ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท15/07/2018
ผู้เข้าชม599135
แสดงหน้า845212
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
July 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
    
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้

อ่าน 4206


.......

*** คำอธิษฐานปีใหม่ ***
พระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษี(ลิงดำ) 

ก่อนวันขึ้นปีใหม่หลวงพ่อแนะนำให้อธิษฐานอย่างนี้ 

ใกล้เวลา 5 ทุ่ม 45 นาที ใกล้ๆจะ 6 ทุ่ม(เที่ยงคืน)ใช่ไหมเล่า ก็ไปนั่งหน้าพระพุทธรูป บูชาพระ นึกถึง 

พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสงฆ์ เทวดา และพระพรหม ทั้งหมด ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณทั้งหมด บูชาท่านขอลาภ

'' ขอให้ความซวยทั้งหมด ความยากจน จงไปกับปีเก่า แล้วความรวย ความดี ความโชคดี จงมากับปีใหม่ '' 

หลังจากนั้นก็ ภาวนา พระคาถาเงินล้าน เรื่อยๆไป พอนาฬิกาตีเป๊ง ขึ้นปีใหม่ 

' ขอให้ความซวย จงหายไปพร้อมกับปีเก่า ฉันต้องการความรวย จากปีใหม่ ' 

แต่ถ้าทำตามน้ำทุกวันจะดีมากเลย จะมีการทรงตัว เงินจะเหลือใช้ ทำทุกวันดีกว่า 

จะทำเป็นสมาธิ เวลาใดก็ได้ นั่นดีมากนะ ต่อไปจะรวยใหญ่

พระคาถาเงินล้าน

ตั้งนะโม 3 จบ

นาสังสิโม
พรหมา จะ มหาเทวา สัพเพยักขา ปะรายันติ
พรหมา จะ มหาเทวา อภิลาภา ภะวันตุ เม
มหาปุญโญ มหาลาโภ ภะวันตุ เม
มิเตพาหุหะติ

พุทธะมะอะอุ นะโมพุทธายะ วิระทะโย วิระโคนายัง
วิระหิงสา วิระทาสี วิระทาสา วิระ อิตถิโย พุทธัสสะ
มานีมามะ พุทธัสสะ สวาโหม
สัมปะติจฉามิ

เพ็งๆ พาๆ หาๆ ฤาๆ

คำอธิษฐานได้ผล

ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง เมื่อคืนวันที่ 31 ตุลาคม 2531 นี้ ลูกได้ทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อที่อธิษฐานว่า ' ความซวยจงหมดไป พร้อมกับปีเก่า และขอความร่ำรวย จงมาพร้อมกับปีใหม่ 2532 นี้ ' ปรากฏว่าวันนี้การค้าของลูกคล่องตัว ลูกอยู่ในโอวาท (แหม..นี่แกคงจะดีใจว่า ลูกอยู่ในโอวาทนะ) หากลูกจะอธิษฐานอย่างนี้ทุกคืนๆ ไป จะผิดกฏที่เทวดาเขาสงเคราะห์อยู่ในเวลานี้หรือเปล่าเจ้าคะ ?

หลวงพ่อ : ดีมาก ถ้าทำตามนั้นนะ จะดีมากเลย จะมีการทรงตัว เงินจะเหลือใช้ เอาทุกวันดีกว่า ไม่ใช่ทำวันเดียว

ผู้ถาม : อ๋อ..ยิ่งว่าบ่อยๆ ยิ่งดีหรือครับ

หลวงพ่อ : ใช่ ทำเป็นสมาธิแบบนั้น ก็ไม่ต้องใช้เวลาใกล้ 2 ยาม เวลาไหนก็ได้ที่เราเห็นสมควร ที่ว่าใกล้ 2 ยาม เพราะปีเก่าจะไป ปีใหม่จะมา เวลานี้เป็นเวลาของปีใหม่ ก็ใช้ได้ทุกเวลาตามที่ชอบใจ นั่นดีมากนะ ต่อไปจะรวยใหญ่ เมื่อทุกคนรวยใหญ่ ฉันก็สบายใจ สร้างวัดอีก 10 วัด (หัวเราะ)

ผู้ถาม : นี่ก็เป็นผลดีแก่แม่บ้านนะ มีผัวอยู่ในโอวาท เอ..ถ้าผู้ชายว่าบ้าง ลูกเมียจะอยู่ในโอวาท หรือเปล่าครับ ?

หลวงพ่อ : เราอยู่ในโอวาทเขา เขาก็อยู่ในโอวาทเรา ' วันทโก ปฏิวันทนัง ' ผู้ไหว้ย่อมได้รับการไหว้ตอบ ' ปูชา ลภเตปูชัง ' ผู้บูชาย่อมได้รับการบูชาตอบ ในเมื่อเราอยู่ในโอวาทเขา เขาก็อยู่ในโอวาทเรา

กระโถนข้างธรรม

• สิ่งที่เธอควรมี 'สติปัญญา' 
• สิ่งที่เธอควรแสวงหา 'กัลยาณมิตร' 
• สิ่งที่เธอควรคิด 'ความดีงาม' 
• สิ่งที่เธอควรพยายาม 'การศึกษา' 
• สิ่งที่เธอควรเข้าหา 'นักปราชญ์' 
• สิ่งที่เธอควรฉลาด 'การเข้าสังคม' 
• สิ่งที่เธอควรนิยม 'ความซื่อสัตย์' 
• สิ่งที่เธอควรตัด 'อกุศลมูล' 
• สิ่งที่เธอควรเพิ่มพูน 'บุญกุศล' 
• สิ่งที่เธอควรอดทน 'การดูหมิ่น' 
• สิ่งที่เธอควรยิน 'พุทธธรรม' 
• สิ่งที่เธอควรจดจำ 'ผู้มีคุณ' 
• สิ่งที่เธอควรเทิดทูน 'สถาบันกษัตริย์' 
• สิ่งที่เธอควรขจัด 'ความเห็นแก่ตัว' 
• สิ่งที่เธอควรเลิกเมามัว 'การพนัน'
• สิ่งที่เธอควรสร้างสรรค์ 'สัมมาชีพ' 
• สิ่งที่เธอควรเร่งรีบ 'การแทนคุณบุพการี' 
• สิ่งที่เธอควรปฏิบัติทันที 'ทำวันนี้ให้ดีที่สุด'

โดย. ท่าน ว.วชิรเมธี
 
 
การทำบุญ...สืบชะตาอายุได้ สมัยพุทธกาลสามเณรน้อยอายุขาด ปล่อยปลา ปล่อยนกยืดอายุได้

การได้ปล่อยปลา ปล่อยนก หรือสัตว์ต่างๆ ที่ทนทุกข์ทรมาน กำลังจะถูกนำไปฆ่าชำแหละถือว่าเป็นมหากุศลยืดอายุของผู้ปล่อยได้ ทั้งนี้เพราะครั้งพุทธกาล มีสามเณรรูปหนึ่ง นามว่า สามเณรสังกิจจะ เป็นศิษย์ของ พระสารีบุตร พระอัครสาวกของพระพุทธเจ้า และเป็นสามเณรพระขีนาสพ ครั้งนั้นพระสารีบุตรเข้าฌาณก็หยั่งเห็นอันตรายที่จะเกิดแก่สามเณร พอออกจากฌาณแล้วจึงบอกสามเณรว่า “สามเณร...เธอเข้าใจถึงกฏแห่งความไม่เที่ยงนะ มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย และบัดนี้อายุขัยของเธอก็ใกล้เข้ามาแล้ว เธอจะมีอายุอยู่ได้อีกเพียง ๗ วันเท่านั้น”

สามเณรได้ฟังเช่นนั้นก็เข้าใจกฏอนิจจัง จึงขอไปบอกลาบิดามารดา พระสารีบุตรอนุญาตแล้ว เธอจึงรีบเดินทางกลับมาตุคาม ในระหว่างทางอากาศร้อนมีเปลวแดดแผดเผา สามเณรประสบพบหนองน้ำแห่งหนึ่งใกล้แห้งขอด ฝูงปลา กุ้ง หอย เหนี่ยง เหนี่ยว สัตว์น้ำจำนวนมากดิ้นทุรนทุรายรอความตาย สามเณรคิดว่า ชะตากรรมของปลาก็เหมือนกับของตน กำลังดิ้นรนใกล้สิ้นใจมาทุกขณะ นึกได้ดังนั้นก็ ใช้จีวรช้อนเอาสัตว์น้ำนานาชนิดทั้งหมดพาไปยังหนองน้ำใหญ่ ที่มีน้ำอยู่มากปล่อยฝูงปลานั้นไป แล้วก็เดินจากไปจนถึงกลางป่า คราวนี้ได้พบนกหลายชนิด ติดตาข่ายนายพราน สามเณรขีนาสพก็ปลดปล่อย แล้วเดินไปพบเก้งตัวหนึ่ง ติดแร้วนายพราน สามเณรก็คิดว่า เก้งกวางเจ้ากรรมเอ๋ย หากข้ามิช่วยเจ้าแล้ว ชีวิตเจ้าก็จะเหมือนข้าต้องตายภายใน ๗ วันแน่แล้ว จึงปลดปล่อยเก้งตัวนั้นให้ได้รับอิสรภาพเข้าป่าไป

สามเณรไปบอกข่าวแก่บิดามารดาว่า พระอาจารย์สารีบุตรได้พยากรณ์ไว้ว่า ชีวิตนี้หมดบุญภายใน ๗ วันเท่านั้น บิดามารดาต่างก็โศกเศร้าเสียใจ สามเณรปลอบประโลมว่าเป็นไปตามบุญกรรม แล้วรีบกลับสำนัก ครั้นอยู่มาจนครบ ๗ วันแล้วสามเณรก็ยังเป็นปกติไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยหรือประสบอุปัทวอันตรายถึงแก่ชีวิต สามเณรตั้งใจจะไปต่อว่าถามพระ ขณะนั้นพระพุทธองค์ทรงเข้าฌาณหยั่งรู้ถึงความเป็นมาก็เรียกสามเณรมาสอบถาม และตรัสท่ามกลางพระสงฆ์สาวกถึงมูลเหตุที่พระสารีบุตรทำนายสามเณรจะหมดอายุขัยใน ๗ วันนั้นถูกต้องแล้ว แต่เพราะเหตุใดจึงยังมีชีวิตอยู่ ก็เพราะเกิดจากบุญกุศลที่สามเณรได้ช่วยเหลือสัตว์น้ำนานาชนิด สัตว์ปีก และเก้งเหล่านั้น อันเป็นปลา และเก้งพระโพธิสัตว์ ต่อมาพระสารีบุตรก็บอกสามเณรว่า อานิสงส์จากการทำบุญให้ทานชีวิตสัตว์ ช่วยให้รอดพ้นจากมัจจุราชแล้ว ผลบุญยังจะทำให้เธอมีอายุยืน ซึ่งภายหลังการนิพพานของพระสารีบุตร และการปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามเณรสังกิจจะมีชีวิตอยู่ต่อมาถึง ๑๒๐ ปี

ดังนั้นการทำบุญให้ทาน โดยเฉพาะการให้ทานชีวิตแก่สัตว์น้อยใหญ่ ในทางพระพุทธศาสนาถือเป็นการยืดอายุสามารถจะมีอายุยืนได้ถึง ๑๒๐ ปี เหตุนี้พุทธศาสนิกชนและคนทั่วไปจึงนิยมการทำบุญปล่อยปลา ปล่อยนก ปล่อยสัตว์ ซื้อชีวิตสัตว์ ที่กำลังจะเข้าตะแลงแกงถูกฆ่าชำแหละ ในทางกลับกันผลของการทำบุญต่ออายุสรรพสัตว์ทั้งหลาย ก็ทำให้สัตว์เหล่านั้นรอดพ้นจากความตาย พ้นจากที่คุมขังเข่นฆ่า ทำให้สรรพสัตว์แซ่ซ้องสรรเสริญคุณความดีตลอดเวลา
​###################################################

โชคดี...หรือ...โชคร้าย...

ชาวนาคนหนึ่งทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์... เขามีม้าอยู่ตัวหนึ่งซึ่งเป็น ม้าที่สวยงามมาก ผู้คนต่างพากันบอกว่า...'โชคดีจริงๆนะ ที่ท่านได้เป็นเจ้าของม้าแสนสวยตัวนี้'
ชาวนาจึงตอบว่า... 'โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้'
วันหนึ่ง...ม้าที่แสนงามตัวนั้น เกิดหลุดออกจากคอกแล้ววิ่งหนีเข้าป่าหายไป เพื่อนบ้านของเขาต่างก็กล่าวว่า... 'โชคร้ายจริงๆ ม้าดีๆหายไปเสียแล้ว' 
“โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้” ชาวนาตอบ
หลายวันต่อมา... ม้าของชาวนาที่หนีไป...ก็กลับมา และคราวนี้มันกลับมาพร้อมกับ นำม้าป่าที่สวยงามมาอีกห้าตัวด้วย 
เพื่อนบ้านของแกก็กล่าวอีกว่า... “โชคดีอะไรอย่างนี้ ได้ม้าป่ามาฟรี ๆ ห้าตัว” 
ชาวนาก็ตอบเช่นเดิมว่า “โชคดี.. โชคร้าย ใครจะรู้”
วันต่อมา... ลูกชายของแกเริ่มเอาม้าป่าออกไปหัดขี่... ไม่ทันไรก็โดนม้าป่าพยศ....สะบัดลูกแกตกจากหลังม้า...ขาหัก 
เพื่อนบ้านของแกจึงกล่าวว่า... “โชคร้ายอะไรอย่างนี้นะ ลูกชายขาหักเสียแล้ว” 
ชาวนาตอบกลับเช่นเดิมว่า “โชคดี โชคร้าย ใครจะรู้”
อาทิตย์ถัดมา... ข้าราชการทหารมาที่หมู่บ้าน และมาเกณฑ์เอาคนหนุ่มทั้งหมดไปเป็นทหาร...เพื่อออกรบ ลูกชายของชาวนายังขาหักนอนรักษาตัวอยู่ จึงไม่ถูกเกณฑ์ไปรบ เพื่อนบ้านจึงกล่าวว่า...
'โชคดี โชคร้าย ไม่มีใครรู้จริงๆ อย่างที่ท่านว่าไว้เลย'
*******************************
จงอย่าหลงระเริงกับความสุขที่ได้รับ และอย่าเสียใจกับสิ่งเลวร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต
มีเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เรารู้สึกว่า “ดี” และที่เราคิดว่ามัน “ไม่ดี” แต่ไม่ว่ามันจะเป็นเช่นไรก็ตาม
ขอจงตระหนักว่า สิ่งที่เรารู้สึกว่ามัน “ดี” ในวันนี้ อาจจะกลายเป็นสิ่งที่เราพบว่ามันเป็นสิ่งที่ “เลวร้าย” มากๆ ก็ได้ ในอนาคต และสิ่งที่เรารู้สึกว่ามัน “ไม่ดี/เลวร้าย” สำหรับเราในวันนี้นั้น ก็อาจจะกลายเป็นสิ่งที่ “ดีมากๆ” กับเราก็ได้ในอนาคต
เพราะเราไม่มีวันรู้หรอกว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร และความเป็นจริงก็คือ ทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ โชคดี หรือโชคร้าย ไม่มีใครรู้จริงๆ หรอก

สัจธรรมของชีวิต

เมื่ออายุถึง 60 ปี. 
ตำแหน่งใหญ่-เล็ก มีค่าเท่ากัน

70 ปี. 
มีเมียมาก-น้อย มีค่าเท่ากัน

80 ปี. 
รวยมาก-รวยน้อย ไม่ต่างกัน

90 ปี. 
อยู่หรือตาย ไม่ต่างกัน

#################################################################
พญาช้างปาลิไลยกะ

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ที่โฆสิตาราม ในเมืองโกสัมพี ทรงพระปรารภถึงพระภิกษุมากรูป 
ด้วยกัน เป็นผู้ว่ายาก , วิวาทกัน , ไม่อยู่ในโอวาท ประพฤติตามใจตัวด้วยอำนาจมานะทิฏฐิ ทรงพร่ำสอนด้วย 
ประการต่างๆแม้อย่างนั้นแล้ว พระพวกนั้นก็ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เคารพในพระโอวาท ยังวิวาทกัน เป็นฝักเป็นฝ่ายไม่ 
สามัคคีกัน 

พระบรมศาสดา ยังได้แสดงผลดีของการเคารพเชื่อฟังในพระโอวาท โดยทรงเล่าเรื่องทีฆาวุกุมารประทานเป็น
ตัวอย่างโดยพิศดารแล้วทรงประทานโสภณธรรม คือธรรมที่ทำให้งาม ๒ ประการ คือ ขันติ ความอดกลั้น และ 
โสรัจจะ ความเสงี่ยมเจียมตัว พร้อมด้วยทรงเตือนซ้ำอีกว่า พวกเธอก็บวชในพระธรรมวินัยที่ตถาคตได้กล่าว 
ไว้ดีอย่างนี้แล้วก็ชอบที่จะเป็นคนอดทน , ประพฤติตามคำสอน , และ เสงี่ยมเจียมตนอยู่ในโอวาทจะได้เป็นผู้ 
งามในธรรมวินัยนี้ แม้พระบรมศาสดาจะได้ทรงพระกรุณาพร่ำสอนถึงอย่างนี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะทำให้สงฆ์ 
สองพวกนั้นปรองดองดีกันได้ 

นี้แหละสมกับคำที่นักปราชญ์กล่าวว่า คนตามืดยังพอสอน คนใจมืดแล้วสอนไม่ได้ เพราะคนที่ใจมืดด้วย 
โมหะ , มานะ , ทิฏฐินั้น ไม่ยอมรับโอวาท คนอย่างนี้ไม่มีใครสอนได้ ดูเถิด แม้แต่พระพุทธเจ้า ประทับสอน 
อยู่ตรงหน้า เขาก็มองไม่เห็น , ฟังไม่ออก , นรกเท่านั้นที่จะเตือนสติเขาให้สำนึกผิด 

ต่อมาพระบรมศาสดาทรงดำริว่า การอยู่ร่วมด้วยพระดื้อด้านพวกนี้ลำบาก มีพระประสงค์จะเสด็จหลีกไปอยู่ 
ลำพังพระองค์เดียว จึงได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองโกสัมพี ไม่ทรงแจ้งให้พระภิกษุสงฆ์ทราบ ทรงบาต 
จีวรของพระองค์เองโดยลำพัง เสด็จไปยังพาลกโลณการาม ทรงแสดงเอกจาริกวัตร 
(ระเบียบของการจาริกไปคนเดียว) แก่พระภคุเถระในที่นั้น จากอารามนั้นแล้วเสด็จไปแวะที่ปราจีนวังสะมฤค- 
ทายวัน ตรัสอานิสงส์สามัคคีรสประทานแก่กุลบุตร ๓ คน แล้วเสด็จเข้าไปประทับที่ร่มไม้ภัทระสาละพฤกษ์ 
ในราวไพรรักขิตวัน โดยผาสุกวิหาร 

สมัยนั้น มีพญาช้างเชือกหนึ่งชื่อ ปาลิไลยกะ เป็นเจ้าแห่งโขลงช้างใหญ่เกิดเบื่อหน่ายบริวารช้างทั้งหลาย 
คิดว่า อยู่ร่วมด้วยบริวารช้างเหล่านี้เป็นความลำบาก ทุกครั้งที่น้าวกิ่งไม้หักลงมา บรรดาช้างพลาย , ช้างพัง 
ช้างตะกอ , และลูกช้าง ก็แย่งกันหักยอดไม้กินเสียหมด คราวลงสู่บึงน้ำใส ช้างเหล่านี้ก็พากันลงทำให้น้ำขุ่น 
ต้องกินน้ำขุ่น ต้องเบียดเสียดกับช้างทั้งหลายไม่มีความสะดวกสบาย มีความประสงค์จะอยู่โดดเดี่ยวโดย 
ลำพัง ครั้นเวลากลางคืนเมื่อช้างทั้งหลายหลับแล้ว พญาช้างปาลิไลยกะ ได้หนีออกจากโขลงแต่เชือกเดียว 
หาความสุขโดยลำพัง ครั้นเดินเที่ยวมาในชัฏป่าใหญ่ถึงที่ประทับของพระผู้มีพระภาค มีความเลื่อมใสในพระ- 
ผู้มีพระภาค นับแต่แรกที่ได้มองเห็นแต่ไกล จึงเดินเข้ามาใกล้หมอบถวายบังคมแทบพระยุคลบาทด้วยความ 
เคารพรักพร้อมกับมอบกายถวายชีวิตรับเป็นภาระอยู่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าตลอดเวลา เริ่มต้นตั้งแต่หักกิ่งไม้ 
มาปัดกวาดบริเวณนั้นให้สะอาด ถอนทิ้งต้นหญ้าและไม้เล็กไม้น้อยในบริเวณนั้นให้เตียน ไปตักน้ำใช้น้ำฉัน 
มาถวายให้พระผู้มีพระภาค ได้สรงได้เสวยตามพระพุทธประสงค์อย่างสะดวกสบายจัดหาผลไม้สุกในป่าเช่น 
กล้วยและขนุนมาถวายเวลาพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในเวลาเช้า ก็เอาบาตรตามไปส่งพระพุทธเจ้า 
แทบประตูป่า และรออยู่จนพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ รับบาตรจากพระหัตถ์ ตามพระพุทธเจ้ามาจนถึงที่ประทับ 
ปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าตามวิสัยของตนเป็นอย่างดีทุกประการ ครั้นเสร็จกิจปฏิบัติประจำวันแล้ว ก็หักกิ่งไม้ 
ท่อนหนึ่งมาเป็นอาวุธ คอยพิทักษ์รักษามิให้สัตว์ร้ายมากล้ำกลายตลอดเวลา 

