาร พูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ถ่ายเอกสารของที่ทำงานอยู่ ความทรงจำอันหวานฉ่ำนี้ ทำให้คุณลุงผ่านกลางคืนที่ยาว ผ่านความทุกข์ความเจ็บปวดไปได้ ในทะเลที่ไม่เห็นฝั่ง บางที แค่คำพูดคำเดียว ก็ทำให้หัวใจชุ่มฉ่ำได้ 

แต่วันหนึ่ง ตอนคุณลุงโทรเบอร์ลูกสาว เสียงของลูกสาวหายไปซะแล้ว คุณลุงได้ยินแต่คำพูดว่า “ไม่ได้เปิดเครื่อง ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” คุณลุงตกใจ ทำอะไรไม่ถูก เหมือนสวรรค์ได้หายไปต่อหน้า 

คุณลุงพยายามหาเบอร์ของ คอลเซ็นเตอร์ เพื่อโทรไปถาม พอพนักงานรับสาย คุณลุงพูดเริ่มต้นไม่ถูก เพราะน้ำตาร่วงเป็นทางยาว เมื่อ พนักงานพยายามฟังจนเข้าใจที่คุณลุงว่า จึงอธิบายว่า ทางบริษัทได้ปรับปรุงระบบ และได้ส่งข้อความไปยังผู้ใช้ ให้ย้ายข้อความเดิมไปยังระบบใหม่ มิฉะนั้น คำพูดเก่าที่บันทึกไว้ก็จะถูกลบ แต่คุณลุงไม่เคยเปิดดูข้อความ

เมื่อระบบใหม่เริ่มทำงาน คำพูดที่บันทึกไว้อันล่ำค่าของลูกสาวคุณลุงจึงหายไป คุณลุงความหวังพังทลาย “นี่เป็นเสียงบันทึกของลูกสาวที่จากไปแล้ว ต่อไปลุงจะทำยังไง ?” คุณลุงพูดสะอื้นไป ร้องไห้ไป เหมือนเด็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พนักงานจึงรีบรายงานเรื่องนี้ไปยังหัวหน้า ๆ ก็รีบติดต่อไปยังแผนก ไอ ที ของบริษัท 

เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเป็นเดือน จาก voice mail ของลูกค้าหลาย ๆ ล้านคน จนหาเจอเสียงของลูกสาวคุณลุง แล้วก็หาทางใส่กลับไปเหมือนเดิม พนักงานใช้วิธีธรรมดาทั่วไป ใช้โทรศัพท์โทรเข้าเบอร์ลูกสาวคุณลุง และก็ได้คำพูดอัดเสียงล้ำค่านั้น แล้วก็ผ่านกระบวนการ จนกลับสู่แบบเดิม

คุณลุงที่ค่อยท่าแล้วค่อยท่าอีก ในที่สุด ก็ได้ยินเสียงคำพูดของลูกสาวอีกครั้งหนึ่ง วินาทีนั้น คุณลุงดีใจมาก พูดว่า “ได้ยินแล้ว ได้ยินแล้ว” เหมือนกับว่า แค่เอื้อมมือไป ก็กอดลูกสาวได้ เหมือนกับว่า

ลูกสาวก็ยังคลอเคลียอยู่ข้างคุณลุง เพื่อไม่ให้คำพูดอัดเสียงนี้หายไปอีก พนักงานบริษัท ได้บันทึกคำพูดนี้ลงบนแผ่น ซีดี และส่งให้คุณลุงเก็บไว้

เราทุกคนเป็นคนธรรมดา ไม่สามารถยับยั้งภัยอันตรายต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้ แต่เราสามารถใช้ความพยายามและอดทน เพื่อเย็บหัวใจของพ่อที่แตกสะลายดวงหนึ่ง ให้กลับมาเหมือนเดิม ให้คุณลุงยังอยู่อย่างอบอุ่นในโลกของเรา 

คนจีนมีคำพูดเปรียบเทียบว่า ต้นไม้อยากหยุดนิ่ง แต่ลมไม่หยุด ลูกอยากเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่พ่อแม่ไม่อยู่แล้ว 

เรื่องของโลก คาดการณ์ยาก บางที คนที่จากไปก่อนอาจจะเป็นคนหนุ่มคนสาว เหลือไว้แต่พ่อแม่สูงวัยที่เสียใจ ไม่ว่าจะยังไง
จงรักษาและทะนุถนอมช่วงเวลาที่อยู่กับครอบครัว อย่าดีกับคนนอกมากกว่าคนในครอบครัว การกตัญญูต่อพ่อแม่ ไม่ต้องใช้เงินเยอะ และไม่ต้องใช้เงินมาก คำพูดคำเดียว คำพูดที่เป็นห่วงเป็นใย หอมสักครั้ง ข้อความสั้นสักข้อความ ดอกไม้สักดอก กอดสักครั้ง บางทีก็ทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วงได้ พ่อแม่ในโลกใบนี้ ไม่ได้ต้องการมาก แค่นิดเดียวก็พอใจแล้ว 

วันนี้คุณให้เวลากับคนที่รักคุณหรือยัง

Credit : forward mail

ขอบคุณที่มา : Smart SME
 
................................................................................................................................
................................................................................................................................

@เคล็ดลับ 20 ข้อ อยากให้อ่าน

1.หาเวลาเดินทุกวัน อย่างน้อยวันละ 10-30 นาที และควรยิ้มไปด้วย

2.หัดนั่งอยู่เงียบๆ อย่างน้อยวันละ 10 นาที

3.กินอาหารจากพืชให้มากขึ้น ลดการกินอาหารจากโรงงาน

4.ดื่มน้ำเยอะๆ กินบลูเบอรี่ บร๊อคคอรี่ และอัลมอนด์เป็นประจำ

5.ทำให้คนอื่นยิ้ม อย่างน้อยวันละ 3 คน

6.อย่าเสียเวลากับเรื่องซุบซิบนินทา เรื่องไม่ดีที่ผ่านไปแล้ว และสิ่งต่างๆที่นอกเหนือการควบคุม แต่ควรทุ่มเวลากับสิ่งที่เป็นประโยชน์ในปัจจุบัน

7.กินมื้อเช้าเยี่ยงราชา มื้อกลางวันเยี่ยงเจ้าชาย มื้อเย็นเยี่ยงยาจก

8.ชีวิตไม่มีคำว่าเท่าเทียม แต่มันก็ยังดีอยู่

9.ชีวิตนี้สั้นเกินไปที่จะเสียเวลาไปกับการเกลียดใคร ให้อภัยคนนั้นในทุกเรื่อง

10.ไม่จำเป็นต้องชนะในทุกเรื่อง หัดเห็นด้วยกับเรื่องที่ไม่เห็นด้วยบ้างก็ได้

11.อย่ายึดมั่นถือมั่นตัวเองมากเกินไป เพราะคนอื่นเขาไม่คิดเหมือนคุณ

12.ปล่อยให้อดีตอยู่อย่างสงบสุข เพื่อที่จะได้ไม่มารบกวนชีวิตปัจจุบัน

13.อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น เพราะคุณไม่รู้หรอกว่าเขาเคยเจออะไรมาแล้วบ้าง

14.ไม่มีใครต้องมารับผิดชอบความสุขในชีวิตคุณ ยกเว้นตัวคุณ

15.เวลาเกิดเรื่องที่คุณคิดว่า ร้ายแรงมากต่อความรู้สึก ให้ถามตัวเองต่อว่า อีก 5 ปีข้างหน้า ยังคิดแบบเดิมหรือไม่

16.ให้ความช่วยเหลือแก่คนที่ต้องการ จงเป็นคนใจกว้าง และควรเป็นผู้ให้ ไม่ใช่ผู้รับ

17.สิ่งที่ผู้อื่นคิดเกี่ยวกับตัวคุณ ไม่ใช่เรื่องของคุณ ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจมากนักก็ได้

18.เวลา คือ ผู้เยียวยาทุกสิ่ง

19.ไม่ว่าสถานการณ์ตอนนี้จะดีหรือแย่ มันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด

20.การงานที่คุณทำ ไม่ได้ช่วยเหลือคุณเวลาเจ็บป่วย แต่เพื่อนแท้ช่วยคุณได้ จงแบ่งเวลาพบปะเพื่อนบ้าง

 
...................................................................................................................................
ชีวิตคนเราก็เป็นอย่างนี้แหละ........

 
 
1. เพื่อนจะเข้ามาและจากไปเสมอในชีวิตของคุณ…
สังเกตสิคนที่เคยคุย เคยเที่ยวเล่นกันในช่วงเวลาหนึ่ง พอย้ายที่เรียนเปลี่ยนที่ทำงาน ต้องแยกกันไป ก็จะกลายเป็นเพื่อนเก่าที่ค่อยๆ ห่างไป ขณะเดียวกันเพื่อนใหม่ก็จะเข้ามาแทน มีน้อยที่จะยังติดต่อกันตลอด เช่นเดียวกับเพื่อนที่คุณสนิทในตอนนี้ ก็อาจจะหายไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราจึงไม่ควรยึดติดกับใคร เพราะต่างก็ต้องมีทางเดินของตัวเอง คอยเปิดใจรับมิตรภาพใหม่ๆ ดีกว่า เพราะมีผู้คนที่น่าสนใจอีกมากให้คุณได้รู้จักในทุกๆ ที่

2. สิ่งต่างๆ จะไม่เป็นอย่างที่คุณอยากให้เป็นเสมอ…
คุณมักไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ แต่ดันได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการใช่ไหม? ไม่มีประโยชน์เลยที่จะเครียดหรือทุกข์ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่วิธีที่จะตอบสนองต่อสิ่งนั้นๆ คุณเปลี่ยนได้นะ

3. หลายคนรักคุณ แต่ส่วนมากจะไม่…
ไม่ว่าคุณจะมีชื่อเสียง ชอบทำการกุศล หรือเป็นแค่คนธรรมดา ก็จะมีคนรักคุณแน่ๆ แต่ยังไงก็ต้องมีคนที่ไม่ชอบคุณด้วยเช่นกัน เหตุผลน่ะเยอะแยะ ไม่ว่าจะอิจฉา หรือเพียงเพราะคุณไม่เหมือนเขา ถ้าพวกเขาจะเอาแต่พูดเรื่องคุณ นั่นก็เป็นปัญหาของพวกเขานะ ไม่ต้องใส่ใจ จำไว้ว่าคุณดีในแบบของคุณและนับถือตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนชอบคุณ

4. ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนชีวิตของคุณได้นอกจากตัวคุณเอง…
คนอื่นช่วยเหลือคุณก็ได้แค่ระดับหนึ่ง ชีวิตใครก็ต้องคนนั้นแหละที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จงเรียนรู้ที่จะยืนด้วยสองเท้าของตัวเองโดยไม่ต้องใช้คนอื่นๆ เป็นไม้เท้าค้ำยันในชีวิต เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่กับคุณไปตลอด

5. ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้…
ไม่มีใครประสบความสำเร็จอย่างเดียวหรอก ยังไงก็ต้องล้มเหลวก่อนนอกจากเรียนรู้จากบุคคลอื่นแล้ว ความล้มเหลวของคุณเองนี่แหละที่เป็นบทเรียนที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตที่จะสอนคุณใช้มันเป็นแรงผลักดันให้คุณประสบความสำเร็จ ดีกว่าจมปลักไม่ไปไหน

6. อาจไม่มีพรุ่งนี้…
เราไม่มีทางรู้ว่าเหตุการณ์ใดๆ จะเกิดขึ้น รถชน หัวใจวาย หรือแม้แต่โลกจะแตก มันเป็นไปได้หมด เผชิญหน้ากับมันซะ ยังไงวันหนึ่งก็ต้องเป็นวันสุดท้ายของเรา เพราะฉะนั้นในแต่ละวันทำให้ดีที่สุด ดูแลคนที่คุณแคร์ให้มาก ไม่ต้องกังวลกับเรื่องเล็กน้อย และใช้เวลาทำในสิ่งที่คุณชอบด้วย

7. ใครๆ ก็มีมากกว่าคุณ…
พอมองไปก็จะเห็นแต่คนที่มีอะไรมากกว่าตัวเราทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงินตำแหน่ง หรือเพื่อน แต่รู้ไว้อย่างเพียงเพราะเขามี “มากกว่า” ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมีความสุขกว่านะ อ่านประวัติบุคคลที่มีชื่อเสียงดู พวกเขาน่ะสนุกกับกระบวนการในการได้เงินมากกว่าตัวเงินซะอีก จงโฟกัสไปในสิ่งที่คุณรักดีกว่า เพราะมันจะตามมาด้วยความสุขที่มากกว่า
ชีวิตก็อย่างนี้แหละ
 
...................................................................................................................................
 
นาฬิกาที่หายไป
(เรื่องราวดีดี ที่น่าจดจำ)

ชาวนาคนหนึ่ง.. หลังจากไปทำความสะอาดคอกม้า ออกมาก็พบว่านาฬิกาพกของตน ได้หล่นหายไปเสียแล้ว นาฬิกาพกเรือนนี้มีความหมายต่อเขามาก ด้วยเป็นของขวัญที่แม่ของเขาทิ้งไว้ให้ เขารีบวิ่งไปที่คอกม้ารื้อหาจนทั่วบริเวณแทบพลิกแผ่นดิน แต่ก็หาไม่พบเขาเดินออกมาจากคอกม้าด้วยเหงื่อที่ท่วมตัว มองไปเห็นมีเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นกันอยู่แถวนั้น เขาจึงได้คิดว่าอาจเป็นเพราะตัวเองแก่แล้ว หูตาฝ้าฟางทำให้หาไม่เจอ แต่เด็กๆหูตายังแหลมคมน่าจะหาเจอก็เป็นได้ เขาจึงเรียกเด็กๆมาแล้วบอกว่า ' เด็กๆ ถ้าใครหานาฬิกาพกของลุงเจอ ลุงจะให้เงินคนนั้นหนึ่งเหรียญ ' 

เด็กๆ พากันวิ่งกรูเข้าไปในคอกม้า จนเวลาผ่านไปนานโข ตอนที่เด็กๆ เดินกลับออกมาจากคอกม้าทีละคนต่างก็มีสีหน้าผิดหวัง ที่หานาฬิกาพกไม่เจอ ขณะที่ชาวนากำลังถอดใจคิดจะเลิกหานั่นเอง ก็มีเด็กคนหนึ่งมากระซิบกระซาบบอกกับเขาว่า 'ผมจะลองเข้าไปหาดูอีกครั้งหนึ่ง แต่คราวนี้ขอให้ผมเข้าไปคนเดียวเท่านั้น' ชาวนามองตามหลังเด็กชายไปอย่างไม่มั่นใจ คิดในใจว่า...พวกเราแทบจะพลิกคอกม้าหายังไม่เจอ...แล ้วลำพังเด็กคนเดียว จะหาเจอได้อย่างไร...

