ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท17/04/2018
ผู้เข้าชม577599
แสดงหน้า812998
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
April 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
     
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***

อ่าน 10571
‎***...The Lord Buddha...***.....





 
..................................................................................................................................



...........................................................................................................................................................



การปฏิบัติ 9x9 ดูแลสุขภาพก่อนลุกจากที่นอน ปฏิบัติการ 9 ข้อ 9 นาที (起床前九个“一分钟”) 

เคยพบเห็นอุบัติการณ์ บ่อย ๆ ของคนสูงอายุ ที่ตื่นมากลางดึก เข้าห้องน้ำ แล้วอยู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติอยู่ใน ห้องน้ำ ต้องรีบนำส่ง โรงพยาบาล บางคนลุก ขึ้นจากที่นอนอย่างรวด เร็ว เมื่อได้ยินเสียง นาฬิกาปลุกหรือตกใจ หรือไม่ทันตั้งตัว ก็มีอาการอัมพฤกษ์ อัมพาต บางทีเรียกช่วง เวลานี้ว่าเป็น “เวลาแห่งภูตผีปีศาจ' (魔鬼时间 ) 
ช่วงเวลานอนหลับ สมองใหญ่ของคนเรา อยู่ระหว่างผ่อนคลาย การไหลเวียนของเลือด
ทั้งร่างกายน้อย ปริมาณเลือดก็น้อย (เนื่องจากตอนหลับ 6 – 8 ชั่วโมง ไม่ได้มีการ รับประทานอาหารและ น้ำเข้าสู่ร่างกาย มีแต่ การเสียน้ำ เสียเหงื่อ รวมทั้งกรองเป็น ปัสสาวะ) ถ้าร่างกาย เปลี่ยนสภาพจาก นอนหลับเป็นตื่นทันที จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูงขึ้นทันที ความต้องการเลือด ของสมองและหัวใจ มีมากขึ้น แต่ระบบ ประสาทอัตโนมัติของ คนสูงอายุจะปรับตัวไม่ดี เหมือนตอนหนุ่มสาว (โดยเฉพาะถ้ามีโรค หัวใจ ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดสูง หรือร่างกายมีโรคเรื้อรัง
อยู่แล้ว)จึงเกิดอุบัติเหตุ เช่น เวียนศีรษะ เป็นลม หกล้ม จนกระทั่ง การเกิดภาวะเส้นเลือด สมองตีบแตก หรือหัวใจขาดเลือด ได้ง่าย เทคนิคปฏิบัติ 
9 ข้อ 9 นาที จะเป็นการเตรียมตัว ก่อนลุกจากที่นอน โดยเฉพาะคนสูงอายุ 

1. ใช้นิ้วมือหวีผม 1 นาที (手指梳头一分钟) จากหน้าผากถึง ท้ายทอย เพื่อกระตุ้น การไหลเวียนเลือด บริเวณสมอง ป้องกันโรคหลอดเลือด ในสมอง และทำให้ผม ดกเงางาม 

2. นวดหูเบาๆ 1 นาที (轻揉耳轮一分钟) นวดขอบหูเบา ๆ ซ้าย ขวาทั้งสองข้างจาก ขอบหูบนสู่ขอบหูล่าง จนเกิดความรู้สึกร้อนผ่าว แล้วนวดในแอ่งหู ทุกแอ่ง รวมทั้งใช้นิ้ว แหย่เข้าในรูหูและ กระตุ้นเบาๆเนื่องจากใบ 
หูมีจุดสะท้อนร่างกาย ทั่วร่างกาย การกระตุ้น ใบหูจึงเป็นการกระตุ้น การไหลเวียนของเลือด
ทั้งร่างกาย 

3. เคลื่อนไหวดวงตา 1 
นาที(转动眼睛一分钟) ปิดเปลือกตา แล้วกลอกตาตามเข็ม นาฬิกาและทวนเข็ม นาฬิกาสลับกัน เพิ่มกำลังกล้ามเนื้อตา และกระตุ้นการทำงาน ของตับ

4. ขบฟันเบาๆ และเคลื่อนไหวม้วนลิ้น 1 นาที (轻叩牙齿和卷舌) เพื่อกระตุ้นเลือดพลัง กระตุ้นฟัน กระตุ้นไต และเพิ่มการเคลื่อนไหว
ของลิ้น ซึ่งเหมือนการ เคลื่อนไหวเลือดพลัง ทั่วร่างกาย 

5. เคลื่อนไหวแขนขา 1
นาที(透过伸屈运动)โดยการยืดแขนเข้า ออก กระตุ้นการไหล เวียนเลือดทั่วร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือด
กลับเข้าสู่หัวใจ และส่งไปเลี้ยงสมอง 

6. นวดบริเวณสะดือ ขึ้นลงเบาๆ 1 นาที (轻摩肚脐一分钟 ) แนวด้านบนสะดือมีจุด ฝังเข็มที่เกี่ยวข้องกับ การเพิ่มพลังหยวนซี่ ของร่างกาย เป็นจุด เกี่ยวข้องกับอวัยวะ ภายในด้วย ทำให้เสริม กระตุ้นให้พลังร่างกาย หมุนเวียนดีขึ้น 

7. ขมิบก้น ดึงขึ้นแล้วผ่อนคลาย 1 
นาที(收腹提肛一分钟 ป้องกันริดสีดวง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ 

8. นวดฝ่าเท้า 1 นาที (蹬摩脚心一分钟) นอนหงาย ยกขาทำท่าถีบจักรยาน ขึ้นบน ลงล่างสลับกัน ใช้ฝ่าเท้า 2 ข้างถูกัน จนกระทั่งมีความรู้สึก ร้อนที่ฝ่าเท้า เป็นการ กระตุ้นทั่วร่างกาย กระตุ้นความอยาก อาหารและกระตุ้นสมอง 

9. พลิกตัวซ้ายขวา 1 นาที (左右翻身一分钟 ) เพื่อเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อส่วนเอว และไขสันหลัง เป็นการปรับพลังไต และประสาทอัตโนมัติ ไตถือเป็นรากฐานชีวิต แกนกลางร่างกายเป็น เส้นลมปราณควบคุม พลังหยินหยางของ ร่างกายทั้งหมด 

ปฏิบัติ 9 ข้อ 9 นาที นอกจากจะเป็นการ ปฏิบัติเพื่อเตรียม ร่างกายหรือปรับตัว ก่อนลุกจากที่นอน ( 起床前九个“一分钟”) เหมาะสำหรับการดูแล สุขภาพของคนที่ต้อง นอนป่วยอยู่บนเตียง คนสูงอายุ ยังสามารถ นำมาประยุกต์ใช้กับ ท่านั่ง ท่ายืน หรือ ขณะทำงานได้ โดยเลือกท่าตามความ เหมาะสม ถือเป็นการ ดูแลที่ง่ายและสะดวก ปัญหาอยู่ที่ว่าจะลงมือ ทำหรือเปล่าเท่านั้นเอง



 


 
ผักชีฝรั่งมีสารต้านมะเร็งทรวงอกหญิงได้ 


วารสารวิชาการ 'งานวิจัยมะเร็งเพื่อการป้องกัน' ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ผักชีฝรั่ง ซึ่งมักใช้ในการตกแต่งอาหารถูกวิจัยพบว่า มีสารประกอบชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับผักผลไม้ ถั่ว และพืชอื่นๆ มีสรรพคุณ สามารถหยุดยั้งเซลล์มะเร็งเต้านมบางชนิดที่เติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นได้ ศาสตราจารย์วิชาขบวนการงอกใหม่ของเซลล์มะเร็ง วิทยาลัยสัตวแพทย์ในอเมริกาได้ทดลองเอาหนูที่ถูกทำให้ เป็นมะเร็งเต้านมบางชนิด ให้ถูกโดนกับสารอพิเจนิน สารประกอบสามัญที่มีอยู่ในผักชีฝรั่ง และพืชผลอย่างอื่น ปรากฏว่าหนูตัวที่โดนสารเหล่านั้น เมื่อเทียบกับตัวอื่นที่ไม่ได้สารนั้น จะไม่ค่อยเกิดเนื้อร้าย และกว่าจะเป็นก็ช้ากว่าเพื่อนตัวอื่น นักวิจัยได้พบว่าสารอพิเจนินมีฤทธิ์ขัดขวางไม่ให้เกิดเส้นเลือดออกไปเลี้ยงมะเร็ง และช่วยลดปริมาณเนื้อร้ายที่เติบโตของมะเร็งภายในเต้าน
สารอพิเจนินมีอยู่ในผักชีฝรั่งและเชอละรี่ อันเป็นผักแถบทวีปยุโรปมากที่สุด นอกจากนั้นยังมีในแอปเปิ้ล ส้ม ถั่วและพืชผักอื่นๆ แต่มันยังถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ไม่ค่อยดีนัก นักวิจัยจึงไม่ค่อยแน่ใจว่ามันจะถูกย่อยได้ง่าย และมากน้อยสักเท่าใด

ในผักชีฝรั่ง มีคุณค่าทางอาหาร คือ ซึ่งประกอบด้วย เส้นใย แคลเซียม เหล็ก โพแทสเซียม ไอโอดีน, วิตามินเอ, วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ไนอาซิน มีสารคลอโรฟิลล์สูง, และมีน้ำมันหอมระเหย อย่างเช่น เอพิออล (apiol)1, เบอแกบทีน (bergaptein) ไมรีสทิซิน (myristicin) ฟูราโนคิวมารีน (furanocumarin) ฟลาโนวอยด์ (flavonoids) และยังมีกรดโฟลิก และเมือก หรือมูซิเลจ (mucilage) ที่รากของผักชีฝรั่ง

- ใบและใบอ่อนของผักชีฝรั่ง ใช้นำมาเป็นยา ช่วยแก้อาการท้องอืด ช่วยดับกลิ่นปากได้ดีอีกด้วย เพราะว่าในผักชีฝรั่งมีสารชนิดหนึ่ง ชื่อว่า สารคลอโรฟิลล์ ยังมีสารที่ต้านมะเร็งทำให้ สารก่อมะเร็งในยาสูบบุหรี่ไม่ออกฤทธิ์ได้นั้นเอง

- ลำต้นผักชีฝรั่ง โดยการนำลำต้นผักชีฝรั่ง มาตำผสมกับน้ำมันงา แล้วนำไปหมกไฟให้สุกแล้วนำมาประคบ ช่วยแก้ปวดเมื่อยได้ดีอีกด้วย หรือเราอาจจะนำลำต้นผักชีฝรั่ง มาต้มกับน้ำใช้ดื่มแก้ไข้มาลาเรียได้ ใช้เป็นยาถ่าย หรือว่าจะนำลำต้น มาตำแล้วใช้พอกช่วยแก้พิษงูช่วยฆ่าเชื้อโรค ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยทำให้เล็บเส้นผม และผิวหนังแข็งแรงขึ้นด้วย ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ของเรา ทำงานเป็นปกติ และช่วยลดความดันโลหิตได้อีกด้วย

- ผักชีฝรั่งช่วยให้แม่ที่กำลังให้นมลูกกิน จึงควรให้รับประทานผักชีฝรั่ง เพื่อช่วยให้สามารถทดแทนธาตุเหล็กที่สูญเสียไปได้นั้นเอง
- ผักชีฝรั่งสามารถนำมาทำเป็นน้ำชาดื่ม โดยนำมาดื่มวันละ 2-3 ถ้วย จะช่วยรักษาสมดุลของอารมณ์เราได้เป็นอย่างดี หรืออาจจะนำเอาน้ำที่ได้จากผักชีฝรั่ง แล้วนำมาทาผิวหนังเพื่อรักษาอาการผื่นคันได้ดีอีกด้วย

- เมล็ดผักชีฝรั่ง โดยการนำมาใช้ทำ Gripe water สำหรับช่วยขับลมในกระเพาะได้ดี

ข้อควรระวัง เกี่ยวกับผักชีฝรั่ง
สรรพคุณของผักชีฝรั่ง พบว่า ชาวอียิปต์ จะนิยมนำมาใช้ เมื่อเรามีอาการปวดท้อง หรือมีปัญหาที่เกี่ยวกับกระเพาะปัสสาวะ แต่มีคำแนะนำว่า สำหรับสุภาพสตรีไม่ควรนำมาใช้ในขณะมีที่ตั้งครรภ์อยู่

http://www.krotron.com/healthy/healthy_tip.php?healthy_tip=151
 
..................................................................................................................................