พระผู้มีพระภาค เสด็จประทับอยู่ด้วยความสงบสุข โดยอาศัยพญาช้างปาลิไลยกะบำรุงรักษา เพราะเหตุนี้ 
ชัฏป่านี้จึงได้นามว่า 'รักขิตวัน' ตั้งแต่นั้นมา 

วันหนึ่ง พญาลิงตัวหนึ่งเที่ยวมาตามยอดไม้โดยลำพัง และเห็นพญาช้างทำงาน ปฏิบัติพระพุทธเจ้าด้วย 
ความเคารพเป็นอย่างดีเช่นนั้น ก็พอใจ เกิดมีความกุศลจิตคิดจะเข้าไปปฏิบัติพระพุทธเจ้าบ้าง เฝ้านั่งมอง 
ดูอยู่ว่าเราควรจะทำอะไรดี ทันใดนั้นเองมองเห็นรวงผึ้งจับอยู่บนปลายไม้ มีน้ำผึ้งรวงเต็มอยู่ ก็ดีใจคิดว่า 
น้ำผึ้งรวงนี้มนุษย์ชอบกินกัน ด้วยเคยเห็นพรานป่าพยายามขึ้นต้นไม้หักเอารวงผึ้งชนิดนี้ไปเสมอๆเราควร 
จะเอารวงผึ้งนี้แหละไปถวายพระพุทธเจ้า ด้วยแปลกจากผลไม้ที่พญาช้างถวายอยู่แล้ว ครั้นคิดเช่นนั้นแล้ว 
ก็ปีนป่ายขึ้นยอดไม้ หักเอารวงผึ้งลงมา ไล่ตัวออกหมดแล้วก็น้อมเข้าไปถวายพระพุทธเจ้าด้วยศรัทธา แล้ว 
นั่งเฝ้ามองดูอยู่ว่า พระพุทธเจ้าจะทรงพระกรุณาเสวยหรือไม่ ครั้นเห็นพระพุทธเจ้าน้ำผึ้งรวงจากรวงผึ้งที่ตน 
น้อมถวาย ก็มีความยินดีเบิกบานใจ กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจว่า ตนมีส่วนได้ทำบุญถวายน้ำผึ้งพระ- 
พุทธเจ้า มีความร่าเริงใจกระโจนจากกิ่งไม้นี้ ไปจับกิ่งไม้โน้น แสดงความยินดีตามวิสัยสัตว์ที่ได้ทำบุญ 
สมความประสงค์ 

การที่พระศาสดาได้เสด็จประทับอยู่ในป่ารักขิตวัน โดยลำพังพระองค์เดียว อยู่ด้วยการทำนุบำรุงของพญา
ช้างปาลิไลยกะนี้ ได้ปรากฎเป็นเรื่องสำคัญ รู้กันทั่วไปในชมพูทวีป 

หลังจากพระผู้มีพระภาค เสด็จจากโฆสิตาราม มาประทับอยู่ป่ารักขิตวันแล้วไม่นาน อุบาสกอุบาสิการวมทั้ง 
คนใจบุญชาวเมืองโกสัมพีเป็นอันมาก ได้เข้าไปพระวิหารเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นไม่พบ และได้สืบ 
ถามได้ความดีแล้วต่างคนก็ต่างมีความน้อยใจ พากันตำหนิติเตียนพระพวกนั้นเป็นอย่างมากว่า พวกท่านบวช 
ในสำนักพระศาสดา เมื่อพระศาสดาประทานโอวาทแนะนำให้สามัคคีกัน ก็ดื้อ , ไม่อยู่ในพระโอวาท ร้ายมาก ,
ทำให้พระองค์ต้องเดือดร้อน หลบหนีไปอยู่ป่าแต่พระองค์เดียว ให้พวกฉันขาดจากบุญกุศลที่ควรจะได้ถวาย 
บังคมและได้ฟังธรรมจากพระองค์ เพราะพวกท่านเป็นเหตุ ตั้งแต่นี้ไปพวกฉันจะไม่บำรุงท่าน จะไม่ต้อนรับ 
จะไม่ไหว้ ไม่กราบ จะไม่ทำดีต่อทุกๆประการ แล้วต่างก็เพิกเฉยหันหลังให้ภิกษุเหล่านั้น 

เมื่อพระเหล่านั้นไม่ได้รับการบำรุงจากคนทั้งหลาย ไม่กี่วันก็ซูบผอมเพราะอดอยากปากแห้ง , หมดแรงดื้อด้าน 
เล็งเห็นโทษของการทะเลาะ โทษของการที่ไม่อยู่ในพระโอวาท หัวโตเป็นเปรตไปตามๆกัน ถูกไฟนรกใน 
มนุษย์บีบคั้น สิ้นพยศร้าย ต่างรูปต่างยอมรับผิด ยอมอดโทษให้แก่กันและกันและปฤพติดีต่อกันเป็นปกติ แล้ว 
พากันเข้าไปหาอุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้นสารผิดว่า ท่านทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้าสามัคคีกันแล้ว ขอท่านทั้งหลาย
จงอุปถัมภ์บำรุงอย่างแต่ก่อนเถิด ก็พระคุณท่านได้ทูลขอให้พระศาสดาทรงอดโทษให้แล้วหรือยังเล่า ? 
ยังท่านอุบาสก ถ้าเช่นนั้น พระคุณท่านจงไปทูลขอให้พระองค์ทรงอดโทษให้เสียก่อน เมื่อพระศาสดาทรงอด 
โทษให้แล้วพวกกระผมจึงจะถวายการอุปถัมภ์บำรุงเช่นเดิม บังเอิญเวลานั้นยังอยู่ภายในพรรษา พระพวกนั้นไม่ 
อาจไปเฝ้าพระศาสดาได้จำต้องอดใจ ทนต่อการลงโทษของอุบาสกอุบาสิกาด้วยการให้อดอยากปากแห้งจน 
ออกพรรษาด้วยความทุกข์ยากอย่างยิ่ง 

ครั้นออกพรรษาแล้ว บรรดาตระกูลเศรษฐีคฤหบดีใหญ่ๆในพระนครสาวัตถี มีท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี และ 
ท่านมหาอุบาสิกาวิสาขาเป็นต้น ได้ส่งหนังสือมาถวายพระอานนท์เถระพุทธอุปัฏฐากว่า ขอให้พระอานนท์ 
ได้กราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาให้เสด็จไปพระนครสาวัตถีให้ด้วย แม้ภิกษุตามชนบทต่างๆประมาณ 
๕oo รูป ก็พากันเดินทางไปหาพระอานนทเถระ วอนว่า ท่านอานนท์ นานแล้วพวกกระผมไม่ได้ฟังธรรมจาก 
พระผู้มีพระภาค ขอท่านได้กรุณาให้พวกกระผมได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเพื่อฟังธรรมด้วยเถิด พระเถระเจ้า 
ได้พาภิกษุเหล่านั้นเดินทางไปยังป่ารักขิตวัน ครั้นถึงป่านั้นแล้วกลับคิดได้ว่า เรายังไม่ควรจะพาภิกษุทั้งหมด 
เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ซึ่งเสด็จประทับอยู่ลำพังพระองค์เดียวก่อนที่ยังมิได้กราบทูลขอประทานโอกาส จึงให้ 
พระทั้งหมดนั้นพักอยู่นอกป่าก่อน แล้วพระเถระเจ้าได้เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแต่องค์เดียว 
พอช้างปาลิไลยกะแลเห็นพระเถระเจ้าก็เอื้อมงวงหยิบท่อนไม้วิ่งเข้าใส่ทันที พระศาสดาทอดพระเนตรเห็น จึง 
รับสั่งว่า หยุด ! ปาลิไลยกะ อย่าห้ามท่านเลย ท่านเป็นพุทธอุปัฏฐาก ช้างปาลิไลยกะวางท่อนไม้ทันที เดินตรง 
ไปขอรับบาตรจีวร พระเถระเจ้าไม่ยอมให้ ช้างปาลิไลยกะคิดว่า ถ้าท่านรูปนี้มีการศึกษาขนบธรรมเนียมมาดี 
แล้วจะต้องไม่วางบริขารของตนลงบนแผ่นหินที่ประทับของพระศาสดา ครั้นเห็นพระเถระเจ้าวางบาตรจีวรของ 
ท่านบนพื้นดินก็มีความเลื่อมใส ถวายความเคารพรักใคร่ในพระเถระเจ้าเป็นอันดี 

พระเถระเจ้าถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่งอยู่ในที่อันควรข้างหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ , เธอมารูป
เดียวเท่านั้นหรือ มากับพระ ๕oo รูป พระเจ้าข้า ก็แล้วพระเหล่านั้นอยู่ที่ใหนเล่า ข้าพระองค์ยังไม่ทราบพระ -
ประสงค์ จึงได้ให้ท่านพักรออยู่ข้างนอก พระเจ้าข้า ให้เขาเข้ามาพบได้ อานนท์ ! พระเถระเจ้าได้จัดให้เป็นไป
ตามพระบัญชา ครั้นภิกษุทั้งหลายได้เข้าเฝ้า ได้รับการปฏิสันถารจากพระศาสดาเป็นอันดีแล้ว ได้กราบทูล 
สรรเสริญพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เป็นพระพุทธเจ้าเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เสด็จประทับ 
อยู่พระองค์เดียวโดยลำพังตลอดไตรมาสอย่างนี้ ทำได้ยากยิ่ง พระเจ้าข้า ผู้ถวายการปฏิบัติก็ดี ผู้ถวายน้ำบ้วน 
พระโอษฐ์ก็ดี เห็นจะไม่มี พระเจ้าข้า 

พระศาสดาทรงรับสั่งว่า ภิกษุทั้งหลาย ธุรกิจของฉันทุกอย่างช้างปาลิไลยกะเขาช่วยทำให้ ความจริง การอยู่ 
ร่วมกันควรจะได้เพื่อนเช่นนี้ เมื่อหาเพื่อนเช่นนี้ไม่ได้เที่ยวไปคนเดียวดีกว่า แล้วทรงแสดงธรรมโปรดภิกษุ 
เหล่านั้น โดยคาถาว่า : 

ถ้าบุคคลได้สหายที่มีความรู้ รักษาตัวได้ มีปัญญารักจะอยู่ร่วมกับคนดี เป็นเพื่อนร่วมทางเขาก็ควรจะยินดี 
มีสติย่ำยีอันตรายรอบๆข้างทั้งปวงเสีย แล้วเที่ยวไปกับสหายผู้นั้น ถ้าหากไม่ได้สหายเช่นนั้น ก็ควรทำตน 
ดังพระราชาที่ทรงละแว่นแคว้นเสด็จเที่ยวไปแต่ลำพังองค์เดียว เหมือนพญาช้างมาตังคะ เที่ยวไปในป่าโดย 
ลำพังฉะนั้น การเที่ยวไปคนเดียวดีกว่าเพราะคนพาลเป็นสหายไม่ได้ (คนพาลคบใครไม่จริง) ในรูปการณ์ 
เช่นนี้ควรจะเที่ยวไปคนเดียว และไม่ควรกระทำบาป ควรจะเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย เหมือนพญาช้าง- 
มาตังคะ มีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปในป่าตามลำพังฉะนั้น . 

ในเวลาจบคาถาธรรมภาษิต ภิกษุ ๕oo รูปเหล่านั้น ได้ดำรงอยู่ในอรหัตธรรม . 

พระอานนทเถระเจ้าได้กราบทูลพระศาสดาว่า เวลานี้อริยสาวกในนครสาวัตถี ประมาณ ๕ โกฏิ มีท่านอนาถ- 
บิณฑิกกะเป็นประมุข ได้ส่งสาส์นแจ้งว่า ท่านมีความหวังเป็นอย่างมากต่อการเสด็จไปของพระองค์ 
พระศาสดาทรงรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นก็ควรจะไป อานนท์ เตรียมการไปได้แล้ว ทันใดนั้น พญาช้างปาลิไลยกะ 
ได้เดินเข้าไปขวางทางไว้ ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลถามว่าช้างป่าลิไลยกะมีความประสงค์อะไร พระเจ้าข้า เขา 
มีความหวังจะใคร่ถวายภักษาแก่พวกเธอ ภิกษุทั้งหลาย , ปาลิไลยกะได้อุปการะฉันมาเป็นเวลานานไม่ควร 
จะขัดใจเขา กลับกันเสียก่อนเถิดภิกษุทั้งหลาย , ครั้นรับสั่งแล้ว ทรงพาพระทั้งหลายกลับเข้าไปประทับยังที่ 
เดิม ต่อนั้น ช้างปาลิไลยกะก็เข้าป่ารวบรวมผลไม้ต่างๆมีขนุนและกล้วย เป็นต้น ขนไปยังที่พัก ครั้นรุ่งขึ้นได้ 
จัดถวายภิกษุทั้งหมด ปรากฎว่าหลังจากภิกษุสงฆ์ฉันอิ่มแล้ว ผลไม้ยังเหลืออยู่อีกเป็นอันมาก 

ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว พระศาสดาก็ทรงนำพระสงฆ์ทั้งหลาย เสด็จดำเนินออกจากที่นั้น ช้างปาลิไลยกะได้เดิน 
ตามพระศาสดาออกไปพร้อมกับพระสงฆ์ทั้งหลาย ครั้นเดินไปได้หน่อยก็ยืนขวางทางข้างหน้าพระศาสดาอีก 
ภิกษุทั้งหลายทูลพระศาสดาว่า ช้างปาลิไลยกะมีความประสงค์อะไรฯ พระเจ้าข้าฯ เขาต้องการจะให้ส่งพวก 
เธอไปแล้วขอให้ฉันกลับน่ะซีฯ ถึงอย่างนั้นเจียวหรือพระเจ้าข้าฯ ใช่ , เขาไม่ประสงค์จะให้ฉันจากไปฯ ลำดับ 
นั้นจึงได้ตรัสกับช้างปาลิไลยกะว่า ปาลิไลยกะ , ฉันไปครั้งนี้แล้วจะไม่กลับมาอีกในชาตินี้เธอจะยังบรรลุฌาน, 
วิปัสสนา , หรือมรรคผลอะไรๆไม่ได้หรอก ? ปาลิไลยกะอย่าคิดอะไรให้มากน๊ะ ช้างปาลิไลยกะฟังพระพุทธเจ้า 
ตรัสแล้วหลีกทางให้เสด็จไป ตนเองเอางวงยัดเข้าไปในปาก ร้องไห้เดินตามหลังพระศาสดาไป ความจริงช้าง- 
ปาลิไลยกะมีความยินดีที่จะปฏิบัติพระศาสดาตลอดชีวิตของเขาด้วยความเคารพ 

ครั้นพระศาสดาเสด็จถึงคามุปจาร (เขตแดนหมู่บ้าน) นั้น จึงหันพระพักตร์มาปราศรัยด้วยช้างปาลิไลยกะว่า 
ปาลิไลยกะ , ตั้งแต่ที่ตรงนี้ไปไม่ใช่ดินแดนของเธอเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ มีอันตราย หยุดแต่เพียงเท่านี้ 
เถอน๊ะ ปาลิไลยกะ แล้วทรงนำพระสงฆ์ดำเนินต่อไป ช้างปาลิไลยกะยืนร้องไห้ มองดูพระศาสดาอยู่ ณ ที่นั้น
พอพระศาสดาลับสายตาไป ช้างปาลิไลยกะก็พลันหัวใจวายล้มลงตาย ณ ที่นั้นทันที ด้วยกุศลแห่งความเลื่อม 
ใสในพระศาสดา ปาลิไลยกะก็ได้บังเกิดเป็นเทพเจ้าในสรวงสวรรค์มีนามว่า 'ปาลิไลยกะเทพบุตร' ส่วนพระ- 
ศาสดาเมื่อเสด็จไปโดยลำดับ ก็ถึงพระเชตวันวิหาร ในพระนครสาวัตถีโดยสวัสดี 

เมื่อภิกษุชาวเมืองโกสัมพีพวกนั้น ทราบข่าวว่าพระศาสดาเสด็จถึงเมืองสาวัตถีแล้วก็ดีใจ พร้อมกันเดินทาง 
ไปเฝ้า เพื่อขอให้พระองค์ทรงอดโทษให้ ครั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลทราบข่าวว่า พวกภิกษุที่ก่อความแตกร้าว 
ในโกสัมพีกำลังเดินทางเข้ามาก็เสด็จไปทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะไม่ยอมให้ 
พระพวกนั้น เข้ามายังแว่นแคว้นของหม่อมฉันฯ พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ! พระเหล่านั้นมีศีลเพราะการ 
วิวาทกันอย่างเดียวจึงไม่รับโอวาทของอาตมา แต่บัดนี้เธอรู้สึกผิดชอบแล้ว พากันมาประสงค์จะให้อาตมา 
อดโทษให้ ขอให้พระเหล่านั้นมาเถิด มหาบพิตร , แม่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ผู้สร้างวัดเชตวันวิหาร ก็ได้เข้า 
เฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้ามิให้พระพวกนั้นเข้าวิหารเช่นเดียวกัน ครั้นพระผู้มีพระภาค ทรงชี้แจงให้เป็น 
ที่เข้าใจดีแล้ว ก็อนุวัตรตามพระบัญชา 

เมื่อพระชาวเมืองโกสัมพีเหล่านั้นมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว พระศาสดาก็โปรดให้จัดเสนาสนะที่สงัดในส่วนข้าง 
หนึ่งให้เป็นที่พัก บรรดาพระสงฆ์ต่างถิ่นทราบเรื่องนี้เข้าก็ไม่นั่งร่วม ไม่ยืนร่วมด้วยพระสงฆ์เหล่านี้ พระต่างถิ่น 
ที่มาเฝ้าพระศาสดาอีกก็พากันทูลถามว่าพระพวกใหน พระเจ้าข้า ที่ก่อความแตกร้าวกันขึ้นในเมืองโกสัมพี 
พระศาสดาตรัสบอกว่า พวกนี้แหละภิกษุ พวกนี้แหละภิกษุ ตลอดเวลาที่ภิกษุพวกนั้น ถูกพระศาสดาชี้พระหัตถ์ 
ตรัสบอกว่าเป็นพวกก่อความแตกร้าวอยู่เช่นนี้ ได้รับความอัปยศมาก ไม่อาจยกศีรษะขึ้นมองดูอะไรๆได้ 
หมอบลงกราบแทบพระยุคลบาทพระบรมศาสดา ทูลขอให้พระองค์ทรงกรุณาอดโทษให้ 

พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทำกรรมหนักมาก พวกเธอบวชในสำนักพระพุทธเจ้าอย่างฉัน และ 
เมื่อฉันเตือนให้สามัคคีกัน พวกเธอก็ดื้อไม่ทำตาม เป็นความผิดหนักมาก แล้วทรงแสดงอานิสงส์ของการเป็น 
ผู้ว่าง่าย การอยู่ในโอวาท ให้เกิดประโยชน์มาก ได้ทรงแสดงเรื่องพระเจ้าทีฆาวุ ที่ทรงมั่นอยู่ในพระโอวาท 
ของพระชนก ภายหลังได้เป็นกษัตริย์ปกครองราชสมบัติทั้งสองแว่นแคว้น แล้วตรัสพระธรรมเทศนาโดย 
พระคาถาว่า : 

คนเหล่านั้นเขาไม่มีความรู้สึกอย่างไร แต่พวกเธอกำลังย่อยยับ , ป่นปี้ , เมื่อคนเหล่าใด ในหมู่นั้น เกิดรู้จริง 
เห็นแจ้งว่า พวกเรากำลังวอดวาย เมื่อนั้นความทะเลาะกัน วิวาทกัน ก็ย่อมสงบลงได้ เพราะการปฏิบัติถูกของ 
คนเหล่านั้น 

ในเวลาจบพระโอวาท ภิกษุที่ประชุมอยู่ ณ ที่นั้น ได้ดำรงอยู่ในอริยผลเป็นอันมาก .

.......................................................................................................................
 