เด็กคนนั้นเข้าไปตั้งนานก็ยังไม่กลับออกมา ชาวนาเริ่มสิ้นหวังในขณะที่ชาวนาคิดจะเลิกรอและจากไป นั่นเอง เด็กชายคนนั้นก็เดินออกมาจากคอกม้าในมือของเขาถือนาฬ ิกาพกเรือนหนึ่ง ชาวนาถามด้วยความแปลกใจว่า 'เจ้าหาเจอได้อย่างไร' เด็กชายบอกว่า 'พอเข้าไปข้างใน ผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงแต่นั่งเงียบๆ อยู่ที่พื้นไม่นานผมก็ได้ยินเสียง ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก จากนั้นผมก็เดินตามเสียงไปแล้วผมก็เจอนาฬิกาเรือนนี้ 'ขณะที่เรากำลังยุ่งวุ่นวายอยู่กับชีวิตหรือหน้าที่การงานบางครั้ง ก็จำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำใจให้สงบ เพื่อมาคิดตรึกตรองดูว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่นั้น ถูกต้องและเหมาะสมดีแล้วหรือเปล่าและ นี่ก็อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของคำโบราณที่ว่า ” บนเส้นทางของชีวิต บางครั้งก็ควรจริงจัง บางครั้งก็ควรผ่อนคลาย”
............................................................................................................................
เถียงชนะ.....แล้วได้อะไร?????

跟顾客争,你争赢了,顾客走了
เถียงชนะลูกค้า ชนะแล้วลูกค้าก็ไปแล้ว
跟同事争,你争赢了,团队散了
เถียงชนะเพื่อนร่วมงาน ชนะแล้วความสามัคคีก็หมดแล้ว
跟老板争,你争赢了,平台悬了
เถียงชนะเจ้านาย ชนะแล้วก็ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว
跟家人争,你争赢了,亲情没了
เถียงชนะญาติ ชนะแล้วความเป็นญาติพี่น้องหายไปแล้ว
跟朋友争,你争赢了,朋友少了
เถียงชนะเพื่อน ชนะแล้วเพื่อนก็น้อยลงแล้ว
跟爱人争,你争赢了,感情淡了
เถียงชนะคนรัก ชนะแล้วความรักก็จางไปแล้ว
跟谁争,争赢都是输,不如跟自己争。
เถียงชนะใคร ชนะคือแพ้ สู้ชนะตัวเองไม่ได้
把自己做大做强,自己才是真正赢家。
ให้ตัวเองเข้มแข็ง เติบโต มั่นคง ถึงจะเป็นผู้ชนะที่แท้จริง
.....................................................................................................
เมตตาที่แท้จริงไม่มีขอบเขต
คือ ไม่เลือกผู้รับ
ไม่เลือกของเรา ของเขา
ไม่เลือกชาติ ศาสนา
และไม่เลือกมิตร ศัตรู

ธรรมทาน .. สาธุ
 

• พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาก่อนพูด คือ
พูดแล้วจะได้ ‘ประโยชน์’ อะไร?
ไม่พูดแล้วจะเกิด ‘โทษ’ อย่างไร?

• หรือในทางกลับกัน
ไม่พูดแล้วจะ ‘ได้ประโยชน์กว่า’ ไหม?
ถ้าพูดแล้วจะเกิด ‘โทษ’ หรือเปล่า?
บางครั้งพูดให้ดีที่สุด ก็ฉลาดสู้นิ่งเงียบไม่ได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• มีเพียงบางคน ที่พูดเข้าหูคนได้เสมอ 
เพราะฝึกยับยั้งปากไม่ให้อ้าผิดจังหวะ

: เมื่อรู้จักตั้งจิตให้นุ่มนวลก่อนอ้าปากได้ 
น้ำคำและสุ้มเสียงของเขา
ย่อมเป็นธารมธุรสวาจาอันเย็นรื่น 
ที่หลั่งไหลเข้ากระทบแก้วหูคน 
ก่อให้เกิดแต่ความรู้สึกอันเป็นมงคลไปเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ถ้าหากว่ากล่าววจีทุจริต
กล่าววาจาที่เป็นการเบียดเบียนกัน
ไม่มีทางที่จะรอดพ้นไปจากการถูกเบียดเบียนไปได้ !

: ในปัจจุบันก็คือ
จะต้องได้รับการโต้ตอบจากคนที่อยู่ใกล้ตัว

: ในอนาคตก็คือ
จะต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่มีความสงบสุขทางหู
ไม่มีความสงบสุขทางใจอันเกิดจากการอยู่ร่วมกัน
อาจจะหมายถึง การมีศัตรูที่คอยตามทำให้เจ็บใจก็ได้
อาจจะหมายถึง การไปอยู่กับพ่อแม่หรือว่า
อยู่ในครอบครัวพี่น้อง ญาติมิตร
ที่เต็มไปด้วยคนอยากจะพูดจาทิ่มแทงกัน

เป็นเรื่องที่ต้องสอนใจตัวเองกับการใช้ชีวิตปัจจุบัน
สิ่งที่ผ่านมาแล้ว ที่เคยใช้วาจาพลาดพลั้งมาแล้ว ให้ตั้งสติใหม่
ให้ปรับเปลี่ยนใหม่ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขแก่ทุกคนที่ผ่านเข้ามาสู่ชีวิตเรา...


• เสียงนกเสียงกาข้างนอกดังแค่ไหน
ก็ไม่อาจทำให้คุณท้อ
ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจาก
'เสียงกระซิบในหัว' ของตัวเอง

• เกิดมาในโลกนี้
เป็นธรรมดาที่เราต้องอยู่กับส่ำเสียงแห่งความไม่พอใจ
เสียงจากความรู้สึกไม่เห็นด้วย
หรือเสียงจากคนไม่ชอบหน้ากั

• ถ้าถอนใจออกมาจากเสียงตกค้างในหัวไม่เป็น
ไม่เห็นทางที่จะสร้างเสียงกระซิบให้ตัวเอง
แทนเสียงด่าทอของคนอื่น
ก็ย่อมใช้ชีวิตกันแบบซังกะตายไปวันๆแน่นอนครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

► ► ทำอย่างไร
จะสร้างเสียงกระซิบขึ้นมาเอ
ในแบบที่จะเป็นกำลังใจให้ตัวเองได้?

• เริ่มต้นจากการฝึกที่ง่ายและเป็นไปได้จริง
'เสียงติเพื่อก่อ.. เก็บไว้
เสียงด่าให้เจ็บ.. โยนทิ้งไป'

• คือคนธรรมดาถ้าไม่ฝึกนะครับ
จะเสียงติ หรือเสียงด่า 
ก็ทำให้ใจแป้วได้หมด

• ต่อเมื่อหัดรับเสียงติ
ที่เต็มไปด้วย 'เหตุผล' มาพิจารณาบ้าง
ว่าเขาพูดถูกตรงไหน เราผิดหรือพร่องอย่างไร

• พอใจรับได้ตรงตามการชี้บอก
ก็จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมาทีละครั้งทีละหน
และกลายเป็นภูมิต้านทานให้เฉยๆได้
กับเสียงด่าที่ 'ไร้เหตุผล'

สามารถโยนเสียงด่าที่ไร้เหตุผล
ได้เหมือนถ่มเสลดทิ้ง
เพราะภูมิต้านทานจะเหมือนตัวกรองให้เองว่า
ปล่อยให้ผ่านเข้ามาก็ 'เสียเวลา เสียจิตเปล่าๆ'

• ถ้าฝึกบ่อยๆจนก้าวหน้าไปกว่านั้น
คุณจะเข้าถึงสัจธรรมด้วยสติที่สมบูรณ์แบบว่า

'เสียงเดียวที่ทำร้ายเราได้ตลอดเวลา
คือเสียงกระซิบในหัวของตัวเอง'

• จริงครับ ความคิด คำพูด 
และการกระทำของเราเอง
คือศัตรูที่เหนือกว่าศัตรูทั้งโลกรวมกัน

• แรกๆอย่าไปกั้น หรืออย่าอั้นไว้
ด้วยความนึกว่าเราจะตั้งตัวได้เสมอไป
สิ่งกระทบที่แรงย่อมก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่แรง
บางครั้งเราห้ามไฟไม่ได้
ได้แต่ทำให้มัน 'ไม่ลุกลามต่อ'
แล้วค่อยๆ 'สร้างปัจจัย' ให้เกิดการดับของไฟ

: คำว่า 'ฝึกตน' คำเดียว ถ้ายังอยู่ในใจเรา
ก็จะมีผลให้เราไม่หยุดอยู่กับที่
และไม่เผลอกระโจนลงเหวตามคนอื่น
หรือถูกคนอื่นลากลงเหวสำเร็

: เมื่อยังฝึกตนอยู่
อย่างน้อยที่สุด 'สติ' ของเราก็เจริญขึ้น
ในแต่ละครั้งที่ได้ยินเสียงนกเสียงกาแน่ๆ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• หากจะปลอบตัวเองบ้างในช่วงทำใจไม่ได้
ให้คิดตามมาตรฐานที่รู้กันเป็นสากลครับว่า
ถ้าสิ่งที่เขาพูดไม่ตรงกับความจริงในเรา
ก็แปลว่าเขาไม่ได้พูดถึงเรา

: และเผลอๆจะตรงกับสิ่งที่เขาคิดเองอยู่บ่อยๆ
ซึ่งหมายความว่าเขาอาจจะพูดถึงตัวเองก็ได้

บทความ #ดังตฤณ
 
เชื่อไหมว่ามี

เชื่อมีสิ่งดึงรั้งให้คิดก่อนทำชั่ว

ไม่เชื่อไม่มีอะไรยึดรั้งดึงไว้เลยอยากทำอะไรก็ทำ


• มนุษย์เราอยากมีคนรักไว้เป็น 'พวกเดียวกัน' 
แต่ในความเป็นจริง
คู่รักมัก 'แบ่งข้างกัน' โดยไม่รู้ตัว 

• และคนส่วนใหญ่ก็ไม่ทราบไปจนตาย
ว่า 'สิ่งเดียว' ที่จะทำลายการแบ่งข้างลงได้ก็คือ
ค ว า ม พ ร้ อ ม ใ จ เ สี ย ส ล ะ !
ไม่ใช่กะเกณฑ์ ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
มีน้ำใจคิดให้อยู่ข้างเดียว !

• เรามีคนรักไว้รบกวนกัน
และเป็นกำลังหนุนแก่กันก็ได

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• แน่นอนว่าถ้าคุณเลือก 'คนที่ใช่' มาเป็นคู่
ก็ต้องดูดีแล้วว่า 
มีพื้นฐานของความพร้อมจะเสียสละ 'เพื่อกันและกัน'
ไม่มากก็น้อย

• แต่ขอให้ทราบเถิดว่า
ยากที่จะมี 'ความเท่าเทียม' ในการอยู่ร่วมกัน !

: และเพียงอยู่ร่วมกันไม่นานนัก
ความไม่เท่าเทียม ก็มักเป็นแรงกระตุ้น
ความเห็นแก่ตัว ให้กำเริบได้
โดยไม่มีใครทันสังเกต !

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• เพื่อให้ความรักของคุณ
เต็มไปด้วยความหมายของการเอื้ออาทร
คุณต้องไม่ลืมกฎสำคัญ คือ

' เมื่อได้รับ อย่าลืมขอบคุณ '
' เมื่อได้ให้ อย่าลืมอมยิ้ม '

จากหนังสือรักแท้มีจริง


คนเรานั้นกว่าจะเติบโตมาพึ่งแขนพึ่งขาของตัวเองได้ ก็ต้องพึ่งต้องอาศัยพ่อแม่มาก่อน ข้าวก็ป้อน ผ้าก็นุ่ง… ฯลฯ พ่อแม่ให้ทั้งนั้น

อันนิสัยคนดีย่อมเคารพบูชาพ่อแม่ และเลี้ยงดูท่านโดยตลอดไม่ทอดทิ้ง ผล ก็ปรากฏเป็นความจริง ตามพระบาลีว่า

โย มาตรํ ปิตรํ วา มจฺโจ ธมฺเมน โปสติ
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทติ.

แปลว่า “ผู้ที่เลี้ยงพ่อแม่ เมื่ออยู่ในโลกนี้เขาก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ ละจากโลกนี้ไปแล้วก็ได้รับความบันเทิงเริงรมย์ในสวรรค์”

เครดิต : หนังสือ 'พระคุณพ่อแม่ หน้า ๒๙-๓๔'
ส่งเสริมคุณธรรม พัฒนาชีวิต นึกถึงธรรมะ คิดถึงหนังสือธรรมะ


ขงจื่อกล่าวว่า มีมิตรภาพ 3 แบบที่เป็นประโยชน์

หนึ่ง มิตรภาพกับคนเที่ยงตรง
สอง มิตรภาพกับคนซื่อสัตย์
สาม มิตรภาพกับคนที่สดับฟังมามา

มีมิตรภาพ 3 แบบที่นำไปสู่ความเสื่อม

หนึ่ง มิตรภาพกับคนสับปลับ
สอง มิตรภาพกับคนเสแสร้งอ่อนโยน
สาม มิตรภาพกับคนสอพลอ


 
ทุกข์ เป็น บ่อเกิดแห่งสติ

สติ เป็น บ่อเกิดแห่งปัญญา

ปัญญา เป็น บ่อเกิดแห่งการรู้แจ้ง

รู้แจ้ง เป็น บ่อเกิดแห่งการดับทุกข์
 
................................................................................................................................
 