 
น้ำเย็น กับปัญหาสุขภาพ (2)
บทความโดย : หมอนัท ดิอโรคยา

ไต ของเราคือเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ที่ช่วยกรองของเสียจากเลือดของเรา ดึงเอาสิ่งสกปรกของเสียในเลือด ขับออกทางปัสสาวะได้อย่างไม่มีวันหยุด ปรับปรุงเลือด ที่มีแต่ของเสีย แล้วส่งต่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย อีกทั้งยังเป็นอวัยวะที่ช่วยขับดันเลือด ให้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง แต่อวัยวะที่ทำงานให้กับเรา 24 ชั่วโมงแบบนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีการบ่นใดๆ วันใดที่ไต อ่อนแอ ก็จะเริ่มส่งสัญญาณเตือนกับเรา เช่น

1. ปัสสาวะบ่อย อั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่ ดื่มน้ำเข้าไปแล้วเข้าห้องน้ำบ่อยครั้ง กลางคืนต้องลุกขึ้นปัสสาวะหลายเที่ยว
2. มีอาการปวดเอว ปวดหลังอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ
3. ปวดเมื่อยตามข้อและร่างกายง่าย เช่น ตามข้อต่อ เข่า ต้นคอ
4. น้ำในเลือดเหลือน้อย จนทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบตันได้ง่าย

เมื่อมองในรูปของธรรมชาติบำบัด ด้วยเหตุของไตอ่อนแอนั้นจึงทำร่างกายของเรา(ธาตุดิน)อุ้มน้ำไว้ได้น้อยลง ร่างกาย(ธาตุดิน)จึงแข็งตึงปวดได้ง่าย หากจะแก้ไขก็ต้องเริ่มต้นที่การบำรุง ดูแลรักษาไตให้ดี มิเช่นนั้นไตก็จะเสื่อมไปตามวัย แต่ในปัจจุบันนั้นอาการน้ำในเลือดน้อยมิได้เกิดจากวัยที่ชราขึ้นเพียงอย่างเดียว โดยมากเกิดจากการ ทานอาหารผิดประเภท จนทำให้เกิดโรคร้ายแรงทางเลือดและหลอดเลือดขึ้นได้

สัปดาห์ที่ผ่านมาได้พบเจอคนไข้พี่น้องที่ทำให้ผมเศร้าใจ เพราะความประมาทในเรื่องอาหารการกิน ทั้งสองท่านเดินเข้ามาพบหมอด้วยหน้าตายิ้มแย้ม แต่มีหนึ่งคนในนั้นซึ่งเป็นพี่สาว ที่ต้องใช้รถเข็น เข็นเข้ามาพบหมอเพราะร่างกายซีกซ้ายเริ่มจะอ่อนแรงลง ขาซ้ายยังพอมีแรงขยับบ้างแต่เดินยังไม่ได้ มือและแขนซ้ายไม่มีแรงเลย เธอเอาแขนขวาหยิบแขนซ้ายโชว์ให้ดู ผมจับดูกล้ามเนื้อแขนซ้ายเธอ ซึ่งก็เริ่มจะหายไปจนกลายเป็นเนื้อเหลวๆนิ่มๆ อ่านจากในสอบประวัติคนไข้ของพี่น้องทั้งสองคนก็มีพฤติกรรมที่ไม่ต่างกันคือ ทานแต่เนื้อสัตว์ ไม่ทานผักตั้งแต่เด็กๆ ที่สำคัญคือดื่มน้ำเย็น เป็นประจำตั้งแต่เด็ก ต้องน้ำเย็นเจี๊ยบจากตู้เย็น น้ำไม่เย็นทานไม่เป็น เพิ่งจะเริ่มหันมาทานอาหารสุขภาพ ก็เมื่อพี่สาวมีอาการอ่อนแรงครึ่งซีกซ้าย แต่ก็ยังคงมีพฤติกรรมทานน้ำเย็นอยู่เนืองนิจ

ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้นร่างกายส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย มีแสงไฟแว๊บๆเวลากระพริบตา การพูดเริ่มติดขัด สุดท้ายมีอาการวูบกระทันหันต้องส่งเข้าโรงพยาบาล เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกครั้งซีกซ้ายก็ขยับไม่ได้เสียแล้ว หมอบอกว่านี่คืออาการเส้นเลือดตีบที่สมอง ในวัยเพียง 40 ปีเท่านั้น แล้วจะโทษใครเสียได้ นอกจากตัวของเราเองที่มีพฤติกรรมทำร้ายสุขภาพโดยเฉพาะการทานน้ำเย็นสม่ำเสมอ

การทานน้ำเย็นเจี๊ยบ เป็นประจำบั่นทอนสุขภาพของเราได้อย่างไร ?
ร่างกายของมนุษย์เราประกอบขึ้นจากธรรมชาติคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และ ธาตุไฟ
เมื่อกำลังของธาตุใดไม่สมดุลเช่น มีกำลังของธาตุมากเกินไป(กำเริบ) , น้อยเกินไป(หย่อน) หรือไม่ทำงาน(พิการ) จะทำให้เกิดโรคและอาการต่างๆ ในบทความนี้ขอพูดถึงธาตุไฟของร่างกายซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ชนิด
1 ปริณามัคคี คือ ไฟ ช่วยย่อยอาหาร
2 สันตัปปัคคี คือ ไฟ ช่วยอบอุ่นกาย
3 ปริทัยหัคคี คือ ไฟเผา ให้ร้อนระส่ำระสาย
4 ชิรณัคคี คือ ไฟ เผา ให้แก่ชรา เหี่ยวแห้ง ทรุดโทรม

สมดุลของธาตุไฟทั้งสี่ จะมีกำลังมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ อายุ, ถิ่นที่อยู่อาศัย, ลักษณะอารมณ์, ลักษณะอาหารที่ทาน, เช่น
• เมื่ออายุยังน้อยปริณามัคคี(ไฟช่วยย่อยอาหาร) จะมีกำลังมาก กระบวนการเผาผลาญอาหารทำได้ดี โอกาสเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ มีได้น้อยกว่าผู้สูงอายุซึ่งมีกำลังของธาตุไฟนี้อ่อนลง
• การทานน้ำเย็น หรือ ทานน้ำมากเกินไปในช่วงเวลาย่อยอาหาร จะทำให้ปริณามัคคี(ไฟช่วยย่อยอาหาร) อ่อนกำลังลงเกิดอาการอาหารไม่ย่อย มีลมในลำไส้มาก
• ผู้ที่อาศัยอยู่ในถิ่นที่อยู่ต่างกันก็จะมีสมดุลของธาตุทั้งสี่ต่างกันออกไป หากอาศัยในเขตหนาวเย็น สมดุลของสันตัปปัคคี(ธาตุไฟช่วยอบอุ่นกาย)จะมีกำลังมาก สามารถทนทานต่อความเย็นได้ดีกว่าผู้ที่อยู่ในเขตร้อน
• ผู้ที่มีอารมณ์ร้อน เคร่งเครียด จริงจังสม่ำเสมอ จะมีกำลังของปริทัยหัคคี(ไฟเผา ให้ร้อนระส่ำระสาย)มาก เกิดความร้อนผิวกายได้เร็ว อาบน้ำหรือพัดวีก็พอจะทุเลาได้บ้าง
• ชิรณัคคี(ธาตุไฟเผาทำให้แก่ชรา ทรุดโทรม)มีกำลังมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น และธาตุไฟนี้จะมีกำลังมากขึ้นหากเราทานเนื้อสัตว์เป็นประจำ เห็นได้จากผู้ที่ทานมังสวิรัติโดยมากจะมีผิวพรรณผ่องใสอ่อนกว่าวัย

ประเทศไทยเป็นเขตร้อน หลายท่านจึงเลือกดื่มน้ำเย็นกว่าอุณหภูมิในถิ่นที่อยู่เป็นประจำ จึงทำให้“สันตัปปัคคี(ธาตุไฟช่วยอบอุ่นกาย)” มีกำลังเพิ่มขึ้นอย่างผิดสมดุล
- หากใครทานน้ำเย็นบ่อยเกินไป ธาตุไฟอบอุ่นกาย(สันตัปปัคคี) จะมีกำลังมากขึ้นจนผิดสมดุล ทำให้ “ธาตุน้ำ” ในร่างกายถูกลดปริมาณลง (ธาตุไฟมีกำลังมากธาตุน้ำจะลดลง)
- น้ำที่ถูกขับออกมาจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะและทางเหงื่อมากเกินไป ทำให้เลือดข้นหนืด
- ธาตุดินที่ขาดน้ำจะมีลักษณะแห้งแข็ง สังเกตได้จากภายนอกคือ ผู้ที่ทานน้ำเย็นเป็นประจำ จะมีริมฝีปากแห้ง ผิวแห้ง แต่ผิวหน้ามันง่าย มีอาการปวดตึงตามข้อต่อและตามกล้ามเนื้อบ่อยๆ เมื่อโดนนวดก็จะร้องโอดโอยกัน เจ็บทั้งผู้ถูกนวดและผู้นวดเพราะตัวแข็งตึงไปหมด

เจ้าเลือดข้นหนืดนี่ล่ะครับ ที่ทำให้กระเพาะปัสสาวะ ไตของเราต้องทำงานหนักเกินไป และทำให้หลอดเลือดของเราเริ่มแข็งกระด้าง ไม่ยืดหยุ่น มีของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือด จนเกิดการพอกพูนกลายเป็น โรคหลอดเลือดตีบ ก็เพราะพฤติกรรมทำลายสุขภาพต่างๆ โดยเฉพาะน้ำเย็นที่ทานเข้าไปเป็นประจำ เธอฟังแล้วหดหู่ใจ ตนเองแท้ๆที่ทำให้ร่างกายตกอยู่ในสภาพกึ่งคนพิการ น้องสาวของเธอที่เข้ามาด้วยกัน สมทบอีกว่า มิน่าล่ะ โรคนี้เป็นทั้งบ้าน ที่บ้านเราชอบกินน้ำเย็นกันทุกคน คุณแม่ของเรา นอนเป็นอัมพฤกษ์อยู่ที่บ้านเช่นกัน เหลือตัวดิฉัน กับพี่ชายอีกคนที่ต้องดูแล ไม่น่าเลยจริงๆ