เมื่อก้าวย่างสู่ฐานะที่สูงขึ้น การไม่มีอุเบกขาธรรม นั้นเป็นเรื่องยาก

อุเบกขา แบบต่างๆ

อุเบกขา ในทางพระพุทธศาสนามีคำว่า อุเบกขา อยู่หลายความหมายหรือหลายนัยด้วยกัน ดังเช่น อุเบกขาในสัมโพชฌงค์ ๗, อุเบกขาในฌาน, อุเบกขาเวทนา, อุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ จึงควรมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อกล่าวถึงสาระหรือเรื่องนั้นๆจะได้จำแนกแตกธรรมได้ถูกต้อง ตลอดจนไม่เกิดความสับสนเสียจนเกิดวิจิกิจฉาในธรรม อันจักยังให้ปฏิบัติไปผิดลู่ผิดทางอีกด้วย ดังเช่นไม่เข้าใจผิดไปยึดอุเบกขาในฌานที่แม้ให้ความสุขความสงบในช่วงระยะหนึ่งนั้นๆว่า เป็นหนทางดับทุกข์อย่างถาวรแท้จริง

อุเบกขาทั้ง ๔ องค์นี้ ถึงแม้ล้วนมีความหมายว่า เป็นกลาง อยู่กลางๆ จึงวางเฉย ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดด้วยกันทั้งนั้น แต่มีเหตุเกิดที่ต่างกัน หรือจากการปฏิบัติที่แตกต่างกันไป ผลที่ออกมาจึงมีความแตกต่างกันไปเป็นธรรมดา แต่ก็ดังที่กล่าวแล้ว ล้วนมีนัยว่า เป็นกลางๆทั้งสิ้น

อุเบกขา ในโพชฌงค์

อุเบกขา ในโพชฌงค์ เป็นอุเบกขาที่มีเหตุเกิดประกอบด้วยทั้งสัมมาสติ, สัมมาสมาธิ และสัมมาปัญญาอันยิ่ง กล่าวคือการมีสติรู้เท่าทันที่แน่วแน่ อีกทั้งยังต้องพร้อมด้วยปัญญาหรือปรีชาที่แจ่มแจ้ง ดังเช่น เข้าใจในความเป็นเหตุปัจจัย ที่เมื่อมีการปรุงแต่งย่อมเกิดเวทนา หรือเห็นความไม่เที่ยงเมื่อไปยึดไปอยากย่อมเป็นทุกข์ ฯลฯ. มีสติเห็นตามความเป็นจริงดังนี้แล้วจึงอุเบกขาเป็นกลาง กล่าวคือเมื่อเกิดความรู้สึก(Feeling)คือเกิดเวทนาอย่างไรก็ตาม เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ ก็เป็นไปอย่างนั้นตามธรรมหรือธรรมชาติ แต่เป็นกลาง ที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาตั้งใจ,ตั้งมั่น โดยการสำรวมคือการระวัง ไม่เอนเอียง, ไม่แทรกแซง, ไม่ไปปรุงแต่งคือฟุ้งซ่านไปในธรรมคือสิ่งนั้นๆที่สติรู้เท่าทันตามความเป็นจริง เนื่องด้วยปัญญาที่เข้าใจยิ่งอย่างแจ่มแจ้งดีว่า จะเป็นเหตุก่อ ให้เกิดการปรุงแต่งต่างๆขึ้นมาต่อเนื่องไป กล่าวคือย่อมยังให้เกิดการผัสสะต่างๆ ซึ่งย่อมยังให้เกิดเวทนาต่างๆที่เป็นไปในลักษณะเกิดดับ เกิดดับ อย่างต่อเนื่องสืบต่อไป จนราวกับว่าเป็นชิ้นเป็นเรื่องๆเดียว ทั้งๆที่ความจริงยิ่งแล้ว เกิดแต่การปรุงแต่งอย่างเกิดดับ เกิดดับ...อยู่ตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว อันเวทนาที่เกิดขึ้นเหล่านั้นย่อมอาจเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาอุปาทาน อันเป็นการดำเนินไปตามวงจรของการเกิดขึ้นของทุกข์คือปฎิจจสมุปบาทธรรม, จึงเป็นอุเบกขาที่เป็นไปเพื่อให้ถึงวิมุตติความสุขจากการพ้นไปจากทุกข์อย่างไม่กลับกลาย อุเบกขาเยี่ยงนี้จัดเป็นอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ อันจัดเป็นองค์สุดท้ายในโพชฌงค์ ๗ ที่ยังให้ตรัสรู้หรือให้ถึงซึ่งวิชชาและวิมุตติโดยบริบูรณ์ได้ ดังความนี้

กุณฑลิยสูตร
กุณฑลิยะ : ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ก็ธรรมเหล่าไหนที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุตติให้บริบูรณ์?
พระพุทธเจ้า : ดูกรกุณฑลิยะ โพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมยังวิชชาและวิมุติให้บริบูรณ์.
อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ ในเรื่อง อุเบกขา

อุเบกขา ในฌาน

ส่วนอุเบกขาในฌาน อันเป็นองค์ฌานหรือองค์ประกอบหนึ่งใน ๖ ของฌาน อันมีองค์ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา และอุเบกขา (รายละเอียดอยู่ในเรื่อง ฌาน,สมาธิ) เป็นอาการของจิตอย่างหนึ่งของฌาน ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติสมถสมาธิ ที่หมายถึง เมื่อจิตไปยึดเหนี่ยวหรือกำหนดในอารมณ์สิ่งใดอย่างแน่วแน่ จนเป็นหนึ่ง จึงเป็นเหตุให้ในที่สุดปล่อยวางในสิ่งอื่นๆล้วนสิ้น จึงเข้าสู่ระดับประณีตในจตุถฌานหรือฌาน ๔ ซึ่งแน่วแน่เป็นเอกัคคตารมณ์ กล่าวคือ เมื่อแน่วแน่เป็นเอกอย่างสมบูรณ์หรือเป็นหนึ่งเดียว ขณะนั้นเององค์ฌานอุเบกขาก็จะเกิดเป็นผลขึ้นมาร่วมด้วยเนื่องจากสภาวะเอกัคคตาโดยธรรมหรือธรรมชาตินั้นเอง กล่าวคือ เพราะแน่วแน่ เป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง จึงเป็นการปล่อยวางในสังขารการปรุงแต่งต่างๆทั้งปวง(ความคิดหรือธรรมารมณ์) จึงย่อมเป็นเหตุให้เกิดความเป็นกลางหรือความสงบต่อสังขารอื่นๆนั้นขึ้น โดยธรรมหรือธรรมชาติที่เป็นเหตุปัจจัยกันนั่นเอง เหตุเพราะเมื่อแน่วแน่เป็นหนึ่ง จิตย่อมไม่ส่งส่ายไปเกิดการผัสสะ(กระทบ)ต่ออารมณ์หรือสังขารทั้งปวงใดๆ จึงย่อมเกิดความสงบหรืออุเบกขาเป็นกลางขึ้นเองอีกองค์หนึ่ง อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรมหรืออิทัปปัจจยตานั่นเอง

อุเบกขา ในฌานมีความหมายว่า ความสงบ, ความมีใจเป็นกลาง, ความวางเฉยต่อสังขารคือสิ่งปรุงแต่งต่างๆ, เพียงแต่ว่าความเป็นกลางนั้น เกิดมาจากจิตตั้งมั่น ไม่ส่งออกไปซัดส่ายปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านนั่นเอง ยังมิได้เกิดแต่ญาณ

อุเบกขาในฌาน จึงมีเหตุเกิดที่แตกต่างจากอุเบกขาในโพชฌงค์ ๗ ตรงที่มิได้เกิดแต่ปัญญาระดับสัมมาญาณที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์โดยถาวร แต่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติฌานสมาธิที่จิตแน่วแน่เป็นเหตุ จึงเกิดเป็นผลขึ้น กล่าวคือเมื่อจิตไม่ได้ปรุงแต่งในสิ่งใดๆเนื่องจากแน่วแน่อยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งนั้น จิตย่อมไม่เกิดการผัสสะกับสิ่งฟุ้งซ่านปรุงแต่งหรือกิเลสใดๆจึงย่อมยังให้เกิดทุกขเวทนาใดๆขึ้นไม่ได้ จึงเป็นสุขในขณะที่เป็นสมาธิหรือฌานนั้นๆเนื่องจากทุกข์ดับไปชั่วขณะนั้นๆ และซึ่งเมื่อนำจิตอันสงบดีแล้วไปเป็นเครื่องเกื้อหนุนหรือสนับสนุนในการเจริญวิปัสสนาให้เกิดปัญญาต่อไปเพื่อการดับทุกข์อีกทีหนึ่งย่อมมีคุณอันยิ่ง อันเป็นหลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง กล่าวคือ ภาวะอุเบกขาในฌานที่เกิดขึ้น ย่อมทำให้นักปฏิบัติ มีความสงบไม่ซัดส่ายสอดแส่ บางครั้งจิตเข้าภวังคจิตที่จิตพักผ่อนอย่างสมบูรณ์ เมื่อออกจากอุเบกขาแล้วจึงก่อเป็นกำลังอันสำคัญให้จิต ซึ่งย่อมยังประโยชน์ยิ่งเมื่อนำไปเจริญวิปัสสนา แต่ถ้าปฏิบัติฌานสมาธิบ่อยๆแล้วไม่นำพาการเจริญวิปัสสนาอย่างจริงจังก็จะเกิดปัญหาการติดเพลินและวิปัสสนูปกิเลสขึ้นในที่สุด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เพราะได้ทำเหตุก่อไปแล้ว ผลจึงย่อมเกิดขึ้น อันเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม และไม่มีผู้ใดไปฝืนสภาวธรรมหรือธรรมชาติได้, การปฏิบัติฌานสมาธิจึงควรเป็นไปเพื่อการสนับสนุนปัญญาหรือการวิปัสสนา ดังธรรมที่กล่าวไว้ดังนี้

'สมาธิปริภาวิตา ปญฺญามหปฺผลา โหติ มหานิสํสา'

สมาธิเป็นเครื่องหนุนปัญญา

อุเบกขาในฌาน มีสติแต่ขาดสัมปชัญญะ ที่หมายถึงอยู่ในภวังค์คือหยุดการรับรู้ในทวารทั้ง ๖ ในขณะนั้น มีสติที่เกิดขึ้นจากการสั่งสมในการปฏิบัติที่เพียงรู้อยู่แต่ในความสงบเท่านั้น ส่วนอุเบกขาในโพชฌงค์นั้นต้องประกอบด้วยสติ,สัมปชัญญะและปัญญาอย่างบริบูรณ์ กล่าวคือ เป็นกลางด้วยได้สติและปัญญาในกิจนั้นๆ, มิได้เป็นกลางที่เกิดสืบเนื่องขึ้นจากการควบคุมจิตไว้กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านออกไปในสังขารทั้งปวงดังเช่นฌาน (อ่านรายละเอียดของภวังค์ได้ในบท นิมิตและภวังค์)

อุเบกขา ในเวทนาขันธ์

ส่วนอุเบกขาเวทนา ของเวทนาขันธ์นั้น เป็นอีกชื่อหนึ่งของอทุกขมสุขเวทนานั่นเอง เป็นความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์หรือเฉยๆหรือเปล่าๆ หรือเป็นกลางๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการผัสสะกับอารมณ์ต่างๆ เป็นสภาวธรรมของผู้มีชีวิต ที่เมื่อเกิดการผัสสะกับอารมณ์ใดแล้ว ย่อมเกิดเวทนาต่างๆขึ้น เป็นสุขบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอทุกขมสุขเวทนาหรืออุเบกขาเวทนาบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นประจำเสมอๆ กล่าวคือเป็นสภาวธรรมหรือธรรมชาติของชีวิตอย่างหนึ่ง ที่ไม่ว่าอย่างไรเมื่อเกิดการผัสสะก็ย่อมต้องเกิดเวทนาใดเวทนาหนึ่งขึ้นเป็นธรรมดา เพียงแต่อาจไม่รู้ไม่เข้าใจเท่านั้นเอง ที่ว่าไม่เกิด,ไม่รู้สึก นั่นแหละอุเบกขาเวทนา ในวันหนึ่งๆจึงเกิดอุเบกขาเวทนาเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา จนนับไม่ถ้วน มากกว่าเวทนาใดๆทั้งสิ้น ที่พระองค์ท่านตรัสเตือนไว้เสมอๆเป็นอเนกว่า ให้เห็นอุเบกขาเวทนา โดยความไม่เที่ยง ทั้งโดยความไม่ประมาท ก็เพราะความละเอียดอ่อน,ความแผ่วเบา,ความเคยชิน จึงสังเกตุไม่เห็น จึงมักไม่รู้เท่าทัน จึงประมาท จึงมักแปรปรวนไปปรุงแต่งหรือฟุ้งซ่านจนเกิดเป็นทุกข์ขึ้นในที่สุด อุเบกขาเวทนา จึงเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมหรือธรรมชาตินั่นเอง ไม่จำเป็นต้องประกอบด้วยสติ สมาธิ ปัญญาแต่อย่างใด.

อ่านรายละเอียดของอุเบกขาเวทนา ในเรื่อง อทุกขมสุขหรืออุเบกขาเวทนา

อุเบกขา ในพรหมวิหาร ๔

ส่วนอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ ก็แสดงความเป็นกลางวางทีเฉยเหมือนกับในโพชฌงค์ แต่เป็นข้อปฏิบัติหรือหลักประพฤติ ที่ผู้ปฏิบัติตามด้วยศรัทธา แล้วย่อมยังให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขในการดำรงชีวิต จึงเป็นธรรมประจำใจของผู้ที่เสมอด้วยพรหม จากการอุเบกขาที่เป็นกลางไม่เอนเอียงไปปรุงแต่งในสังขารนั้นๆที่เห็นคุณโทษแล้ว และเหมาะควรแก่เหตุแล้ว แต่เป็นการปฏิบัติแบบตรงๆด้วยกำลังศรัทธาตามคำเชื่อหรือคำสั่งสอน กล่าวคือ เป็นอุเบกขาที่ประกอบด้วยศรัทธาและสติเป็นสำคัญ ทั้งปัญญา แต่ยังไม่เป็นปัญญาระดับปัญญาญาณ(สัมมาญาณ)หรือปรีชาหยั่งรู้ที่เป็นไปเพื่อการดับทุกข์หรือหลุดพ้นจากกิเลสแต่โดยตรง ดังเช่น ยังไม่เห็นความเป็นเหตุปัจจัย หรือความเป็นไปตามหลักปฏิจจสมุปบันธรรม

อ่านรายละเอียดของอุเบกขาในพรหมวิหาร ๔ ในเรื่อง พรหมวิหาร ๔

 

พรหมวิหารธรรม (อุเบกขาธรรม)

เมตตาขาดอุเบกขา...ก็ผิด 
กรุณาขาดอุเบกขา...ก็ผิด 
มุทิตาขาดอุเบกขา...ก็ผิด

O ทำความดีด้วยใจว่างจากกิเลส

ทำความดีอย่างสบายๆ อย่างมีอุเบกขา คือ ทำใจเป็นกลางวางเฉย ไม่หวังผลอะไรทั้งสิ้น การตั้งความหวังในผลของการทำดีเป็นธรรมดาของสามัญชนทั่วไป ซึ่งก็ไม่ผิด แต่ก็จะถูกต้องกว่าหากจะไม่ตั้งความหวังเลย

เมื่อรู้ว่าเป็นความดีก็ทำเต็มความสามารถของสติปัญญา ไม่เดือดร้อนให้เกินความสามารถ ไม่มุ่งหวังให้ฟุ้งซ่าน ไม่ผิดหวังให้เศร้าเสียใจ การทำใจเช่นนี้ไม่ง่าย แต่ก็เป็นสิ่งทำได้ ถ้าทำไม่ได้พระพุทธเจ้าก็จะไม่ทรงสั่งสอนไว้

O ทำดีด้วยความโลภและหลง จักไม่อาจให้ผลสูงสุด

การทำดีหรือทำบุญกุศลที่จะส่งผลสูงสุด ต้องเป็นการทำด้วยใจว่างจากกิเลส คือ ความโลภ โกรธ หลง ความผูกพันในผลที่จะได้รับเป็นทั้งความโลภและความหลง ความผูกพันในผลที่จะได้รับเป็นทั้งความโลภและความหลง จึงไม่อาจให้ผลสูงสุดได้

แม้จะให้ผลตามความจริงที่ว่า ทำดีจักได้ดี แต่เมื่อเป็นความดีที่ระคนด้วยโลภและหลง ก็ย่อมจะได้ผลไม่เท่าที่ควร มีความโลภหลงมาบั่นทอนผลนั้นเสีย

O ทำดีแล้วต้องได้ดีแน่นอนเสมอไป

ทำดีไม่ได้ดี ไม่มีอยู่ในความจริง มีอยู่แต่ในความเข้าใจผิดของคนทั้งหลายเท่านั้น ทำดีแล้วต้องได้ดีแน่นอนเสมอไป

ที่มีเหตุการณ์ต่างๆ นานาปรากฏขึ้น เหมือนทำดีไม่ได้ดีนั้น เป็นเพียงการปรากฏของความสลับซับซ้อนแห่งการให้ผลของกรรมเท่านั้น เพราะกรรมนั้นไม่ได้ให้ผลทันตาทันใจเสมอไป

แต่ถ้าเป็นเรื่องภายในใจแล้ว กรรมให้ผลทันทีที่ทำแน่นอน เพียงแต่ว่า บางทีผู้ทำไม่สังเกตด้วยความประณีตเพียงพอจึงไม่รู้ไม่เห็น ขอให้สังเกตใจตนให้ดี แล้วจะเห็นว่าทันทีที่ทำกรรมดี ผลจะปรากฏขึ้นในใจเป็นผลดีทันทีทีเดียว

O ทำกรรมดีแล้วจิตใจจักไม่ร้อนเร่า

ทำกรรมดีแล้วใจจักไม่ร้อน เพราะไม่ต้องวิตกกังวลว่าจะได้รับผลไม่ดีต่างๆ

ความไม่ต้องหวาดวิตกหรือกังวลไปต่างๆ นั้น นั่นแหละเป็นความเย็น เป็นความสงบของใจ เรียกได้ว่าเป็นผลดีที่เกิดจากกรรมดี ซึ่งจะเกิดขึ้นทันตาทันใจทุกครั้งไป เป็นการทำดีที่ได้ดีอย่างบริสุทธิ์แท้จริง

ส่วนผลปรากฏภายนอกเป็นลาภยศสรรเสริญต่างๆ นั้น มีช้า มีเร็ว มีทันตาทันใจ และไม่ทันตาทันใจ จนเป็นเหตุให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากมาย ว่าทำดีไม่ได้ดีบ้าง ทำชั่วได้ดีบ้าง

O ควรทำดีโดยทำใจให้เป็นกลาง ไม่มุ่งหวังสิ่งใด

ทำดีได้ดีแน่นอนอยู่แล้ว บรรดาผู้ทำความดีทั้งหลายซาบซึ้งในสัจจะ คือ ความจริงนี้ ดังนี้ก็ไม่น่าจะลำบากนักที่จะเชื่อด้วยว่า ควรทำดีโดยทำใจเป็นกลางวางเฉลยไม่มุ่งหวังอะไรๆ ทั้งนั้น

การที่ยกมือไหว้พระด้วยใจที่เคารพศรัทธาในพระรัตนตรัยสูงสุดเพียงเท่านี้ ได้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าจะยกมือไหว้พร้อมกับอธิษฐานปรารถนาสิ่งนั้นสิ่งนี้ไปด้วยมากมายหลายสิ่งหลายอย่าง

หรือการจะบริจาคเงินสร้างวัดวาอาราม ด้วยใจที่มุ่งให้เป็นการบูชาคุณพระรัตนตรัยเพียงเท่านี้ ก็ได้ผลดีแก่จิตใจ ยิ่งกว่าจะปรารถนาวิมานชั้นฟ้า หรือบ้านช่องโอ่อ่าทันตาเห็นในชาตินี้

หรือการจะสละเวลากำลังกาย กำลังทรัพย์เพื่อช่วยเหลืองานพระศาสนา โดยมุ่งเพื่อผลสำเร็จของงานนั้นจริงๆ เพียงเท่านี้ ก็ได้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าปรารถนาจะได้หน้าได้ตาว่าเป็นคนสำคัญ เป็นกำลังใจให้เกิดความสำเร็จ

หรือการคิดพูดทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ด้วยใจที่มุ่งเทิดทูนรักษาอย่างเดียวเช่นนี้ ให้ผลดีแก่จิตใจยิ่งกว่าหวังได้ลาภยศหน้าตาตอบแทน

O ทำความดีอย่างบริสุทธิ์ สะอาดจริงเถิด

ทุกวัน เรามีโอกาสทำดีด้วยกันทุกคน ดังนั้นจึงขอให้พยายามตั้งสติให้ดี ใช้ปัญญาให้ควร อย่าโลภ อย่าหลง อย่าทำความดีอย่างมีโลภมีหลง ให้ทำความดีอย่างบริสุทธิ์สะอาดจริงเถิด

มีวิธีตรวจใจตนเองว่า ทำความดีด้วยใจปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ กิเลส โลภ โกรธ หลง หรือไม่ ก็คือให้ดูว่าเมื่อทำความดีนั้น ร้อนใจที่จะแย่งใครเขาทำหรือเปล่า กีดกัดใครเขาหรือไม่ ฟุ้งซ่านวุ่นวายกะเก็งผลเลิศในการทำหรือเปล่า ต้องการจะทำทั้งๆ ที่ไม่สามารถจะทำได้ แล้วก็น้อยเนื้อต่ำใจหรือโกรธแค้นอาฆาตพยาบาทอุปสรรคหรือเปล่า

ถ้าเป็นคำตอบปฏิเสธทั้งหมดก็นับว่าดี เป็นการทำดีอย่างมีกิเลสห่างไกลจิตใจพอสมควรแล้ว สบายใจ เย็นใจในการทำความดีใดๆ ก็นับว่ามีกิเลสห่างไกลใจในขณะนั้นอย่างน่ายินดียิ่ง จะเป็นเหตุให้ผลอันเกิดจากรรมดีนั้นบริสุทธิ์ สะอาด และสูงส่งจริง

O ทำให้ไม่มีตัวเราของเราได้...วิเศษสุด

ไม่มีตัวเราของเราแล้วไม่มีความทุกข์ เพราะไม่ถูกกระทบ ไม่มีอะไรให้ถูกกระทบ 
เหมือนคนไม่มีมือ ก็ไม่เจ็บมือ คนไม่มีขา ก็ไม่เจ็บขา ดังนั้น การทำให้ไม่มีตัวเราของเราได้จึงวิเศษสุด แต่ก็ยากยิ่งนักสำหรับบุถุชนคนสามัญทั้งหลาย ฉะนั้นขอให้มีเพียงเราเล็กๆ มีเราน้อยๆ ก็ยังดี ดีกว่าจะมีเราใหญ่โตมโหฬาร มีของเราเต็มบ้านเต็มเมือง

เมื่อบุถุชนไม่สามารถทำตัวเราให้หายไปได้ ยังหวงแหนห่วงใยตัวเราอยู่ ของเราจึงยังต้องมีอยู่ด้วย ของเราจะหมดไปก็ต่อเมื่อตัวเราหมดไปเสียก่อน นี้เป็นธรรมดา