ถั่วในมือลิง

พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า………
จิตของคนเรานั้น เหมือนกับลิง
เราจึงเรียนรู้เรื่องของจิตใจของเราได้มากมายจากพฤติกรรมของลิง
ลิงนั้นเกลียดกะปิ ถ้ากะปิถูกมือมันเมื่อใด
มันจะถูนิ้วกับพื้นจนเลือดไหลเต็มมือจนกว่ากลิ่นกะปิจะหายในที่สุด
จนกลายเป็นว่า “กะปิ” ถึงจะร้าย ก็ไม่ร้ายเท่า “ความเกลียดกะปิ”
ที่มือลิงเป็นแผลเหวอะหวะ ไม่ใช่เพราะกะปิ
หากเป็นเพราะความจงเกลียดจงชังกะปิต่างหาก
สิ่งที่เราเกลียดนั้น
บ่อยครั้งไม่น่ากลัวเท่ากับ
ความเกลียดชังในจิตใจเรา
ความเกลียดชัง หรือพูดให้ถูกก็คือความรู้สึกอยากผลักไส
ซึ่งรวมทั้งความโกรธและความกลัว
แต่นั่นเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของความจริงเท่านั้น
นอกจากความอยากผลักไสแล้ว
ความยึดติด
เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องระวังไม่แพ้กัน
กลับมาที่ลิงจอมซนอีกที
ในอินเดีย ลิงเป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาวบ้า
เพราะชอบขโมยผลไม้ในสวน ชาวบ้านจึงคิดวิธีจับลิง
โดยใช้กล่องไม้ซึ่งมีฝาด้านหนึ่งเจาะรูเล็กๆ พอให้ลิงสอดมือเข้าไปได้
ในกล่องมีถั่วซึ่งเป็นของโปรดของลิงวางไว้เป็นเหยื่อล่อ
วันดีคืนดี ลิงมาที่สวน
เห็นถั่วอยู่ในกล่อง ก็เอามือล้วงเข้าไปหยิบถั่ว
แต่พอถอนมือออกมาก็ติดฝากล่อง
เพราะกำมือของลิงนั้นใหญ่กว่าฝากล่องที่เจาะไว้
ลิงพยายามดึงมือเท่าไรก็ไม่ออก
พอชาวบ้านมาจับ ก็ปีนหนีขึ้นต้นไม้ไม่ได้
เพราะมีมือเปล่าอยู่ข้างเดียว
สุดท้ายก็ถูกคนจับได้
ลิงหาได้เฉลียวใจไม่ว่า เพียงแค่มัน
คลายมือออกเท่านั้น
มันก็เอาตัวรอดได้
แต่เพราะยึดถั่วไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย จึงต้องเอาชีวิตเข้าแลก
มีหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตที่เราใฝ่ฝันอยากได้
จนถึงกับยึดไว้อย่างเหนียวแน่น
เวลาประสบปัญหา
เพียงแค่คลายสิ่งที่ติดยึดนั้นเสียบ้าง ปัญหาก็คลี่คลาย
แต่เป็นเพราะเราไม่ยอมปล่อย
จึงเกิดผลเสียตามมาอย่างมากมาย..ไม่คุ้มกับสิ่งที่ติดยึด
ปัญหาทั้งหลายในชีวิตนั้น
ถ้าเรารู้จักปล่อยวางเสียบ้าง
มันก็จะบรรเทาไปได้เยอะ
บ่อยครั้งการปล่อยวางไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาเท่านั้น
หากแต่เป็นทางออกจากปัญหาเลยทีเดียว
ความจริงการอยากผลักไสอะไรสักอย่าง ก็เป็นการติดยึดอีกแบบหนึ่ง
ทั้งๆ ที่ลิงพยายามถูกำจัดกลิ่นกะปิไปจากมือ
ก็อดไม่ได้ที่จะดึงมือมาดมหากลิ่นกะปิซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในหลายๆกรณี ความทุกข์ไม่ได้มาจากไหน
หากมาจากการยึดติดไม่ยอมปล่อย
ดั่งเจ้าลิงหวงถั่ว

........................................................................................................................................................
ขาว - ดำ

อาจจะมีคนเคยอ่านแล้ว อ่านอีกครั้งก้อได้คิดอีกครั้ง
มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่ง คุณครูเดินเข้ามา
แล้วชูกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่ง
มันเป็นกระดาษขาวที่มีจุดสีดำอยู่ตรงกลาง
แล้วครูจึงถามนักเรียนว่า เธอเห็นอะไร
นักเรียนจึงตอบว่าเห็นจุดสีดำ
คุณครูพูดว่า แล้วเธอไม่เห็นกระดาษขาวแผ่นนี้เหรอ?
นักเรียนจำเรื่องนี้ได้จนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่เลย
เรื่องนี้จะเห็นได้ว่า
คนส่วนมากมักจะมองเห็นสิ่งไม่ดีมากกว่าสิ่งที่ดี
ซึ่งที่จริงแล้ว เราควรจะหัดให้เห็นสิ่งดีมากกว่าสิ่งที่ไม่ดี
โดยเฉพาะเวลาที่เรามองคนอื่น หากเรามองข้อดีของเขา
เราจะรู้สึกสบายใจ และบรรยากาศรอบข้างก็จะดีด้วย


ใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใ
ถ้าคุณคิดจะเป็นใหญ่ คุณก็จะได้เป็นใหญ่
ถ้าคุณคิดอยากเป็นอะไร คุณก็จะได้เป็นสิ่งนั้น

เพราะแสวงหามิใช่เพราะรอคอย
เพราะเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส
เพราะสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย
ดังนี้แล้ว ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ
ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ผู้ที่ทำตนให้เล็กที่สุด
ผู้ที่เล็กที่สุด ก็จะกลายเป็น ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ผู้ที่มีเกียรติ คือ ผู้ที่ให้เกียรติผู้อื่น

ถ้าสติไม่มา ปัญญาก็ไม่มี
ไม้คดใช้ทำขอ เหล็กงอใช้ทำเคียว แต่คนคดเคี้ยว ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย

เล่นหมากรุกอย่าเอาแต่บุกอย่างเดียว
เดินหมากรุกยังต้องคิด เดินหมากชีวิตจะไม่คิดได้อย่างไ

เมื่อใครคนหนึ่งทำผิด ท่านอย่าพึ่งตำหนิ หรือด่าว่าเขา
เพราะถ้าท่านเป็นเขาและตกอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเขา
ท่านก็อาจตัดสินใจทำเช่นเดียวกับเขาก็ได้

การบริหาร คือ การทำงานให้สำเร็จโดยอาศัยมือของผู้อื่น
ผู้ปกครองระดับธรรมดา ใช้ความสามารถของตนอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับกลาง ใช้กำลังของคนอื่นอย่างเต็มที่
ผู้ปกครองระดับสูง ใช้ปัญญาของคนอื่นอย่างเต็มที่
อ่านคนออก บอกคนได้ ใช้คนเป็น

เมื่อนักการทูตบอกว่า “ได้” เขามีความหมายว่า “อาจจะ”
เมื่อนักการทูตบอกว่า “อาจจะ” เขามีความหมายว่า “ไม่ได้”
เมื่อนักการทูตบอกว่า “ไม่ได้” เขาก็ไม่ใช่นักการทูต

เมื่อผู้หญิงบอกว่า “ไม่” หล่อนมีความหมายว่า “อาจจะ”
เมื่อผู้หญิงบอกว่า “อาจจะ” หล่อนมีความหมายว่า “ได้”
เมื่อสตรีบอกว่า “ได้” หล่อนก็ไม่ใช่ผู้หญิง

คิดทำการใหญ่ อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อย
ตาสามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลๆได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นคิ้วของตนเอ
คนส่วนใหญ่ใส่ใจใส่ใจกับผลที่ได้ในระยะสั้นเท่านั้น
แต่คนฉลาดอย่างแท้จริงจะมองไปในอนาคต

........................................................................................................................................
• คุณจำเป็นต้องยอมรับว่าเมื่อวานดีที่สุดได้แค่นั้น
แต่อาจปฏิเสธวันนี้ที่ยังไม่ดีได้เท่าที่สุดของความเป็นคุณ

• คาถาป้องกันความเสียดายอดีตที่ดีมีอยู่บทหนึ่ง
คือ 'มันดีที่สุดของมันได้แค่นั้น'
เพราะเรากลับไปทำอะไรให้ดีกว่านั้นไม่ได้แล้ว

• ความเสียดายอดีต หากลากคุณมาหมกจมได้ทั้งวัน
ก็ทำวันนี้ให้สูญเปล่าอย่างน่าเสียดายไปอีกวัน
โดยที่วันวานไม่ได้ดีขึ้นกว่าเดิมเลยจนนิดเดียว

• คาถาเสกใจให้ดีขึ้นมีอยู่บทหนึ่
คือ 'อย่าให้แย่ไปกว่านี้'
ผู้ท่องคาถาอยู่ย่อมฉุกใจ
ไถ่ถามตัวเองว่า ที่กำลังเป็นอยู่..
มันแย่กว่าที่ควรจะเป็นหรือเปล่า?

• ชีวิตคุณเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ค่าความเป็นคุณมีอยู่แค่ไหน
ไม่ใช่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของเมื่อวาน
ไม่ใช่ความสุขหรือความทุกข์ในอดีต
ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าเคยมีคนรักเลิศเลอหรือร้ายกาจ
แต่เป็นความสามารถที่จะทำอะไรสักอย่าง
ให้สำเร็จตามความตั้งใจดีๆใน ‘วันนี้’ ต่างหาก


________________
'No pain No gain' 'ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้' 

เรื่องนี้น่าสนใจนะคะ อ่านแล้วดีมาก ๆ อ่านให้จบนะคะ เสียเวลาเพียง 3 นาทีเอง สำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ กำลังจะเป็น และคนที่เป็นลูกนะคะ

เรื่องนี้ไว้สอนสำหรับคนเป็นพ่อแม่โดยเฉพาะ อ่านแล้วค่อยให้ลูกๆอ่านต่อ 

ในระหว่างทานข้าวกลางวัน วนิดาซึ่งเป็นซีอีโอ 
ถามกิตติผู้บริหารระดับสูงคนหนึ่งที่รายงานตรงต่อเธอว่า 
“ กิตติ พี่สังเกตว่าคุณไม่เคยปิดมือถือเลย แม้กระทั่งเวลาประชุม 
แล้วพี่ก็เห็นคุณขอตัวออกไปจากที่ประชุมกลางคันเพื่อรับโทรศัพท์ พี่อยากรู้ว่าเป็นโทรศัพท์ของใครหรือ ทำไมมันสำคัญขนาดรอจนจบประชุมไม่ได้ พี่เห็นเป็นประจำเลยนะ ” 

กิตติมีท่าทีอึดอัด เขาตอบว่า “ ไม่มีอะไรหรอกครับ เรื่องส่วนตัวนะครับ ผมขอโทษ ” 

วนิดายิ้มแบบผู้ใหญ่ใจดี เธอเงียบไปสักครู่จึงพูดต่อ “ กิตติ เราสองคนทำงานด้วยกันมาพอสมควร คิดว่าพี่เป็นพี่สาวของคุณก็ละกัน เพราะพี่อายุมากกว่าคุณสองสามปี มีอะไรก็เล่าสู่กันฟังซิคะ เผื่อว่าพี่อาจจะแนะนำอะไรให้ได้บ้าง ” 
วนิดาเลือกใช้แนวทางพี่น้อง แทนที่เธอจะตำหนิเขาโดยตรง 
ในเรื่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในที่ประชุมแบบเจ้านายกับลูกน้อง 

วิธีนี้ได้ผล! กิตติสารภาพออกมาแบบกระอักกระอ่วน 
“ ก็...คือว่า...พี่อย่าโกรธผมนะครับ มันเป็นโทรศัพท์มาจากลูกสาวผมเอง เธอเพิ่งไปเรียนไฮสคูลที่ออสเตรเลียเมื่อไม่กี่เดือน 
โรงเรียนที่ลูกสาวผมเรียนนี้ค่อนข้างจะเข้มงวด แถมมีการบ้านจมเลย ตอนลูกสาวผมเรียนที่นี่ ผมช่วยติวและทำการบ้านร่วมกับเธอบ่อยๆ ลูกคนเดียวเธอคือดวงใจของผมเลยครับ ผมบอกเธอว่าไปอยู่นั่น ติดขัดเรื่องการบ้านละก็โทรมาหาผมได้ทุกเมื่อไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ผมจะคอยช่วยเหลือเธอผมไม่ต้องการเห็นเธอล้มเหลว 
ตอนค่ำเมื่อกลับบ้านผมก็แทบจะไม่ได้พักผ่อน แต่จะไปช่วยเธอทำการบ้านแล้วก็แฟ็กซ์ส่งไปเรื่องคณิตศาสตร์บ้าง ภาษาอังกฤษบ้าง ผมอยากให้เธอประสบความสำเร็จ ผมต้องขอโทษที่บริหารเวลาไม่ค่อยได้เรื่อง ” กิตติจบเรื่องลงด้วยท่าทีละอายใจ 