หลังจากคนไข้ทั้งสองท่าน ผมก็เจอคนไข้ที่มีพฤติกรรมคล้ายกันรวมถึงทานน้ำเย็นมากเกินไป จนป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบอีกสองท่าน ภายในวันเดียวกัน เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย
หากใครที่ยังทานน้ำเย็น นมเย็น กาแฟเย็น น้ำอัดลม น้ำหวาน ชาเย็น น้ำผลไม้แช่เย็น อยู่เป็นกิจวัตร ผมต้องขอเตือนแรงๆว่า ให้รีบไปทำประกันโรคหลอดเลือดไว้ได้เลยเพราะมีโอกาสได้ใช้สูง วันละแก้วสองแก้วพอชื่นใจอย่าให้มากกว่านั้นเลยนะครับ

ผู้ใดเป็นเส้นเลือดในสมองตีบแล้วอย่าเพิ่งท้อแท้ ยังมีวิธีแก้ไขทางธรรมชาติบำบัด

1. ปรับปรุงหลอดเลือดที่แข็งตึงให้กลับมายืดหยุ่นได้ดี ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระธรรมชาติ ทานน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ ร่วมกับ กระเทียม หรือ ขมิ้นชัน 1 แคปซูล ก่อนอาหาร เช้าและเย็น 20 นาที

2. ปรับเลือดที่ข้นหนืดให้หายข้นหนืดด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด ทานน้ำเปล่าให้ได้ 8-10 แก้วต่อวัน เพื่อเติมน้ำกลับเข้าเลือด ทานยาน้ำตรีผลาหรือจตุผลาธิกะปรับธาตุน้ำให้เลือดของเราสามารถอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ช่วงแรกต้องอดทนกับการปัสสาวะบ่อยเสียหน่อย

3. ทำให้เลือดไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำในท่าที่สามารถทำได้ หรือใช้การนวดเท้า นวดตัว กายภาพ อบสมุนไพร ฝังเข็ม ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ

4. งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาด

5. งดเนื้อสัตว์ใหญ่ เนื้อวัว หมู ของทอด ของหวานจัด เพราะทำให้ร่างกายเกิดอนุมูลอิสระปริมาณมาก จนหลอดเลือดแข็งตีบตันได้ง่าย

เมื่อหลอดเลือดของเรากลับมายืดหยุ่นได้ดี มีน้ำในเลือดพอสมควรไม่เป็นภาระหนักของไต ไตก็จะกลับมาจัดการกับของเสียที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดได้ เลือดที่มีคุณภาพดีจะกลับเข้าซ่อมแซมเซลล์สมองหากสมองส่วนนั้นยังไม่ฝ่อจนใช้การไม่ได้ เราก็ยังมีโอกาสหายจากโรคเส้นเลือดตีบที่สมองได้ ที่สำคัญคือไม่ควรกลับไปใช้วิถีชีวิตที่ทำร้ายสุขภาพอีก

…...........................

โรคอันตราย ที่มักเกิดกับสาว ๆ มากกว่าผู้ชาย



1. โรคปลอกประสาทอักเสบ หรือ โรคเอ็มเอส

โรคปลอกประสาทอักเสบ หรือโรคมัลติเพิล สเคอโรซิส (Multiple sclerosis : MS) เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง เกิดขึ้นกับคนกว่า 2.1 ล้านคนทั่วโลก แต่ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่โรคร้ายนี้มักจะเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 2 ใน 3 เท่าเลยทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งยังระบุอีกด้วยว่า โรค MS เป็นโรคในหมู่โรคที่เกิดจากภูมิต้านทานผิดปกติ แต่ด้วยความที่ไม่สามารถระบุแอนติเจน หรือสารที่กระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างจำเพาะเจาะจงได้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอีกหลายคนจึงไม่กล้าฟันธงนักว่า โรค MS จะเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากภูมิต้านทานผิดปกติจริง ๆ

อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วโรค MS จะออกอาการที่สังเกตเห็นได้ในระหว่างอายุ 20-40 ปี เริ่มจากอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดภาวะอัมพฤกษ์ อัมพาต และสูญเสียการมองเห็น เป็นต้น ทั้งนี้ในปัจจุบันก็ยังไม่มีวิธีรักษาโรคนี้ให้หายขาด ทำได้แค่เพียงรักษาตามอาการเท่านั้นเองค่ะ



2. โรคลูปัส (SLE)

โรคลูปัส หรือโรค SLE หรือที่รู้จักกันในนามโรคพุ่มพวง เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ภูมิคุ้มกันที่บกพร่องเหล่านี้จะเข้าไปโจมตีเนื้อเยื่อในร่างกาย ทำห้เกิดภาวะอักเสบตามข้อต่อ และอวัยวะต่าง ๆ ก่อให้เกิดความเหนื่อยล้า ข้อต่อบวม อักเสบ มือ เท้าบวมแดง ซึ่งแพทย์ก็วิจัยแล้วว่า โรคนี้มักเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 9-10 เท่า และส่วนใหญ่มักจะเกิดกับผู้หญิงในวัย 20-45 ปี

และถึงแม้แพทย์จะยังหาสาเหตุที่แน่ชัดของโรค SLE ไม่ได้ แต่ผลการวิจัยก็แสดงแนวโน้มว่า สาเหตุของโรคอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมนเพศหญิง การตั้งครรภ์ รังสียูวี หรือสารเคมีบางชนิดที่เอื้อให้เกิดโรค SLE ในผู้หญิงก็ได้

อ่อนเพลียเรื้อรัง

 

3. โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง

มีผลการวิจัยจากสถาบันหนึ่งระบุว่า เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคอ่อนเพลียเรื้อรังมากกว่าเพศชายถึง 4 เท่า ลักษณะอาการของโรคก็จะเกิดอาการอ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ นอนไม่ค่อยหลับ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว ระบบขับถ่ายปรวนแปร ซึ่งแพทย์ก็สันนิษฐานว่า สาเหตุที่ผู้หญิงมีแนวโน้จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายอาจจะเกิดจากฮอร์โมนบางตัวที่อยู่ในร่างกายเพศหญิงนั่นเองจ้า

 


4. โรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า จากผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย 2 เท่า ซึ่งอธิบายในเชิงชีววิทยาได้ว่า เพศหญิงเป็นเพศที่มีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนมากกว่าเพศชาย ทั้งในช่วงที่มีประจำเดือน ระยะตั้งครรภ์ หรือแม้แต่ช่วงหลังคลอดแล้วก็ตาม ฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และส่งผลต่ออารมณ์ของพวกเธอค่อนข้างมาก

ทั้งนี้นักจิตวิทยายังบอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่า โดยปกติเพศหญิงเป็นเพศที่คิดมาก ค่อนข้างเก็บรายละเอียดมากกว่าเพศชาย ลักษณะนิสัยแบบนี้จึงกระตุ้นให้เกิดความเครียดได้ง่ายขึ้น นำพาไปสู่ภาวะซึมเศร้าในที่สุดค่ะ

 

5. โรคที่เกี่ยวข้องกับช่องท้อ

สังเกตไหมคะว่า ผู้หญิงเราจะเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องเสียได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงที่เป็นประจำเดือน ซึ่งก็สอดคล้องกับการวิจัยของสถาบันวิจัยโรคสุขภาพช่องท้อง ที่เผยว่า ผู้หญิงมักเป็นโรคเกี่ยวกับช่องท้องมากกว่าผู้ชายมากถึง 60-70%

สาเหตุก็เกิดจากปริมาณโปรตีนในร่างกายที่ไม่สมดุล ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของเพศหญิงเอง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในระหว่างที่เป็นประจำเดือน หรือในช่วงที่ตั้งครรภ์ด้วย

ปวดท้อง



6. โรคลำไส้แปรปรวน

นอกจากอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และท้องเสียแล้ว ผู้หญิงก็มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ อาหารไม่ย่อย หรือเป็นโรคกระเพาะเรื้อรัง ซึ่งผลการสำรวจจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งก็เผยว่า ในแต่ละปีมีผู้ป่วยโรคลำไส้แปรปรวนเข้ารับการรักษาราว 3.5 ล้านคน และ 65% ของผู้ป่วยก็มักจะเป็นเพศหญิง

แต่ทั้งนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังไม่สามารถระบุแน่ชัดได้ถึงสาเหตุที่โรคนี้เกิดกับผู้หญิงมากกว่าเพศชาย เพียงแต่สันนิษฐานอย่างตรงกันว่า อาจเกี่ยวข้องกับสภาวะความเครียด และฮอร์โมนที่ทำให้ผู้หญิงขาดความสม่ำเสมอในการรับประทานอาหารก็เป็นได้



7. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ในสหรัฐอเมริกา มีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์กว่า 1.9 ล้านคนต่อปี และที่น่าสังเกต คือ ผู้ป่วยโรคนี้มักจะเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งกรมอนามัย และสวัสดิการด้านสุขภาพของผู้หญิง ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็อธิบายข้อสังเกตนี้ไว้ว่า เยื่อบุช่องคลอดของเพศหญิงบอบบาง และมีความอ่อนไหวกว่าผิวหนังองคชาตของเพศชาย ทำให้มีโอกาสรับเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อโรคจากการมีเพศสัมพันธ์มากกว่าผู้ชายนั่นเอง

แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังนับว่าโชคดี ที่ยังไม่มีรายงานว่า ผู้หญิงติดเชื้อแคลมีเดีย หรือได้รับเชื้อหนองในจากผู้ชายมาก่อน และหากเพศหญิงมีปัญหาด้านโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็มีแนวโน้มจะปรึกษาแพทย์ และเข้ารับการรักษามากกว่าเพศชายด้วยค่ะ

และนี่ก็เป็นปัญหาด้านสุขภาพ ที่สาว ๆ ควรระวังเอาไว้ให้ดี เพราะในร่างกายของเรามีปัจจัยสนับสนุนให้เกิดโรคเหล่านี้ได้มากกว่าหนุ่ม ๆ เขาเนอะ ดังนั้นสาว ๆ ต้องหมั่นดูแลสุขภาพ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วย

¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —¸¸¸.•*´¯`❀¸¸¸.•*❀ —
ด้วยรักและห่วงใย
ขอบคุณเพื่อนๆ ที่ร่วมกันแบ่งปันข้อมูลสุขภาพดีๆ
ให้กับผู้คนทีละคน...ทีละคน... ไปด้วยกันค่ะ

 
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

7 ผัก ผลไม้ ป้องกันโรคกระดูก 



 
เราคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานเนื้อสัตว์ ถือเป็นแหล่งสารอาหารสำคัญ ทั้งโปรตีน ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่

