ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท22/07/2018
ผู้เข้าชม612012
แสดงหน้า865220
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
September 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
      
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

แนวความคิด และการทำงาน

อ่าน 3890
.

การบริหารการเงิน : มีมาก…ใช้น้อย มีน้อย..ใช้น้อย มีเหลือ…เก็บออม
การใช้เงิน

1. ไม่ใช้เงินเกินกว่าที่ตัวเองหาได้

2. ชำระคืนบัตรเครดิต “เต็มจำนวนทุกเดือน” (ยืนยันแนวคิด #1 คือ ถ้าจะรูดบัตรซื้อของ ก็ต้องมั่นใจว่ามีเงินพอจ่ายในรอบเดือนนั้น)

3. จ่ายเงินให้ตัวเองก่อนเสมอ (Always pay yourself first) เมื่อเงินเดือนออก ต้องหักเงินเข้า “บัญชีเงินออม” ของตัวเองก่อน ส่วนที่เหลือจึงนำไปจ่ายให้คนอื่นได้ (คนขายของที่เราอยากซื้อ ฯลฯ)

4. ใช้วิธีหักเงินเดือนแบบ “อัตโนมัติ” เข้าบัญชีเงินออมทุกเดือน และออมเพิ่มเมื่อมีรายได้เพิ่ม เช่น ออกม 30% ของรายได้ทั้งหมดที่ได้

5. เงินบริหารตัวเองไม่ได้ เมื่อออมเงินได้แล้วต้องนำเงินออมไปลงทุนให้มันงอกเงย และต้องรู้จักวางแผนทางการเงินให้กับตัวเอง

6. “อิสรภาพทางการเงิน” เกิดขึ้นได้เมื่อเราปลอดหนี้ และเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าใดก็ตาม

7. เริ่มออมเงินตั้งแต่เริ่มทำงาน ยิ่งออมเร็วยิ่งได้เปรียบ

8. เราอาจเกษียณเร็วได้ หากมีเงินออมพอใช้ มีบ้านมีรถและไม่มีภาระหนี้สินใดๆ อีก

 

แนวทางการใช้ชีวิต

1. บ้านที่ขนาดพอดีๆ กับครอบครัวก็พออยู่ได้ รถคันเก่าอายุ 10 ปีก็ยังใช้งานได้ และกาแฟที่ถูกกว่า Starbucks ก็ยังดื่มได้

2. การขับรถหรูหรือมีบ้านหลังใหญ่ ไม่ได้ทำให้คุณดูดีขึ้นในสายตาคนอื่น

3. ชีวิตคนเราแสนสั้น จึงควรเลือกทำงานที่เราทำแล้วมีความสุข

4. การรับ job ทำงานเสริม อาจจะไม่ได้ทำให้รวยเร็วขึ้น แต่ช่วยให้มีเวลาว่างน้อยลงที่จะไปใช้เงินซื้อของ

5. “คิดการใหญ่” และ “มองไปข้างหน้า” เสมอ

6. ทำประกันไว้บ้าง เพราะเหตุร้ายบางอย่าง (เช่น พ่อหรือแม่เสียชีวิตในขณะที่ลูกยังเรียนไม่จบ) อาจทำให้ครอบครัวล้มละลายได้

7. เชื่อเสมอว่า เงินไม่สามารถซื้อความสุขได้

8. อดทนไว้ เพราะความร่ำรวยไม่สามารถสร้างได้ในชั่วข้ามคืน



@ ขายหวีให้พระ @ # ข้อคิดชีวิตทำงาน

ก่อนที่จะอ่านบทความต่อไปนี้ ลองครุ่นคิดใคร่ครวญดูว่า หากคุณเป็นพนักงานขาย เจ้านายใช้ให้คุณขายหวีให้แก่พระภิกษุ ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้หวีเลย

คุณจะทำอย่างไร ลองนำไปทดสอบกับเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างกายคุณ ดูซิว่า เพื่อนของคุณเป็นคนประเภทไห

เจ้านายทดสอบความสามารถของลูกน้อง ในการขายสินค้า จึงตั้งหัวข้อไว้ว่า ให้พวกเขานำหวีไปขายให้แก่ พระภิกษุ

คนแรก..พึ่งจะก้าวออกจากห้อง ก็ก่นด่า เจ้านายบ้าบออะไร พระภิกษุล้วนไม่มีเส้นผม ยังจะไปขายหวีให้ เลยไปดื่มเหล้าที่ร้าน

ดื่มแล้วนอนหลับหนึ่งตื่น จึงกลับไปหาเจ้านาย แล้วพูดว่า พระภิกษุไม่มีเส้นผม ขายหวีไม่ได้ เจ้านายยิ้มๆแล้วพูดว่า พระภิกษุไม่มีเส้นผม ยังต้องให้เธอมาบอกข้าเหรอ?