วนิดาแสดงความเห็นใจ “ เรื่องของคุณมันฟังแล้วคุ้นๆมากเลย พี่พอจะจินตนาการออกถึงความลำบากใจของเธอ พี่เองก็มีลูกสาวเรียนปริญญาโทอยู่ที่อเมริกา พี่เคยทำแบบคุณเหมือนกัน เพราะลูกสาวพี่จบตรี แล้วไปต่อโทเลย จึงไม่มีประสบการณ์ในการทำงาน ดังนั้นพอทำกรณีศึกษาก็มักจะไม่ทันเพื่อนเขา หรือไม่เข้าใจ แถมยังไม่กล้าถามอาจารย์อีก พี่เลยต้องช่วยทำเคส แล้วก็อีเมล์ไปให้เธอ แต่ว่าตอนนี้พี่หยุดช่วยเธอแบบนั้นแล้วล่ะค่ะ ” 

กิตติถามด้วยความประหลาดใจ 
“ ทำไมล่ะครับ พี่ไม่รักเธอแล้วหรือ หรือว่าพี่เห็นว่างานมีความสำคัญกว่าครอบครัวครับ ” 

วนิดาตอบพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดีว่า “ พี่ยังรักลูก และเห็นคุณค่าของครอบครัวและงานเหมือนเดิม พี่โชคดีที่มีเพื่อนชาวอเมริกันคนหนึ่ง เขาสังเกตเห็นวิธีที่พี่ช่วยลูกสาว แล้ววันหนึ่งเขาก็ให้หนังสือเล่มหนึ่งชื่อ The Power of Failure โดย Charles C. Manz และมีการแปลเป็นไทยในชื่อ วิกฤติคือโอกาส โดยพสุมดี กุลมา เรียบเรียงโดย นราธิป นัยนา เพื่อนอเมริกันเขาคั่นเรื่องๆหนึ่งให้พี่อ่านโดยเฉพาะเลย พี่จะเล่าให้เธอฟัง ” 

'มีชายคนหนึ่งนั่งมองผีเสื้อที่กำลังดิ้นรนจะออกจากรังไหม 
เจ้าผีเสื้อดิ้นรนไปซักพัก จนกระทั่งใยรังไหมเริ่มขาดเป็นรูเล็กๆ 
ชายคนนั้นมองด้วยความสนใจ เจ้าผีเสื้อดูเหมือนจะหยุดไป ที่จริงผีเสื้อมันพักเพื่อที่จะดิ้นรนต่อไป แต่ว่าชายคนนั้นคิดไปเองว่าผีเสื้อคงติดใยรังไหม ไม่สามารถจะออกมาได้ด้วยตนเอง 
ด้วยความหวังดี เขาจึงนำกรรไกรขนาดเล็กมาตัดใยรังไหมนั้น 
ทำให้รูมันขยายใหญ่ขึ้น เจ้าผีเสื้อเห็นรูขยายใหญ่ขึ้นมันก็คลานต้วมเตี้ยมออกมา แต่เขาสังเกตว่าตัวมันมีขนาดเล็กกว่าปกติ ปีกเหี่ยวย่น แถมลำตัวของเจ้าผีเสื้อก็มีลักษณะบวมผิดปกติ 

กลายเป็นว่าในขณะที่ผีเสื้อต้องดิ้นรนออกแรงตะเกียกตะกาย เพื่อพยายามจะดันตัวมันออกจากรังไหมนั้น เป็นกระบวนการธรรมชาติที่จะกระตุ้นให้ของเหลวชนิดหนึ่ง ที่อยู่ในลำตัวผีเสื้อเคลื่อนที่มาสู่ปีก เพื่อทำให้ปีกแข็งแรงเพียงพอจะบินได้ 

ด้วยความปรารถนาดีของชายคนนั้น ผีเสื้อตัวนี้ปีกจึงเหี่ยวย่นไม่แข็งแรงเพียงพอจะบินได้ แถมยังมีรูปร่างพิกลพิการ เพราะของเหลวที่ควรจะอยู่ที่ปีก ดันไปติดคั่งค้างอยู่ที่ลำตัว เจ้าผีเสื้อตัวนี้ออกจากใยมาได้ด้วยความสบาย แต่ต้องพิกลพิการ และบินไม่ได้ไปชั่วชีวิตของมัน 

 อุปสรรคและความล้มเหลวในชีวิตของคน ก็คล้ายๆกันกับสิ่งที่เจ้าผีเสื้อเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ ความก้าวหน้าในชีวิต การพัฒนาทักษะ ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น ล้วนแล้วแต่น่าสงสารและน่าเห็นใจ แต่จะได้คุณค่ามาก็ด้วยการล้มเหลวอย่างถูกวิธี เราจะคาดหวังว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิต โดยไม่มีความล้มเหลวนั้นเป็นไปไม่ได้ เมื่อเราเผชิญอุปสรรค แล้วเราหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขหรือต่อสู้กับมัน เท่ากับว่าเรากำลังเสียโอกาสสำคัญในการเรียนรู้บทเรียนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในชีวิตของคน'

กิตติฟังด้วยความสนใจ “ โอ้โฮ เรื่องนี้จุดประกายน่าดูครับ แต่ผมกลัวว่าลูกผมจะเกลียดผมนะซีครับ ” 

วนิดาเสริมต่อ “ มีคำพูดที่ว่า 'No pain No gain' 'ไม่เจ็บ ไม่ได้เรียนรู้' ที่จริงพวกเรานะผิดเองที่ป้อนลูกๆ เรามากไป สำหรับกรณีของพี่ พี่อธิบายให้ลูกเขาเข้าใจด้วยการเล่าเรื่องนี้แหละ หลังจากนั้น พี่ก็ขอโทษสำหรับการให้ความช่วยเหลือลูกแบบผิดๆในอดีต ลูกๆ ของเราเขาฉลาดพอจะเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้นะ ... กิตติ คุณลองมองไปรอบๆตัวเราสิ เรามีพนักงานที่มีความรู้ มาจากครอบครัวที่มีฐานะ หลายคนที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พวกเขาไม่อดทนต่อปัญหาและอุปสรรค คนที่ควรถูกตำหนิคือ พ่อแม่ของเขา คุณอยากถูกคนอื่นเขาต่อว่าแบบนี้ในอนาคตไหมล่ะ แถมลูกๆ ของเรายังอ่อนแอไม่สามารถจะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคได้....คุณมีสิทธิ์เลือกนะ … ”





อำนาจเหนือธรรมชาติจะนำพาสังคมไทยไปถึงไหน? วินทร์ เลียววาริณ

'อำนาจเหนือธรรมชาติจะนำพาสังคมไทยไปถึงไหน?' คงไม่มีคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากความรู้ของเราในด้านวิทยาศาสตร์และอำนาจเหนือธรรมชาติ ที่โยงเกี่ยวกับจักรวาล ยังอยู่ในระดับอนุบาล การพยายามหาคำตอบ 'ที่ถูกต้อง' จากข้อมูลที่เรารู้เพียงนิดเดียว จึงไม่ต่างจากคนตาบอดคลำช้าง 

ก่อนอื่น ขอทำความเข้าใจกับคำว่า 'วิทยาศาสตร์' ให้ตรงกันเสียก่อน คนส่วนมากมักใช้คำว่า วิทยาศาสตร์ ในความหมายเดียวกับ 'เทคโนโลยี' ทั้งที่ความจริงแล้ว วิทยาศาสตร์มิใช่เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์เป็นเพียงเครื่องมือและกระบวนการคิดแบบหนึ่งเท่านั้น โดยมีผลพลอยได้เป็นเทคโนโลยี พูดง่าย ๆ คือเทคโนโลยีมาจากวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์ไม่ใช่เทคโนโลยี 

วิทยาศาสตร์ใช้วิธีการคิดแบบเหตุผล โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ การพิสูจน์ และเมื่อความเชื่อใดถูกพิสูจน์ด้วยหลักฐานที่ดีกว่าว่าผิด ความเชื่อนั้นก็ถูกล้มล้างไป และความเชื่อใหม่ก็รอวันถูกล้มล้างต่อไปเรื่อย ๆ

เมื่อมองในมุมนี้ เราจะพบว่า พุทธศาสนานั้นใช้หลักวิทยาศาสตร์อย่างเต็มที่ นั่นคือสอนให้คนรู้จักคิด รู้จักหาเหตุผล เช่น เมื่อเกิดทุกข์ ก็หาสาเหตุของทุกขที่รากเหง้าของมัน เป็นต้น

เป็นความจริงที่คนจำนวนมากบอกว่า ความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ มิได้เกิดขึ้นแต่ในสังคมไทยหากเป็นทั้งโลก และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานนม อันมีความนัยว่า 'หากของไม่ดี ก็คงอยู่ไม่ได้นานขนาดนี้)

แต่ประเด็นก็คือ สิ่งใดที่อยู่ยั้งยืนยงมาตั้งแต่วันแรกของอารยธรรมมนุษย์ และใช้กันทั่วโลก มิได้แปลถึงว่าสิ่งนั้นมีคุณค่า ตรงกันข้าม มีเรื่องที่ไร้คุณค่าหลายเรื่องที่อยู่มานานเป็นพัน ๆ ปี 

การมองเรื่องที่แตกต่างหรือสวนทางกับสิ่งที่เราได้รับการสั่งสอน หรือคลุกคลีมาแต่เด็ก อาจทำให้เราไม่สามารถเปิดใจได้กว้างพอ (ด้วยประโยคฮิตคือ 'ไม่เชื่ออย่าลบหลู่') การคุยกันในประเด็นนี้ จึงต้องวางทิฐิหรือความเชื่อเดิม ๆ ลงชั่วคราวเสียก่อน 

โลกเราแคบลงทุกวัน การแข่งขันสูงขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม ข้อมูลในปัจจุบันเผยว่า ระบบการศึกษาของไทยเราอ่อนกว่าของหลาย ๆ ประเทศ คุณภาพทางปัญญาของเราก็อ่อนแอลง

ดังนั้น หากเรายังนั่งเฉยโดยไม่ทำอะไร ช้าหรือเร็วเราจะพบว่า เราไม่อาจอยู่รอดในสังคมโลก และหากเราไร้วิสัยทัศน์มองไปในอนาคต เราอาจอยู่ไม่รอดทั้งที่มีทรัพยากรธรรมชาติทั้งแผ่นดินเป็นต้นทุน

ความจริงก็คือ สังคมที่แกร่งกว่า มีวิธีการคิด การวางแผนที่ดีกว่า จะกลืนกินสังคมที่อ่อนแอกว่า พูดง่าย ๆ คือผู้ที่สร้างโอกาสจะกลืนกินผู้ที่รอโอกาส ก็กลับมาสู่คำถามที่ว่า ความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ ส่งผลบวกหรือผลลบต่อสังคมของเรา? 

ความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาตินั้น แบ่งการใช้ออกเป็นสองทาง หนึ่งคือพวกที่ใช้ความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อเสริมความเข้มแข็งทางใจ สองคือพวกที่ใช้อำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อหวังรวยทางลัด 

กรณีแรกนั้นไม่ต่างจากการขอพรจากพ่อ แม่ พระ เพื่อทำให้จิตเข้มแข็งขึ้น หรือเพื่อความเป็นมงคล ไม่มีผลลบต่อสังคม ทว่าเราก็ต้องตั้งคำถามว่า มีทางอื่นอีกหรือไม่ที่เราสามารถหาความมั่นคงทางใจ นอกเหนือจากความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ?

เป็นไปได้หรือไม่ว่าความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติอาจมีสิ่งทดแทนได้ เช่น การมีสติ ปัญญา การรู้จริง ดังเช่นผู้ที่เข้าใจกลไกของปรากฏการณ์ฟ้าร้อง ย่อมไม่กลัวฟ้าร้อง เป็นไปได้หรือไม่ที่่ปัญญาที่ดี นอกจากจะแก้ปัญหาแล้ว ยังสามารถใช้แทนความเชื่อได้ด้วย? 

ส่วนในกรณีหลังเป็นส่วนผสมของความขี้เกียจบวกความโลภ ส่งผลลบต่อสังคมในระยะยาว เนื่องจากไม่มีการสร้างสรรค์งานเกิดขึ้น ไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาคน เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากธุรกิจอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นเพียงภาพลวงตาของอุปสงค์อุปทานปลอม ๆ 

ในสังคมที่เป็นส่วนผสมของ 'ความเชื่อ' กับ 'ปัญญา' เราต้องให้ปัญญานำทาง แยกแยะให้ออกว่าอะไรเป็นเปลือก อะไรเป็นแก่น การบอกว่ามนุษย์เราก็เช่นบัวสี่ประเภทในความหมายว่า 'ก็ยอมรับมันเถอะ' จะไม่นำพาเราก้าวออกจากบัวชั้นล่าง 

ถ้าเช่นนั้นปัญญาเกิดจากอะไร? คำตอบก็คือ เกิดจากความรู้และความสันโดษ ทว่าความรู้มิได้เกิดจากในห้องเรียนเสมอไป ความรู้เกิดจากการรู้จักคิดหาเหตุผล และตั้งคำถามต่อทุกสิ่งในสังคม เช่นที่พระพุทธเจ้าเคยทรงสอนให้เรารู้จักตั้งคำถามตามหลักกาลามสูตร 

เราต้องกล้าถาม กล้าซัก กล้าที่จะไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ ไม่ว่าความคิดนั้นจะดำรงอยู่ในโลกมากี่พันปีก็ตาม เพราะนี่เป็นทางเดียวในการเสริมสร้างปัญญาให้สังคม และเพราะแม้ว่าเราจะเป็น 'คนตาบอด' แต่การใช้ปัญญาในการคลำ เรามิเพียงสามารถแยกแยะช้างออกจากแรดได้ ยังอาจสามารถแยกแยะช้างแอฟริกาออกจากช้างเอเชียได้ด้วย 

วินทร์ เลียววาริณ
www.winbookclub.com

....................................................................................................................................................
• พ่อแม่คือรากของความเป็นคุณ
คนเราถ้าบำรุงรากให้เจริญขึ้นได
หรืออย่างน้อยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้
ก็คือทำตัวเองให้รุ่งโรจน์ขึ้นนั่นเอง