และถ้าพูดเกลือแร่แล้ว คงนึกถึงแหล่งของสารอาหารชนิดนี้อย่าง นม ถั่วเมล็ดแห้ง เต้าหู้ถั่วเหลือง นมถั่วเหลือง หรือแม้แต่ปลาที่กินได้ทั้งกระดูก

แต่ตอนนี้ คนที่ไม่นิยมทานเนื้อคงคลายความกังวลไปได้บ้าง เพราะมีผัก-ผลไม้บางชนิดที่ให้แคลเซียมสูงประกอบกับแร่ธาตุบางตัวที่ไปช่วยเสริมการทำงานของแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ร่างกายต้องการแคลเซียมมากขนาดไหน

จริง ๆ แล้วร่างกายคนเราต้องแคลเซียมวันละ 800 – 1200 มิลลิกรัม แม้ว่าเราได้แคลเซียมมากจนเพียงพอกับความต้องการ แต่แคลเซียมอย่างเดียวคงไม่เพียงพอต่อกระบวนการเสริมสร้างกระดูกนั้นต้องอาศัยปัจจัยหลาย ๆ อย่างประกอบกันด้วย เช่น ฟอสฟอรัสที่ช่วยส่งเสริมแคลเซียมในการสร้างความหนาแน่นให้กับกระดูก วิตามินดีจากแสงแดดอ่อน ๆ ที่จะช่วยในการดูดแคลเซียม วิตามินเอ มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับสร้างกระดูกและฟัน เป็นต้น

นอกจากนี้ยังต้องหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรงไม่ผุกร่อนได้ง่าย

ผักและผลไม้ ก็อุดมด้วยแคลเซียมด้วยเช่นกัน

มาดูกันว่ามีผักผลไม่ชนิดใด ที่เราสามารถเลือกทานเพื่อช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงกันบ้าง


1.กะหล่ำปลี – กะหล่ำปลีจีน นอกจากจะอุดมด้วยแคลเซียมแล้ว ยังมีฟอสฟอรัส วิตามินเอ ซี กรดโฟลิค เหล็ก เบต้าแคโรทีน และโพแทสเซียมอีกด้วย


2.กล้วย เป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง มีทั้งแคลเซียมและโพแทสเซียมที่ช่วยป้องกันการขาดแคลนแคลเซียมในร่างกายได้ นอกจากนี้ยังมีวิตามินครบทั้ง วิตามินบี 1 ป้องกันโรคเหน็บชา บี 2 ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายตามปกติ วิตามินซี ป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน และยังมีสารอาหารอื่น ๆ อีกมากมาย


3.บลอคโคลี อุดมด้วยแคลเซียม แมงกานีส โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม เหล็ก ซึ่งเป็นสารสำคัญในการสร้างกระดูกให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยวิตามินเข้มข้นอย่าง วิตามินเอ ซี และเค ซึ่งให้ผลในการต่อต้านโรคมะเร็ง และช่วยให้เอสโตรเจนส่วนเกินในร่างกายลดน้อยลงได้


4.ผลกีวี ผลไม้รสเปรี้ยวก็ยังอุดมด้วยแคลเซียมเช่นเดียวกัน และยังมีวิตามินซี ลูทีน และแคโรทีนอยด์ที่ทำให้ลดการเป็นโรคหัวใจลงด้วย


5.ผักคะน้า ผักอีก 1 ชนิดที่เป็นแหล่งแคลเซียมสูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกบางได้ ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ไม่น้อยกว่านม การทานคะน้าจะช่วยสร้างเสริมกระดูกให้แข็งแรง เพราะมีสาระสำคัญอย่าง ซันโฟราเฟน สารผลึกอินโดลส์ กรดธรรมชาติโฟลิก และกำมะถัน
6.ใบยอ ผักพื้นบ้านใกล้ตัวคนไทยที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกชั้นยอด เนื่องจากมีวิตามินเอในรูปเบต้าแคโรทีนสูงมาก นอกจากนี้ยังอุดมด้วยคุณาทางอาหารมากมายโดยเฉพาะมีแคลเซียมสูงถึง 469 มิลลิกรัม ต่อใบยอน้ำหนัก 100 กรัม การทานใบยอสุกเพียง 1 ถ้วย ก็ได้แคลเซียมเกือบครบตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันแล้ว


7.หอมหัวใหญ่ อุดมไปด้วยธาตุแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม กำมะถัน ซิลิเนียม เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ฟลาโวนอยด์ และเควอเซทิน ที่ช่วยยับยั้งความเสื่อมของกระดูก การทานหัวหอมใหญ่วันละ 1 กรัม ก็เพียงพอที่จะเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงได้แล้ว

อีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่รักการทานผักและผลไม้ และผู้ที่ไม่อยากทานแคลเซียมจากสารสังเคราะห์ นมถั่วเหลือง หรือปลาเล็กปลาน้อย ก็สามารถหันมาทานผักผลไม้แทนกันได้


ตรวจสุขภาพไม่สับสน เข้าวัยไหนต้องตรวจอะไรบ้าง 
เรื่องหนึ่งที่คนรักสุขภาพคิดว่าทำแล้วดีคือ “การตรวจสุขภาพประจำปี” ซึ่งมีทั้งดีและไม่ดีครับ ยิ่งถ้าไปตรวจกับที่ใหญ่ๆโตๆที่ตรวจเป็น “แพคเกจ” ละเอียดยิบทั้งวิตามิน,ฮอร์โมนและดูว่าแพ้อะไรบ้างเป็นสิบชนิด

อันนี้ไม่ได้จำเป็นเสมอไปครับ

มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการตรวจสุขภาพประจำปีอยู่มาก จากที่มีพี่นักข่าวมาถามรวมถึงแฟนรายการสุขภาพถามเข้ามา มีปัญหาที่ “เข้าใจผิด” บ่อยๆดังต่อไปนี้ครับ

- ต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลเสมอไป ข้อนี้ไม่จำเป็นเลยครับ เพราะปัจจุบันโรงพยาบาลเอกชนหรูๆก็ส่งแล็บข้างนอก ไม่ได้ตรวจเองเสมอไปครับ

- ตรวจยิ่งเยอะยิ่งดี ที่จริงแล้วยิ่งตรวจเยอะยิ่งเลอะหนักครับ เพราะสิ่งที่จำเป็นในการตรวจนั้นต้องดูเป็นรายคน ไม่ตรวจเป็นแพคเกจ

ที่สำคัญอีกข้อหนึ่งของการตรวจสุขภาพที่ดีที่สุดนั้นก็คือ “ท่านตรวจเองได้” ครับ ไม่จำเป็นต้องพึ่งคุณหมออย่างเดียว ซึ่งการตรวจสุขภาพหลายอย่างที่ท่านตรวจเองแล้วได้ละเอียดกว่าคุณหมอด้วยซ้ำ

ดังที่มีสิ่งง่ายๆที่ท่านควรตรวจเองสม่ำเสมอดังต่อไปนี้ครับ

- ความดันโลหิต วัดช่วงเช้าหลังตื่นนอนมาแล้วจดบันทึกไว้เทียบกัน

- ชีพจร ใช้อุปกรณ์แค่นาฬิกาข้อมือแล้วท่านจับชีพจรข้อมือตรวจด

- รอบพุง จะใช้สายวัดธรรมดาวัดให้ผ่านสะดือหรือใช้ยืนขึ้นก้มดูปลายเท้าก็ได้

- สังเกตขณะปัสสาวะ โดยเฉพาะสุภาพบุรุษที่ปัสสาวะนานไม่พุ่งให้นึกถึงต่อมลูกหมากโต

นี่เป็นเพียงแค่ “น้ำจิ้ม” ของการตรวจสุขภาพด้วยตัวเองเท่านั้น ที่จริงตามหลักอายุรวัฒน์ยังมีที่ทำได้เองอีกมาก วันหลังถ้าเนื้อที่กระดาษอำนวยจะเอามาขยายให้ฟังโดยพิสดารอีกครับ

แต่วันนี้จะขอพาท่านที่รักไปตรวจสุขภาพกัน “ตามวัย” เสียก่อน เพราะตอนนี้มีคำถามจากผู้ชมทางบ้านมาว่าแต่ละวัยต้องตรวจอะไรบ้าง และเด็กๆต้องเริ่มตรวจสุขภาพตั้งแต่อายุเท่าไร

มาดูกันได้ตามรายการต่อไปนี้เลยครับ

ตรวจตามวัย

อะไรบ้าง?

1) ตรวจสุขภาพทั่วไป เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 20 ปีครับ ที่ผมใช้อายุนี้เพราะดูจากการศึกษาวิจัยหลายที่ที่ชี้ว่าโรคภัยไข้เจ็บหลายโรคเริ่มที่วัยนี้ ซึ่งการตรวจที่เหมาะคือ ตรวจสุขภาพฟัน,ตรวจสายตา,ความดันเลือด,ตรวจไขมัน,ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ

2) ตรวจสุขภาพตา เริ่มได้ตั้งแต่ก่อนเข้าเรียนอนุบาลครับ หลายท่านยังไม่คุ้นนะครับ แต่ในสหรัฐอเมริกาจะมีนักทัศนมาตรศาสตร์คอยดูแลตรวจตาให้ตั้งแต่ตัวเล็กๆน้อยๆครับ

3) ตรวจสุขภาพฟันและช่องปาก ควรตรวจตั้งแต่เด็กเช่นกันครับ โดยเริ่มได้ตั้งแต่หนูน้อยมีฟันซี่แรกงอกขึ้นมาแล้วจากนั้นก็ควรหาเวลาไปอ้าปากให้คุณหมอฟันช่วยดูทุกๆ 6 เดือนเป็นอย่างน้อยครับ

4) แมมโมแกรมเต้านม คือการตรวจเอ็กซเรย์เต้านมนั่นเองครับ มีกรรมวิธีที่ค่อนข้างทรมานหน้าอกอยู่สักหน่อยด้วยการใช้เครื่องบีบเต้านม ล่าสุดยืนยันแล้วว่าไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีและควรเริ่มเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไปครับ

5) มะเร็งปากมดลูก การตรวจนี้ง่ายและไม่เจ็บครับ แต่สาวๆอาจเกรงเรื่องอายอยู่บ้าง เริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 21 ปีครับ สำหรับท่านที่อาย ตอนนี้มีชุดตรวจเองทำได้ที่บ้านแล้วส่งไปให้คุณหมอตรวจให้ครับ ไม่มีเขินกันแน่นอน

6) ตัดชิ้นเนื้อ การตัดชิ้นเนื้อควรทำเมื่อมีข้อบ่งชี้จริงๆครับ ไม่ใช่ว่ายังไม่ได้รักษาด้วยยาเลยแต่ขอตัดชิ้นเนื้อไปดูตั้งแต่ครั้งแรกยกเว้นว่าจะดู “ใช่” จริงๆ เพราะการตัดชิ้นเนื้อเป็นความเจ็บของคนไข้ครับและที่สำคัญคือถ้าตัดไม่ถูกจุดก็ “ตรวจไม่เจอ” ครับ