ถ้ายังมีตัวเราของเราอยู่ ยังต้องกระทบกระทั่งอยู่ ยังหวงแหนรักษาตัวเราของเราไว้ ก็ควรอย่างยิ่งที่จะหวงแหนรักษาให้ถูกต้อง จะได้ไม่ต้องรับโทษทุกข์ของการมีตัวเราของเรามากเกินไปอย่างเดียว แต่มีโอกาสที่จะได้รับคุณรับประโยชน์บ้างจากการมีตัวเราของเรา นั่นก็คือต้องระวังรักษาปฏิบัติต่อตัวเราของเราให้ดี ให้เป็นตัวเราของเราที่ดี

O ตัวเราที่ดี ต้องมีใจที่อบรมด้วยธรรมอันงาม

ตัวเราที่ดีนั้น ไม่ใช่เป็นตัวเราที่มีหน้าตาสวยงามอย่างเดียว ไม่ใช่เป็นตัวเราที่ได้รับการตกแต่งด้วยเครื่องสำอางหรือเสื้อผ้าแพรพรรณอันวิจิตรเท่านั้น

ตัวเราที่ดีต้องเป็นตัวเราที่ประพฤติปฏิบัติถูกต้องตามทำนองคลองธรรม มีจิตใจที่อบรมด้วยธรรมอันงาม ปรารถนาจะมีตัวเราก็ต้องปฏิบัติต่อตัวเราเช่นนี้จึงจะถูกต้อง จึงจะพอบรรเท่าโทษของการยึดมั่นในตัวเราลงได้บ้าง

O อุเบกขาธรรม

“อุเบกขา” เป็นธรรมในธรรมสำคัญหมวดหนึ่ง คือ “พรหมวิหารธรรม”

มนุษย์ก็ได้ชื่อว่าเป็นพรหม แม้มีธรรมหมวดนี้สมบูรณ์ คือมีพร้อมทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา

อุเบกขา หมายถึง การวางใจเป็นกลาง วางเฉย ไม่ยินดียินร้าย จึงไม่หวั่นไหวด้วยความยินดีหรือความยินร้าย หวั่นไหวเพราะความยินดีแม้มากย่อมเป็นเหตุให้ฟุ้ง หวั่นไหวเพราะความยินร้ายแม้มากย่อมเป็นเหตุให้เครียด อุเบกขาจึงเป็นธรรมโอสถเครื่องรักษาโรคทางจิตทั้งสอง คือ โรคฟุ้งและโรคเครียด

ท่านผู้มีปัญญาเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมโอสถนี้ จึงสนใจอบรมอุเบกขา เพื่อรักษาใจให้ปราศจากโรค ให้เป็นใจที่สมบูรณ์สุขอย่างแท้จริง

O โรคทางจิตก็เหมือนโรคทางกาย

โรคทางจิตก็เหมือนโรคทางกาย ยารักษาโรคทางจิตก็เหมือนยารักษาโรคทางกาย

ไม่ว่าจะใช้ยาวิเศษขนานใดก็ตาม ก็ต้องใช้ยานั้นให้ได้ขนาดเพียงพอกับอาการของโรค โรคทางกายบางโรคไม่ต้องใช้ยามากและไม่ต้องใช้นาน บางโรคต้องใช้มากและต้องใช้นาน จะใจร้อนใจเร็วให้โรคหายทันใจทุกโรคไม่ได้

แต่โรคทางใจของคนทั่วไป ปกติต้องใช้ยามากและต้องใช้นานจึงจะใจร้อนใจเร็วให้เห็นผลเป็นความหายขาดจากโรคหัวใจอย่างทันตาทันใจไม่ได้ ต้องใช้ธรรมโอสถให้เพียงพอกับอาการของโรค เช่น โรคเครียดและโรคฟุ้งที่กล่าวแล้วว่า รักษาได้ด้วยธรรมโอสถ คือ อุเบกขา ก็ต้องใช้ธรรมโอสถให้เพียงพอ คือ ใช้ให้มากพอและใช้ให้นานพอ จึงจะหายขาดได้จริง

O ยอดของพรหมวิหารธรรม

อุเบกขา เป็นยอดของพรหมวิหารธรรม เมตตา กรุณา เป็นฐาน มุทิตาเป็นตัว

การจะสร้างยอดโดยไม่สร้างฐานไม่สร้างตัวนั้นก็ก็ทำกันได้ แต่ยอดจะวางอยู่ต่ำเตี้ย ไม่มั่นคง ไม่สูงสง่า ถ้าสร้างฐานสร้างตัวเป็นลำดับขึ้นไปเรียบร้อยแล้วจึงสร้างยอด ยอดก็จะมั่นคง สูงเด่นเป็นสง่า

O ฐานของพรหมวิหารธรรม

การอบรมอุเบกขาให้มั่นคง งามพร้อม จึงควรต้องอบรมพรหมวิหารธรรมให้สมบูรณ์

เริ่มแต่ฐาน คือ เมตตากรุณาเป็นเบื้องต้น มุทิตาเป็นลำดับไป แล้วจึงถึงอุเบกขา เช่นนี้ไม่หมายความว่าจะต้องใช้เวลานานนักหนากว่าจะเริ่มจากฐานขึ้นไปถึงยอด เรื่องของจิตหรือเรื่องของใจเป็นเรื่องพิเศษสุด อำนาจของใจ ความเร็วของใจ ก็เป็นความพิเศษสุดเช่นเดียวกัน

พรหมวิหารธรรม คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เป็นเรื่องของใจ จึงมีความพิเศษสุด ผู้มีบุญมีปัญญา มีใจเข้มแข็งมั่นคงด้วยสัจจะ สามารถอบรมพรหมวิหารธรรมตั้งแต่ฐานถึงยอดได้ในเวลารวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องเนิ่นช้า

สำคัญที่พึงต้องมีศรัทธาตั้งมั่น ว่าพรหมวิหารธรรมนี้มีคุณประโยชน์แก่ชีวิตอย่างแท้จริง ไม่เช่นนั้นแล้วสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จักไม่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นธรรมเครื่องอยู่ของพรหม จึงพึงน้อมใจรับปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ในเรื่องการอบรมพรหมวิหารธรรมนี้

O ความหมายที่แท้จริงของพรหมวิหารธรรม

เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา มีความหมายที่แท้จริงอย่างไร ศึกษาให้เข้าใจถูกต้องเสียก่อน อย่าให้รู้ผิด เพื่อการปฏิบัติจะได้ไม่ผิด ผลที่ตามมาจะได้ไม่ผิด

เมื่อศึกษาเข้าใจพรหมวิหารธรรมถูกต้องพอสมควรแล้ว ให้ปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในตนให้ถูกต้อง และจะไม่ต้องใช้เวลานานเลย สำหรับการปฏิบัติอบรมธรรมหมวดนี้หรือหมวดใดก็ตาม

แม้เชื่อว่าพระพุทธองค์ทรงสอนให้ปฏิบัติพุ่งใจให้ตรงดิ่งลงไปในเมตตา ในกรุณา ในมุทิตา ทุกเวลา ทุกโอกาสที่มีมา ไม่มีข้อแม้ข้อแย้งยกขึ้นเพื่อให้ใจคัดค้านไม่ยอมมีเมตตา ไม่ยอมมีกรุณา ไม่ยอมมีมุทิตา ไม่ว่าต่อผู้ใดทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นมิตร หรือเป็นศัตรู หรือเลือกคนดีคนชั่ว ทรงสอนให้มีพรหมวิหารเป็นที่อยู่ของใจตลอดเวลา นั่นก็คือไม่ว่าจะพบคนดีหรือคนชั่ว พบมิตร หรือพบศัตรู พบที่ไหน เวลาใด ใจของเราต้องอยู่ในพรหมวิหารธรรมตลอดเวลาสม่ำเสมอ

O มีความเชื่ออย่างมั่นคง จะได้ผลรวดเร็ว

การเชื่อพระพุทธเจ้าให้แน่วแน่มั่นคง ยอมเป็นยอมตายได้ เพื่อปฏิบัติตามที่ทรงสอนไว้ เป็นวิธีพิเศษที่จะช่วยให้การใช้ธรรมโอสถรักษาโรคทางใจได้ผลรวดเร็วทันที

การเชื่อพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติตามที่ทรงสอนไว้ โดยไม่มีข้อคิดค้านอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่ความงมงาย ไม่ใช่การแสดงความอ่อนแอไม่เป็นตัวของตัวเอง ตรงกันข้าม กลับเป็นความปรีชาฉลาดลึกซึ้งอย่างยากจะหาผู้ทัดเทียมได้

O โทสะไม่ว่ามากหรือน้อย ดับด้วยอำนาจของเมตตา

พระพุทธองค์ทรงสอนให้เมตตา ให้กรุณา ก็ให้เมตตา ให้กรุณา อย่างเต็มเปี่ยมทั้งหัวใจ โทสะไม่ว่ามากไม่ว่าน้อยจะดับลงได้ด้วยอำนาจของเมตตาทันที

ยิ่งทุ่มเทใจเชื่อพระพุทธเจ้า ทำตามพระองค์เต็มสติกำลัง ใจก็จะตั้งอยู่ในความไม่มีโทสะ มีแต่ความสุขสงบเย็นสว่างไสวจนกระทั่งอาจรู้สึกเหมือนไม่มีเมตตา ไม่มีกรุณา ไม่มีมุทิตาในใจตน มีแต่อุเบกขาเท่านั้น

แต่ความจริงอุเบกขานั้นพร้อมด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา เปรียบดังขึ้นรถด่วนที่วิ่งผ่านสถานีต่างๆ อย่างรวดเร็ว ไม่หยุดสถานีระหว่างทางเลย ไปหยุดต่อเมื่อถึงสถานีปลายทาง ถึงที่หมายได้สมประสงค์ตรงสถานีปลายทางนั้น

เช่นนี้ไม่หมายความว่ารถไฟไม่ได้วิ่งผ่านสถานีต่างๆ ในระหว่างทาง รถผ่านแต่ละสถานีอย่างรวดเร็วจนยากจะสังเกตรู้ว่าเป็นสถานีใดบ้างเท่านั้น

การอบรมเมตตา กรุณา มุทิตา ไปจนถึงอุเบกขาด้วยวิธีพิเศษ คือ เชื่อพระพุทธเจ้าให้แน่วแน่มั่นคง ยอมเป็นยอมตาย เพื่อปฏิบัติตามที่ทรงสอนไว้จะได้ผลรวดเร็วดังนี้

O ผู้มีเมตตา กรุณา และมุทิตา 
จะต้องใช้อุเบกขาแทรกไว้ทุกเวลา

ผู้ยังไม่บรรลุผลสูงสุดของพรหมวิหารธรรม ยังพยายามตั้งใจอบรมพรหมวิหารธรรมอยู่ ควรต้องรู้ว่า ผู้มีเมตตา กรุณา มุทิตานั้น ควรอย่างยิ่งที่จะต้องใช้อุเบกขาแทรกไว้ทุกเวลา เหมือนเป็นยาดำที่จำเป็นต้องแทรกอยู่ในยาดีแทบทุกขนานไม่เช่นนั้นแล้ว ยาดีที่ขาดยาดำก็จะไม่เป็นยาดีที่สมบูรณ์ และพรหมวิหารธรรมก็จะไม่สมบูรณ์เช่นเดียวกัน

เมตตาขาดอุเบกขา...ก็ผิด 
กรุณาขาดอุเบกขา...ก็ผิด 
มุทิตาขาดอุเบกขา...ก็ผิด

เมตตากรุณาที่ผิด ก็เช่นปรารถนาเขาเป็นสุข พยายามช่วยให้เขาพ้นทุกข์เต็มกำลังความสามารถ เมื่อทำไม่ได้ดังความปรารถนาก็เป็นทุกข์ เพราะไม่วางอุเบกขา เช่นนี้แหละผิด

แต่ถ้าทำเต็มสติปัญญาความสามารถโดยควรแล้ว แม้ไม่เกิดผลดังปรารถนาก็วางอุเบกขาเสียได้ ไม่เร่าร้อนด้วยความปรารถนาต้องการจะให้สมมุ่งหมาย เช่นนี้ก็เป็นเมตตากรุณาที่ไม่ผิด

มุทิตา ความพลอยยินดีด้วยเช่นกัน มุทิตาที่ผิดก็เช่นไปพลอยยินดีด้วยกับการได้การถึงที่ไม่สมควรทั้งหลาย การได้การถึงที่ผิดที่ไม่ชอบเช่นนั้น ผู้มีมุทิตาที่แท้จริงในพรหมวิหารจะวางใจเป็นกลาง วางเฉยอยู่ได้ด้วยอุเบกขา ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องแม้ด้วยมุทิตา

O ใจที่เป็นอุเบกขา 
ไม่หวั่นไหวไปตามการแสดงออกภายนอก

ผู้มีอุเบกขาในใจจริงนั้น การแสดงออกภายนอกเหมือนไม่มีอุเบกขาได้ เพราะผู้มีอุเบกขานั้นไม่หมายถึงว่า จะต้องไม่รับรู้ในคุณในโทษของสิ่งภายนอก ผู้มีอุเบกขาย่อมรู้ดีว่าปฏิบัติอย่างไรเป็นคุณ ปฏิบัติอย่างไรเป็นโทษ บางทีการวางเฉยทางกายวาจา เหมือนกับใจที่วางเฉยอยู่ด้วยความสงบ ก็อาจเป็นคุณ แต่บางทีก็อาจเป็นโทษ

ฉะนั้นเมื่อการวางเฉยภายนอกจะเป็นโทษ ผู้มีพรหมวิหารธรรมข้ออุเบกขาพิจารณาเห็นแล้ว ก็ย่อมต้องแสดงออกตามความเหมาะความควร รักษาไว้อย่างหวงแหนที่สุดเพียงอย่างเดียว คือ ใจที่เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหววูบวาบขึ้นลงไปตามการแสดงออกภายนอก

O อุเบกขาที่แท้จริง สร้างความสงบอย่างยิ่งแก่ใจ

ความสงบอย่างยิ่งของใจ ย่อมมีอยู่ได้เป็นปกติ ด้วยอำนาจของอุเบกขาที่แท้จริงในพรหมวิหาร ผู้มีใจยังไม่เป็นอุเบกขา บางทีก็สามารถแสดงอุเบกขาให้ปรากฏภายนอกได้

หลายคนเคยพูดว่า “ฉันอุเบกขา” นั่นไม่หมายถึงว่า ผู้พูดมีใจเป็นอุเบกขาในพรหมวิหารธรรม แต่หมายเพียงการกระทำเท่านั้นที่ไม่ยุ่งเกี่ยวในเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องๆ ไป ความสงบเป็นปกติของใจด้วยอำนาจของอุเบกขาหามีไม่

O เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ล้วนสำคัญอย่างยิ่ง

ถ้าจะอบรมพรหมวิหารธรรม ก็อย่าเห็นว่าเมตตากรุณาเท่านั้นสำคัญ มุทิตาและอุเบกขาก็สำคัญอย่างยิ่ง

ไม่มีเมตตา กรุณา ก็จะมีใจโหดเหี้ยม ไม่มีมุทิตาก็จะมีความอิจฉาริษยา ไม่มีอุเบกขาก็จะไม่รู้จักวางเฉย ไม่รู้จักปล่อยวางยึดมั่นอยู่

ความโหดเหี้ยม ความอิจฉาริษยา ความยึดมั่นไม่ปล่อยวางย่อมเป็นความไม่สวยไม่งามของจิตใจ ย่อมไม่เป็นที่พึงปรารถนาฉะนั้น เมื่อปรารถนาจะไม่ให้ได้ชื่อว่าเป็นคนโหดเหี้ยม ขี้อิจฉาริษยา หรือไม่ปล่อยวาง ก็ต้องอบรมพรหมวิหารธรรม เพื่อให้จิตพ้นจากสภาพที่ไม่งดงาม ไม่เป็นที่พึงปรารถนาดังกล่าว

O ผู้ปรารถนาให้ตนเองมีจิตใจสูง มีจิตใจเย็น 
ต้องอบรมพรหมวิหารธรรมให้สมบูรณ์ บริบูรณ์

ผู้ปรารถนาให้ตนเองมีจิตใจสูง มีจิตใจดี มีจิตใจเย็นสบาย ไม่มีโทสะ ไม่มีพยาบาท ไม่มีอิจฉาริษยา ควรต้องอบรมพรหมวิหารธรรมให้สมบูรณ์บริบูรณ์อย่าได้ว่างเว้น

โอกาสที่จะแผ่เมตตามีอยู่ทุกเวลา มีสติระวังให้มีอุเบกขาไปพร้อมกันด้วย ก็จะเป็นพรหมวิหารธรรมที่ถูกต้อง สมบูรณ์ บริบูรณ์ ที่จะให้คุณแก่เจ้าตัวเต็มที่ก่อนให้แก่ผู้อื่น

-----------------------------------------------------------------------------------------

พระพุทธองค์สอนทางให้เราเลือกมากมายสำนักใดๆไม่มีพ้นจากนี้เลย

กรรมฐาน 40 วิธี
แบ่งออกเป็น 7 หมวด ดังนี้ 

หมวดกสิน ๑๐ 
เป็นการทำสมาธิด้วยวิธีการเพ่ง

๑. ปฐวีกสิน เพ่งธาตุดิน
๒. อาโปกสิณ เพ่งธาตุน้ำ
๓. เตโชกสิณ เพ่งไฟ
๔. วาโยกสิน เพ่งลม
๕. นีลกสิน เพ่งสีเขียว
๖. ปีตกสิน เพ่งสีเหลือง
๗. โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง
๘. โอฑาตกสิณ เพ่งสีขาว
๙. อาโลกกสิณ เพ่งแสงสว่าง
๑๐. อากาศกสิณ เพ่งอากาศ

หมวดอสุภกรรมฐาน ๑๐ 
เป็นการตั้งอารมณ์ไว้ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยงดงาม มีแต่สิ่งสกปรกโสโครก น่าเกลียด

๑๑. อุทธุมาตกอสุภ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายบวมขึ้น พองไปด้วยลม ขึ้นอืด
๑๒. วินีลกอสุภ วีนีลกะ แปลว่า สีเขียว 
เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือ มีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวในที่มีผ้าคลุมไว้ ฉะนั้นตามร่างกายของผู้ตาย จึงมีสีเขียวมาก 
๑๓. วิปุพพกอสุภกรรมฐาน เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ
๑๔. วิฉิททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลางกาย 
๑๕. วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกยื้อแย่งกัดกิน
๑๖. วิกขิตตกอสุภ เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย มีมือ แขน ขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง
๑๗. หตวิกขิตตกอสุภ คือ ซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่
๑๘. โลหิตกอสุภ คือ ซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ
๑๙. ปุฬุวกอสุภ คือ ซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่
๒๐. อัฏฐิกอสุภ คือ ซากศพที่มีแต่กระดูก

อนุสสติกรรมฐาน ๑๐ 
อนุสสติ แปลว่า ตามระลึกถึง เมื่อเลือกปฏิบัติให้พอเหมาะแก่จริต จะได้ผลเป็นสมาธิมีอารมณ์ ตั้งมั่นได้รวดเร็ว

๒๑. พุทธานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
๒๒. ธัมมานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
๒๓. สังฆานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
๒๔. สีลานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์
๒๕. จาคานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงผลของการบริจาคเป็นอารมณ์
๒๖. เทวตานุสสติเป็นกรรมฐาน ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
๒๗. มรณานุสสติกรรมฐาน ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
๒๘. กายคตานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในจาคะจริต
๒๙. อานาปานานุสสติกรรมฐาน เหมาะแก่ผู้ที่หนักไปในโมหะ และวิตกจริต
๓๐. อุปสมานุสสติกรรมฐาน ระลึกความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์

หมวดอาหาเรปฏิกูลสัญญา

๓๑. อาหาเรปฏิกูลสัญญา เพ่งอาหารให้เห็นเป็นของน่าเกลียด บริโภคเพื่อบำรุงร่างกาย ไม่บริโภคเพื่อสนองกิเลส

หมวดจตุธาตุววัฏฐาน

๓๒. จตุธาตุววัฏฐาน ๔ พิจารณาร่างกายประกอบด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

หมวดพรหมวิหาร ๔
พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมเป็นที่อยู่ของพรหม พรหมแปลว่าประเสริฐ
พรหมวิหาร ๔ จึงแปลว่า คุณธรรม ๔ ประการ ที่ทำให้ผู้ประพฤติปฏิบัติเป็นผู้ประเสริฐ ได้แก่

๓๓. เมตตา คุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน ให้มีความรัก อันเนื่องด้วยความปรารถนาดี ไม่มีอารมณ์เนื่องด้วยกามารมณ์ เมตตาสงเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นทุกข์
๓๔. กรุณา ความสงสารปรานี มีประสงค์จะสงเคราะห์แก่ทั้งคนและสัตว์
๓๕. มุทิตา มีจิตชื่นบาน พลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี ไม่มีจิตริษยาเจือปน 
๓๖. อุเบกขา มีอารมณ์เป็นกลางวางเฉย

มวดอรูปฌาณ ๔
เป็นการปล่อยอารมณ์ ไม่ยึดถืออะไร มีผลทำให้จิตว่าง มีอารมณ์เป็นสุขประณีต ในฌานที่ได้ ผู้จะเจริญอรูปฌาณ ๔ ต้องเจริญฌานในกสินให้ได้ฌาณ ๔ เสียก่อน แล้วจึงเจริญอรูปฌาณจนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

๓๗. อากาสานัญจายตนะ ถือ อากาศเป็นอารมณ์ จนวงอากาศเกิดเป็นนิมิตย่อใหญ่เล็กได้ ทรงจิตรักษาอากาศไว้ กำหนดใจว่าอากาศหาที่สุดมิได้ จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
๓๘. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ ทิ้งอากาศและรูปทั้งหมด ต้องการจิตเท่านั้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์
๓๙. อากิญจัญญายตนะ กำหนดความไม่มีอะไรเลย อากาศไม่มี วิญญาณก็ไม่มี ถ้ามีอะไรสักหน่อยหนึ่งก็เป็นเหตุของภยันตราย ไม่ยึดถืออะไรจนจิตตั้งเป็นอุเบกขารมณ์
๔๐. เนวสัญญานาสัญญายตนะ ทำความรู้สึกตัวเสมอว่า ทั้งที่มีสัญญาอยู่ก็ทำเหมือนไม่มี ไม่รับอารมณ์ใด ๆ จะหนาว ร้อนก็รู้แต่ไม่ดิ้นรนกระวนกระวาย ปล่อยตามเรื่อง เปลื้องความสนใจใด ๆ ออกจนสิ้น จนจิตเป็นอุเบกขารมณ์

 

ใครชอบดูดวง?