คนที่สอง..ไปที่วัดแห่งหนึ่ง หาพระภิกษุจนพบ บอกพระภิกษุว่า ผมคิดจะขายหวีให้ท่านอันหนึ่ง พระภิกษุบอกว่า อาตมาไม่จำเป็นต้องใช้

คนที่สองจึงอธิบายเรื่องราว ความเป็นมาให้พระภิกษุฟังว่า หากผมขายหวีไม่ได้แล้วก็จะตกงาน ขอให้ท่านเมตตาเถอะ พระภิกษุจึงซื้อไปหนึ่งอัน

คนที่สาม..ไปที่วัดเพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุบอกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องใช้จริงๆ คนที่สามเดินวนไปมาในวัดสักครู่ แล้วพูดกับพระภิกษุว่า

'ไหว้พระใช่หรือไม่ใช่ต้องมีความจริงใจ' พระภิกษุตอบว่า 'ใช่' 
'มีความจริงใจก็ต้องมีใจที่เคารพด้วยใช่หรือไม่ ?' พระภิกษุตอบว่า ' ใช่ ต้องให้ความเคราพด้วย '

คนที่สามจึงพูดต่อว่า ' ท่านดูซิ ผู้มากราบไหว้ล้วนมาจากแดนไกล พวกเขาล้วนเคร่งในศาสนาอย่างจริงใจ แต่ทว่า พวกเขามาจากแดนไกล ผมเผ้ายุ่งเหยิง แล้วจะเคารพ
พระได้เช่นไร

หากทางวัดซื้อหวีไว้บ้าง ให้ผู้มา
กราบไหว้หวีผมเผ้าให้เรียบร้อย ล้างหน้าให้สะอาดก็จะเป็นการให้เกียรติให้ความเคราพต่อพระ ใช่หรือไม่?' พระภิกษุพูดว่า 'มีเหตุผล'
จึงซื้อไว้สิบอัน

คนที่สี่..ก็มาถึงที่วัดๆหนึ่ง เพื่อขายหวีเช่นกัน พระภิกษุพูดว่า ไม่มีความจำเป็นจริงๆ

คนที่สี่พูดกับพระภิกษุว่า..

หากทางวัดเตรียมหวีไว้ เพื่อเป็นของกำนัลแก่ผู้มากราบไหว้พระ เป็นทั้งรูปธรรมอีกทั้งมีความหมาย ผู้เลื่อมใสศรัทธาก็จะทวีมากยิ่งขึ้น พระภิกษุคิดๆแล้วมีเหตุผล
เลยซื้อไว้ หนึ่งร้อยอัน

คนที่ห้า..ไปขายหวีที่วัดเหมือนกัน พระภิกษุพูดว่า ไม่มีความจำเป็นจริงๆ เขาเลยพูดกับพระภิกษุว่า

'ท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในศีลธรรม อีกทั้ง..แตกฉานในพระคัมภีร์ หากท่านแกะสลักคำสอนไว้บนหวี อีกทั้งคำอวยพร มอบแก่ผู้มากราบไหว้พระ ก็จะเป็นการเผยแผ่คำสั่งสอน ของพระพุทธศาสนา'

พระภิกษุยิ้มๆ จากนั้นจึงได้ซื้อหวีไว้ หนึ่งพันอัน

คนที่หก..ก็ไปขายหวีที่วัดแห่งหนึ่งเช่นกัน พระภิกษุพูดว่า ไม่มีความจำเป็นจริงๆ คนผู้นี้ได้พูดคุยกับพระภิกษุเพียงครู่เดียว กลับสามารถขายหวีได้หนึ่งหมื่นอัน คนผู้นี้พูดคุยอะไรล่ะ ?

เขาบอกกับพระภิกษุว่า 
'หวี..เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชายหญิง ที่มีใจศรัทธาที่มากราบไหว้พระ ผู้หญิงมักมีพกไว้ติดตัว

หากท่านนำหวีมาปลุกเสก ให้เป็นสิ่งที่สามารถคุ้มครองพวกเธอ ก็จะเป็นการทำบุญให้ทาน อีกทั้งคุ้มครองให้ความปลอดภัย

ผู้มากราบไหว้พระอีกมากมาย ยังสามารถนำกลับไปให้ญาติสนิท มิตรสหายอีกด้วย คุ้มครองให้ปลอดภัย เผยแผ่ธรรมะ อีกทั้งเผยแพร่ชื่อเสียงของวัด ย่อมเป็นคุณธรรมความดีที่ใหญ่หลวงยิ่ง แล้วท่านมีหรือที่จะไม่กระทำ '

พระภิกษุ : อมิตพุทธ สรรเสริญ สรรเสริญ พระท่านพนมมือแล้วกล่าวว่า 
' เมื่อโยมมีความหวังดีเช่นนี้ มีหรือที่อาตมาจะไม่กระทำตาม '

ด้วยเหตุฉะนี้ ทางวัดจึงซื้อหวีไว้ หนึ่งหมื่นอัน

ตั้งชื่อว่า ' หวีสั่งสมความดี ' ' หวีคุ้มครองให้ปลอดภัย '

โดยพระท่านทำการปลุกเสกด้วยตนเอง กลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แน่นอน..
เงินทำบุญจากผู้มีจิตศรัทธา ก็ย่อมไม่น้อยเช่นกัน

■ บทสรุป..