7) ตรวจต่อมลูกหมาก ควรตรวจเมื่อมีอายุเข้าเลข 4 ครับ คุณผู้ชายหลายๆท่านอาจไม่คุ้นเคยกับการตรวจนะครับเพราะการตรวจต่อมลูกหมากที่ดีคือตรวจทางทวารหนักโดยการเอานิ้วล้วงเข้าไป ส่วนในการตรวจเลือดนั้นก็มีประโยชน์อยู่แต่ก็มีการศึกษาว่าไม่ช่วยเสมอไป

8 ) ส่องกล้องตรวจ ทั้งบนและล่าง อย่างกระเพาะอาหารและลำไส้ใหญ่ ให้ตรวจเมื่อมีข้อบ่งชี้ครับ ซึ่งความจำเป็นนั้นก็คือมีประวัติมะเร็งในครอบครัว,มีติ่งเนื้อลำไส้ใหญ่(Colon polyps),มีอาการเสี่ยงและมีความเสี่ยงอื่นๆ แต่ไม่ใช่การตรวจที่ต้องทำประจำทุกปีครับ

9) ตรวจนิทรา ของใหม่ล่าสุดเลยครับสำหรับตรวจการ “หยุดหายใจขณะหลับ(Sleep Apnea)” ที่มักพบในท่านที่กรนหนัก การตรวจนี้จำเป็น
 

 

ป้องกันอัลไซเมอร์ด้วยท่ากระต่ายขาเดียว

การบริหารแบบยืน 'กระต่ายขาเดียว'

ลองทำดูนะ ไม่ยาก แต่เคล็ดลับอยู่ที่ 'ต้องหลับตา'

จะยืนท่าไหนก็ได้ ขอให้เป็นขาเดียว ลองขาซ้ายกับขาขวาคนละที จะรู้สึกไม่เหมือนกัน หากยืนได้ไม่ถึง 10 วินาที แสดงว่าประสาทควบคุมของคุณถดถอยไปถึงอายุ 60-70 ปีแล้ว

ฝึกบ่อย ๆ จะฟื้นฟูความสมดุล

ผู้รู้แนะว่า หากทำให้ได้วันละ 1 นาที จะมีประโยชน์ต่อการรักษาระดับความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด โรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง และจะห่างไกลจากโรคอัลไซเมอร์

เมื่อร่างกายเกิดการเจ็บป่วย ทางแพทย์จีนถือว่าอวัยวะในร่างกายมีสภาพการทำงานที่ไม่สัมพันธ์กัน ร่างกายจะเกิดสภาพไม่สมดุล ฉะนั้น การ'ยืนกระต่ายขาเดียว' จะทำการปรับปรุงไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์เหล่านั้น

ที่เท้ามีเส้นประสาทที่สำคัญวิ่งผ่านถึง 6 เส้น การยืนขาเดียว ทำให้เส้นประสาทที่อ่อนแอเกิดอาการปวดเมื่อย ถือเป็นการฝึกฝนไปในตัว และพลอยทำให้อวัยวะที่เกี่ยวเนื่องกับเส้นประสาทเหล่านั้นได้รับการปรับแต่ง

การยืนด้วยขาข้างเดียว ทำให้มีสมาธิ จะชักนำให้ลมปราณและโลหิตในร่างกายวิ่งลงสู่ฝ่าเท้า ทำให้เกิดผลดีต่อการรักษาโรคความดันโลหิตสุง โรคเบาหวาน และโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลัง และยังสามารถปรับปรุงอาการสมองฝ่อ ป้องกันโรคที่เกี่ยวกับสมองได้อีกด้วย ที่สำคัญจะเพิ่มพุนระบบอิมมูนของร่างกายอย่างรวดเร็ว ใครที่เป็นโรคเท้าเย็น ได้ผลทันตาเลย

ผู้รู้บอกอีกว่า คนอายุช่วงไหนก็ทำได้ หากทำตั้งแต่ยังหนุ่มสาวจะดียิ่งแต่คนอายุ 70 ขึ้นไป หรือคนแก่ที่ไม่สามารถแม้แต่จะยืนมั่นคงได้ด้วยสองขาของตัวเอง ก็อาจสายเกินไปซะแล้ว
 
กินป้องกันโรคตับ

 
คนป่วยเป็นโรคตับกันมากขึ้น สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่เรามักละเลย คือ การทานยาต่างๆ ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นตับพิการถึง 40% เพราะตับต้องย่อยสลายสารเคมี นี่คือ 5 อาหาร ที่จะช่วยลดทอนความเจ็บป่วยของตับ ช่วยชะล้างการสะสมโรคภัยในตับที่ ที่คุณต้องรู้

1.ซุปรวมเห็ดล้างไขมันในตับ : เห็ดช่วยล้างสารพิษ ลดไขมันที่สะสมอยู่ในตับและกระแสเลือด ต่อต้านการก่อตัวของมะเร็ง ลดอนุมูลอิสระ การเกิดซีสต์ ถุงน้ำ เนื้องอก ช่วยสลายเยื่อพังผืดในช่องท้อง อุ้งเชิงกราน มดลูก ทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณเม็ดเลือดขาว การกินเพื่อล้างพิษตับ ควรกินเห็ดตั้งแต่สามชนิดร่วมกัน โดยนำมาแช่น้ำให้นิ่ม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วต้มกับมะตูมแห้ง ใบเตย 
หรืออาจนำไปต้มกับสาหร่ายทะเล ทานแทนซุปร่วมกับอาหารในแต่ละมื้อ

2.ขมิ้นชันขับพิษสะสมในตับ ขมิ้นชันจะช่วยบำรุง ฟื้นฟู และล้างสารพิษออกจากตับได้ วิธีที่ง่ายที่สุด คือการกินในลักษณะแคปซูลบรรจุผงสกัด ในเวลาก่อนนอน ปริมาณ 5,000-8,000 มิลลิกรัมต่อวัน

3.เก๋ากี้ปกป้องตับยกระดับความแข็งแรง เก๋ากี้ มีเบต้าแคโรทีน กรดกำมะถัน เอมีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก วิตามินอี และวิตามินบี 2 ซึ่งมีส่วนในการเสริมภูมิต้านทานโรค เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว ลดน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันไขมันพอกตับ ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น วิธีการทานก็ง่ายแสนง่าย เพียงชงเก๋ากี๋แบบชาแล้วดื่มแทนน้ำทั้งวัน หรืออาจทำเป็นโจ๊ก หรือน้ำแกงได้ อย่างตุ๋นกระดูกซี่โครงหมู ต้มฟัก

4.กะหล่ำปลีต่อต้านมะเร็งในตับ กะหล่ำปลีช่วยเพิ่มสารกลูตาไทโอน ที่ล้างพิษจากควันไอเสียและยา ซึ่งทำให้ตับพิการได้ และยังมีสารอินโดลฟลาโวนอยด์ คาร์บินอล ซัลฟาราเฟน กลูโคซิโนเลต เบต้าแคโรทีน กรดโฟลิก ช่วยต้านการก่อตัวของมะเร็ง บำรุงไต ชะล้างสารพิษ ทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบจากแผลในสำไส้ บรรเทาอาการแน่นหน้าอก แก้ท้องผูก เจ็บคอ จุกเสียดแน่นท้อง นำมาผสมเป็นค็อกเทลสุขภาพโดยการคั้นสับปะรด แครอท กะหล่ำปลีเข้าด้วยกันบีบมะนาวเพิ่มลงไปแล้วดื่มทันที

5.มะขามป้อมแอนตี้ไวรัสตับ มะขามป้อมอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าแอปเปิ้ลถึง 160 เท่า และแม้จะถูกทำให้แห้งหรือแช่เย็นเป็นเวลานาน ๆ เท่าใด วิตามินซีก็จะยังคงอยู่ เพราะมะขามป้อมมีสารแทนนิน และโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันการออกซิไดซ์ของวิตามินซี ซึ่งมะขามป้อมจะช่วยรักษาอาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ป้องกันการเกิดพิษโลหะหนัก ต่อตับ และยับยั้งการเกิดมะเร็งตับได้ การทานมะขามป้อมนั้นก็ง่ายเช่นกัน โดยนำมาคั้นดื่มเหมือนน้ำผลไม้ทั่วไป

ผักและสมุนไพรที่ช่วยต้านเบาหวานได้


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าผักและสมุนไพรไทยหลากหลายชนิดที่มีสรรพคุณทาง ยาในการช่วยป้องกันและรักษาโรคต่างๆได้เป็นอย่างดีเยี่ยม รวมทั้งโรคเบาหวานด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมุนไพรที่มีส่วนประกอบของสารที่มีสรรพคุณช่วยเสริมการทำงานของสารอินซูลิน ซึ่งจะทำให้ร่างกายสามารถนำน้ำตาลที่อยู่ในกระแสเลือดนำไปใช้งานได้เร็วยิ่ง ขึ้น หรือจะเป็นสมุนไพรที่มีวิตามินซีและวิตามินอีในปริมาณสูง ซึ่งจะช่วยไม่ให้ตับอ่อนนั้นถูกทำลาย ทัังยังช่วยลดการเสื่อมสลายของเซลล์ที่สร้างอินซูลินและช่วยลดอัตราการ เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจากการเป็นโรคเบาหวานนั่นเอง

มาดูกันว่าผักและสมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยต้านเบาหวาน มีอะไรบ้าง

  
ข้าวซ้อมมือ และธัญพืช

เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี ข้าว ซ้อมมือและธัญพืชไม่ขัดสีต่างๆจะประกอบไปด้วยวิตามินอี แมกนีเซียม และที่สำคัญคือใยอาหาร ในปริมาณที่สูง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อการควบคุมระดับน้ำตาลและปริมาณอินซูลินใน กระเแสเลือด อีกทั้งใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ในธัญพืชไม่ขัดสีบางชนิด ซึ่งพบได้มากในข้าวบาร์เล่ย์และข้าวโอ๊ต มีสรรพคุณที่ดีเยี่ยมในการช่วยชะลอการย่อยและดูดซึมน้ำตาลกลูโคสในกระแส เลือด ส่งผลให้ระดับน้ำตาลไม่สูงมาก การรับประทานธัญพืชไม่ขัดสียังมีประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนหลักที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีความเสี่ยงที่จะเป็นได้ใน อัตราสูงมาก 

 
ถั่วเปลือกแข็ง

ถั่วเปลือกแข็ง ถั่ว เปลือกแข็งจะมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาล ได้ อีกทั้งยังช่วยในการทำให้ร่างกายสามารถตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้ดี ยิ่งขึ้น นอกจากนี้แล้วในถั่วเปลือกแข็งยังมีสารอาหาร ใยอาหาร และแมกนีเซียม ซึ่งมีประโยชน์ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่มีข้อพึงระวังในการรับประทานถั่วเปลือกแข็ง กล่าวคือ ให้ทานถั่วเปลือกแข็งแทนการทานเนื้อสัตว์ หรือแทนการทานพวกขนมขบเคี้ยวที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น พวกมันฝรั่ง หรือคุกกี้ เป็นต้น ทั้งนี้เพราะถั่วเปลือกแข็งมีไขมันและพลังงานที่ค่อนข้างสูงนั่นเอง โดยที่ไขมันที่ว่าเป็นประเภทไขมันดีชนิดเดียวกับที่มีในน้ำมันมะกอก ถ้าทานในปริมาณไม่มากก็ไม่เป็นอันตรายใดๆต่อร่างกาย 