• น้ำหนักของกรรมดี
ที่คุณทำกับพ่อแม่
จะให้ผลชัดเป็นความไม่ตกต่ำ
แม้ชาติปัจจุบันถูกกรรมเก่าร้ายๆเล่นงาน
ก็จะได้รับความช่วยเหลือ 
ผ่อนหนักให้เป็นเบาตามสมควร

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• ถ้าจะถามว่าใคร
เป็นคนกำหนดให้ต้องนึกถึงบุญคุณพ่อแม่ 
ก็ต้องตอบว่าธรรมชาตินั่นแหล่ะที่กำหนด
และฝังไว้ในสำนึกว่า
การรู้คุณพ่อแม่เป็นคุณสมบัติของผู้มีใจสูง
คนเราจะทราบว่าตนมีใจสูงหรือใจต่ำ 
ก็ดูง่ายๆว่าจำได้หรือเปล่า
ว่าพ่อแม่สำคัญแค่ไหน

เพราะพ่อแม่..มีชีวิตต่อได้ 'ถ้าไม่มีคุณ'
แต่คุณมีชีวิตขึ้นมาไม่ได้... 'ถ้าขาดพ่อแม่'

• สำหรับพ่อแม่เป็นข้อยกเว้นพิเศษ ไม่ว่าจะดีเลวอย่างไร 
ถ้าทำคุณกับพวกท่านก็ได้ผลเป็นความสุขความเจริญ
เพราะได้ชื่อว่ารู้คุณคน ได้ชื่อว่าตอบแทนผู้ควรตอบแทน 
ได้ชื่อว่าใช้หนี้อันควรใช้ 
ตราบใดไม่ใช้หนี้ตามสมควร 
ตราบนั้นชีวิตย่อมเต็มไปด้วยแรงกดดัน

• เมื่อใช้หนี้พ่อแม่ด้วยความสุข
มีความปลาบปลื้มยินดี 
แรงกดดันย่อมแปรเป็นขั้วตรงข้าม
คือกลายเป็นแรงหนุนส่งให้ขึ้นสูงได้ยิ่งๆขึ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่
หรือผู้มีพระคุณให้อยู่สุขสบาย 
จะเป็นตัวตั้ง เป็นหลักประกัน
ว่าทั้งชาตินี้และชาติหน้า
จะเจริญรุ่งเรืองในการทำมาหากินยิ่งๆขึ้นไป 
กับทั้งเป็นผู้ได้รับมรดกจากผู้หลักผู้ใหญ่
ไม่ถูกแย่งชิงหรือมีเหตุให้เสียมรดกไปอย่างไม่สมควร 

: นี่เป็นหลักการสะท้อนให้เห็นว่า
ทุกคนเป็นทายาทแห่งกรรมของตน 
ทุกคนจะเป็นผู้รับมรดก
ที่ตนสร้างทำไว้อย่างเป็นรูปธรรม 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• การคิดเลี้ยงดูให้พ่อแม่สุขทั้งกายสบายทั้งใจ
นับเป็นการตอบแทนครึ่งเดียว
หากจะตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อนั้น
คุณต้องมีโอกาสด้วย

โอกาสที่ว่านั้นคือพ่อ และ/หรือ แม่ของคุณยังไม่มีที่พึ่งให้ตนเอง
ได้แก่ความรู้ความศรัทธาในเรื่องกรรมและการให้ผลกรรม
ยังไม่มีความตั้งมั่นในทาน
ยังไม่มีความตั้งมั่นในศีล
แล้วคุณสามารถโน้มน้าว
ชักชวนให้พวกท่านมาศรัทธากรรม
ฝึกให้ทานจนไม่ให้แล้วเหมือนขาดอะไรไป
ฝึกถือศีลจนประพฤติผิดแล้วรู้สึกผิดรุนแรง

นั่นแหละจึงได้ชื่อว่า
ตอบแทนคุณท่านอย่างสมน้ำสมเนื้อ

• พระพุทธเจ้าให้ตอบแทนพระคุณพ่อแม่
ด้วยที่พึ่งอันแท้จริงคือความเข้าใจธรรม
ตั้งมั่นในทานและศีล 
แต่ที่เราควรทำให้ตนคือภาวนาไป 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• เนื่องจากพ่อแม่
และพระอรหันต์เป็นของใหญ่
ทรงคุณสูงสุด

ทำอะไรกับพวกท่านไว้เป็นประจำ
จึงให้ผลคงเส้นคงวา..ไปทั้งชีวิตในชาติถัดมา


______________

....................................................................................................................................
“กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มีกาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่
๑) มา อนุสฺสวเนน – อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
๒) มา ปรมฺปราย - อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
๓) มา อิติกิราย - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
๔) มา ปิฏกสมฺปทาเนน - อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
๕) มา ตกฺกเหตุ - อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
๖) มา นยเหตุ - อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
๗) มา อาการปริวิตกฺเกน - อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
๘) มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา - อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
๙) มา ภพฺพรูปตา - อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
๑๐) มา สมโณ โน ครูติ - อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา
เมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า...ธรรมเหล่านั้นเป็นอกุศลหรือมีโทษเมื่อนั้นพึงละเสีย และเมื่อใดสอบสวนจนรู้ได้ด้วยตนเองว่า..ธรรมเหล่านั้นเป็นกุศลหรือไม่มีโทษ เมื่อนั้นพึงถือปฏิบัติ...”

จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต เกสปุตตสูตร (กาลามสูตร)
......................................................................................................................
หมดกำลังใจเพราะล้มเหลว มักเกิดจากการผูกความคาดหวังไว้กับความสำเร็จมากเกินไป

หมดกำลังใจเพราถูกด่า มักเกิดจากการผูกความคาดหวังไว้กับคำชมมากเกินเหตุ

หมดกำลังใจเพราะไม่ได้รับความยุติธรรม มักเกิดจากการผูกความคาดหวังไว้กับความยุติธรรมมากเกินจริง 

ชีวิตหนึ่ง ถ้าผูกความคาดหวังไว้กับการได้ทำเรื่องดีๆที่น่าสนุก เพื่อจะได้ประเมินความก้าวหน้าของตนเอง โดยไม่เข้าข้างตนเอง ก็ย่อมเป็นหนึ่งในผู้เสวยสุข สมน้ำสมเนื้อกับงานที่ทำด้วยมือตน รู้เห็นอยู่กับตาตน ไม่ใช่ทุกข์อยู่กับผลที่ถูกพิพากษาด้วยสายตาคนอื่น
...........................................................................................................................................
• ถ้าจะทำอะไรให้ใคร
ท่องไว้เลยครับ 'อย่าหวังผลตอบแทน'

แล้วจะมีความสุขกับการให้
ไม่ว่าจะให้ไปในวงกว้าง
หรือให้เฉพาะบุคคล

เพราะคุณจำเป็นต้องให้อะไรดีๆกับใครสักร้อยคน
ถึงจะมีหนึ่งคน
ที่เขาจำคุณได้ว่าเคยมีบุญคุณกับเขา

และอาจต้องให้เป็นพันหรือหลายพันคน
ถึงจะมีสักคน
ที่อยากตอบแทนบุญคุณคุณอย่างเหลือเกิน 

ธรรมชาติของมนุษย์เป็นอย่างนี้
ถ้าทำดีกับคนๆเดียว
พึงหวังว่าเราจะทำบุญแบบให้เปล่
และอาจคาดหวังไว้แบบเผื่อใจด้วยว่าคนที่เราดีด้วย
วันหนึ่งอาจสนองคุณด้วยการทำร้ายเรา

และนั่นอาจเป็นเพราะเรา
เคยทำเช่นนั้นมาก่อนโดยไม่รู้ตั
และจำไม่ได้แล้ว
ตั้งแต่อดีตกาลนานไหน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• กรรมที่ลืมบุญคุณคน
ก็จะทำให้เป็นผู้ไม่ได้รับความเห็นใจช่วยเหลือในยามลำบาก
แต่หากถึงขั้นเนรคุณได้นี่ 
จะต้องโดนโทษหนัก
ทำอะไรต่อให้เจริญแค่ไหน
ก็จะกลับตกต่ำอย่างไม่คาดฝัน

• ธรรมชาติพิเศษของการใช้หนี้บุญคุณ
มีอยู่ประการหนึ่ง
คือยิ่งหนี้สูง
แล้วคุณใช้คืนอย่างสมน้ำสมเนื้อ
คุณจะได้คะแนนบวกมหาศาล

น้ำหนักของกรรมดี
ที่คุณทำกับพ่อแม่
จะให้ผลชัดเป็นความไม่ตกต่ำ

แม้ชาติปัจจุบันถูกกรรมเก่าร้ายๆเล่นงาน
ก็จะได้รับความช่วยเหลือ
ผ่อนหนักให้เป็นเบาตามสมควร

• การอุปการะเลี้ยงดูพ่อแม่
หรือผู้มีพระคุณให้อยู่สุขสบาย 
จะเป็นตัวตั้ง
เป็นหลักประกันว่าทั้งชาตินี้และชาติหน้า
จะเจริญรุ่งเรืองในการทำมาหากินยิ่งๆขึ้นไป 
กับทั้งเป็นผู้ได้รับมรดกจากผู้หลักผู้ใหญ่
ไม่ถูกแย่งชิง
หรือมีเหตุให้เสียมรดกไปอย่างไม่สมควร 

: นี่เป็นหลักการสะท้อนให้เห็นว่า
ทุกคนเป็นทายาทแห่งกรรมของตน 
ทุกคนจะเป็นผู้รับมรดก
ที่ตนสร้างทำไว้อย่างเป็นรูปธรรม 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

ถาม - ทำไมคนบางคน 'ทำคุณคนไม่ขึ้น !?'
แล้วเจอแต่มิตรท่ีไม่ค่อยจริงใจ
และโดนหักหลังบ่อยคะ ( T_T) //

ตอบ #

: ถ้าดวงจะเป็นคนทำดีไม่ขึ้นจริง 
ก็ต้องเข้าใจก่อนครับว่า
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น
การทำดีไม่ขึ้น ทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาป
หรือทำบุญกับใครเขาไม่กตัญญู 
ไม่มีแก่ใจมาสนองพระคุณ

แต่กลับมาแทงข้างหลัง 
หรือเล่นงานกันตรงๆด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง
ก็เพราะเราเคยร้ายแบบเดียวกันกับผู้มีพระคุณ
จะเป็นพ่อแม่ ครูบาอาจารย์
หรือคนที่ให้ความช่วยเหลือก็ตาม

ทำกับเขาอย่างไร
ดวงก็ออกมาแนวนั้น ณ ที่ที่กรรมเผล็ดผล
บางคนแค่ต้นชีวิต 
บางคนครึ่งชีวิต 
บางคนก็ทั้งชีวิต

แต่ต่อให้เป็นเรื่องจริง
และเรารู้อยู่กับตัวก็ช่างเถิด
มันเป็นของเก่า 
เราทำบุญใหม่ ก็ได้บุญใหม่
ได้ใช้หนี้กรรม 
ได้ทำให้ใจพัฒนาขึ้น

คนอื่นจะเป็นยังไงกับเรา
มันเรื่องของเขา 
กรรมของเขาแล้ว

ยิ่งถ้าเรารู้จากประสบการณ์ตรงว่า
เจอคนกตัญญูบ้าง
เจอคนเนรคุณบ้าง 
สลับๆกันครึ่งต่อครึ่ง

อันนั้นก็สะท้อนว่าเราเคยเป็นคนธรรมดา
ที่นึกได้บ้าง นึกไม่ได้บ้าง 
ว่าใครเป็นผู้มีพระคุณที่ควรทดแทน
เราก็รับกรรมที่สมกันตามธรรมดาแล้ว

' ทำดีถึงไม่ได้ดี ก็รู้สึกดีครับ ! '
เราได้รางวัลแน่ๆจากใจตัวเองอยู่แล้ว
มือที่หยิบยื่น 
ปากที่พูดช่วย 
ด้วยจิตที่คิดให้

ถ้าไม่สว่างขึ้น 
ไม่รู้สึกดีขึ้น ก็ผิดธรรมชาติไปหน่อยล่ะ
เล็งแค่นี้พอแล้ว 
เรื่องอื่นไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรเลย


_______________

 
....................................................................................................................
ทำไมไม่มีบริวาร

บริวารมาเพราะ... น้ำใจดี
บริวารหนีเพราะ... น้ำใจลด
บริวารหมดเพราะ... น้ำใจแห้ง
  บริวารกลั่นแกล้เพราะ...
ไม่ยุติธรรม 
.....................................................................................................................
• พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า... ธรรมะข้อเดียว
ที่รวมธรรมะข้ออื่นๆไว้ 

(หมายถึง ‘ธรรมะที่เป็นกุศล’ 
ฝ่ายที่เป็น ‘ตัวทำให้เจริญ’ 
‘ธรรมะที่ทำให้เจริญ’ 
มีอยู่ข้อหนึ่ง ที่เมื่อเกิดแล้ว 
จะเป็นที่ประชุม
ที่รวมของธรรมะข้ออื่นๆ)

: ท่านเปรียบไว้ว่า
เหมือนกับ ‘รอยเท้าช้าง’ 
ย่อมสามารถที่จะรวบรวม
รอยเท้าของสัตว์อื่นๆในป่า
ไว้ในรอยเท้าช้างรอยเดียวได้ 

: ธรรมะข้อนั้นคือ ‘สติ’ 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

: ถ้าหากว่าเรา ‘มีสติ’ อยู่ 
ธรรมะทุกข้อ มันเกิดขึ้น 
ประชุมกันลงตรงนั้นแหละ 
___________________________________

• สติคือความสามารถที่จะระลึกได้ว่า
‘กำลังมีอะไรปรากฏอยู่’ 
เป็นความจริงให้ ‘รู้’
อยู่ใน ‘ปัจจุบัน’
___________________________________

• ถ้าหากว่าเราฟุ้งซ่านอยู่ 
แล้วเรามีความ ‘รู้สึก’ ว่า 
มีความฟุ้งซ่าน
มีความปั่นป่วนอยู่ภายใน
เป็นนามธรรม 
นี่เรียกว่า ‘สติ’ แล้ว 

: เพราะว่า ‘ภาวะความฟุ้งซ่าน’
มันถูก ‘รู้’ ตรงตาม ‘จริง’ 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

: มันไม่ได้ใช้ ‘จินตนาการ’ เอาว่า
เรากำลังฟุ้งซ่านอยู่...