เวลาเกิด บอกตัวตนของคุณ

ผู้ที่เกิดเวลาตี 5 ถึง 7 โมงเช้า

ช่วงเวลานี้เป็นเวลากระต่าย จะทำให้คุณเป็นคนรักสวยรักงาม ทำอะไรละเอียดอ่อน สะอาดสะอ้าน ชอบแต่งตัวให้ดูดีเสมอ บุคลิกของคุณจะค่อนข้างสุภาพดูอ่อนโยน พูดจาหวานและนอบน้อมถ่อมตัว มีมารยาทเป็นเลิศ ดูแล้วผู้ดี๊ผู้ดี สงบเงียบเรียบร้อยเป็นผู้ใหญ่ ด้านนิสัยใจคอแม้จะดูเงียบนุ่มปานนั้น ลึก ๆ มั่นใจและทะเยอทะยานไม่น้อย เป็นคนเข้มแข็งข้างใน รู้จักระมัดระวังรอบคอบ เป็นนักการทูต จิตวิทยาสูง มีความเข้าอกเข้าใจคนอื่นดี ใจกว้าง โกรธง่ายหายไว จิตใจดี ใจอ่อน ชอบทำบุญ ชอบช่วยเหลือ รสนิยมดี

ผู้ที่เกิดเวลา 7 โมงเช้าถึง 9 โมงเช้า

เวลานี้เป็นเวลามังกร บุคลิกของคุณจะดูหยิ่งทะนงมาก ท่าทางสง่าผ่าเผย ดูหัวสูง ติดหรู ความทะเยอทะยานจะเห็นได้ชัด คุณดูน่าเกรงใจ เข้าถึงยาก มีความเป็นผู้นำสูง นิสัยของคุณจริง ๆ แล้วเป็นคนใจกว้างและเด็ดเดี่ยว รักศักดิ์ศรี โมโหร้าย บุ่มบ่าม มุทะลุ ทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ไม่ชอบเรื่องเล่ห์เหลี่ยม ในด้านดีอยู่ที่เป็นหลักพึ่งพิงได้ รับผิดชอบสูงและขี้สงสาร เป็นคนที่มีประสิทธิภาพสูงทีเดียวนะ อนาคตของคุณค่อนข้างแจ่มแจ๋วด้วยความมุ่งมั่นบากบั่นของคุณนั่นแหล่ะ

ผู้ที่เกิดเวลา 9 โมงเช้าถึง 11 โมงเช้า

คนที่เกิดสาย ๆ เวลานี้ซึ่งเป็นเวลางู โดยมากจะหน้าตาดี แต่งตัวดีเสมอ ด้วยของหรูหราราคาแพงหรือมียี่ห้อ ภาพพจน์ของคุณต้องมาก่อนเสมอบุคลิกของคุณดูเงียบขรึม เรียบร้อยสุภาพนุ่มนวล มายาทดี พูดจาหวานหูชื่นใจ นิสัยข้างในค่อนข้างฉลาด เก็บความรู้สึกและความต้องการได้นิ่งลึกมาก คุณรักการแข่งขันชิงดีชิงเด่น มีความทะเยอทะยานสูง ชอบทำตัวเด่น อยากมีชื่อเสียง เป็นนักวางแผนผู้ชาญฉลาดใจแข็งไม่หวั่นไหวอ่อนข้อให้ใครง่าย ๆ ถ้าจะล้วงความลับจากตัวคุณคงไม่ง่ายนักหรอก

ผู้ที่เกิดเวลา 11 โมงเช้าถึงบ่ายโมง

เวลาเกิดช่วงนี้เป็นเวลาม้า ทำให้คุณมีบุคลิกของนักกีฬา แข็งแรงอดทน ร่าเริงคึกคัก ชอบสนุกสนาน เรื่องตลกโปกฮาล่ะชอบนัก ความที่รักอิสระเสรีกับการเป็นนักผจญภัย ถือเป็นจุดเด่นในตัวคุณ มีความเป็นตัวของตัวเอง ชอบแหกกฎ นิสัยของคุณเป็นคนใจกว้าง กระตือรือร้นมากแต่รอบคอบไม่เป็น ใจร้อน ชอบทำก่อนคิด กล้าลุยไปข้างหน้า จิตใจเข้มแข็ง มานะบากบั่น มีความจริงใจสูง รักเพื่อนและครอบครัว เวลามีทิฐิจะเป็นคนหัวแข็ง ดื้อรั้นสุด ๆ เวลาน่ารักจะมีชีวิตชีวาน่าตื่นเต้น เจอมรสุมก็ยังลุกขึ้นสู้ได้ ยิ้มได้ทั้งน้ำตาเลยนะคุณน่ะ

ผู้ที่เกิดเวลาบ่ายโมงถึงบ่าย 3 โมง

คุณที่เกิดเวลานี้เป็นเวลาแพะ จะเป็นคนใจดีอ่อนโยนจนถึงขั้นขลาดเขิน บุคลิกท่าทางของคุณจะสุภาพอ่อนโยน นุ่มนวลมีมารยาท ดูสุขุมใจเย็น ไม่มีพิษไม่มีภัย ขี้อายแต่มีความคิดสร้างสรรค์ ช่างฝัน มีไอเดียมัน ๆ กับเรื่องตลกจี้เส้น ที่ทำให้หัวเราน้ำหูน้ำตาไหล บางเวลาดูเศร้าซึมเพราะชอบคิดมากเกินเหตุ จิตใจดีทำร้ายใครไม่เป็น ถ้าถูกรังแกจะสู้ยิบตา มีความมั่นใจซ่อนไว้ใต้ท่าทางอ่อนโลกติ่ม ๆ คุณเป็นคนซื่อตรงรักสงบ เกลียดความรุนแรง อะไร ๆ ก็ดีหมด ยกเว้นเรื่องดื้อรั้นของคุณ ครองแชมป์ตลอดกาลเลย

ผู้ที่เกิดเวลาบ่าย 3 โมงถึง 5 โมงเย็น

คุณที่เกิดเวลาบ่าย ๆซึ่งเป็นเวลาของลิง จะมีอิทธิพลทำให้คุณค่อนข้างแอ็กทีฟไม่อยู่เฉย บุคลิกของคุณดูเปิดเผย ใจร้อนและซุ่มซ่ามนิสัยของคุณเหมือนเด็ก ๆ ชอบเล่นพิสดาร คุณเป็นคนฉลาดหัวไว มีไหวพริบกล้าพูดกล้าทำ ตรงไปตรงมา เป็นนักวางแผนและรู้จักเอาตัวรอด มีเล่ห์กลแต่ไม่ทำร้ายใครลับหลัง มีความสามารถรอบตัว ปรับตัวเข้ากับคนได้ทุกระดับ ทุ่มเทกับการงานมาก งานดีเชื่อมือได้ เสน่ห์ในตัวอยู่ที่ความขี้เล่นมีชีวิตชีวาเฮฮา แม้ท่าทางจะดูคล้ายกะล่อนเล็ก ๆ แต่ก็หนักแน่นจริงใจมากนะ

ผู้ที่เกิดเวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่ม

ช่วงหัวค่ำเป็นเวลาไก่ ส่งผลให้คุณเป็นคนเข้มแข็ง หยิ่งยโส หัวรุนแรง ขวางโลก และหัวโบราณ คุณเป็นคนที่ชอบ แต่งตัวใช้แต่ของดีมีราคา บุคลิกขี้อวดไม่ใช่เล่น ว่าฉันเนี่ยรสนิยมดีนะ ในส่วนลึกของจิตใจคุณเป็นนักอนุรักษ์นิยม เจ้าระเบียบ จู้จี้ ขี้บ่นเก่ง หงุดหงิดง่ายดาย ไม่ยอมเสียเงินแบบไร้ค่า ยกเว้นเรื่องภาพพจน์ล่ะก็โอ.เค. คุณมีหัวในการบริหารควบคุม มีความเด็ดขาดละเอียดถี่ถ้วน ต่อสู้กับอุปสรรคไม่มีถอย ยามอารมณ์ดีจะเป็นคนสนุก ชอบล้อเล่น ใจกว้าง มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ชอบการใช้อำนาจ เกลียดคนอวดเบ่งที่สุด

ผู้ที่เกิดเวลา 1 ทุ่มถึง 3 ทุ่ม

คุณทีเกิดช่วงเวลานี้เป็นเวลาของสุนัข ทำให้คุณเป็นคนรักคุณธรรม ความถูกต้องซื้อสัตย์จริงใจมาก จนถึงขั้นยึดมั่น ถือมั่นทีเดียว ยืดหยุ่นไม่ค่อยเป็น คิดและทำอะไรก็ตามตรง ทื่อไปหมด ไม่กล้าแหกกฎระบบระเบียบจนเกินไป ชีวิตถึงไม่ค่อย มีอะไรแปลกใหม่ บางครั้งจึงดูน่าเบื่อและแสนเซ็ง มีความขยัน ฉลาด แต่พลิกแพลงไม่เป็น เอาตัวไม่ค่อยรอด คุณเกิดมาเป็นนักปกป้องคุ้มครองคนอื่นมองโลกแบบตรงไปตรงมา ไม่เพ้อฝัน ขาดอารมณ์โรมานซ์ แต่ก็เป็นคนตลกจี้เส้นเพราะมองโลกในแง่ดี เรื่องเสียสละเพื่อคนอื่น คุณเป็นเจ้าชาย-เจ้าหญิงในเรื่องนี้เลยล่ะ ซื่อไปนิดเซ็งไปหน่อยแต่จริงใจไม่มีใครเทียบได้เลย

ผู้ที่เกิดเวลา 3 ทุ่มถึง 5 ทุ่ม

คุณที่เกิดเวลาหมู อันเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ทำให้คุณขี้เกียจนิด ๆ เฉื่อยหน่อย ๆ คุณรักความเรียบง่ายไม่มากเรื่อง สุภาพอ่อนโยน ใจดี และอบอุ่น บุคลิกออกจะนุ่ม ๆ คุณมีจิตใจดี จริงใจ มีอารมณ์สุนทรีย์ รักดนตรี ศิลปะสวยงาม มีความโรมานซ์ในหัวใจ แม้จะพูดน้อย แต่เอาอกเอาใจเป็นเลิศ คุณชอบแต่งตัวแบบผู้ดี๊ผู้ดี รสนิยมดี ชอบทำอาหารและชอบกินด้วย รูปร่างจึงออกจะแข็งแรงและสมบูรณ์ คุณเป็นคนใจกว้างและชอบให้อภัย หากถูกทำร้ายจะกลายเป็นหมูป่า สู้ถวายชีวิต ความคิด และการกระทำจะเป็นแบบค่อยๆเป็นค่อย ๆ ไป รอบคอบใจเย็นจนกว่าจะมั่นใจนั่นแหล่ะถึงจะลุย ไม่ว่าคุณจะหญิงหรือชาย คุณจะเป็นแม่บ้านพ่อเรือน และรักครอบครัวมาก

ผู้ที่เกิดเวลา 5 ทุ่มถึงตี 1

เป็นเวลาของหนู คุณที่เกิดเวลานี้จะมีบุคลิกกระตือรือร้น ร่าเริงปราดเปรียวสดใส แต่มีความระแวดระวัง ฉลาดหัวไวไหวพริบดี ตรงไปตรงมาไม่มีเล่ห์เหลี่ยม บุคลิกท่าทางดูขรึม พูดน้อย เฉยชาแต่มีมารยาท รักเพื่อน มีความสุขในหมู่เพื่อน ๆชอบช่วยเหลือและมีน้ำใจ จุดเด่นคือความขยัน และสะสมเก่งคุณมักมีเงินสำรองช่อนไว้ไม่มีใครรู้หรอก ชอบวางแผนการเงิน ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย เป็นคนมีระเบียบ บากบั่นมุ่งมั่นสูง ปรับตัวเก่ง มีความรักแบบผู้ให้ รักบ้านรักครอบครัว แต่ก็รักอิสระ ไม่อยากถูกผูกมัด กว่าจะลงเอยกับใครสักคน คิดนาน คิดลึก จนผมหงอกเลยเชียวล่ะ

ผู้ที่เกิดเวลาตี 1 ถึงตี 3

เวลานี้เป็นเวลาของวัว ทำให้คุณทำอะไรช้ากว่าชาวบ้าน บุคลิกท่าทางแข็งแรงบึกบึน และอึดเป็นบ้าเลย เป็นคนเฉื่อยแบบใจเย็น ๆ โกรธยากแต่โกรธทีเหมือนระเบิดลง ข้อดีอยู่ที่มีความบากบั่นมีระเบียบ ขยันอดทนหนักแน่น อยู่ในจำพวกสมบูรณ์แบบนิยม ทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่รู้จักปรับตัว ไม่มีเล่ห์เพทุบายกับใครเค้าหรอก คุณน่ะทื่อตรง จนไม่ค่อยทันใคร ขาดอารมณ์ขัน ตลกก็ตลกแบบฝืดๆ โดยปกติเป็นคนอดทนมาก ไม่ชอบความรุนแรง การทะเลาะวิวาท เลี่ยงได้จะเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้คุณจะเปลี่ยนร่างเป็นวัวกระทิงขวิดสุดฤทธิ์ทีเดียว

ผู้ที่เกิดเวลาตี 3 ถึงตี 5

คุณที่เกิดเวลานี้จะเป็นคนดวงแข็ง เพราะนี่เป็นเวลาเสือ ส่งผลให้คุณหุนหันพลันแล่น ก้าวร้าวเข้มแข็งและดูมีอำนาจ คุณมีจิตใจที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว มั่นใจในตัวเองสูง แต่ขาดความรอบคอบ เพราะอารมณ์อยู่เหนือหัวใจ แต่ก็เป็นคนใจดี ชอบ เสียสละ ใจกว้างไม่จุกจิกกับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ มีความรับผิดชอบ ชอบฉายเดี่ยวไม่อยู่ติดที่ คุณมักจะมองโลกในแง่ดี มีอารมณ์ขัน ขี้โม้โอ้อวด หลงใหลเรื่องรักใคร่โรแมนติก ชอบเผลอปล่อยตัวปล่อยใจไปชั่ววูบ มีความเซ็กซี่เป็นเสน่ห์ส่วนตัวที่น่าดึงดูดใจ ข้อเสียมีแค่ไม่รู้จักยอมออมชอมบ้างขาวเป็นขาว ดำเป็นดำ จะหาสีเทาจากคุณน่ะยากเหลือเกิน

.................................................................
คู่สร้างคู่สม
มีหลักธรรมของคู่ชีวิต ที่จะทำให้คู่สมรสอยู่ครองกันได้ยืดยาวเรียกว่า สมชีวิธรรม ๔ ประการคือ
๑. สมสัทธา - มีศรัทธาสมกัน 
เคารพนับถือในลัทธิศาสนา สิ่งเคารพบูชา และหลักการต่าง ๆ ตลอดจน
แนวความสนใจอย่างเดียวกัน หนักแน่นเสมอกัน หรือปรับเข้าหากันได้ 
ลงกันได้

๒. สมสีลา - มีศีลสมกัน 
คือความประพฤติดี ศีลธรรม จรรยา มารยาทพื้นฐานการอบรมพอเหมา
สอดคล้อง ไปกันได้

๓. สมจาคา - มีจาคะสมกัน 
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความโอบอ้อมอารี มีใจกว้าง มีความเสียสละ 
ความพร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่น พอกลมกลืน ไม่ขัดแย้งบีบคั้นกัน

๔. สมปัญญา - มีปัญญาสมกัน รู้เหตุรู้ผลเข้าใจกัน พูดกันรู้เรื่อง

Cr. ธรรมสมรส / ศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์

...........................................................................................................................
'ปาฏิหาริย์แห่งการให้' - โดย..ท่าน ว. วชิรเมธี 

๑ ให้ 'เวลา' แก่คนที่คุณรัก
๒ ให้ 'ความรัก' แก่คนในครอบครัว
๓ ให้ 'ความกตัญญู' แก่บุพการี
๔ ให้ 'ความรับผิดชอบ' แก่การทำงาน
๕ ให้ 'อภัย' แก่คนที่หลงผิด
๖ ให้ 'ความรู้' แก่ผู้ที่ยังเขลา
๗ ให้ 'ทาน' แก่คนที่ยังขัดสน
๘ ให้ 'อนาคตที่ดี' แก่คนรุ่นหลัง
๙ ให้ 'มิตรภาพ' แก่คนทั้งโลก
๑๐ ให้ 'ความทุ่มเท' แก่งานที่ทำ
๑๑ ให้ 'ความจริงใจ' แก่สัมพันธภาพ
๑๒ ให้ 'ความซื่อสัตย์' แก่การทำงาน
๑๓ ให้ 'ความเสียสละ' แก่ประเทศชาติ
๑๔ ให้ 'ความยินดี' แก่ผู้ประสบความสำเร็จ
๑๕ ให้ 'ความปล่อยวาง' แก่สิ่งสุดวิสัย
๑๖ ให้ 'ความเป็นธรรม' แก่ผู้ถูกรังแก
๑๗ ให้ 'มรรคา' แก่ผู้ที่ยังหลงทาง
๑๘ ให้ 'ที่พึ่งทางใจ' แก่ผู้สับสน
๑๙ ให้ 'อิสรภาพ' แก่ผู้ถูกกิเลสครอบงำ
๒๐ ให้ 'โอกาส'แก่ตนเองได้ลิ้มรสพระธรรม
☆ กิเลส เกิดขึ้นได้อย่างไร.?
★ กิเลสเกิดขึ้นเพราะอายตนะภายใน คือ/ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ/กับ อายตนะภายนอก คือ/ รูป สียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์/มากระทบกัน.

☆ กิเลสนี้ จะดับได้ที่ไหน .?
★ กิเลสนี้ เกิดขึ้นที่ไหน ก็ดับที่นั่น
คือเกิดที่ตา ก็ดับได้ที่ตา
เกิดที่หู ก็ดับได้ที่หู
เกิดที่จมูก ก็ดับได้ที่จมูก
เกิดที่ลิ้น ก็ดับได้ที่ลิ้น
เกิดที่กาย ก็ดับได้ที่กาย
เกิดที่ใจ ก็ดับได้ที่ใจ


๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน
วิธีการนับภพภูมิต่างๆ นั้น มีการแบ่งภพภูมิเป็นชั้นฟ้ากับชั้นดิน เรียกว่า ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน
การแบ่งชั้นดินชั้นฟ้านั้นแบ่งกันด้วยภูเขาสิเนรุ ตั้งแต่นรกเบื้องต่ำขึ้นมาจนถึงยอดเขาสิเนรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นับเป็นชั้นดิน ส่วนสวรรค์ชั้นยามาเป็นต้นไปจนถึงพรหมโลกทั้งหมดลอยอยู่ในอากาศ จึงนับเป็นชั้นฟ้า
จำนวนชั้นฟ้ามี ๑๖ ชั้น ทั้งๆ ที่เมื่อดูในรูปประกอบจะนับได้ ๑๗ ชั้น ทั้งนี้เป็นเพราะนับพรหมโลกชั้นทุติยฌานภูมิกับตติยฌานภูมิเป็นชั้นเดียวกัน ดังนั้นชั้นฟ้าจึงกลายเป็นแค่ ๑๖ ชั้นเท่านั้น
ส่วนชั้นดิน ๑๕ ชั้น ประกอบด้วยนรก ๙ คือ มหานรกขุมใหญ่ ๘ ขุม และโลกันตนรกที่อยู่ขอบจักรวาลอีก ๑ ขุม รวมกับเปรต อสุรกาย สัตว์ดิรัจฉาน มนุษย์ จาตุมหาราชิกา และดาวดึงส์ รวมกันได้ ๑๕ ชั้นดิน

จักรวาลอื่น
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นจักรวาลของเราเพียงจักรวาลเดียว แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพ้นขอบเขาจักรวาลของเราออกไป ยังมีจักรวาลอื่นๆ อีกมากมายนับจำนวนอนันต์ จึงเรียกว่า อนันตจักรวาล
อนันตจักรวาลแต่ละจักรวาลมีลักษณะเหมือนๆ กัน เมื่อมาอยู่ประชิดติดกันเป็นกลุ่มจักรวาลจะเรียกว่า โลกธาตุ ซึ่งอาจมีเพียงจักรวาลเดียว หรือพันจักรวาล หรือหมื่นจักรวาล หรือมากมายนับแสนโกฏิจักรวาลก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นโลกธาตุขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่
ในโลกธาตุหนึ่งซึ่งมีขนาดเล็กพันจักรวาล จะประกอบด้วยพระจันทร์พันดวง พระอาทิตย์พันดวง ขุนเขาสิเนรุพันหนึ่ง ทวีปใหญ่สี่พัน ท้าวมหาราชสี่พัน เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาพันหนึ่ง เทวโลกชั้นดาวดึงส์พันหนึ่ง เทวโลกชั้นยามาพันหนึ่ง เทวโลกชั้นดุสิตพันหนึ่ง เทวโลกชั้นนิมมานรดีพันหนึ่ง เทวโลกชั้นปรนิมมิตวสวัตดีพันหนึ่ง ฯลฯ
แม้จักรวาลแต่ละจักรวาลจะมีลักษณะเหมือนๆ กัน แต่ในจำนวนแสนโกฏิจักรวาลที่พระพุทธเจ้าทรงแผ่พุทธญาณไปถึงนั้น มีเพียงจักรวาลของเรานี้เท่านั้นที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ จึงเรียกว่า มงคลจักรวาล ส่วนอนันตจักรวาลอื่นๆ ที่เหลือล้วนเรียกว่า อมงคลจักรวาล ทั้งสิ้น

ดังนั้น เมื่อผู้เฒ่าผู้แก่ทำบุญจึงมักอธิษฐานว่า “ขออย่าให้หลงไปเกิดจักรวาลอื่นเลย” เพราะท่านเหล่านั้นปรารถนาจะได้เกิดมาพบพระศาสนาอีก และได้พบกับพระพุทธเจ้าในอนาคตกาลนั่นเอง


'เนื้อมังกรก้อนโตที่อุทิศไปให้ มีค่าน้อยกว่าข้าวสวยร้อนๆ 1 ถ้วยให้พ่อ ข้าวต้มอุ่นๆ1ถ้วยให้แม่ ยามท่านยังมีชีวิตอยู่'

'..สุภาษิตจีน..'