  
กระเทียมและหัวหอม

กระเทียมและหัวหอม กระเทียมและหัวหอมมีสารที่มีคุณสมบัติที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในกระแส เลือด อีกทั้งยังมีสารที่ช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้ลดปัญหาอาการหลอดเลือดตีบ และคุณสมบัติที่สำคัญยิ่งคือช่วยลดระดับไขมันในกระแสเลือดด้วย 

 

ตำลึง

ตำลึง ในทุกๆส่วนของตำลึง ไม่ว่าจะเป็นราก ลำต้น ใบ และผล ล้วนสามารถที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี และมีสารเบต้าแคโรทีนซึ่งช่วยในการชะลอความแก่และต้านมะเร็ง ตำลึงจึงเป็นผักที่ต้องเป็นอาหารหลักเลยของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

 
สะตอ

สะตอ นับว่าเป็นอาหารยอดนิยมชนิดนึง และมีสรรพคุณที่สำคัญในการช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดและช่วยลดความดันได้ดีอีกด้วย 

 
ผักบุ้ง

ผักบุ้ง ผักบุ้งมีสรรพคุณทางยาที่เป็นที่รับรู้กันดีคือ ช่วยบำรุงสายตาเพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอ นอกจากนี้ผักบุ้งยังช่วยลดอาการร้อนในและอาการท้องผูกได้อย่างดีเยี่ยม และที่สำคัญในผักบุ้งมีสารคล้ายอินซูลินทำให้สามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลใน กระแสเลือดได้ จึงควรใช้ผักบุ้งทำเป็นอาหารให้ผู้ป่วยโรคเบาหวาน 

 
ใบมะยม

ใบมะยม ในใบมะยมมีวิตามินเอและวิตามินซีในปริมาณสูงมาก จึงสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างด

 
มะระจีน

มะระจีน ในมะระจีนมีสารสำคัญที่ช่วยในการลดการดูดซึมของน้ำตาลกลูโคส และยังช่วยลดการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นอาการข้างเคียงของผู้ป่วยโรคเบาหวาน 
ขมิ้น

ขมิ้นและอบเชย จะมีสารที่ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้อย่างดี 

  
ฟักทอง

ฟักทอง การรับประทานฟักทองทั้งเปลือกจะส่งผลดีให้ได้รับสารสำคัญซึ่งมีสรรพคุณช่วย กระตุ้นการหลั่งสารอินซูลินซึ่งช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต อีกทั้งฟักทองมีกากใยในปริมาณที่สูงมากจึงช่วยทำให


























***...The Lord Buddha...***

มีทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น ที่จะนำไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งทัศนะ พวกเธอจงเดินตามทางนี้เถิด ทางสายนี้พญามารมักเดินหลงเสมอ

This is the only way; None other is there for the purity of vision. Do you enter upon this path, Which is the bewilderment of Mara.

อเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ..........ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา 
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ .........มารสฺเสตํ ปโมหนํ

.......................................................................................................................







.......................................................................................................................


12 เหตุผลที่ทำให้ชาวพุทธหลายคน ไม่สามารถเข้าถึงผลแห่งการปฏิบัติภาวนา!!!!!

1. ถ้าไม่หายสงสัยจะไม่ทำ หมายความว่า เป็นคนที่ต้องเห็นถึงจะยอมทำ ต้องรู้ให้ได้ว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง ชาตินี้ชาติหน้ามีจริง ถ้าไม่เห็นด้วยตาตนเองจะไม่ยอมทำอะไรเลย ซึ่งถ้าคิดเช่นนี้ก็คงไม่ได้ทำอะไรจริงๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่พิสูจน์ไม่ได้ พิสูจน์ได้แน่นอนแต่ต้องใช้เวลา ต้องพัฒนาจิตไปได้ระดับหนึ่งจึงสามารถรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะขอเห็นก่อนโดยไม่ลงมือปฏิบัติ คนพวกนี้จึงได้แต่โต้แย้งในสิ่งที่ตนเองสงสัย ทำให้สูญเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

2. เห็นประโยชน์และมีความศรัทธา แต่มีข้ออ้างมากมายเพราะความเกียจคร้าน คนเหล่านี้จะชอบทำบุญมากกว่าการภาวนา เพราะทำได้ง่ายกว่า ซึ่งก็ไม่ผิด แต่การทำบุญ ทำทาน ก็ไม่ใช่ตัวที่จะทำให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งได้ ถือว่าเป็นกลุ่มที่เข้ากระแสความดีแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงตัวแก่นของพระพุทธศาสนา 

3. พูดมากเกินไป หมายความว่า เมื่อหาความรู้ได้แล้ว แทนที่จะลงมือปฏิบัติ กลับนำความรู้มาโต้เถียง วิเคราะห์ เที่ยวจับผิดสำนักนั้น สำนักนี้ โดยที่ไม่ได้ลงมือพัฒนาจิตใจของตน ผลที่ตามมาก็คือ จิตใจจะยิ่งตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะอัตตาตัวตนพอกพูน คิดว่าตนเองดีกว่าผู้อื่นเพราะรู้หลักธรรมมาก 

4. ติดความดีมากเกินไป หมายความว่า มุ่งมั่นในการทำสาธารณะประโยชน์มากเกินไป ช่วยเหลือผู้อื่นจนไม่มีเวลาช่วยเหลือตนเอง เมื่อช่วยเหลือผู้อื่นไปนานๆ มักจะมีความทุกข์ตามมาในภายหลัง เพราะเก็บเรื่องความทุกข์ของผู้อื่นมาคิดจนวุ่นวายปวดหัวไปหมด สุดท้ายก็เกิดความท้อแท้ เพราะไม่เข้าใจว่า โลกคือสิ่งที่เราไปควบคุมไม่ได้

5. มุ่งอยู่กับความผิดของผู้อื่น หมายความว่า ใช้เวลาจับผิดคนทั้งโลก จนไม่มีเวลาจับผิดตนเอง วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นมากเกินไป คิดจะเปลี่ยนโลก เปลี่ยนสังคม แต่ไม่เคยเปลี่ยนตนเอง เพ่งโทษความผิดพลาดของผู้อื่น จนจิตใจตนเองขุ่นมัว ไม่มีความเบิกบานพอที่จะปฏิบัติธรรมได้เลย

6. ยึดติดกับรูปแบบ อัตลักษณ์ หมายความว่า มีความเข้าใจผิด ชอบคิดว่าการปฏิบัติธรรมจะต้องทำในวัด นุ่งขาวห่มขาว ต้องมีกฏระเบียบที่แตกต่างไปจากการใช้ชีวิตธรรมดา คนกลุ่มนี้จะติดวัดเป็นพิเศษ ชอบหาเวลาเข้าวัดไปปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ได้ไปวัด จะรู้สึกว่า ปฏิบัติธรรมไม่ได้ สุดท้ายจึงกลายเป็นว่า ไปติดสังคมในวัด ไปหาเพื่อนคุยในวัด ซึ่งกลายเป็นกับดักอีกรูปแบบหนึ่ง

7. ทำๆเลิกๆ หมายความว่า เมื่อฟังธรรมก็เกิดความเข้าใจ เห็นคุณค่า และลงมือปฏิบัติ หากแต่เป็นพวกขี้เบื่อ มีความเพียรน้อย ทำหนึ่งเดือน หยุดสองเดือน ในการปฏิบัตินั้น ถ้าปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ผู้ปฏิบัติก็จะได้รับผลแห่งการปฏิบัติเองอย่างไม่ต้องสงสัย หลายคนปฏิบัติไปไม่ถึงจุดแห่งมรรคผล แต่กลับล้มเลิกกลางคัน ทำให้ขาดประสบการณ์ทางจิต เมื่อเลิกไป แล้วกลับมาทำใหม่ ก็เท่ากับเริ่มต้นกันใหม่ไม่จบสิ้น ที่สุดแล้วก็เกิดความท้อแท้ คิดว่าตนเองเป็นผู้ไร้วาสนาไม่อาจบรรลุธรรมได้ คนพวกนี้ก็มีไม่น้อยเลย

8. ปฏิบัติผิดวิธี หมายความว่า เป็นกลุ่มที่โชคร้าย เพราะคิดดี และต้องการทำดี แต่ไปเจออาจารย์ไม่ดี เจออรหันต์ปลอม เจอสิบแปดมงกุฏ จึงทำให้การปฏิบัติผิดทิศผิดทางไปหมด คล้ายๆกับองคุลีมาลที่ถูกอาจารย์หลอก ในข้อนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการคบหากัลยาณมิตร หาความรู้ที่ถูกต้อง ต้องหัดใช้หลักกาลามสูตร เช่นนี้ก็จะแก้ไขได้

9. ให้เวลากับทางโลกมากเกินไป หมายความว่า ไม่รู้จักการแบ่งเวลา ไม่รู้จักสร้างสมดุลย์ให้ชีวิต คนพวกนี้จะใช้ชีวิตอย่างวุ่นวายไปเรื่อยๆ ต้องสุข ต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ อาจอยู่ห่างไกลการพัฒนาจิตใจไปเรื่อยๆ จนมีจุดเปลี่ยนของชีวิต เกิดความทุกข์ครั้งใหญ่จนทำให้เขาต้องกลับมาสร้างสมดุลย์ชีวิตอีกครั้ง เป็นผลให้เสียเวลาปฏิบัติทางจิตไปมาก บางคนมาปฏิบัติในช่วงสุดท้ายของชีวิตก็ไม่สามารถปฏิบัติได้ดี เนื่องจากสังขารไม่อำนวย นั่งไปปวดไป ทำได้ไม่เท่าไหร่ ก็ลมจับ ล้มพับไปก็มี เป็นการเสียโอกาสเพราะความชราภาพโดยแท้

10. คนจมทุกข์ หมายความว่า เป็นคนที่ไม่เห็นคุณค่าของตนเอง วันๆ เอาแต่ทุกข์ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง จนเป็นคนเสพติดความเศร้า ความเหงาโดยไม่รู้ตัว นานวันเข้าก็เริ่มเป็นความเคยชินของชีวิต คนเหล่านี้จะชอบฟังธรรมะที่ปลอบประโลม ชอบให้คนอื่นปลอบ แต่ไม่ชอบช่วยตนเอง นิยมการใช้ธรรมะชั้นต้นเพื่อบำบัดทุกข์ แต่ในขั้นตอนของการปฏิบัติภาวนาจะไม่ชอบ ไม่มีกำลังใจพอที่จะเปลี่ยนตนเองได้เลย