แต่มันใช้ความสามารถในการ ‘ยอมรับ’ ว่า
เรากำลังฟุ้งซ่านอยู่...
นี่เรียกว่า สติ นะ 

(แต่ถ้าเราไปพยายาม ‘บังคับ’
ให้ตัวเองอยู่ในภาวะสงบ 
นั่นไม่เรียกว่าสติ 
นั่นเรียกว่า ‘ความอยาก’ จะสงบ)
___________________________________

• ถ้าหากว่าเรา ‘มีสติ’ ตามจริง 
สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ
เราจะ ‘ไม่แล่น’ ไปตามความฟุ้งซ่าน 

เห็นไหม... ธรรมะข้ออื่นๆเกิดแล้ว! 

เราจะ ‘ไม่กระวนกระวาย’ ไปตามความฟุ้งซ่าน 
ไม่เอาตัวแล่นไปตามความฟุ้งซ่าน 
ไม่เตลิดเปิดเปิงไป 

ไม่ไปหาใครบางคนที่ไม่สมควรจะไปหา 

ไม่คิดถึงใครบางคนที่ไม่สมควรไปคิด 

ไม่คิดถึงเรื่องอะไรที่มันยังอยู่ในอนาคต 

ตรงนี้แหละ... คือธรรมะข้ออื่นๆเริ่มตามมาแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

: ถ้าหากว่าเราไม่แล่นไปตามความฟุ้งซ่านตัวเดียว 
มันระงับทุกอย่างเลย 
ที่เป็น ‘บาป’ ที่มันเป็น ‘อกุศล’ 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

: ผู้ที่สั่งสมความสามารถในการ ‘ยอมรับ’
‘สิ่งที่ปรากฏ’ อยู่ใน ‘ปัจจุบัน’

เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ากำลังสร้างรอยเท้าช้างขึ้นมา
เพื่อที่จะรวบรวมรอยเท้าสัตว์อื่นในป่ามาไว้ที่เดียว 
ก็คือ ‘ธรรมข้อเดียว’ 

ถ้าหากว่ามี ‘สติ’ ได้ 
สติจะพาธรรมะข้ออื่นๆมารวมไว้ในที่เดียวกัน
___________________________________
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
จงบินให้สูงกว่าที่คิด เพราะชีวิตสั้นกว่าที่หวัง
จงพูดให้น้อยกว่าที่ฟัง และทำให้มากกว่าที่พูด
จงรักให้น้อยกว่าที่รักเพราะอาจอกหักใจสลาย
จงดีให้มากกว่าที่ร้าย และอภัยให้มากกว่าที่ชัง
จงกลัวให้น้อยกว่าที่กล้า และศรัทธาให้มากกว่าที่เห็น...

zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
การอภัยในเรื่องน่าเจ็บปวดที่สุด ทำได้ยากที่สุด จึงแทบจะเป็นการทำแต้มสูงสุดในเกมกรรม และกล่าวได้ว่าเป็นการใช้หนี้ที่ยิ่งใหญที่สุด ถ้าทำไม่ได้ก็น่าเห็นใจ แต่หากทำได้ก็ไม่มีบุญกุศลชนิดไหนๆอีกแล้วที่คุณจะทำไม่ได้ [ดังตฤณ]
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
• หายนะของชีวิต
ไม่ใช่การตายแล้วสาบสูญ
แต่เป็นการอยู่อย่างสูญเปล่า

• การรู้ตัวว่ายังมีชีวิต
ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ
ความภูมิใจในการมีชีวิตต่างหากที่ใช่ 

• อยู่อย่างไร้ค่า
เพราะไม่หาเรื่องน่าภูมิใจให้ตัวเองทำ 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• แม้คุณจะยังไม่พบหลักฐานว่าชีวิตมีค่า
แต่ศรัทธาในคุณค่าของชีวิต
จะทำให้คุณมีแก่ใจใช้ชีวิตอย่างดี
จนกระทั่งกลายเป็นชีวิตดีๆ
ควรค่าแก่การเกิดมา 

• ราคาค่าตัว เกิดจากอุปาทานของคนอื่น
คุณค่าของตัวเอง เกิดจากกรรมดีที่สั่งสม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• อย่าเลือกเป็นคนใกล้ตายที่ย้อนมองทั้งชีวิต
แล้วรู้สึกว่าเวลาส่วนใหญ่ 
หมดไปกับการเอาแต่นึกถึงศัตรู
เรื่องน่าเจ็บใจ และการคิดก่อเรื่องร้าย

• ค่าของคน อยู่ที่ผลของการทำดีไว้กับโลก



_______________


 
 
ผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผ
• ศัตรูของคุณ
ไม่ใช่คนอื่นที่คิดร้ายกับคุณ
แต่เป็น 'ความคิดร้ายของคุณ'
ที่มีต่อคนอื่นต่างหาก

• ต่อให้เป็นศัตรูตัวฉกาจ
ก็ไม่มีทางทำร้ายคุณได้บ่อยๆ 
มีแต่ความคิดในหัวตัวเองเท่านั้
ที่ทำร้ายคุณได้ทุกนาที

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

คำถาม : ความคิดที่ไม่ดี เราห้ามได้หรือไม่คะ 
และควรแก้ไขอย่างไรคะ ขอบคุณค่ะ

( คำตอบ ) 
: ห้ามไม่ได้ แต่ค่อยๆให้แทนที่ได้ด้วยสติ 
เห็นให้ได้ทุกครั้งว่ามันมาเอง ไปเอง 
เป็นความปรุงแต่งทางจิต
ให้จำได้หมายรู้ชั่วคราว ไม่ใช่ตัวเราครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

ถาม – ที่คุณดังตฤณบอกว่าคิดไม่ดีแล้วไม่ยินดี จะยังไม่เป็นบาปใช่ไหมครับ? 
ไม่ทราบจะเอาเกณฑ์อะไรว่าตัวเองยินดีหรือไม่ยินดี 
ต้องคิดแค่ไหนถึงเรียกว่าบาปแล้

( คำตอบ ) : ถ้าปล่อยให้ใจคิดไปเรื่อยๆเกิน ๕ วินาที 
ก็พอจะสะท้อนได้ครับว่าคุณ ‘เต็มใจ’ หรือ ‘ยินดี’ 
ให้ความคิดอกุศล รั่วรดจิตใจจนเปียกปอนแล้ว 

แต่ถ้าวินาทีแรก
ที่เกิดวูบความคิดร้ายๆ
แล้วระลึกได้ทันว่านั่นแย่ 

นั่นเป็นสะเก็ดความคิดที่ไม่ควรเก็บไว้ 
นั่นเป็นเชื้อร้ายที่ดูดายจะลุกลามเป็นมะเร็งในจิต 
ก็ถือว่าคุณไม่ยินดีไปกับมัน

ถ้าหากคุณไม่ยินดี กับทั้งไม่ทรมานใจ 
ทำใจไม่รู้ไม่ชี้เสียได้กับอกุศลธรรมในภายใน 
อย่างนี้ยิ่งความคิดเลวๆเกิดขึ้นบ่อยเท่าไหร่ 
ก็กลายเป็นว่าคุณได้ทำบุญมากขึ้นเท่านั้น 

เพราะสติที่เกิดขึ้นทันๆกับความคิดเลวๆ 
ไม่ปล่อยให้ความคิดเลวๆยืดเยื้อนั่นแหละ 
คือมโนกรรมอันประเสริฐ 
ผลของกรรมอันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับบาปย่อมมีผลสูงเสมอ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• การกลัวความคิดไม่ดี
เป็นสัญญาณแรกของคนดี

การมีสติ
รู้ว่าความคิดไม่ดี 
มาเองไปเอง ไม่ใช่ตัวเรา
เป็นสัญญาณแรกของคนพ้นทุกข์

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

สรุปชัดๆอีกที 
เกณฑ์วัดว่ายินดีในความคิดที่เลว 
คือการทอดหุ่ย 
ปล่อยให้ความคิดเลวๆดำเนินเรื่อยเกินกว่า ๕ วินาทีขึ้นไป 

ส่วนเกณฑ์วัดว่าไม่ยินดีในความคิดที่เลว 
คือฝึกที่จะมีสติรู้ทันในวินาทีแรก 
และไม่ปล่อยให้ความคิดเลวๆดำเนินต่อไป 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ไม่ปล่อยให้ลุกลามเป็นการพูด
และการกระทำที่สนองตอบความคิดนั้นๆได้

ขอให้สังเกตว่า
เมื่อยังไม่ศึกษาเรื่องกรรมวิบาก 
ไม่เป็นผู้ศรัทธาศีล 
ส่วนใหญ่เกิดความคิดแย่ๆ
ก็ปล่อยแช่กันอย่างนั้น 
ในหัวของคนส่วนใหญ่จึงหมักหมมอยู่ด้วยเรื่องแย่ๆ 

ผลใกล้ที่เห็นชัด
คือคนส่วนใหญ่มีจิตที่มัวหมอง ไม่เป็นสุข 
หรือกระทั่งหดหู่อยู่ตลอด 
แม้ว่าจะมีฐานะหน้าตาดีๆก็ตาม

ทดลองโดยสวดมนต์ไหว้พระ
จนเกิดความรู้สึกอบอุ่นและเป็นสุข 
จำเอาไว้ว่านั่นคือตัวอย่างกุศลจิต 
ถ้าคิดไม่ดีแล้วปล่อยแช่เกิน ๕ วินาที 
คุณจะรู้สึกถึงความเสื่อมลง 
มืดมัวลงอย่างรวดเร็ว 
แต่หากคิดไม่ดีแล้วเกิดสติเท่าทัน 
ไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ 
ก็จะพบว่าความสุขความสว่างอบอุ่
อันเป็นภายในไม่เหือดหายไปไหน

ดีเหมือนกันครับ 
ทำความรู้จักกับธรรมชาติของกุศลจิต
และอกุศลจิตบ่อยๆ 
คุณจะยิ่งศรัทธาว่ากรรมวิบากเป็นของจริง 
และจริงอย่างเป็นเหตุเป็นผลอยู่ต่อหน้าต่อตา 
จริงอย่างเป็นเหตุเป็นผลอยู่ทุกขณะจิตแท้ๆ

_______________
 
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
อันเวลาและวารี.........มิได้มีจะคอยใคร
เครื่องบินและรถไฟ....ก็ย่อมไปตามเวลา
โอ้เอ้และอืดอาด.......มักจะพลาดปรารถนา
พลาดแล้วจะโศกา....อนิจจา!.. เราช้าไป..
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
• บุญแท้ ไม่ใช่การไปใส่บาตรที่วัดแล้วพอ
ไม่ใช่คิดสร้างพระไตรปิฎกแล้วปลอดภัย

บุญใกล้ตัว ที่พอจะทำให้ปลอดภัยจริง
คือบุญอันเกิดจากการทำตัว 'ให้ร้ายน้อยลง'
และประพฤติตนให้ดี หนีความชั่วทุกวัน

• ทำบุญมาก ช่วยให้ผ่านเคราะห์ร้ายง่าย
แต่ไม่ทำบาปเลย จะไม่เจอเคราะห์ร้ายเลย

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• ทำทาน โดยไม่รักษาศีล
ต่อไปมักเป็นคนรวยที่ใจร้าย

ทำทานรักษาศีล แต่ไม่เจริญสติ
ต่อไปอาจเป็นคนดี
ที่หาทางออกจากทุกข์ไม่เจอ

_______________

การทำบุญนั้นมีถึง ๓ ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

๑) บุญอันเกิดจากการสละให้
เพ่งเอาการกำจัดความตระหนี่ และความพยาบาท
ซึ่งเป็นด่านกักกันไม่ให้ความสุขภายนอกเข้า และไม่ให้ทุกข์ภายในออก

ถ้าเห็นให้ได้จริงๆว่าโทษของความตระหนี่คือความหวงผิดๆ
และโทษของพยาบาทคือความดิ้นรนเสียแรงเปล่า
ให้กับการก่อเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ

เราจะยินดีให้ทรัพย์ส่วนเกิน ให้แรง 
ให้กำลังสติปัญญา เท่าที่จะเห็นใครควรช่วย

ไม่ใช่เพ่งเล็งแต่เฉพาะการทำบุญถวายสังฆทาน
หรือใส่เงินเข้าซองผ้าป่าซองกฐิ
นอกจากนั้นจะเต็มใจให้อภัย 
ไม่ใช่เพื่อสร้างภาพเป็นพ่อพระแม่พระ
แต่เพื่อกำจัดเชื้อสายผู้ก่อการร้ายออกจากจิตวิญญาณตนเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

๒) บุญอันเกิดจากการรักษาศีล

เพ่งเอาการกำจัดความสกปรกและต้นเหตุความเดือดร้อนในชีวิต
หากไม่ฆ่าสัตว์ 
ไม่ลักทรัพย์ 
ไม่ผิดลูกเมียใคร 
ไม่โกหก 
และไม่กินเหล้าเมายาอี
ก็เท่ากับไม่หลงลอยไปตามกระแสบา
ที่วิบากเก่าส่งเหยื่อมาล่อ

การปฏิเสธเรื่องยั่วให้ผิดศีลธรรมนั้น
คือการถอนตัวขึ้นจากหล่มวิบากชั่วทีละน้อย
แล้วพัฒนาขึ้นสู่ที่สูง ที่สะอาด ที่สว่าง ที่สงบ