0 ขวบ เปิดฉากชีวิต
10 ขวบ สนุกสนานเติบโต
20 ขวบ ลังเลไม่แน่

30 ขวบ เข็มมุ่งเห็นชัด
40 ขวบ มุ่งมั่นให้สำเร็จ
50 ขวบ สร้างความมั่นคง
60 ขวบ แก่แล้วกลับบ้าน
70 ขวบ ดูแลลูกหลาน
80 ขวบ นั่งๆนอนๆ
90 ขวบ รับแขกบนเตียง
100 ขวบ แขวนไว้ข้างฝา

ดังนั้น อยากกิน กิน, อยากดื่ม ดื่ม, เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้, อาบน้ำดูนาฬิกา, สุขสบายทุกเพลา, เวลาที่ยังจับมือไหวให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์, เวลาที่ยังกอดไหว ก็ให้โอบกอดให้ชื่นใจ, ทำหน้าที่ของกันแหละกันต่อไป, เวลาที่อยู่ด้วยกัน อย่าได้โกรธกันง่ายๆ

โปรดส่งต่อให้เพื่อนๆ
เพื่อแสดงว่า..คุณยังมีเพื่อนและฉันเป็นเพื่อนคุณ...

 

มะม่วงทองคำ..

เมื่อนานมาแล้ว มีชาวสวนคนหนึ่งมีบุตรชายสามคนปลูกต้นมะม่วงซึ่งผลของมันจะเป็นสีทองอร่ามประดุจทองคำบริสุทธิ์ ที่สำคัญรสชาติของมะม่วงต้นนี้อร่อยกว่ามะม่วงทุกสายพันธ์ในเมืองสยาม มันจึงเป็นผลไม้ที่ทุกคนต้องการ แต่ละปีมะม่วงต้นนี้จะออกผลมากมายกว่า 500 ผล ซึ่งชาวสวนได้ให้สิทธิ์ลูกชายทั้งสามของเขานำมะม่วงนี้ไปทานกันในครอบครัวของตัวเองครอบครัวละ 100 ผล ที่เหลืออีก 200 ผลนำไปขายแล้วนำเงินมาซื้อปุ๋ยพรวนดิน และดูแลรักษาต้นมะม่วงต้นนี้
ปีหนึ่งเกิดภัยพิบัติร้ายแรงฝนไม่ตกตามฤดูกาล ต้นมะม่วงทองคำจึงให้ผลผลิตน้อยกว่าทุกปี แต่ลูก ๆ ทั้งสามก็ยังคงเก็บมะม่วงไปคนละ 100 ผลเท่าเดิม ทำให้บนต้นเหลือมะม่วงเพียง 50 ผลเพื่อนำไปขาย เงินที่ได้มาจึงสามารถซื้อปุ๋ยได้เพียงไม่กี่ถุงเท่านั้น
เพราะต้นมะม่วงได้ปุ๋ยน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ในปีต่อมามันจึงออกผลเพียง 300 ผล ซึ่งลูก ๆ ทั้งสามได้แบ่งไปคนละ 100 ผลเท่าเดิม โดยไม่เหลือไว้ขายแม้แต่ลูกค้าเดียว 
เมื่อถึงฤดูกาลเก็บมะม่วงปีต่อมา ลูกชายทั้งสามของชาวสวนเดินทางมาเก็บมะม่วงไปทานเหมือนทุกปี แต่ก็ต้องตะลึงเมื่อพบว่า ต้นมะม่วงที่เคยให้ผลสีทองอร่าม บัดนี้ได้กลายเป็นตอไม้ที่ไม่เหลือแม้แต่ใบให้ร่มเงาด้วยซ้ำ
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเห็นชื่อมะม่วงทองคำอยู่ในชื่อผลไม้ของเมืองสยามอีกเลย
…………………………………………………………………………………………………………..
' แนวทางการสอนของพระพุทธเจ้า'

มีบางคนเข้าใจผิดว่า การสอนว่า “ ทำดี ตายแล้วไปสวรรค์ ทำบาป ตายแล้วตกนรก ” เป็นการสอนที่ผิด เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แนวการสอนที่พระพุทธเจ้าทรงใช้มากที่สุด คือ

อนุปุพพิกถา การสอนไปตามขั้นตอนเพื่อปรับจิตผู้ฟังให้ละเอียดผ่องใสขึ้นตามลำดับ ดังนี้

1. ทานกถา สอนเรื่องการให้ทาน

2. ศีลกถา สอนเรื่องการรักษาศีล

3. สัคคกถา พรรณนาเรื่องสวรรค์ ความงดงามน่ารื่นรมย์ยินดีของทิพยสมบัติ
เพื่อให้เห็นอานิสงส์ของการให้ทาน และรักษาศีล ว่าจะทำให้ได้ไปเกิดบนสวรรค์

4. กามาทีนพ สอนเรื่องโทษของกาม

5. เนกขัมมานิสงส์ สอนเรื่องอานิสงส์ของการออกบวช

เมื่อใจของผู้ฟังยกสูงขึ้นละเอียดดีแล้ว จึงสอนต่อด้วยอริยสัจ 4

>> เรื่องราวเกี่ยวกับสวรรค์มีกล่าวไว้มากมายในพระไตรปิฎก ที่รวมไว้เฉพาะเป็นเล่มเลยก็มี เรียกว่า วิมานวัตถุ เรื่องของวิมาน และเรื่องของนรกก็มีกล่าวไว้มากมาย เรื่องเปรต ก็กล่าวไว้เป็นคัมภีร์เฉพาะ เรียกว่า เปตวัตถุ

ตัวอย่างในครั้งพุทธกาล : ลาชเทพธิดา
มีหญิงชาวนาคนหนึ่ง ได้ทำข้าวตอกใส่ไว้ในขันแล้วมีโอกาสได้ใส่บาตร ถวายพระมหากัสสปะ ซึ่งเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติ ระหว่างเดินกลับบ้าน วิบากกรรมตามมาทัน ถูกงูกัดตาย

ผลบุญทำให้ไปเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองโตใหญ่มาก ที่ประตูวิมานประดับเรียงรายด้วยขันทองคำ มีข้าวตอกทองคำห้อยระย้าอยู่อย่างงดงาม

จะเห็นว่าทำบุญอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ทำบุญด้วยข้าวตอก ก็ได้วิมานประดับด้วยข้าวตอกทองคำ ใช้ขันเป็นภาชนะ ก็มีขันทองคำประดับเรียงราย มีเรื่องราวทำนองนี้อยู่มากมายในพระไตรปิฎกและอรรถกถา

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมถึงความจริงของโลกและชีวิต กฎแห่งกรรม บุญบาป นรก สวรรค์ แล้วทรงนำมาสอนเรา 

บรรพบุรุษไทยแต่โบราณก็ได้ปลูกฝังศีลธรรมในหมู่ประชาชนให้รักบุญกลัวบาป ตามแนวทางของพระพุทธเจ้านี้เอง อาทิ 

- ไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ของพญาลิไท กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งพรรณาถึง นรก สวรรค์ ภพภูมิต่างๆ ก็เป็นหนังสือที่เผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง ช่วยปลูกฝังศีลธรรมแก่ชาวไทยมายาวนาน ทำให้สังคมไทยสงบร่มเย็น อยู่เย็นเป็นสุข จนได้ชื่อว่า “ สยามเมืองยิ้ม ”

คนปัจจุบันใจหยาบ บ้างก็ไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม จนพาลจะปฏิเสธการสอนเรื่องนรก สวรรค์ ซึ่งเป็นแนวการสอนของพระพุทธเจ้า ทำให้สังคมวุ่นวาย คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น “ ยิ้มสยาม แทบจะกลายเป็นยิ้มสยอง ” ไปแล้ว

- ภาพวาดฝาผนังโบสถ์ วิหารต่างๆ ก็มีภาพของสวรรค์ เทวดา นางฟ้า มากมาย บ้างก็ทำเป็นรูปปั้น เช่น รูปปั้นเปรตที่วัดไผ่โรงวัว 

ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น เราก็ควรจะได้ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ในการเผยแผ่ธรรมะ เช่น ทำภาพของนรก สวรรค์ ทิพยสมบัติทั้งหลาย ออกเผยแผ่ตามสื่อต่างๆ เป็นภาพนิ่ง หรือถ้าทำเป็นแอนิเมชั่นได้ยิ่งดี เพื่อปลุกกระแสศีลธรรม ความรักบุญ กลัวบาป ให้กลับมาสู่สังคมไทย เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของบ้านเมืองเรา

>> การสื่อสารในปัจจุบันเป็นไปอย่างรวดเร็ว หากมีพระภิกษุนำเรื่องนรก สวรรค์ มาสอน แล้วมีคนพาลติเตียนด่าว่าพระ หาว่าเอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่ หากเราไม่รู้ไปตามแห่ผสมโรงด่าพระด้วย กดไลท์ กดแชร์ ข้อความที่เป็นวจีทุจริต 
เราก็พลอยบาปไปด้วย แชร์ไปถึงคน 100 คน ก็บาป 100 เท่า น่ากลัวจริงๆ อย่าไปทำ แต่ถ้าแชร์ข้อความธรรมะ ยิ่งไปถึงคนกว้างเท่าใด เราก็ได้บุญมากไปตามส่วน

*** เรามาช่วยกันเผยแพร่ภาพและข้อความธรรมะให้มากๆกันเถิด ให้คนรักบุญ กลัวบาป สังคมจะได้สงบร่มเย็น ***

###############################################
อ่านเรื่องนี้แล้วลองมองดูตัวเรานะครับ
ในระดับชาติ : เราต่างเรียกร้องสิทธิ์มากมายของแต่ละคนแต่ละฝ่าย เพื่อที่จะได้มาในสิ่งที่เราต้องการ แต่เราลืมหน้าที่ของพลเมืองที่ต้องรักษาให้ประเทศนี้อยู่อย่างสงบสุขร่มเย็นกันอยู่หรือเปล่า? 
ในระดับองค์กร : เราต่างใช้สิทธิ์กันเต็มที่ หาหนทางให้สิทธิ์นั้นนำมาซึ่งผลประโยชน์กับตัวเรามากที่สุด แต่เรากำลังลืมอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งสำคัญคือช่วยกันประหยัดและลดค่าใช้จ่ายเพื่อความอยู่รอดขององค์กรกันอยู่หรือไม่?
หากเราทุกคนรู้จักการใช้สิทธิ์อย่างพอเพียง และสำนึกในหน้าที่ของเรา ไม่ว่าจะมีอุปสรรคมากมายแค่ไหน ชาติหรือองค์กรก็จะผ่านปัญหานั้นไปได้ ในทางตรงข้าม ถ้าทุกคนรู้จักแต่ใช้สิทธิ์ของตัวเองเต็มที่ แต่ลืมหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องช่วยกันรักษาชาติและองค์กรไว้ด้วยการใช้สิทธิ์แต่พอเพียง เมื่อนั้นชาติหรือองค์กรก็คงเหมือนต้นมะม่วงที่เป็นเพียงตอไม้ซึ่งมีค่าเพียงแค่นิทานเรื่องหนึ่งที่ส่งเป็น forward mail
 
สัตว์เทพเจ้าในตำนานของจีน
ปี่เซี๊ยะ ( เทพร่ำรวย )

ปี่เซี๊ยะ เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ ปี่เซียะ ปี่ คือตัวผู้ ส่วนเซียะคือตัวเมีย สองเขาจะเรียกว่าปี่เซียะ ส่วนเขาเดียวจะเรียกว่าเทีย
นลก ทางเหนือของจีนจะเรียกว่า ปี่เซียะ ส่วนทางใต้จะเรียกว่า เทียนลก ถ้าเป็นตัวเดียวจะเป็นตัวเสี่ยงโชค แต่ถ้าเป็นคู่สำหรับวัตุถุมงคล สำหรับขจัดสิ่งชั่วร้ายคนจีนสมัยก่อนจึงมักเขียนภาพ หรือตั้งปติมากรรม รูป ปี่เซี๊ยะ ไว้ตามประตูบ้าน และสุสานทั่วไป บางทีก็ประดับไว้บนหลังคาพระราชวังต่าง ๆ เพื่อให้มันช่วยขจัดสิ่งอัปมงคลทั้งหลายนั้นเอง ว่ากันว่ามีพลังในการกำราบสิ่งชั่วร้าย

สำเนียงจีนกลาง เรียก ปี่เซี๊ยะ
สำเนียงแต้จิ๋ว เรียก ผี่ชิว
สำเนียกกวางตุ้ง เรียก เพเย้า
หรืออาจเรียกในชื่ออื่น ๆ เช่น เถาปก หรือ ฝูปอ นี้เป็นคำเรียกรวม ๆ ของ สิ่งซิ้วสัตว์ศักดิ์สิทธิ์
คำว่าปี่ หรือ ผี่ นั้น แปลว่า ปิด เร้นลับหลบซ่อน
คำว่า ปี่เซี๊ยะ หรือ ชิว คือ อาถรรพณ์ สิ่งไม่ดี คุณไสย ภูติปีศาจ
คำว่าปี่เซี๊ยะ หรือ ผี่ชิว จึงแปลได้ว่า ขจัดอาถรรพณ์

ปัจจุบัน พีซิว ตัวดังกล่าว ตั้งอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติไต้หวัน

ปี่เซี๊ยะ คือ เทพลก กวางสวรรค์มี 1 เขา มีปากไม่มีทวาร เชื่อกันว่าทรัพย์มีแต่เข้าไม่มีออก ร้านค้าหรือธนาคารนิยมมีไว้ บูชาเพื่อเก็บกักเงินทองไม่ให้รั่วไหลขจัดสิ่งอัปมงคล ว่าเทพเซียนปี่เซี๊ยะจะลงมาคุ้มครองและให้โชคลาภนับแต่นี้ไปอีก 20 ปี

ตระกูลหนึ่งใน จดหมายเหตุฮั่นชุ ในภาคที่ว่าด้วย ดินแดนทางประจิมทิศ มีข้อความระบุไว้ว่า “ในแคว้นหลีแถบเขาอูเกอซาน นั้นมีสัตว์ตระกูลนี้ปรากฏอยู่ลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย นั้นคือ เทียจนลก เทียนหลู่ ตัวคล้ายกวาง หางยาว มีเขาเดียว “
มีตำนานเล่าขานในทางมงคลถึง พีซิว มากมายโดยเฉพาะเรื่องราวในยุคต้นราชวงศ์ “ชิง” (ราชวงศ์แมนจู) เล่ากันว่า เมื่อยุคเฉียนหลงฮ่องเต้ ครั้งยังเป็นองค์รัชทายาท เรียกกันว่า “องค์ชายสี่” มีนักพรตท่านหนึ่งนำ พีซิว มามอบให้ โดยกำชับให้หมั่นดูแลทะนุถนอม พีซิวจักคุ้มครอง ปกป้องภัย และส่งพลังให้ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ซึ่งองค์ชายสี่ก็ได้ทำตามนั้น จวบจนต่อมาได้ขึ้นครองราชย์ พระองค์จึงพระราชทานยศตำแหน่งแก่ พีซิว นาม “เทียนลู่” (บารมียศแห่งสวรรค์) และอยู่คู่เฉียนหลงฮ่องเต้ตลอดรัชสมัย 60 ปีที่ครองราชย์ ซึ่งนับเป็นระยะเวลาแห่งการครองราชย์อันยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์จีน



ZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZXXXXXXXXXXXXXXXXXXXZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZZ

AAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAAA

60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้...


1.) ห้ามใส่ชุดสีดำเยี่ยมคนป่วย เพราะสีดำเป็นสีที่คนโบราณถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของ
ความทุกข์โศก การใส่ชุดดำไปเยี่ยมผู้ป่วยนั้น
เป็นการแช่งให้ผู้ป่วยตายเร็วขึ้น (อ๊ายย๋ะ!!!)

2.) จิ้งจกร้องทัก ห้ามออกจากบ้านเด็ดขาด โดยถ้าเสียงนั้นอยู่ด้านหลังหรือตรงศีรษะ
ให้เลื่อนการเดินทางแต่หากเสียงร้องทักอยู่ด้านหน้าหรือซ้าย ให้เดินทางได้
จะทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นสะดวกสบาย



3.) ตุ๊กแกร้องตอนกลางวัน เชื่อว่าจะมีเหตุร้ายเพราะตามปกติแล้วตุ๊กแกที่อาศัยในบ้าน
มักจะร้องตอนกลางคืน ถ้าร้องตอนกลางวันถือเป็นลางบอกเหตุร้าย เนื่องจากคนโบราณ
เชื่อว่าตุ๊กแกคือ วิญญาณของปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วมาอาศัยอยู่ คอยคุ้มครองลูกหลาน
จากภัยอันตรา

4.) นกแสกเกาะหลังคาบ้าน จะเกิดลางร้าย เพราะนกแสกเป็นนกที่ถือว่าให้ความ
อัปมงคล เนื่องจากโดยธรรมชาตินกแสกมักจะไม่มาปะปนอยู่ตามที่อยู่อาศัยของคน

5.) ถ้านกถ่ายรดบนศรีษะ เชื่อว่าจะโชคร้าย หากกำลังจะออกเดินทางแล้วถูกนกถ่าย
รดที่ศรีษะซะก่อน ให้หยุดการเดินทางทันที หรือเลื่อนกำหนดออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น

6.) เมื่อตัวเงินตัวทองคลานเข้าบ้าน ให้พูดแต่สิ่งดีๆ ไม่ให้ไล่

7.) กลางคืนถ้าได้ยินเสียงร้องทักห้ามขานรับ เพราะเชื่อว่าเป็นเสียงของดวงวิญญาณ
อาจจะมาหลอนมาหลอกหรือเป็นการเชิญวิญญาณเข้าบ้าน

8.) คนที่มีไฝที่ริมฝีปากล่าง ให้ระวังปากนำเคราะห์ เพราะพูดไม่คิด และมักเป็นคน
ใจร้อน อารมณ์รุนแรงขาดเหตุผลในการยับยั้งชั่งใจ

9.) คนใดที่มีลักษณะผมหยิกๆ หน้าสั้นคอสั้น มักจะเจ้าชู้ (แต่เป็นความเชื่อขำๆนะ อันนี้
ต้องคิดว่าต้องดูต่อจากภายในหัวใจ)

10.) คนใบหูใหญ่มักร่ำรวยและมีบุญวาสนา คนใบหูหนาเป็นคนมีศีลธรรมคนใบหูบาง
เป็นคนโดดเดี่ยว ไร้บุญวาสนา

11.) คนที่พูดจาหลายเสียงในการพูดคุยครั้งเดียวกันเป็นคนคบยาก เพราะหาความแน่นอนอะไรไม่ได้

12.) คนหัวล้านมักจะเจ้าชู้และเจ้าเล่ห์ ซึ่งได้ต้นแบบมาจากขุนช้างในวรรณคดี
ทำให้คนโบราณเชื่อว่า คนลักษณะแบบนี้จะมีนิสัยเหมือนขุนช้าง

13.) เด็กทารกคนใดที่เกิดมาแล้วมีปาน คนโบราณเชื่อว่า ได้เกิดมาแล้วชาติหนึ่ง
(ชาติที่แล้ว) และถูกป้ายด้วยของตำหนิเอาไว้ หากเป็นปานแดงหมายถึงถูกป้าย
ด้วยปูนแดง และหากเป็นปานดำหมายถึงถูกป้ายด้วยถ่าน

14.) ห้ามปลูกต้นไม้ที่วัดปลูกมาแล้ว (เช่น ไปเอาต้นไม้ที่อยู่ในวัดมาปลูกที่บ้าน)
เพราะเชื่อกันว่า ต้นไม้ที่ขึ้นตามวัดหรือนำไปปลูกที่วัดเป็นของสูงและสมควรอยู่ในวัด
หากนำมาปลูกที่บ้านจะทำให้บ้านนั้นตกอับ