11. คนที่มีความสุข โลกสวยงาม คิดบวกตลอดเวลา หมายความว่า เป็นพวกที่ทำอะไรก็สำเร็จไปเสียหมด มีวิธีมองโลกให้สดใสไปทุกอย่าง ถ้าความจริงไม่ดี ก็มองให้มันดีเสีย จึงไม่ค่อยได้เจอความทุกข์ เมื่อไม่ค่อยได้พบความทุกข์ จึงไม่รู้จะปฏิบัติธรรมไปทำไม เชื่อว่าตนเองจัดการทุกอย่างได้ บุคคลพวกนี้ จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง เพราะเป็นไปได้ว่า ชั่วชีวิตเขาอาจไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมเพื่อลดทอนภพชาติได้เลย เป็นกลุ่มที่น่าสงสาร เพราะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปอีกนาน

12. ฉลาดเกินไป หมายความว่า เป็นคนที่ตกเป็นทาสของความคิด ยึดติดอยู่กับการค้นหมายชีวิตเชิงปรัชญา คิดเอาเองว่า ความคิดจะทำให้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างในโลกได้ คนพวกนี้จะถือความคิดเป็นใหญ่ ยึดติดอยู่กับการวิเคราะห์โดยไม่รู้ว่า มีภาวะบางอย่างที่เกินขีดความสามารถของสมองไปแล้ว คนกลุ่มนี้จะฉลาดทางโลก แต่กลายเป็นคนโง่ในทางธรรม

การเวียนว่ายตายเกิดไม่ใช่ของสนุก พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ความทุกข์ที่ยิ่งใหญ่คือทุกข์แห่งการเวี่ยนว่ายตายเกิด เพราะการเวี่ยนว่ายตายเกิดนั้นเป็นที่มาแห่งทุกข์ทั้งมวล เป็นการยากมากที่ใครสักคนจะเกิดมาเป็นมนุษย์ ยิ่งยากเข้าไปอีกที่จะได้พบกับศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเรามีคุณสมบัติครบบริบูรณ์เช่นนี้ ขอจงทำลายความโง่เขลาทั้ง 12 ประการนี้เสีย และเร่งความเพียรของตนเอง พัฒนาจิตตามคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อนำสันติสุขมาสู่เรา เข้าสู่นิพพานตลอดอนันตกาล 

บทความของ คุณ พศิน อินทรวงค์ สาธุครับ

.....................................................................................................................................

‎***....The Lord Buddha...***

พระอาทิตย์ สว่างกลางวัน พระจันทร์ สว่างกลางคืน นักรบสง่างามเมื่อสวมเกราะเตรียมรบ พราหมณ์ สง่างามเมื่อเข้าฌาน แต่พระพุทธเจ้าสง่างามทั้งกลางวันกลางคืน

By day the sun shines. By night the moon is bright. Armoured shines the warrior. In meditation the brahmana glows. But all day and all night, The Buddha shines in splendour.

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ ........รตฺติมาภาติ จนฺทิมา 
สนฺนทฺโธ ขตฺติโย ตปติ .....ฌายี ตปติ พฺราหฺมโณ 
อถ สพฺพมโหรตฺตึ .........พุทฺโธ ตปติ เตชสา

.......................................................................................................................

***....The Lord Buddha....***

ผู้ไม่เชื่อใครง่ายจนกว่าจะพิสูจน์ด้วยตนเอง ๑, ผู้รู้แจ้งพระนิพพาน ๑, ผู้หมดการเวียนว่ายตายเกิด ๑, ผู้หมดโอกาสที่จะทำดีหรือชั่ว ๑, ผู้หมดกิเลสที่ทำให้หวัง ๑, ห้าประเภทนี้แล เรียกว่า 'ยอดคน'

He who is not credulous, He who has realized Nibbana, He who has severed all ties, He who has put an end to opportunity, He who has removed all desires He,indeed,is the greatest of men.

อสทฺโธ อกตญฺญู จ ........สนฺธิจฺเฉโท จ โย นโร 
หตาวกาโส วนฺตาโส .........ส เว อุตฺตมโปริโส

.......................................................................................................................

***....The Lord Buddha...***

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ไม่มีตัณหาดังตาข่าย อันมีพิษสงร้ายกาจ ....พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระสัพพัญญุตญาณหาที่สุดมิได้ ...ไม่ไปตามทางของกิเลสแล้ว พวกเธอจะนำท่านไปตามทางไหนเล่า

Whom no entangling and poisonous Passions can lead astray- That trackless Buddha of infinite range, By which way will you lead him?

ยสฺส ชาลินี วิสตฺติกา ......ตณฺหา นตฺถิ กุหิญฺจิ เนตเว 
ตํ พุทฺธมนนฺตโคจรํ .....อปทํ เกน ปเทน เนสฺสถ

......................................................................................................................



***....The Lord Buddha...***

มารย่อมไม่สามารถทำลายบุคคล ผู้ไม่ตกเป็นทาสของความสวยงาม รู้จักควบคุมการแสดงออก รู้ประมาณในโภชนาหาร มีศรัทธา และมีความขยันหมั่นเพียร เหมือนลมไม่สามารถพัดโค่นภูเขา

As the wind does not overthrow a rocky mount, So Mara indeed does not overpower him Who lives unattached to sense pleasures, Who lives with his senses well-controlled, Who knows moderation in his food, And who is full of faith and high vitality.

อสุภานุปสฺสึ วิหรนฺตํ .........อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตํ 
โภชนมฺหิ จ มตฺตญฺญุํ.......สทฺธํ อารทฺธวีริยํ 
ตํ เว นปฺปสหตี มาโร .......วาโต เสสํว ปพฺพตํ

.......................................................................................................................

***...The Lord Buddha...***
***....พุทธโอวาท ๓: Bhddha-ovada...***

(ประมวลคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นหลักใหญ่ ๓ ข้อ The Three Admonitions or Exhortations of the Buddha)
1. สพฺพปาปสฺส อกรณํ (ไม่ทำความชั่วทั้งปวง – Sabbapapassa akaranam : Not to do any evil)
2. กุสลสฺสูปสมฺปทา (ทำแต่ความดี – Kusalassupasampada : To do good; to cultivate good)
3. สจิตฺตปริโยทปนํ (ทำใจของตนให้สะอาดบริสุทธิ์ – Sacittapariyodapanam : To purify the mind)
.......................................................................................................................


***....The Lord Buddha...***

คำพูดที่เหลวไหลไร้ประโยชน์ตั้งพันคำ ก็สู้คำพูดที่มีประโยชน์คำเดียวไม่ได้ เพราะฟังแล้วทำให้จิตใจสงบ

Better than a thousand useless words Is one beneficial single word, Hearing which one is pacified.

สหสฺสํ อปิ เจ วาจา........... อนตฺถปทสญฺหิตา 
เอกํ อตฺถปทํ เสยฺโย ยํ .......สุตฺวา อุปสมฺมติ

.......................................................................................................................

พระพุทธองค์ทรงชี้ทางบรรเทาทุกข์ ชี้สุขเกษมศานต์ ชี้ทางพระนฤพาน ให้พ้นโศกวิโยกภัย สรุปคือว่า 'พระพุทธองค์ทรงเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น ส่วนผู้ที่จะเดินทางนั้น คือ ตัวท่านเอง The lord Buddha pointed out the way to Nibbana only!! but the person who will tread or walk on the way to Nibbana is you yourself, by yourself and for yourself.
.......................................................................................................................

‎***...The Lord Buddha...***

ถึงจะทำประโยชน์แก่คนอื่นมากมาย ก็ไม่ควรละทิ้งจุดหมายปลายทางของตน เมื่อรู้ว่าอะไรคือจุดหมายปลายทางของตนแล้ว ก็ควรใฝ่ใจขวนขวาย

Fall not away from one's own purpose For the sake of another, however great, When once one has seen one's own goal, One should hold to it fast and firm.

อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน .....พหุนาปิ น หาปเย 
อตฺตทตฺถมภิญฺญาย .....สทตฺถปสุโต สิยา

.......................................................................................................................

‎***...The Lord Buddha...***

ถ้ารู้ว่าตนเป็นที่รัก พึงรักษาตนไว้ให้ดี บัณฑิตควรประคับประคองตนไว้ ไม่ทั้งสามวัยใดวัยหนึ่ง

If one holds oneself dear, One should protect oneself well. During any of the three watches (of life) The wise should keep vigil.

อตฺตานญฺเจ ปิยํ ชญฺญา .....รกฺเขยฺย นํ สุรกฺขิตํ 
ติณฺณมญฺญตรํ ยามํ ....ปฏิชคฺเคยฺย ปณฺฑิโต

.......................................................................................................................


‎***...The Lord Buddha...***

ถ้ายังเบียดเบียนสัตว์อยู่ บุคคลไม่นับว่า เป็นอารยชน เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง เขาจึงได้ชื่อว่า อารยชน

By harming living beings Not thus is one a noble man. By harmlessness towards all beings One is then called a noble man.

น เตน อริโย โหติ ......เยน ปาณานิ หึสติ 
อหึสา สพฺพปาณานํ .....อริโยติ ปวุจฺจติ

.......................................................................................................................


‎***...The Lord Buddha....***

พวกเธอจงพยายามทำความเพียรเถิด พระตถาคต เป็นเพียงผู้ชี้บอกทางเท่านั้น ผู้บำเพ็ญฌานเดินตามทางสายนี้ ก็จะพ้นจากเครื่องผูกของพญามาร

You yourselves should make an effort, The Tathagatas can but show the Way. The meditative ones who walk this path Are released from the bonds of Mara.

ตุมฺเหติ กิจฺจํ อาตปฺปํ ........อกฺขาตาโร ตถาคตา 
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ........ฌายิโน มารพนฺธนา

.......................................................................................................................
***...The Lord Buddha...***

โลกนี้ มืดมน น้อยคนจักเห็นแจ้ง น้อยคนจะไปสวรรค์ เหมือนนกติดข่ายนายพราน น้อยตัวจะหลุดรอดไปได้

Blind is this world, Few are they who clearly see. As the birds escaping from a net, Few are they who go to heaven.

อนฺธภูโต อยํ โลโก ........ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ
สกุนฺโต ชาลมุตฺโตว........อปฺโป สคฺคาย คจฺฉติ

.......................................................................................................................

***....The Lord Buddha...***

*เรื่อง....อำนาจจิต...(The power of mind )*
...***ปัญหา (เทวดาทูลถาม) โลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไรหนอเสือกไสไปได้ โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคืออะไร ?
...***Question (asked by Devatas or gods): By What?.. The world is carried on. By What?... The world is controlled. By What? The whole world is subject to.

...***พุทธดำรัส ตอบ “โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อมเสือกใสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง คือ จิต ”
...***The Answer (given by the Lord Buddha): The world is carried on and controlled by the power of mind. The whole world is subject to a powerful state which is the mind.

********************************************

ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง ใจเป็นใหญ่(กว่าสรรพสิ่ง) สรรพสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจชั่ว ความทุกข์ย่อมติดตามตัวเขา เหมือนล้อหมุนเต้าตามเท้าโค

Mind foreruns all mental conditions, Mind is chief, mind-made are they; If one speak or acts with a wicked mind, Then suffering follows him Even as the wheel the hoof of the ox.