วิบากชั่วเดิมๆก็ถอยกำลังลง
วิบากดีเป็นของเดิมและเป็นของใหม่ก็ได้ช่องให้ผล
อาจค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย 
หรืออาจพรวดพราดทันตา
ขึ้นอยู่กับปัจจัยบวกในอดีตและปัจจุบันเข้มข้นเพียงใด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

๓) บุญอันเกิดจากการเจริญสติปัญญาเห็นตามจริง

เล็งเข้ามาที่ใจเป็นหลัก 
ใจเห็นไหมว่าความคิดมาก
ความหมกมุ่นคาราคาซังกับปัญหา
ความน้อยใจชะตาชีวิต
ความมีใจใส่กับเรื่องของคนอื่นเกินจำเป็น ฯลฯ
ล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุทุกข์

หากหางานใหม่ที่ไม่เป็นโทษให้กับใจ
สนุกกับการรู้ 
สนุกกับการดูความไม่เที่ยงของใจในอารมณ์ต่างๆ
ก็จะปล่อยวางกันที่สิ่งเกาะใจทั้งหลายอันเป็นต้นเหตุทุกข์
เมื่อใจไม่มีต้นเหตุทุกข์
ก็ย่อมเบาสบาย ไม่เป็นทุกข์เป็นธรรมดา

เมื่อทำความเข้าใจว่าบุญมี ๓ ประเภทใหญ่ๆอย่างนี้
ก็คงพอตอบคำถามที่ว่าทำไมบางคนทำบุญมากถึงยังเป็นทุกข์
คำตอบคือเขายังขาดความเข้าใจที่ครบถ้วน
หรือยังทำบุญไม่ครบวงจร

หากทำบุญครบวงจรตามหลักของพุทธศาสนาแล้ว
จะไม่มีเงื่อนไขไหน สถานการณ์เลวร้ายอันใด
รบกวนจิตใจให้เป็นทุกข์ได้เลย
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนผิวขาว พวกอื่นผิวดำ จึงเกิดความรู้สึกว่าตนงามสง่ากว่า สูงส่งกว่า แล้วเหยียดผิว

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนศึกษามาก พวกอื่นศึกษาน้อย จึงเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นประโยชน์กว่า ทำอะไรได้มากกว่า แล้วดูถูกสติปัญญา

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนทำบุญมาก พวกอื่นทำบุญน้อย จึงเกิดความรู้สึกว่าตนเป็นคนดีกว่า มีความเลิศเลอกว่า แล้วเกิดการหมิ่นราศีบุญ

เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อว่า พวกตนเป็นมนุษย์ พวกอื่นเป็นสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก คิดอ่านไม่ได้ พัฒนาไม่เป็น พูดจาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพไม่ถูก จึงเกิดความรู้สึกว่าตนมีภาวะยิ่งใหญ่ มีอำนาจเหนือเหล่าสัตว์ แล้วเกิดการครองโลก มีสิทธิ์จะทำอะไรสัตว์ก็ได้

แต่ถ้าเห็นด้วยตาทิพย์ว่า พวกตนเป็นมนุษย์ ยังมีพวกอื่นที่เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ต้องทนทุกข์ทรมานสาหัสสากรรจ์อยู่ในอีกมิติหนึ่งที่ต่ำกว่า หาความสุขแบบมนุษย์มิได้ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนโชคดีแล้ว ที่ไม่ได้เป็นอย่างนั้น

และถ้าเห็นด้วยตาทิพย์ว่า พวกตนเป็นมนุษย์ ยังมีพวกอื่นที่เป็นเทวดา เป็นพรหม เสวยสุขแสนสำราญอันเป็นทิพย์อยู่ในอีกมิติหนึ่งที่สูงกว่า เหนือรสสุขหยาบๆเยี่ยงมนุษย์ ก็จะเกิดความรู้สึกว่าตนด้อยวาสนา ที่หาความเป็นเช่นนั้นไม่ได้

ต่อเมื่อเห็นด้วยปัญญาอันเป็นพุทธว่า จะเป็นสัตว์นรก เดรัจฉาน เปรต มนุษย์ หรือเทวดา หยาบก็ดี ประณีตก็ดี ได้ดีก็ตาม ตกยากก็ตาม ล้วนเป็นไปตามแรงซัดของกรรม แต่ละรูปนามถูกกรรมเหวี่ยงไปพบกับสิ่งที่คู่ควรกับวิธีคิด วิธีพูด วิธีทำ ก็จะเกิดความสลดสังเวช และตระหนักว่า แม้การดูถูก เหยียดหยาม หมิ่นแคลนกัน ล้วนเป็นอกุศลธรรมที่ฉุดให้ร่วงหล่นลงสู่ภาวะต่ำชั้น เกิดในตระกูลต่ำ ผิวหยาบ ร่างเตี้ย หน้าตาตลก ไร้ความน่ายกย่องนับถือ หรือหากบาปอกุศลหนักกว่านั้น ก็ร่วงหล่นลงต่ำกว่าความเป็นมนุษย์ไปเลย จึงมิใช่สิ่งที่ควรให้ติดอยู่ในใจ ควรหาทางเอาออกจากใจ ไม่ใช่ย่ามใจดูถูกผู้อื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่ทั้งชาติกันเล
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz
• กุศลแรงที่สุดที่ช่วยรักษาชีวิตคู่ไว้ 
คือกุศลทางใจ
อันเกิดจากการคิดเกื้อกูลกัน
ไม่ยอมตามความคิดประทุษร้ายกัน 
ตั้งใจจริงและลงมือทำ 

• สัญชาตญาณเอาชนะกันของสิ่งมีชีวิต 
นำไปสู่การจบเกมชีวิตคู่ 
นิสัยใคร่เกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์ 
นำไปสู่ความยั่งยืนระหว่างคู่รั

• รักจริงแค่ไหน 
ดูจากรอยยิ้มพิศวาสอย่างเดียวไม่ได้ 
ต้องดูจากจำนวนรอยยิ้มอภัยไปด้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• คนเราไม่ได้รักกันมากน้อย
เพราะเป็นคนเก่าหรือคนใหม่
แต่เพราะเจอกันแล้ว
รู้สึกเหมือนพบน้ำเย็นหรือไอร้อน...มากกว่ากัน

• สายตาที่มองอย่างพร้อมจะทำความเข้าใจ
ให้ความรู้สึกอบอุ่น..น่าอยู่ใกล้ 
สายตาที่มองอย่างพร้อมจะจับผิดหาเรื่อง
ให้ความรู้สึกกดดัน...น่าออกห่า

เพียงเท่านี้
ก็ควรแก่การนำไปใช้ทำนายแล้วว่า
ใครสมควรจะมีชีวิตคู่ยืนยาวได้แค่ไหน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• สิ่งที่ทำให้คู่รักดำรงอยู่ด้วยกันได้ 
คือบุญที่ทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้สึกกลมกลืน กลมเกลียวกัน 
เป็นหนึ่งเดียวกัน
หรือใกล้เคียงความเป็นหนึ่งเดียวกันมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได

บุญในที่นี้
คือ การคิด การพูด การทำ
ในสิ่งที่จะทำให้ความรู้สึกมีความดึงดูดต่อกัน
ไม่ใช่การใส่บาตรหรือถวายสังฆทา
เพราะสิ่งนี้จะสร้างอารมณ์หวานขึ้นมาได้ชั่ววูบใหญ่ๆ

แต่ความรู้สึกที่เป็นรากแก้วหยั่งลึกลงไปอยู่ด้วยกัน
ต้องอาศัยความคิด คำพูด 
และการกระทำที่ดีต่อกัน
ในทางที่มีความนุ่มนวล
ในทางที่เป็นมิตร 

โดยทั้งคู่ต้องปรับตัวเข้าหากัน
ปรับคลื่นความคิด ปรับคำพูด 
และปรับการกระทำให้กลมกลืน กลมเกลียว 
และหยั่งรากอยู่ด้วยกัน 

นั่นคือความหมายของคู่รักที่แท้
ซึ่งไม่ได้มีอยู่อย่างถาวร
มันมีการดำรงอยู่แค่อายุของบุญ
อันเกิดจากการปรับได้แล้ว
ของความคิด คำพูด และการกระทำเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า 
ทุกสิ่งทุกอย่าง
มีรากมาจากความคิด คำพูด และการกระทำ
zzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzzz

ผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
สิ่งที่จะช่วยให้คุณได้ทำบุญทุกวันไม่ใช่เงิน แต่เป็นใจ เพียงมีใจ ก็อาจให้ทางบนถนน อดทนเมื่อถูกปาด อาจให้อภัยไม่ถือสากับการกระทบกระทั่งบนรถเมล์ ออกจากบ้านด้วยความรู้สึกเหมือนออกไปฝึกใจ ขับไล่ความมืดด้วยแสงสว่างจากบทฝึกนานัปการระหว่างวัน เพื่อกลับเข้าบ้านด้วยความรู้สึกเหมือนได้ไปทำบุญใหญ่โดยไม่ต้องรอวันพระ

หากมีเงิน แต่ไม่มีใจ แม้กองบุญใหญ่อยู่ตรงหน้าก็ไม่คิดทำอยู่ดี 

พระพุทธเจ้าตรัสว่าใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน กรรมทั้งหลายสำเร็จได้ด้วยใจ เมื่อมีใจคิดให้ อย่างไรก็ทำบุญได้ตลอด และเมื่อทำบุญอยู่ตลอด วันตีตั๋วย้ายบ้านจึงสบายใจ รู้สึกตัวว่ามีเหลือเฟือพอจ่ายค่าบ้านใหม่ อยู่สบาย โล่งโถง ปลอดโปร่งได้เท่าใจตนเอง
ผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผผ
ลองทำดูนะ .. ว่าได้ผลหรือไม่ ..
แค่ไม่ยึดติด ชีวิต ก็ ปล่อยวาง 
ความสุขก็เดินทางมาถึง ....

............................................................................................................................
วันนี้ กำลัง แบก อะไร อยู่ บ้าง ?
สิ่ง เหล่า นั้น วาง ลง บ้าง ได้ หรือ ไม่ ?
ถ้า วาง ลง ไม่ได้ ?
เรา แบก สิ่ง เหล่า นั้น ไป เพื่อ อะไร ?
..........................................................................................................................
ดีชั่ว มิได้เกิดขึ้นมาเองแต่อาศัยการทำบ่อยก็ชินไปเอง
เมื่อชินแล้วก็กลายเป็นนิสัย...

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

............................................................................................................................
 
 
เด็กร้องไห้พร้อมด้วยกำมือแน่น เป็นสัญลักษณ์ว่าเขาเกิดมาเพื่อจะหน่วงเหนี่ยวยึดถือ แต่เมื่อจะหลับตาลาโลกนั้น ทุกคนแบมือออก เหมือนจะเตือนให้ผู้อยู่เบื้องหลังสำนึกและเป็นพยานว่า เขามิได้เอาอะไรไปด้วยเลย
 ...............................................................................................................................
  
• การรู้ตัวว่ายังมีชีวิต
ไม่ใช่เรื่องน่าดีใจ
ความภูมิใจในการมีชีวิตต่างหาก..ที่ใช่ 

• อยู่อย่างไร้ค่า
เพราะไม่หาเรื่องน่าภูมิใจให้ตัวเองทำ 

• ราคาค่าตัว เกิดจากอุปาทานของคนอื่น
คุณค่าของตัวเอง เกิดจากกรรมดีที่สั่งสม

• แม้คุณจะยังไม่พบหลักฐานว่าชีวิตมีค่า
แต่ศรัทธาในคุณค่าของชีวิต
จะทำให้คุณมีแก่ใจใช้ชีวิตอย่างดี
จนกระทั่งกลายเป็นชีวิตดีๆ
ควรค่าแก่การเกิดมา 

• ผู้คนจะลืมว่าคุณผิวสวย หรือสิวเขรอะ 
แต่จะจำว่าคุณทำให้โลกใบนี้งามขึ้น หรือน่าเกลียดลง
......................................................................................................................
• สิ่งที่จะช่วยให้คุณรู้สึกเข้มแข็งขึ้น
คือความสามารถในการผ่านทุกข์ 
ไม่ใช่ความสามารถในการเสวยสุข

• ความสามารถที่จะเห็นทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง
คือความสามารถจะเป็นสุขได้
ในท่ามกลางกองทุกข์ อันใหญ่หลวง

• อย่าหวังจะไม่เจอทุกข์ 
แต่จงหวังการมีสติเข้มแข็งนานพอ จะเห็นทุกข์หายไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• จิตที่เข้าใจวิธีเจริญสติ
ย่อมพ้นทุกข์ ด้วยความสว่างสดใสทางปัญญา
บางคนบอกว่าให้ทาน รักษาศีลมามาก ทำไมยังทุกข์อยู่

: นั่นก็เพราะ
ยังยึดมั่นกายและความรู้สึกนึกคิด อย่างเหนียวแน่น
ไม่เคยสังเกต
ไม่เคยทำให้สติเจริญขึ้นมารู้เลยว่า
กายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน 

ก็เป็นธรรมดา
ที่ย่อมไม่อาจรู้ว่าความพ้นทุกข์ด้วยปัญญา 
อันเกิดจากการเจริญสติ เป็นอย่างไรกัน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• แค่เราไม่เป็นทุกข์ในสถานการณ์ 
ที่น่าจะเป็นทุกข์ให้คนใกล้ตัวได้เห็นบ่อยๆ
ก็เปล่งประกายให้เชื่อได้แล้วว่า
เราอยู่กับของจริงที่น่าเลื่อมใส


 
...............................................................................................................................................................
 