15.) ห้ามตัดผมวันพุธ เพราะเชื่อว่าการตัดผมวันพุธจะทำให้เกิดอัปมงคลกับชีวิต
เพราะอย่างนี้ ร้านตัดผมหลายร้านมักจะนิยมหยุดทำการในวันพุธ

16.) หากตาซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีเคราะห์ โชคร้ายผิดหวัง ถ้าตาขวากระตุกถือว่าโชคดี
แต่ถ้าเป็นในช่วงกลางคืน ตาขวากระตุกจะไม่ดี จะมีเคราะห์มีเหตุร้ายเกิดขึ้น
แต่ถ้าหากเป็นตาซ้ายกระตุกจะมีโชคลาภจากเพื่อน

17.) หากสัตว์ป่าเข้าบ้านเชื่อว่าจะนำความอัปมงคลมาให้ ควรจุดธูปเทียน
ดอกไม้และเชิญให้ออกจากบ้าน พร้อมกับขอพรให้นำพาสิ่งดีงามมาให้

18.) ห้ามเผาศพวันศุกร์ เพราะคนโบราณถือว่าการเผาศพในวันศุกร์จะให้ทุกข์กับ
คนเป็นญาติ เนื่องจากวันศุกร์เป็นวันแห่งโชคลาภ เหมาะกับงานมงคลมากกว่า

19.) ในขณะที่กำลังสางผม หากหวีเกิดหักคาผม จะเกิดเรื่องไม่ดีตามมา ให้นำหวีนั้น
ทิ้งไปเลย (ซื้อมาเป็นพันเป็นหมื่นก็อย่าเสียดาย) ไม่ให้เก็บไว้ใช้หรือนำไปซ่อมมาใช้ใหม่

20.) ตอนกลางคืนถ้าได้กลิ่นธูปลอยมา คนโบราณเชื่อกันว่า เป็นวิญญาณของ
ญาติสนิทภายในครอบครัวมาหา

21.) ผึ้งทำรังในบ้าน เชื่อว่ามีโชค อย่าไปไล่หรือทำลายเด็ดขาดเพราะอาจจะทำให้
เกิดความหายนะ เพราะผึ้งเป็นแมลงนำโชคที่ขยันการทำงาน

22.) การปลูกต้นว่านชี้ชะตาได้ โดยถ้าต้นว่านเจริญงอกงาม ทำนายว่าการค้าจะงอกงาม
แต่ถ้าต้นว่านแห้งเ่ยว ทำนายว่าการค้าจะไปไม่รอด

23.) ก่อนออกจากบ้านให้ตั้งสติและก้าวเท้าขวาออกก่อนเท้าซ้าย จะนำโชคดีมาให้
เพราะเชื่อว่าร่างกายมนุษย์เป็นพลังงานลบที่อ่อนแอกว่าด้านขวา

24.) หากนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ และเกิดมือชนกันขณะเอื้อมไปตักกับข้าว
เชื่อกันว่าจะมีแขกมาเยือนให้เตรียมตัวต้อนรับ

25.) อย่าเคาะจานข้าว เพราะเชื่อว่าจะเป็นการเรียกวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียง
เราเคาะจาน ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว (บางคนกินข้าวจะรู้สึกว่ากินไม่อิ่ม)

26.) กลางคืนห้ามกวาดบ้าน เพราะเชื่อว่าจะเป็นการกวาดเงินกวาดทอง
ที่สะสมมาตั้งแต่ตอนเช้าออกไปหมดซึ่งอาจเป็นได้ว่าเมื่อก่อนไม่มีไฟฟ้าตอน
กลางคืนมืดมาก การกวาดบ้านตอนกลางคืนจึงไม่ปลอดภัย

27.) ไม่ควรมีรูปภาพหรือรูปปั้นยักษ์ประดับตกแต่งบ้าน เพราะจะทำให้คนในบ้าน
ทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยและทำให้มีแต่เรื่องเดือดร้อน

28.) อย่าตั้งเตียงนอนโดยเอาหัวเตียงหันไปชนกับห้องน้ำ เพราะจะทำให้โชคลาภ
หนีหาย และอย่าตั้งเตียงนอนโดยหันปลายเตียงตรงกับประตูทางเข้าพอดี
เพราะจะทำให้ฝันร้าย

29.) การแบ่งอาหารและน้ำให้แก่สุนัขหรือแมวจรจัดที่หิวโหย หรือการให้ที่พักพิงแก่
สัตว์เหล่านี้ในวันฝนตกเป็นอานิสงส์มหาศาล

30.) อย่าปล่อยให้ครัวสกปรก เพราะจะทำให้อับโชค ขาดเงิน ขาดทอง

31.) อย่าให้ของขวัญคนรักหรือเพื่อนสนิทเป็นผ้าเช็ดหน้า เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี
หากมอบให้แล้วจะถือว่าเป็นลางต้องจากกันหรือมีเรื่องทะเลาะกัน

32.) ถ้าปล่อยให้กระจกในบ้านขุ่นมัว จะทำให้ดวงชะตาของคนในบ้านจะหม่นหมอง
ทำอะไรก็ไม่ขึ้น จึงต้องหมั่นเช็ดกระจกสม่ำเสมอ

33.) วันโกน วันพระวันเกิด และวันเข้าพรรษา ควรงดมีเพศสัมพันธ์ เพราะถือว่าเป็น
วันบิรสุทธิ์ (คนที่อยู่ในวัยเรียนอย่าแม้แต่จะคิด)

34.) หากเดินไปเจอเหรียญตกให้เก็บเป็นเหรียญนำโชค หากมองผ่านเลยไป
จะเหมือนเป็นการดูถูกเงินน้อย ทำให้อับโชคในช่วงเวลานั้นๆ (เก็บให้ตำรวจก็ดีนะเออ)

35.) การสวมแหวนนิ้วกลางข้างขวา ถือเป็นการเสริมดวงการเงินและบารมี
ส่วนการสวมแหวนนิ้วนางหรือนิ้วก้อยถือเป็นการเสริมเสน่ห์และเสริมดวงความรัก

36.) ห้ามสาวโสดร้องเพลงในครัว เพราะจะทำให้มีแฟนเป็นคนแก่
หรือหาแฟนไม่ได้ แต่ถ้าตำครกเสียงดัง จะมีหนุ่มมาสู่ขอ

37.) การทำบุณโลงศพอนาถาที่ไร้ญาติ จะเสริมชะตาของเราให้กล้าแข็ง
ทำให้ทุกข์และเคราะห์เบาบางลงไปได้

38.) ควรหมั่นดูแลหิ้งพระให้สะอาดสม่ำเสมอ ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นการทำให้เกิด
ความอับโชคหรือเสื่อมลาภ เสื่อมยศได้

39.) ในบ้านควรมีไข่และส้มในตะกร้าเสมอ เพื่อเรียกความสมบูรณ์พูนสุขเข้าบ้าน

40.) ห้ามหญิงมีครรภ์ไปงานศพ เพราะเกรงว่าวิญญาณจะสามารถเข้าไปรบกวน
ทารกในครรภ์ ทำให้เกิดอันตรายได้

41.) ห้ามนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกจะทำให้นอนฝันร้าย ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น

42.) ถ้าสร้อยคอขาดออกจากคอหรือหลุดออกมา จะมีเหตุให้พบเรื่องร้าย

43.) ห้ามทักเด็กแรกเกิดที่ยังเล็กว่าน่ารัก เพราะอาจทำให้วิญญาณอิจฉา ลักพาตัวไป

44.) ห้ามตัดเล็บกลางคืน วิญญาณบรรพบุรุษจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะสมัยก่อนการตัดเล็บ
จะใช้มีดเจียนหมาก หรือมีดเล็กๆ จึงห้ามตัดเล็บในเวลากลางคืน เพราะอาจะเป็นอันตราย

45.) จะก้าวขึ้นหรือลงบันได ให้ก้าวทีละก้าวทีละขั้น อย่าก้าวทีเดียวสามชั้น
จะทำให้ทำมาหากินไม่สำเร็จ เหมือนไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้ค่อนเป็นค่อยไป
อย่าทำอะไรที่ให้เกินความสามารถ หรือข้ามขั้นตอน

46.) ห้ามหญิงท้องไปดูคนคลอดลูกจะทำให้คลอดลูกยาก เพราะหากหญิงมีครรภ์ไปดู
คนอื่นคลอดลูกแล้วเห็นภาพอาการเจ็บปวดของการคลอดอาจจะทำให้กลัวและเกิดอาการเสียขวัญ

47.) โต๊ะเครื่องแป้งที่มีกระจกเงา หรือบางกระจกเงาทั้งหลาย ไม่ควรนำมาวางตั้ง
ให้ตรงกับปลายเตียงหัวเยงหรือเหนือเพดาน เพราะจะทำให้หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องเพศ
นอนหลับไม่สนิท และมักฝันร้ายอยู่บ่อยๆ

48.) ฝนตั้งเค้า ให้ปักตะไคร้คว่ำลงดินกลางที่โล่งแจ้ง จะทำให้ฝนหยุดตก

49.)อย่าลูบศรีษะของเด็ก โดยเฉพาะเด็กไทย เพราะศีรษะถือเป็นส่วนศักดิ์สิทธิ์ไม่ควรให้ใครลูบเล่น

50.) ฝันว่างูรัด ทำนายว่าคนโสดจะได้พบเนื้อคู่เร็วๆนี้ฝันว่างูกัดทำนายว่าศัตรูเพศตรงข้าม
จะคิดร้ายหรือได้รับเคราะห์จะเพื่อนบ้าน

51.) ฝันเห็นคนตายหรือศพ ทำนายว่าจะได้ลาภจากเสี่ยงโชค

52.) ฝันว่าฟันหักทำนายว่าจะสูญเสีย โดยถ้าฝันว่าฟันบนหัก ทำนายว่า
จะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างฝ่ายบิดา ถ้าฟันล่างหัก ทำนายว่าจะเสียญาติผู้ใหญ่ข้างมารดา

53.) ฝันว่าจูบกับคนรัก จะได้รับเคราะห์เล็กๆน้อยๆจากคนใกล้ตัว

54.) ห้ามฉลองก่อนวันเกิด เพราะอาจหมายถึงการรีบเร่งไปสู่ความตาย

55.) ภายในบ้านไม่ควรมีประตู 3 บาน ตรงกันหรือเหลื่อมล้ำตรงกันเพียงนิดเดียว
เพราะเป็นสัญลักษณ์ของประตูจาก 3 โลก ทำให้วิญญาณเดินผ่านมาได้

56.)คางคกขึ้นบ้านถือเป็นลางดี แสดงว่าบ้านนั้นกำลังจะมีโชค

57.) มือซ้ายกระตุก เชื่อว่ามีลางร้ายมีเหตุจะต้องเสียเงินเสียทองมือขวากระตุกเชื่อว่า
เป็นลางที่ดีมาก จะได้รับโชคลาภ และอาจได้ลาภลอยจาการเสี่ยงโชค

58.) ถ้านกในกรงที่เลี้ยงไว้ร้องในเวลากลางคืนเชื่อว่าจะมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง

59.) ผู้หญิงระหว่างมีประจำเดือน ไม่ควรก้าวล้ำไปในวัด เพราะอาจก่อให้เกิดความอัปมงคล

60.) ความฝันในตอนเช้ามักเป็นความจริง เพราะคนโบราณเชื่อว่าเทวดามาโปรดสัตว์
ซึ่งเคยเป็นญาติมิตรของเรานั่นเอง


หลักการใช้ธูปบูชา
ธูป 1 ดอก.....ใช้ไหว้ผี และ วิญญาณ
ธูป 2 ดอก.....ใช้บูชาเจ้าที่
ธูป 3 ดอก.....ใช้บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ธูป 5 ดอก.....ใช้บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระคฺณบิดา มารดา ใช้ไหว้พระภูมิ
ธูป 7 ดอก.....ใช้ไหว้พระพรหม
ธูป 9 ดอก.....ใช้บูชาแก้ว 9 ประการ พระพุทธคุณทั้ง 9 และพระเทพารักษ์
ธูป 12 ดอก.....ใช้บูชาพระคุณของแม่
ธูป 16 ดอก.....ใช้บูชาพระอิศวร 16 ชั้นฟ้า
ธูป 19 ดอก.....ใช้บูชาเทวดาทั้ง 10 ทิศ
ธูป 21 ดอก.....ใช้บูชาพระคุณของพ่อ
ธูป 32 ดอก.....ใช้สวดชุมนุมเทวดาทั้ง 4 ทิศ
ธูป 108ดอก....ใช้บูชาสิ่งที่สูงสุดทั่วทั้งโลกทุกชั้นฟ้า


ข้อคิดเตือนใจเพื่อชีวิตที่ดีกว่า 45 ข้อ

1. นึกว่าเสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับเธอ 3 ชั่วโมง
2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเค้าต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้งแน่!
3. หลับตานิ่งๆ ซัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรตรงหน้ามันช่างยากจัง
4. ระหว่างแปรงฟันถ้าฮัมเพลงด้วยไปจนจบจะทำให้ฟันสะอาดขึ้น 2 เท่าแน่ะ
5. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาติธรรมดาก็จะอร่อยขึ้นเยอะ
6. ควรหัดพูดคำว่า “ไม่เป็นไร” ให้เคยปากมากกว่าการพูดคำว่า “จะเอายังไง”
7. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง เรื่องที่ไม่อยากให้คนอื่นรู้จึงเล่าให้มันฟังได้
8. อาหารที่ไม่ชอบกินตอนเด็ก ลองตักเข้าปากอีกที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด
9. เขียนชื่อคนที่เธอเกลียดใส่กระดาษแล้วฉีกทิ้งความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ
10. ให้ปล่อยน้ำตาไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูไม่ออกว่าเพิ่งร้องไห้มา
11. ก่อนจะซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้อย่างน้อย 3 ข้อก่อน
12. ถึงเสื้อกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าสลับกันไปเรื่อยๆก็ดูเหมือนจะเยอะขึ้น
13. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าคนได้เยอะจนจำชื่อคนให้ไม่หมด
14. ในวันที่รู้สึกเศร้าๆ เหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกแล้วจะดีขึ้น
15. แอบรักใครซักคน ยังไงก็ดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึก “รัก” เป็นยังไง
16. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่งตัวสวยๆ หล่อๆ ไม่ได้นี่
17. พยายามอ่านหนังสือทุกชนิดในมือให้จบเล่มอาจไม่สนุกแต่มีประโยชน์แฝงอยู่
18. วันที่ตื่นเช้าๆ ให้บิดขี้เกียจนานที่สุดเท่าที่จะทำนานได้ ถ้าขี้เกียจออกกำลังกายน่ะ
19. รู้รึเปล่าว่าดอกไม้ที่บานอยู่กับต้น ยังไงก็อยู่ได้นานกว่าบานในแจกัน
20. ทะเลาะกับใครๆ พร้อมรอยยิ้ม เรื่องราวจะจบง่ายกว่าที่คิดเยอะ
21. เอารูปตัวเองตอนเด็กๆ มาดูตอนเครียดอารมณ์จะดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
22. พยายามหาข้อบกพร่องของคนที่เธออิจฉาอย่างน้อยก็มีข้อปลอบใจตัวเองบ้าง!
23. โทรไปหาแฟน แล้วพูดแค่คำเดียวว่า “คิดถึง” พอวางสายแล้วต้องยิ้มทั้งคู่
24. ในวงสนทนาถ้ายังนึกไม่ออกว่าจะคุยอะไรรอยยิ้มช่วยแก้สถานการณ์ได้
25. ค่อยๆ เดินทอดน่องแบบสบายๆ ในวันที่ไม่มีธุระให้ต้องไปสะสาง
26. ซื้อของฝากทุกคนในบ้าน ก็เหมือนกับการซื้อของฝากตัวเองนั่นแหละ
27. จะหน้าตายังไงก็แล้วแต่ ถ้าทิ้งขยะลงพื้นก็กลายเป็นขี้เหร่ได้ทันตาเห็น
28. นั่งสมาธิให้นานๆ และบ่อยๆ ก็ทำให้ผิวสวยขึ้นได้เหมือนกัน
29. นอกจากตอนที่เคี้ยวข้าวแล้ว ไม่ว่าก่อนหรือหลังกินก็หัวเราะได้อร่อย
30. จินตนาการถึงเรื่องที่อยากมีหรืออยากเป็นคือยานอนหลับอย่างหนึ่ง
31. อ่านหนังสือหรือการ์ตูนเล่มโปรด เป็นการเติมน้ำมันให้ตัวเองอย่างดี
32. ยังไม่มีใครเคยแย้งว่า การอาบน้ำไม่สามารถคลายเครียดได้จริงๆ
33. ก่อนจะด่าใครให้นับ 1 ถึง 50 เผลอๆ อาจจะไม่อยากด่าแล้วก็ได้
34. ไม่ต้องทำยังไงกับเพื่อนที่หักหลังก็แค่อย่าเรียกเค้าว่าเพื่อนก็พอแล้ว
35. รักครั้งแรกส่วนใหญ่ก็อกหักทั้งนั้น น่าจะดีใจที่ไม่แปลกกว่าชาวบ้านเค้า
36. การที่ทำของหายอาจเป็นการใช้หนี้ของชาติที่แล้วให้คนอื่นที่เก็บมันได้
37. ถึงจะไม่มีเงินอยู่ในกระเป๋าซักบาท ยังดีกว่าไม่มีเสื้อผ้าให้ใส่ตั้งเยอะ
38. หนี้ที่โดนเบี้ยวไป ทำให้เรารู้จักใครบางคนดีขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลามาก
39. คนอื่นไม่เข้าใจเราไม่เห็นแปลก ในเมื่อเราก็ไม่เข้าใจคนอื่นเหมือนกัน
40. ไม่ต้องช่วยใครๆ ด่าตัวเอง ถ้าสิ่งที่ทำไปแน่ใจว่าพยายามเต็มที่แล้ว
41. วิ่งให้เหนื่อยมากๆ ความโกธรจะได้ถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ
42. ถ้ากลัวจะนอนฝันร้าย สวดมนต์ก่อนนอนเหมือนตอนเด็กๆ ดูสิ
43. ของฝากสำหรับคนห่างไกล คือการโผล่ไปเซอร์ไพรส์ด้วยตัวเอง
44. เพลงจังหวะมันๆ ทำให้คนฟังกระปรี้กระเปร่าได้โดยอัตโนมัติ
45. อย่าเดาว่าอะไรอยู่ในกล่องของขวัญ แล้วจะไม่รู้จักคำว่าผิดหวัง
.................................................................................................................................................


แซนโดนตา

แซนโดนตา เป็นประเพณีเซ่นไหว้บรรพบุรุษของเขมรชาวไทย เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะชนชาวเขมรในเขตพื้นที่อีสานตอนใต้
ได้แก่ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นต้น เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที ย้อนรำลึกถึงบรรพบุรุษผู้มี
พระคุณ สืบสานขนบธรรมเนียมที่ลูก
หล
านต้องปฏิบัติต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ และยึดหลักคำสอนทางพุืทธศาสนา คำว่า 'แซน' แปลว่า เซ่น ในภาษาไทย โดนตา เป็นคำนามที่ใช้
เรียกบรรพบุ
รุษ หมายถึงญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ในวันแรม 15 ค่ำเดือน 10 เป็นวันสาร์ทใหญ่ ชาวเขมรจะเตรียมการเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันรวม
ญาติก็ว่าได้ ลูกหลานไปอยู่แห่งหนใดก็จะกลับมาทำพิธีนี้อย่างพร้อมเพรียง ส่วนวันขึ้น 15 ค่ำเดือนสิบก่อนหน้านี้ถือเป็นวันสาร์ทน้อย ชนชาว
ลาวจะถือเป็นวันสาร์ทของเขา

พิธีแซนโดนตา ประเพณีใน กลุ่มชาวเขมร ชาวบ้านจะเริ่ม
เตรียมสิ่งของก่อนถึงวันสาร์ท เช่น บ่มกล้วยให้สุกทันวันห่อข้าวต้ม ผลไม้ต่าง ๆ ไก่ย่าง(ส่วนมากจะย่างทั้งตัว) ปลาย่าง หมูย่าง เนื้อย่าง อาหาร
คาวหวานต่าง ๆ หมาก พลู บุหรี่มวน ธูป เทียน ดอกไม้และอื่น ๆ เมื่อพร้อมแล้วก็จัดสำรับเซ่นไหว้ใส่ภาชนะที่ใหญ่ ๆ เช่น ถาดหรือกระด้ง เพื่อ
จะได้ใส่เครื่องเซ่นได้เยอะ ๆ และอีกส่วนหนึ่งเตรียมไว้สำหรับทำบุญที่วัด

วันขึ้น 14 ค่ำเดือนสิบ ผู้ที่เป็นบุตรหลานไม่
ว่าจะเป็นเขย สะใภ้ จะต้องส่งข้าวสาร์ทหรือเครื่องเซ่นนี้ไปให้พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เพื่อให้ท่านได้ใช้เครื่องเซ่นนั้นทำพิธีเซ่นต่ออีกทีหนึ่ง ส่วนปู่
ย่า ตา ยาย ก็จะมอบสิ่งของตอบแทนให้ จะเป็นผ้าซิ่น ผ้าไหม หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ เป็นรางวัลให้ลูกหลานผู้รู้จักกตัญญู พอตอนเย็นวันนี้จะเริ่ม
ทำพิธีเซ่นไหว้กัน เมื่อพี่น้องลูกหลานมาพร้อมหน้ากันแล้วก็จุดธูปเทียน โดยผู้อาวุโสที่สุดจะเป็นผู้บอกกล่าวอัญเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษ คน
ทีุ่เป็นหมอพราหมณ์จะรู้ขั้นตอนนี้ดีจะมีคำกล่าวคำเชิญเฉพาะ แต่ผู้ที่ไม่เป็นก็เพียงแค่กล่าวเอ่ยชื่อ นามสกุลของบรรพบุรุษให้ถูกต้อง มีศักดิ์
เป็นปู่เป็นทวดอย่างไรก็เอ่ยให้ถูกต้องก็ใช้ได้แล้ว และคนกล่าวอาวุโสรองลงมาตามลำดับ จะต้องเอ่ยชื่อ นามสกุลของบรรพบุรุษให้ถูกต้องครบ
ถ้วนทุกคน เพื่อแสดงความรำลึกกตัญญูู ในขณะกล่าวเชิญก็กรวดน้ำไปด้วย

เมื่อครบทุกคนแล้วก็หยุดพักระยะหนึ่ง แล้วทำพีธีต่ออีกจนครบคนละ 3 รอบ รอบสุดท้ายนี้ให้รวมหยาดน้ำพร้อมกันเป็นอันเสร็จพิธี แล้ว
นำเครื่องเซ่นส่วนหนึ่งออกไปโปรยข้างนอกเพื่อเผื่อแผ่แก่ผีพเนจร ผีไม่มีญาติ ผีอื่น ๆ ตามความเชื่อ แต่ผู้เฒ่าผู้แก่จะยังทำพิธีเซ่นไหว้และ
กรวดน้ำนี้เป็นระยะ ๆ บางคนก็ทำตลอดคืน ตื่นนอนเมื่อไรก็เซ่นไหว้กันตอนนั้น ดึก ๆ เงียบสงัดจะได้ยินเสียงบ้านไกล้เรือนเคียงร้องเรียก
วิญญาณบรรพบุรุษดังมาเป็นระยะ ๆ บางครั้งก็ให้รู้สึกโหยหวนวังเวงน่าขนลุกเหมือนกัน (เหอ ๆ ๆ).....