คนที่หนึ่ง..เป็นเพราะความคิดเก่าๆ หยั่งรากลึกลงไปในจิตใจลึกเกินไป จนไม่สามารถถอนตัวได้ ใช้ความคิดพื้นๆ อีกทั้งไม่มีกึ่น บุคคลเช่นนี้ จึงไม่เหมาะกับการค้าขาย

คนที่สอง..เป็นการขายความเห็นใจ ความสงสาร วิธีการเช่นนี้ เป็นวิธีการขายชั้นต่ำสุด เรียกว่า เสนอการขายโดยหมอบคลานก้มหน้า ไม่สามารถยั่งยืนยาวได้

คนที่สามและสี่.. เป็นการคิดเพื่อลูกค้า สามารถพูดได้ว่า เป็นวิธีการที่ลูกค้าพึงพอใจเช่นนี้แล้ว ย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดีระดับหนึ่ง

คนที่ห้า..ไม่เพียงแต่ทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ยังสามารถเข้าถึงจิตใจของผู้ซื้อ ผลลัพธ์ ย่อมไม่เลวแน่

คนที่หก.. เป็นผู้บรรลุก้าวถึงขั้นสูงสุดแล้ว ไม่ใช่เป็นการขายหวี แต่เป็นการขายยันต์คุ้มครองกาย สร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ซื้อได้เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะ
ไร

◆ ปัญหาเดียวกัน ล้วนมีวิธีที่สามารถแก้ได้หลายวิธี อย่าด่วนสรุปลงความเห็น ลอง
คิดหลายๆวิธี บางครั้ง อาจจะได้คำตอบหรือผลลัพธ์ที่คาดคิดไม่ถึงก็ได้

Cr:Niwat Rungvicha

 
ชีวิต...ไม่ได้...มีเพื่อ...ให้เรา
อ่อนแอ...ท้อแท้...หรือ...สิ้นหวัง
ชีวิต...มีเพื่อ...ให้เรา
เข้มแข็ง...กล้าหาญ
และ..เต็มเปี่ยมด้วย..ความหวัง

บอกกับตัวเอง 25 ประโยค 

1. ฝึกอยู่คนเดียวให้ชิน อย่าได้ให้คนอื่นเป็นเพื่อนอยู่ตลอดเวลา

2. ถ้าไม่อับจนหมดหนทางจริงๆ อย่าได้ขอให้ใครเขาช่วยเหลือ เป็นหนี้บุญคุณมากไม่ดี

3. อย่าได้พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่น นานไปจะไม่มีใครชอบคุณ

4. ต้องมีความรู้ประดับตัวบ้าง เพื่อการดำรงชีพในอนาคต อีกทั้งพ่อแม่ก็จำเป็นต้องพึ่งคุณ

5. อย่าได้คบคนที่หน้าตา หน้าตาดีไม่แน่เสมอไปว่าจะนิสัยดี ที่สำคัญคือ คุณธรรมความดีต่างหาก

6. อย่าแสดงความอ่อนแอให้คนอื่นเห็นอยู่เสมอ ต้องฝึกแก้ปัญหาเมื่อพบกับปัญหาความยุ่งยาก

7. โทรศัพท์กลับบ้านอาทิตย์ละครั้ง สอบถามสารทุกข์สุกดิบของคนที่บ้าน คนในครอบครัวคือคนที่ไม่มีทางทิ้งคุณ เขาคือคนที่ให้อภัยคุณเสมอ

8. อย่าได้แสดงโทสะให้คนอื่นเห็นได้โดยง่าย ไม่เช่นนั้นคนส่วนมากก็จะเบื่อหน่ายคุณ

9. ต้องมีจิตสำนึกคุณ โดยเฉพาะกับคนที่ดีต่อคุณ ต้องรู้จักดูแลเขาเหล่านั้นให้ดี

10. โอกาสเหลือไว้ให้คนที่เตรียมพร้อมแล้วเท่านั้น อย่าได้แต่รอคอยโอกาสโดยไม่รู้จักตระเตรียมไว้ก่อน