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา .....มโนเสฎฺฐา มโนมยา 
มนสา เจ ปทุฎฺฌฐน .......ภาสติ วา กโรติ วา 
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ .......จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ2ฯ

******************************************

ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง ใจเป็นใหญ่(กว่าสรรพสิ่ง) ถ้าพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจบริสุทธิ์ ความสุขย่อมติดตามเขา เหมือนเงาติดตามตน

Mind foreruns all mental conditions, Mind is chief,mind-made are they; If one speaks or acts with a pure mind, Then happiness follows him Even as the shadow that never leaves.

มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา ......มโนเสฎฺฐา มโนมยา 
มนสา เจ ปสนฺเนน .......ภาสติ วา กโรติ วา 
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ..........ฉายาว อนปายินี

.......................................................................................................................
***...The Lord Buddha...***

ปัญญาชนคบบัณฑิตแม้เพียงครู่เดียว ก็พลันรู้แจ้งพระธรรม เหมือนลิ้นรู้รสแกง .

Though, for a moment only An intellingent man associates with a wise man Quickly he understands the Dharma As the tongue the flavour of soup. 

มุหุตฺตมปิ เจ วิญฺญู............ ปณฺฑิตํ ปยิรุปาสติ
ขิปฺปํ ธมฺมํ วิชานาติ............ชิวฺหา สูปรสํ ยถา

.......................................................................................................................
***...The Lord Buddha...***

ไม่มีไฟใดเสมอด้วยราคะ ไมีมีโทษใดเสมอด้วยโทสะ ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วยเบญจขันธ์ ไม่มีสุขใดเสมอด้วยความสงบ

No fire is there like lust, No crime like hatred, No ill like the Five Aggregates, No higher bliss than Nibbana's peace.

นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ..........นตฺถิ โทสสโม กลิ
นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา.......นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ

.......................................................................................................................


***...The Lord Buddha...***

นักปราชญ์พิจารณารอบคอบแล้ว จึงสรรเสริญผู้ใด ผู้ดำเนินชีวิตหาที่ติมิได้ ฉลาด สมบูรณ์ด้วยปัญญาและศีล ผู้นั้น เปรียบเสมือนแท่งทองบริสุทธิ์ ใครเล่าจะตำหนิเขาได้ คนเช่นนี้ แม้เทวดาก็ชม ถึงพรหม ก็สรรเสริญ

He whom the intelligent praise After careful examination, He who is of flawless life, wise, And endowed with knowledge and virtue Who would dare to blame him Who is like refined gold? Even the gods praise him, By Brahma too he is admired.

นิกฺขํ ชมฺโพนทสฺเสว ......โก ตํ นินฺทิตุมรหติ 
เทวาปิ นํ ปสํสนฺติ .........พฺรหฺมุนาปิ ปสํสิโต

.......................................................................................................................


***...The Lord Buddha...***

จิตท่องเที่ยวไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง อาศัยอยู่ในร่างกายนี้ ใครควบคุมจิตนี้ได้ .....ย่อมพ้นจากบ่วงมาร

Faring afar, solitary, incorporeal Lying in the body, is the mind. Those who subdue it are freed From the bond od Mara.

ทูรงฺคมํ เอกจรํ .......อสรีรํ คุหาสยํ 
เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ .....โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา

......................................................................................................................

กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง อีกทั้งผู้ทำก็เบิกบานสำราญใจ ได้รับผลของการกระทำ กรรมนั้นดีนักแล .

Well done is that deed Which, done. brings no regret And the fruit where of is received With delight and satisfaction .

ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ............ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ
ยสฺส ปตีโต สุมโน.............. วิปากํ ปฏิเสวติ ฯ


.......................................................................................................................



***...The Lord Buddha...***

เมื่อใดบัณฑิตกำจัดความประมาทด้วยความไม่ประมาท เมื่อนั้นเขานับว่าได้ขึ้นสู่'ปราสาทคือปัญญา' ไร้ความเศร้าโศก สามารถมองเห็นประชาชน ผู้โง่เขลา ผู้ยังต้องเศร้าโศกอยู่ เหมือนคนยืนบนยอดภูเขา มองลงมาเห็นฝูงชนที่ยืนอยู่บนพื้นดิน ฉะนั้น

When banishing carelessness by carefulness, The sorrowless, wise one ascends the terrace of wisdom And surveys the ignorant, sorrowing folk As one standing on a mountain the groundlings.

ปมาทํ อปฺปมาเทน ..........ยถา นุทติ ปณฺฑิโต 
ปญฺญาปาสาทมารุยฺห .......อโสโก โสกินี ปชํ 
ปพฺพตฎฺโฐว ภุมฺมฎฺเฐ ........ธีโร พาเล อเวกฺขติ

.......................................................................................................................

***....The Lord Buddha...***

จะมัวร่าเริง สนุกสนานกันทำไม ในเมื่อโลกกำลังลุกเป็นไฟอยู่เนืองนิตย์ พวกเธอถูกความมืดมิดปิดบังตา ไยไม่แสวงหาแสงสว่างกันเล่า

What this laughter, what this joy When the world is ever on fire? Shrouded all about by darkness, Will you not then look for light?

โกนุ หาโส กิมานนฺโท ......นิจฺจํ ปชฺชลิเต สติ 
อนฺธกาเรน โอนทฺธา .......ปทีปํ น คเวสถ

.......................................................................................................................

***...The Lord Buddha...***

ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน อนาคต คนที่ถูกสรรเสริญ โดยส่วนเดียว 
หรือถูกนินทา โดยส่วนเดียว ไม่มี

There never was, and never will be, Nor is there now to be found A person who is wholly blamed Or wholly praised

น จาหุ น จ ภวิสฺสติ ........น เจตรหิ วิชฺชติ 
เอกนฺตํ นินฺทิโต โปโส ......เอกนฺตํ วา ปสํสิโต

.......................................................................................................................



***...The Lord Buddha...***

เราต้องพึ่งตัวเราเอง คนอื่นใครเล่าจะเป็นที่พึ่งได้ บุคคลผู้ฝึกตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่ได้แสนยาก

Oneself indeed is master of oneself, Who else could other master be? With oneself perfectedly trained, One obtains a refuge hard to gain.

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ....โก หิ นาโถ ปโร สิยา 
อตฺตนา หิ สุทนฺตน .......นาถํ ลภติ ทุลฺลภํ

.....................................................................................................


 
 
 
***...The Lord Buddha...***
ยอดแห่งมรรคา คืออัษฎางคิกมรรค
ยอดแห่งสัจจะ คืออริยสัจสี่ประการ
ยอดแห่งธรรม คือความปราศจากราคะ
ยอดแห่งมนุษย์ คือพระผู้เห็นแจ้ง


Best of paths is the Eightfold Path. Best of truths is the Four Noble Truths. Best of conditions is Passionlessness. Best of men is the Seeing One.

มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ .....สจฺจานํ จตุโร ปทา 
วิราโค เสฏฺโฐ ธมฺมานํ ......ทิปทานญฺจ จกฺขุมา


***...The Lord Buddha...***
เราขอบอกความนี้แก่พวกเธอ ขอให้พวกเธอผู้มาชุมนุมกัน ณ ที่นี้ มีความเจริญ
ขอให้พวกเธอขุดรากตัณหา เหมือนถอนรากหญ้ารก
พวกเธออย่าปล่อยให้มารรังควาญบ่
อยๆ เหมือนกระแสน้ำค่อยๆเซาะต้นอ้อล้ม

This I say unto you: Good luck to you all who have assembled here. As one roots out fragrant Virana grass, So do you dig up craving by its root. Let not Mara crush you again and again As the river flood crushing a reed.

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว .......ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา 
ตณฺหาย มูลํ ขนถ ........อุสีรตฺโถว วีรณํ 
มา โว นฬํว โสโตว ..........มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ

................................................................................................................

***...The Lord Buddha...***
คนทำดีย่อมร่าเริงในโลกนี้ คนทำดีย่อมร่าเริงในโลกหน้า 
คนทำดีย่อมร่าเริงในโลกทั้ง
สอง
คนทำดีย่อมร่าเริง เบิกบานใจยิ่งนัก เมื่อมองเห็นแต่กรรมบริสุทธ
ิ์ของตน

Here he rejoices, hereafter he rejoices, In both worlds the well-doer rejoices; He rejoices, exceedingly rejoices, Seeing his own pure deeds.

 อิธ โมทติ เปจฺจ โมทติ .....กตปุญฺโญ อุภยตฺถ โมทติ 
โส โมทติ ดส ปโมทติ ........ทิสฺวา กมฺมวิสุทฺธิมตฺตโน ฯ

***********************************

***...The Lord Buddha...***
คนทำชั่วย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ คนทำชั่วย่อมเศร้าโศกในโลกหน้า
คนทำชั่วย่อมเศร้าโศกในโลกทั้งสอง
คนทำชั่วย่อมเศร้าโศกเดือดร้อนยิ่งนัก เมื่อมองเห็นแต่กรรมชั่วของตน

Here he grieves, hereaafter he grieves, In both worlds the evil-doer grieves; He mourns, he is afflicted, Be Maitricholding his own impure deeds.

อิธ โสจติ เปจฺจ โสจติ ......ปาปการี อุภยตฺถ โสจติ 
โส โสจติ โส วิหญฺญติ .....ทิสิวา กมฺมกิลิฎฺฐมตฺตโน ฯ

............................................................................................................

***...The Lord Buddha...***

ใครมัวคิดอาฆาตว่า 'มันด่าเรา มันทำร้ายเรา มันเอาชนะเรา มันขโมยของเรา'
เวรของเขาไม่มีทางระงับ


'He abused me, he beat me, He defeated me, he robbed me; In those who harbour such thoughts Hatred never ceases.

อกฺโกฉิ มํ อวธิ มํ ...........อชินิ มํ อหาสิ เม 
เข จ ตํ อุปนยฺหนฺติ ........เวรํ เตสํ น สมฺมติ


......................................................................................................................................................



***...The Lord Buddha...***

ปัญญาเกิดมีได้ เพราะตั้งใจพินิจ เสื่อมไป เพราะไม่ได้ตั้งใจพินิจ เมื่อรู้ทางเจริญและทางเสื่อมของปัญญาแล้ว ควรจะทำตนโดยวิถีทางที่ปัญญาจะเจริญ

Indeed from concentration springs wisdom, Without concentration wisdom wanes. Knowing this twofold way of loss and gain, Let him so conduct himself That wisdom may grow well.

โยคา เว ชายเต ภูริ .......อโยคา ภูริสงฺขโย 
เอตํ เทฺวธาปถํ ญตฺวา .......ภวาย วิภวาย จ 
ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย .........ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ


..............................................................................................................................................................




***...The Lord Buddha...***
ไม่ว่าร้ายใคร ไม่กระทบกระทั่งใคร ระมัดระวังในปาติโมกข์ บริโภคพอประมาณ อยู่ในสถานสงัด ฝึกหัดจิตให้สงบ นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

To speak no ill, To do no harm, To observe the Rules, To be moderate in eating, To live in a secluded abode, To devote oneself to meditation This is the Message of the Buddhas.

อนูปวาโท อนูปฆาโต ..........ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร 
มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ........ปนฺตญฺจ สยนาสนํ 
อธิจิตฺเต จ อาโยโค .........เอตํ พุทฺธาน สาสนํ


..............................................................................................................................................
 
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997