พอได้เวลาตีสาม หรือเวลาประมาณ 3 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น(แรม 15 ค่ำเดือน 10 ) ชาวบ้านก็จะนำเครื่องเซ่นนี้ไปแห่เวียนรอบศาลาวัดหรือ
ุโบสถ 3 รอบ แล้วนำขึ้นไปให้พระสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลทำพิธีกรรมทางศาสนา โดยนำขนมข้าวต้ม กล้วยเป็นกระุบุง ไก่ย่างเป็นตัว อาหาร
คาวหวานผลไม้ต่าง ๆ ตามที่กล่าวถวายพระแล้ว พระจะ้ได้ฉันมื้อนี้แต่เช้ามืด

เครื่องเซ่นไหว้ที่นำไปวัด

เสร็จแล้วชาวบ้านก็จะนำเครื่องเซ่นที่พระสวดแล้วไปวางตามสถานที่ที่เหมาะสมเช่น ตามรั้ววัด ตามธาตุเจดีย์ หรือตามโคนไม้ เพื่อผีวิญญาณ
จะได้มากิน บางคนก็นำออกไปวางตามไร่นาของตน ตามที่คิดว่าน่าจะมีผีเจ้าสถิตย์อยู่

เสร็จแล้วก็กลับบ้าน ไปเตรียมข้าวและอาหารมาทำบุญตักบาตร วันนี้วันพระ แรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้านพุทธศาสนิกชนจะร่วมใจกันทำบุญ
ประเพณีแซนโดนตาครั้งนี้ โดยพระสงฆ์จะได้รับภัตตาหารฉันในมื้อเช้านี้อีก ส่วนตอนเที่ยงก็จะได้รับภัตตาหารเพลปกติ รวมวันนี้พระจะได้
ฉันอาหาร 3 มื้อ......

ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติตามประเพณีนี้ ทำให้รู้จักการกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สืบสานพระพุทธศานา มีวัฒนธรรมและจารีตที่งดงาม

............................

'วันวิสาขบูชา' เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งพ้องตรงกันในวันเดียวกันอย่างน่าอัศจรรย์

วันที่ 13 พฤษภาคม 2557 ตรงกับวันขึ้น๑๕ค่ำเดือน๖   
 
ความหมาย คำว่า 'วิสาขบูชา' หมายถึงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ วิสาขบูชา ย่อมาจาก ' วิสาขปุรณมีบูชา ' แปลว่า ' การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ ' ถ้าปีใดมีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปเป็นกลางเดือน ๗

ความสำคัญ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญยิ่งทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ คือเกิด ได้ตรัสรู้ คือสำเร็จ ได้ปรินิพพาน คือ ดับ เกิดขึ้นตรงกันทั้ง ๓ คราวคือ

     ๑. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติที่พระราชอุทยานลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับเทวทหะ เมื่อเช้าวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี

     ๒. เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้าเมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา ณ ใต้ร่มไม้ศรีมหาโพธิ์ ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในตอนเช้ามืดวันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี หลังจากออกผนวชได้ ๖ ปี ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้แห่งนี้เรียกว่า พุทธคยา เป็นตำบลหนึ่งของเมืองคยา แห่งรัฐพิหารของอินเดีย

     ๓. หลังจากตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา และโปรดเวไนยสัตว์ ๔๕ ปี พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน เมื่อวันอังคาร ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง ณ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเมือง กุสีนคระ) แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย

     นับว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่ง ที่เหตุการณ์ทั้ง ๓ เกี่ยวกับวิถีชีวิตของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีช่วงระยะเวลาห่างกันนับเวลาหลายสิบปี บังเอิญเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน ๖ ดังนั้นเมื่อถึงวันสำคัญ เช่นนี้ ชาวพุทธทั้งคฤหัสถ์ และบรรพชิตได้พร้อมใจกันประกอบพิธีบูชาพระพุทธองค์เป็นการพิเศษ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ พระปัญญาธิคุณ และพระบริสุทธิคุณ ของพระองค์ท่าน ผู้เป็นดวงประทีปของโลก

 

 


วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญสากลของสหประชาชาติคือ 'วันสำคัญของโลก' ( Vesak Day )

 

ภูมิหลัง วันวิสาขบูชา 
๑. ในการประชุม International Buddhist Conference ณ กรุงโคลัมโบ ระหว่างวันที่ ๙ - ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ ซึ่งมีผู้แทนจากประเทศที่นับถือศาสนาพุทธจำนวนมากเข้าร่วม อาทิ บังคลาเทศ จีน ลาว เกาหลีใต้ เวียดนาม ภูฐาน อินโดนีเซีย เนปาล กัมพูชา อินเดีย ปากีสถาน และไทย ได้ตกลงกันที่จะเสนอให้สมัชชาสหประชาชาติรับรองข้อมติประกาศวัน วิสาขบูชาให้เป็นวันหยุดของสหประชาชาติ

๒. ในการเยือนของประเทศต่างๆ ในอินโดจีนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ในปี ๒๕๔๒ ก็ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ ได้ด้วยดี

๓. คณะทูตถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กได้จัดเตรียมร่างข้อมติ และได้ขอเสียงสนับสนุนจากประเทศต่าง ๆ เพื่อให้มีการรับรองข้อมติเรื่องการประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดของสหประชาชาติในที่ประชุมสมัชชา สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔

๔. โดยที่สหประชาชาติประกาศวันหยุดเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว และจะเป็นปัญหาในเรื่องงบประมาณและการบริหารแก่ สหประชาชาติ หากประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุด ศรีลังกาจึงได้ตัดสินใจที่จะเสนอร่างข้อมติ ขอให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลที่สหประชาชาติ ทั้งที่สำนักงานใหญ่ และสำนักงานต่าง ๆ แทนการเสนอให้เป็นวันหยุดซึ่ง ออท. ผู้แทนถาวรประเทศต่าง ๆ รวม ๑๖ ประเทศ ได้แก่ ศรีลังกา บังคลาเทศ ภูฐาน กัมพูชา ลาว มัลดีฟส์ มองโกเลีย พม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สเปน อินเดีย ไทย และยูเครน ได้ร่วมลงนามในหนังสือถึงประธานสมัชชาฯ เพื่อให้นำเรื่องวันวิสาขบูชาเข้าเป็นระเบียบวาระการประชุมของสมัชชาฯ

๕. ต่อมาเมื่อ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ General Committee ของสมัชชาฯ ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าว โดย ออท.ผู้แทน ถาวรศรีลังกาได้กล่าวถ้อยแถลงสนับสนุนหนังสือร้องขอให้ที่ประชุมบรรจุระเบียบวาระดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสมัชชาเต็มคณะ ออท.ผู้แทนถาวรไทย อินเดีย สเปน บังคลาเทศ ปากีสถาน ไซปรัส ลาว และภูฐาน ได้กล่าวถ้อย แถลงสนับสนุน ซึ่งที่ประชุม General Committee ได้มีมติให้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสมัชชาเต็มคณะ

ปัจจุบัน วันวิสาขบูชา 
๑. เมื่อ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๒ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ ๕๔ ได้พิจารณาระเบียบวาระที่ ๑๗๔ International recognition of the Day of Visak โดยการเสนอของศรีลังกา

๒. ในการพิจารณา ประธานสมัชชาฯ ได้เชิญผู้แทนศรีลังกาขึ้นกล่าวนำเสนอร่างข้อมติ และเชิญผู้แทนไทย สิงคโปร์ บังคลาเทศ ภูฐาน สเปน พม่า เนปาล ปากีสถาน อินเดียขึ้นกล่าวถ้อยแถลง สรุปความว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ทรงตรัสรู้ เสด็จดับขันธปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้มวลมนุษย์มีเมตตาธรรมและขันติธรรม ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขในสังคม อันเป็นแนวทางของ สหประชาชาติ จึงขอให้ที่ประชุมรับรองข้อมตินี้ ซึ่งเท่ากับเป็นการรับรองความสำคัญของพุทธศาสนาในองค์การสหประชาชาติ โดยถือว่าวันดังกล่าวเป็นที่สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติและที่ทำการสมัชชาจะจัดให้มีการระลึกถึง (observance) ตามความเหมาะสม

๓. ที่ประชุมฯ ได้รับรองร่างข้อมติโดยฉันทามติ

ถ้อยแถลงของเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรฯ ศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก 
ถ้อยแถลงของนายวรวีร์ วีรสัมพันธ์ อุปทูต คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก

เหตุผลที่ องค์การสหประชาชาติหนดให้ วันวิสาขบูชา เป็นวันสำคัญของโลก 
เนื่องจากคณะกรรมมาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ร่วมพิจารณาและมีมติเห็นพ้องต้องกันประกาศให้วันวิสาขบูชา ถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของโลกทั้งนี้

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ทรงเป็นมหาบุรุษผู้ให้ความเมตตาต่อหมู่มวล มนุษย์ทั้งหลายในโลก จะเห็นได้จากการยกเลิกแบ่งชนชั้นวรรณะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเลิกทาสโดยไม่มีการเสียเลือดเสียเนื้อ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงเป็นนักอนุรักษ์สัตว์ป่าอีกด้วย กล่าวคือ ทรงสอนให้ไม่ฆ่าสัตว์ ให้รู้จักช่วยเหลือสัตว์ เหตุผลสำคัญ อีกประการหนึ่งคือ พระองค์ ทรงเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาเพื่อพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้ โดย ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนา พุทธและทรงสั่งสอนทุกคนโดยใช้ปัญญาธิคุณสอนโดยไม่คิดค่าตอบแทน

 



ประวัติความเป็นมาของวันวิสาขบูชาในประเทศไทย 
 

   วันวิสาขบูชานี้ ปรากฏตามหลักฐานว่า ได้มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะได้แบบอย่าง มาจากลังกา กล่าวคือ เมื่อประมาณ พ.ศ. ๔๒๐ พระเจ้าภาติกุราช กษัตริย์แห่งกรุงลังกา ได้ประกอบพิธีวิสาขบูชาอย่าง มโหฬาร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา กษัตริย์ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติอยู่

   สมัยสุโขทัยนั้น ประเทศไทยกับประเทศลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาใกล้ชิดกันมากเพราะพระสงฆ์ชาวลังกา ได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา และเชื่อว่าได้นำการประกอบพิธีวิสาขบูชามาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย

   ในหนังสือนางนพมาศได้กล่าวบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชาสมัยสุโขทัยไว้ พอสรุปใจความได้ว่า ' เมื่อถึงวันวิสาขบูชา พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพาร ทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัยทั่วทุก หมู่บ้านทุกตำบล ต่างช่วยกันทำความสะอาด ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการพิเศษ ด้วยดอกไม้ของหอม จุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วพระนคร เป็นการอุทิศบูชาพระรัตนตรัย เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน พระมหากษัตริย์ และบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีล และทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆ ครั้นตกเวลาเย็น ก็เสด็จพระราช ดำเนิน พร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ และนางสนองพระโอษฐ์ต ลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ไปยังพระ อารามหลวง เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระประธาน

   ส่วนชาวสุโขทัยชวนกันรักษาศีล ฟังธรรมเทศนา ถวายสลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารบิณฑบาต แด่พระภิกษุ สามเณรบริจาคทรัพย์แจกเป็นทานแก่คนยากจน คนกำพร้า คนอนาถา คนแก่ คนพิการ บางพวกก็ชวนกันสละทรัพย์ ปล่อยสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และเต่า ปลา เพื่อชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระ โดยเชื่อว่าจะทำให้คนอายุ ยืนยาวต่อไป '

   ในสมัยอยุธยา สมัยธนบุรี และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้วยอำนาจอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ เข้าครอบงำประชาชนคนไทย และมีอิทธิพลสูงกว่าอำนาจของพระพุทธศาสนา จึงไม่ปรากฎหลักฐานว่า ได้มีการประกอบพิธีบูชาในวันวิสาขบูชา จนมาถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (พ.ศ. ๒๓๖๐) ทรงดำริกับ สมเด็จพระสังฆราช (มี) สำนักวัดราชบูรณะ มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟู การประกอบพระราชพิธีวันวิสาขบูชาขึ้นใหม่ โดย สมเด็จพระสังฆราช ถวายพระพรให้ทรงทำขึ้น เป็นครั้งแรกในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ พ.ศ. ๒๓๖๐ และให้จัดทำตามแบบอย่างประเพณีเดิมทุกประการ เพื่อมีพระประสงค์ให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล เป็นหนทางเจริญอายุ และอยู่เญ็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศกโรคภัย และอุปัทวันตรายต่างๆ โดยทั่วหน้ากัน

   ฉะนั้น การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย จึงได้รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

   การจัดงานเฉลิมฉลองในวันวิสาขบูชาที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกยุคทุกสมัย คงได้แก่การจัดงานเฉลิมฉลอง วันวิสาขบูชา พ.ศ.๒๕๐๐ ซึ่งทางราชการเรียกว่างาน ' ฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ' ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๘ พฤษภาคม รวม ๗ วัน ได้จัดงานส่วนใหญ่ขึ้นที่ท้องสนามหลวง ส่วนสถานที่ราชการ และวัดอารามต่างๆ ประดับธงทิวและโคมไฟสว่างไสวไปทั่วพระ ราชอาณาจักร ประชาชนถือศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามศรัทธาตลอดเวลา ๗ วัน มีการอุปสมบทพระภิกษุสงฆ์รวม ๒,๕๐๐ รูป ประชาชน งดการฆ่าสัตว์ และงดการดื่มสุรา ตั้งแต่วันที่ ๑๒ ถึง ๑๔ พฤษภาคม รวม ๓ วัน มีการก่อสร้าง พุทธมณฑล จัดภัตตาหาร เลี้ยงพระภิกษุสงฆ์วันละ ๒,๕๐๐ รูป ตั้งโรงทานเลี้ยงอาหารแก่ประชาชน วันละ ๒๐๐,๐๐๐ คน เป็นเวลา ๓ วัน ออกกฎหมาย สงวนสัตว์ป่าในบริเวณนั้น รวมถึงการฆ่าสัตว์ และจับสัตว์ในบริเวณวัด และหน้าวัดด้วย และได้มีการปฏิบัติธรรมอันยิ่งใหญ่ อย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นกรณีพิเศษ ในวันวิสาขบูชาปีนั้นด้วย



หลักธรรมสำคัญที่ควรนำมาปฏิบัติ 
 

๑. ค ว า ม ก ตั ญ ญู คือความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว่ก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น

• บิดามารดา มีอุปการคุณแก่ลูก ในฐานะผู้ให้กำเนิดและเลี้ยงดูจนเติบโต ให้การศึกษาอบรมสั่งสอน ให้เว้นจากความชั่ว มั่นคงในการทำความดี เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก

• ลูกเมื่อรู้อุปการะคุณที่บิดามารดาทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการประพฤติตัวดี สร้างชื่อเสียงให้ แก่วงศ์ตระกูล เลี้ยงดูท่าน และช่วยทำงานของ ท่าน และเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน

• ครูอาจารย์มีอุปการคุณแก่ศิษย์ ในฐานะเป็นผู้ประสาทความรู้ให้ ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดี สอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบังยกย่องให้ปรากฎแก่คนอื่น และช่วยคุ้มครองให้ศิษย์ทั้งหลาย

• ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจเรียน ให้เกียรติ และให้ความเคารไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู

• ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ ถือว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี ส่งผลให้ครอบครัว และสังคมมีความสุขได้เพราะ บิดามารดาจะรู้จักหน้าที่ของตนเอง ด้วยการทำอุปการคุณให้ก่อน และลูกก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเองด้วยการทำดีตอบแทน

• นอกจากบิดากับลูก และครูอาจารย์กับศิษย์แล้ว คุณธรรมข้อนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้แม้ระหว่าง นายจ้างกับลูกจ้าง อันจะส่งผลให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

• ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้า ทรงเป็นบุพการรีในฐานะที่ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนา และทรงสอนทางพ้นทุกข์ให้แก่เวไนยสัตว์

• พุทธศาสนิกชน รู้พระคุณอันนี้จึงตอบแทนด้วยอามิสบูชาและปฎิบัติบูชากล่าวคือการจัดกิจกรรม ในวันวิสาขบูชา เป็นส่วนหนึ่งที่ชาวพุทธแสดงออก ซึ่งความกตัญญูกตเวที ต่อพระองค์ด้วยการทำนุ บำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และประพฤติปฎิบัติธรรม เพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาสืบไป

๒. อ ริ ย สั จ ๔ 
อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึงความจริงของชีวิตที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคน มี ๔ ประการ คือ

• ทุกข์ ได้แก่ปัญหาของชีวิตพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ก็เพื่อให้ทราบว่ามนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกัน ทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐาน และทุกข์เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน ทุกข์ขั้นพื้นฐานคือทุกข์ที่เกิดจาก การเกิด การแก่ และการตาย ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน คือทุกข์ที่เกิด จากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากการประสบกันสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก ทุกข์ที่เกิดจากไม่ได้ตั้งใจปรารถนา รวมทั้งทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่างๆ อาทิความ ยากจน

• สมุทัย คือ เหตุแห่งปัญหาพระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์ทั้งหมดซึ่งเป็นปัญหา ของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิดเหตุนั้น คือ ตัญหา อันได้แก่ความอยากได้ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วยความยึดมั่น

• นิโรธ คือ การแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้ทราบว่า ทุกข์คือปัญหาของชีวิต ทั้งหมดที่สามารถแก้ไข ได้นั้นต้องแก้ไขตามทางหรือวิธีแก้ ๘ ประการ ( ดูมัชฌิมาปฎิปทา )

• มรรค การปฏิบัติเพื่อจำกัดทุกข์ เพื่อหลุดพ้นจากทุกข์ การปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหา เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาที่ต้องการ

๓. ค ว า ม ไ ม่ ป ร ะ ม า ท 
ความไม่ประมาทคือ การมีสติเสมอทั้ง ขณะทำขณะพูด และขณะคิด สติคือการระลึกได้ ในภาคปฎิบัติเพื่อนำ มาใช้ในชีวิตประจำวัน หมายถึง การระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหว ของอริยาบท ๔ คือ เดิน ยืน นั่ง นอน การฝึกให้เกิดสติทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวของอริยาบท กล่าวคือ ระลึกทันทั้งในขณะ ยืน เดิน นั่ง และนอน รวมทั้ง ระลึกรู้ทัน ในขณะพูดคิด และขณะทำงานต่างๆ เมื่อทำได้อย่างนี้ก็ชื่อว่า มีความไม่ประมาท

การทำงานต่างๆ สำเร็จได้ก็ด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือผู้ทำย่อมต้องมีสติระลึกรู้อยู่ว่า ตนเองเป็นใครมีหน้าที่อะไร และกำลังทำอย่างไร หากมีสติระลึกรู้ได้อย่างนั้น ก็ย่อมไม่ผิดพลาด

กิจกรรมของวันวิสาขบูชา 


ทางราชการประกาศชักชวนให้ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ทั้งเอกชน และราชการประดับตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยธงชาติ ธงเสมาธรรมจักร จุดประทีบโคมไฟ แต่โดยทางปฎิบัติแล้ว ใช้หลอดไฟประดับหลากสี ในวันขึ้น ๑๔-๑๕ ค่ำ เดือน ๖

พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จประกอบพระราชกุศล ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงบาตร ในตอนเช้า ในตอนเย็น ทรงนำเวียนเทียนรอบพระอุโบสถ และสดับพระธรรมเทศนาในพระอุโบสถ พร้อมทั้งถวายไทยธรรม




 
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997