นิวรณ์ แปลว่า เครื่องกั้น ใช้หมายถึง ธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้น หรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดี ไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิตใจ นิวรณ์ มี 5 อย่างคือ 
1. กามฉันท์ ความพอใจติดใจอยู่ในสิ่งที่ชอบใจ คือติดความสุขในกาม 
2. พยาบาท ความคิดร้ายผู้อื่น คือมีความโกรธอาฆาตอยู่ 
3. ถีนมิทธะ ความหดหู่ ท้อแท้ และเคลิบเคลิ้ม เศร้าซึม 
4. อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน อึดอัด กลัดกลุ้ม วิตกกังวล และรำคาญใจ 
5. วิจิกิจฉา ความลังเลใจ ตัดสินใจไม่ได้ ความสงสัยกังวล
 ...............................................................................................................................................................
• เริ่มคิดไม่ดียังไม่ผิด
ไม่หาเรื่องดีมาคิดแทน นั่นแหละถึงเริ่มผิด

• คิดดี แล้วชีวิตทั้งหมดจะดีเอง

• คิดดี ก่อนจะเลือกคำพูดให้ดี
พูดดี แล้วทำตรงกับที่พูดเอาไว้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• เมื่อคิดจะดีกับคนอื่นก่อน คุณเริ่มดีแล้ว 
เมื่อคาดคั้นจะให้คนอื่นดีกับคุณก่อน คุณพร้อมจะร้ายแล้ว

• ตอนคิดดี ใจคุณจะสว่าง 
มโนภาพภายในจะงดงาม
หน้าตาจะดูใสสะอาดขึ้น
และถ้าตั้งใจดีเป็นประจำ
กระทั่งใจสะอาดใสเป็นปกติ
ก็คู่ควรจะเป็นคนสวยหล่อต่อไป

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตคือความคิด 
เพราะความคิดอาจพังโลก ได้ก่อนโลกพัง 
และพาเราเข้าถึงความมืดได้ก่อนความมืดจะมาถึง

• คุณต้องพูด
และทำอะไรที่เข้าท่า
มากมายหลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ
แต่เพื่อความล้มเหลวในชีวิต
แค่คิดไม่เข้าท่าวันเดียวก็พอแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• พูดผิดแก้ง่าย คิดผิดแก้ยาก



_______________
• เมื่อเกิดความขัดแย้งทางความคิด 
ถ้าคุณไม่คิดหาคำพูดดีๆ
แนวโน้มคือคำพูดแย่ๆ
จะชิงหลุดจากปากออกมาก่อน 

• ห้ามคำพูดของตัวเอง
ก่อนหลุดปากนั้นง่ายยิ่ง
แต่ถอนความเจ็บใจของคนอื่น
หลังฟังคำบาดหูของเรานั้นแสนยาก

• ถ้าปากยังพ่นไฟ ใจก็ไม่มีทางเย็น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• ใจตรงกัน เริ่มคุยก็เหมือนเข้าใจหมด
ใจต่างกัน พูดหมดก็เหมือนยังไม่เริ่มคุย

• ถ้าไม่เคยพูดอะไร ให้คนที่คุณรักเสียใจ
แปลว่าคุณไม่เคยพูดกับเขา หรือเธอเลยสักวัน 
แต่ถ้าพูดอะไร ให้คนที่คุณรักเสียใจได้ทุกวัน 
แปลว่าคุณไม่เคยรับฟัง คำพูดของเขาหรือเธอเลยสักคำ

• แก้กรรมสร้างครอบครัวที่อบอุ่น 
แค่เอาความหุนหันพลันแล่นในการพูด
ออกไปจากทุกคนในบ้าน
ก็แก้กรรมเก่า ได้เกือบทุกรูปแบบแล้วครับ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• เรื่องพูดกันไม่เข้าใจนี้
เกิดขึ้นทั้งกับเพื่อนสนิท คนรัก 
ตลอดจนใครต่อใครในสังคมแวดล้อมเรา 

: ชีวิตส่งแบบฝึกหัด
มาให้เราฝึกพูดและฝึกฟังทุกวัน 

: ปัญหาคือเราไม่มองว่าเหล่านั้นเป็นแบบฝึกหัด 
แต่เป็นแบบทดสอบความสามารถ
ในการเอาสิ่งที่ใจต้องการมาให้ได้ 
และปัญหานี้แหละครับ
เป็นหนึ่งในเหตุที่ทำให้คนเราแตกหักกัน 

• การอยากได้อะไร
ตามความต้องการของตนเองทันที 
มักเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่ถูกต้องในการพูดจากัน 

: โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
เมื่อแต่ละฝ่ายอธิบายไม่เก่ง 
ได้แต่พูดสั้นๆตีความง่ายๆว่า 
'ฉันจะเอาอย่างนี้ แกห้ามทำอย่างนั้น' 

: ยิ่งอารมณ์เข้มขึ้นเท่าไร 
สุ้มเสียงและสรรพนาม
ก็ยิ่งข้นขึ้นเป็นเงาตามตัว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

• มองแล้ว ' วจีกรรมนั่นเอง '
เป็นเสาหลักของการอยู่ร่วมกันให้รอด 

: เรื่องอื่นๆยังนับว่ารองลงมา 
คือถ้าคุยกันเข้าใจได้ 
ทุกเรื่องก็เหมือนเครื่องจูนจิตให้ค่อยๆสนิทลงรอยเดียวกัน 
แต่ถ้าคุยกันไม่เข้าใจ 
ทุกเรื่องก็เหมือนเครื่องแยกจิตเป็นคนละสี

: และทางเดียว
ที่จะคุยกันเข้าใจได้จริง 
ก็ต้องเริ่มจากการ 'ฟังเป็น เย็นพอ' จะรับรู้ว่า
แต่ละฝ่ายอยากจะพูดอะไร เพื่ออะไร 

: พอฟังเสียงจากหัวของตัวเองครึ่งหนึ่ง 
ฟังเสียงจากปากของอีกฝ่ายครึ่ง 
ก็รวมกันเป็นคำว่า ‘พบกันครึ่งทาง’ ในที่สุดครับ



______________
 ...............................................................................................................................................................
เวลาคุณโกรธ....
ความโกรธของคุณเหมือนคมมีดที่กรีดลงบนกระจก หรือ คมมีดที่กรีดลงบนผิวน้ำ
 ...............................................................................................................................................................
 
 
• คนส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาเรื่องการเปล่งเสียง 
แต่มักมีปัญหา 'เรื่องการพูดให้เข้าหูคน' 

• ห้ามคำพูดของตัวเอง
ก่อนหลุดปากนั้นง่ายยิ่ง
แต่ถอนความเจ็บใจของคนอื่น
หลังฟังคำบาดหูของเรานั้นแสนยาก

• ทำตัวเป็นคนละพวกกับเหล่าพาล
ที่ชอบนินทาส่อเสียด
แล้วคุณจะค่อยๆ เป็นคนละพวก
กับกิเลสของตัวเองไปด้วย

• คนที่พูดได้อัปลักษณ์กว่าใบหน้า
นานไปจะทำให้คุณนึกถึง..ใบหน้าอัปลักษณ์กว่าตัวจริง
ส่วนคนที่พูดได้สง่างาม
นานไปจะทำให้คุณนึกถึง..ใบหน้าที่สง่างามเกินใคร
...............................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................
• คนเลวที่สุดในโลก
ไม่ใช่คนที่คุณพบว่าเขาทำเรื่องเลวกว่าใคร 
แต่เป็นคนที่คุณพบว่าเขา
ทำให้ใจคุณมืดดำ ด้วยความเกลียดมากกว่าคนอื่น

• คนน่ารังเกียจอาจอยู่ข้างบ้าน
ในที่ทำงาน หรือแหล่งท่องเที่ยว
ถ้าคุณหาทางเป็นอิสระจากความเกลียดไม่ได้
โลกทั้งใบก็ไม่ต่างจากคุก

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• อย่าเกลียดใคร
เพราะคำอธิบายจากปากของเขา
จะเบากว่าคำด่าในหัวของเรา

• ความเกลียดเป็นทุกข์ 
ยิ่งเกลียดคนอื่นมากขึ้นเท่าไร 
ใจคุณยิ่งเกลียดสภาพของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• ที่สุดของการล้างแค้น
คือการรบกับความมืดในใจต่อ 

ทั้งก่อนและหลังการแก้แค้น
สิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจเรามากที่สุด
คือความเกลียด 

ความมืดดำ อันเกิดจากความเกลียด
จะทำให้คุณพร้อมสร้างศัตรูใหม่ขึ้นมาได้ตลอดเวลา

ถ้าไม่ใช่คน 
ก็เป็นอารมณ์ร้ายของตัวเอง
อารมณ์ร้ายจะตามรบกวนคุณไม่ให้เป็นสุข
สู้ยาก ไล่ยาก

วิธีแก้แค้นที่ดีที่สุด
จึงไม่ใช่ทำให้ใครตาย
แต่เป็นการทำให้ความเกลียดจางหายไปจากใจเราเอง 

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• เป็นไปไม่ได้ ที่จะอภัยศัตรู
ขณะถือความเกลียดเป็นมิตร
แต่เป็นไปได้ ที่จะอภัยมิตร
ขณะถือความเกลียดเป็นศัตรู

• ความเกลียด เป็นเหมือนจุดด่างพร้อยในชีวิต
ลบไม่ได้ ก็คล้ายชีวิตสะอาดขึ้นไม่ได้
...............................................................................................................................................................
• ต่อให้เป็นศัตรูตัวฉกาจ
ก็ไม่มีทางทำร้ายคุณได้บ่อยๆ 
มีแต่ความคิดในหัวตัวเองเท่านั้น
ที่ทำร้ายคุณได้ทุกนาที

• วิธีกำจัดความคิดร้ายๆ 
ไม่มีอะไรดีไปกว่า
ตามรู้จนยอมรับได้จริงๆว่ามันมาเอง
คุณไม่ได้เชิญ และมันไม่ใช่คุณ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• ตอนที่พยายามเปลี่ยนความคิด
แล้วมันไม่ยอมเปลี่ยน
ตามที่เราต้องการนี่แหละครับ 

เป็นโอกาสทอง
ที่เราจะเห็นความจริงอันเป็นหนึ่ง
ในแก่นความรู้ทางพุทธศาสนา 

นั่นคือ 
ความคิดไม่ใช่ของเรา 
ความคิด 'ไม่ใช่' สิ่งที่บังคับบัญชาได้ตามปรารถนา 
ความคิดเป็นเพียง 'สิ่งแปลกปลอม' จรมารบกวนจิตใจชั่วคราว 

หรือสรุปย่นย่อคือ
'ความคิดเป็นอนัตตา
ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวเรา
ไม่มีเราในความคิด'

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• การกลัวความคิดไม่ดี
เป็นสัญญาณแรกของคนดี

การมีสติ
รู้ว่าความคิดไม่ดี 
มาเองไปเอง ไม่ใช่ตัวเรา
เป็นสัญญาณแรก ของคนพ้นทุกข์
...............................................................................................................................................................
• เริ่มคิดไม่ดี ยังไม่ผิด
ไม่หาเรื่องดีมาคิดแทน
นั่นแหละ ถึงเริ่มผิด

• เมื่อคิดจะดีกับคนอื่นก่อน คุณเริ่มดีแล้ว 
เมื่อคาดคั้นจะให้คนอื่นดีกับคุณก่อน คุณพร้อมจะร้ายแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• ตอนคิดดี ใจคุณจะสว่าง มโนภาพภายในจะงดงาม
หน้าตาจะดูใสสะอาดขึ้น
และถ้าตั้งใจดีเป็นประจำ
กระทั่งใจสะอาดใสเป็นปกติ
ก็คู่ควรจะเป็นคนสวยหล่อต่อไป

• เมื่อใจงาม
คุณจะรู้สึกถึงความงาม
แม้ในสิ่งเลวร้าย
แต่หากใจร้าย
คุณจะเห็นแค่แง่ร้ายแม้ในสิ่งดีงาม

• ถ้ามองโลกในแง่ร้าย... 
คุณอาจเพิ่มความร้ายให้กับโลก
ด้วยความคิดร้ายๆของตัวเอง

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• ถ้าคิดอย่างมีเหตุผล
แม้แต่คนโง่ก็มีแนวโน้มจะฉลาดขึ้น
แต่ถ้าใช้อารมณ์นำหน้า
แม้แต่คนฉลาดก็มีแนวโน้มจะโง่ลง

• พูดผิดแก้ง่าย คิดผิดแก้ยาก

 
...............................................................................................................................................................
• กลัวและอาย ที่จะทำบาป 7 ที 
เท่ากับทำดีไปแล้ว 7 หน

• การล้มเลิกความตั้งใจดีๆ
ทำให้คุณอ่อนแอลง
ส่วนการล้มเลิกความตั้งใจเลวๆ
ทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

• คนดีไม่ใช่คนที่พยายามทำดี 
แต่เป็นคนที่เต็มใจทำดี

: อะไรก็แล้วแต่
ที่เราอยากทำด้วยความเต็มใจ
บ่งบอกว่าเราเป็นคนอย่างนั้นจริง

: ฝืนใจดี เต็มใจเลว 
เป็นอาการทางใจของคนทุศีล
เต็มใจดี ฝืนใจเลว 
เป็นอาการทางใจของคนมีศีล

.. .. .. .. .. .. .. .. .. .. 

: เส้นทางของคนดี
ต้องเดินกันยาวๆ 
ถึงจะรู้ว่า
ถ้าเอาจริง ดีจริง ทนทาน
นานไปจะสบายขึ้นเรื่อยๆ

บุญที่ทบๆมา 
จะช่วยให้เป็นคนดีได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ
และยิ่งถ้าดีได้ถูกทางสวรรค์นิพพาน 
ก็เจอทั้งสวรรค์และนิพพานกันตั้งแต่อยู่บนดิน
ไม่ต้องแตกตายกายดับไปเสียก่อน

สวรรค์และนิพพานทั้งเป็นนั่นแหละครับ 
ที่จะทำให้คุณเลิกมองย้อนไปข้างหลัง 
หรือกระทั่งตั้งความหวังไปข้างหน้า 

เพราะเส้นทางสว่าง
ย่อมยังใจให้สว่าง
ความเสียใจ..จะมีที่ยืนอย่างไรได้
...............................................................................................................................................................


 
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997