11. ต้องฝึกความกล้า กล้าที่จะพูดต่อหน้าปะชุมชน

12. ต้องรู้จักยืนด้วยลำแข้งของตนเอง อย่าได้อะไรก็พึ่งพาคนอื่น

13. ต้องรู้จักอ่านหนังสือธรรมะบ้าง เพื่อเสริมสร้างปัญญา และความรู้ในทางธรรมให้แก่ตนเอง

14. งานวันนี้ทำในวันนี้ อย่าได้ผัดวันประกันพรุ่งเหมือนในครั้งอดีต ทำงานให้รู้เด็ดขาด อย่าได้ละล้าละหลัง

15. ต้องรู้จักประหยัดมัธยัสถ์ เงินทองหามาได้ไม่ง่าย อย่าใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย

16. รับผิดชอบต่อภาระที่ตนรับมา อย่าได้ผลักปัด ต้องลงมือทำให้สุดกำลัง

17. หากมีกำลังมากกว่าผู้อื่น ต้องรู้จักให้การช่วยเหลือ เพราะคุณก็เคยได้รับการช่วยเหลือมาเช่นกัน

18. ต้องรู้จักถนอมเวลาและโอกาส เมื่อพลาดแล้วก็จะสูญไปไม่กลับคืนมาอีก

19. หากไม่ชอบขี้หน้าใคร อย่าได้เอาแต่โพนทะนา มันจะยิ่งทำให้คุณกลัดกลุ้มหนักเข้าไปอีก

20. อย่าเอาตนเองไปเปรียบกับคนที่มีฐานะดีกว่า ต้องรู้จักรักพ่อแม่ ไม่ทำให้ท่านต้องกังวลและทุกข์ร้อนใจ

21. ต้องรู้จักสร้างความฝัน ชีวิตต้องมีจุดมุ่งหมาย เมื่อรักที่จะทำอะไรก็ยืนหยัดทำให้ถึงที่สุด

22. อย่าได้ละทิ้งอะไรโดยง่าย ต้องมีความเชื่อมั่นในตนเอง บอกกับตัวเองเราก็หนึ่งในตองอู

23. ไม่ต้องหมกมุ่นอยู่กับอินเตอร์เน็ต อย่าเอาแต่อ่านนวนิยาย อย่าได้เอาแต่เริงราตรี สิ่งเหล่านี้ไม่ดีต่อสุขภาพ

24. ต้องอ่อนน้อมยอมรับคำวิจารณ์ของผู้อื่น และต้องกล้ายอมรับในความผิดของตนเอง

25. ต้องรู้จักให้ความร่วมมือกับผู้อื่น อย่าได้เอาแต่ยืนกระต่ายขาเดียว ต้องสร้างสัมพันธไมตรีต่อมิตรสหาย...^^

www.f2lady.com 





ข้อควรคิด. 
-แก้วที่คว่ำอยู่กลางสายฝน ต่อให้ฝนตกกระหน่ำทั้งคืนก็ไม่อาจเต็มไปด้วยน้ำ คนที่ไม่ยอมเปิดใจเรียนรู้ ต่อให้คลุกคลีอยู่กับนักปราชญ์ทั้งคืนก็ยังคงโง่เท่าเดิม

-คนที่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ตกเป็นทาสของความโกรธ ต่อให้นอนบนเตียงราคาแพงลิบลิ่ว ปูด้วยพรมขนสัตว์ที่มีลวดลายบุปผชาติประดับไปทั้งผืน ก็ไม่อาจทำให้หลับตาลงอย่างเป้นสุขได้เลยตลอดรัตติกาลอันยาวนาน

-อยู่คนเดียวจงระวังความคิด อยู่กับมิตรจงระวังวาจา อยู่กับมารดาบิดาจงระวังการปฏิบัติตน ถ้าคิดไม่ระวังจะกลายเป็นคิดฟุ้งซ่าน ถ้าพูดไม่ระวังมิตรจะเข้าใจผิด ถ้าปฏิบัติไม่ดีต่อมารดาบิดาจะเป็นการสร้างบาปให้ตนเอง

-อย่าแค่สอนให้ลูกอยาก “รวย” แต่สอนให้เข้าใจ “ความสุข”
เพราะเมื่อลูกคุณโตขึ้น เขาจะได้รู้ “คุณค่า” ของสิ่งของ ไม่ใช่รู้แค่ “ราคา” ของมันเท่านั้น

-ผู้คนคิดว่าการอยู่คนเดียวทำให้เราเหงา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก การถูกห้อมล้อมไปด้วยคนที่ไม่ใช่ต่างหาก คือสิ่งที่เหงาที่สุดในโลก

-สมองคนเรามีพื้นที่จำกัด โปรดใช้จำแต่ส่ิงดี !

-คนฉลาด ไม่ได้คบคนที่สวยที่สุดในโลก
แต่…คบคนที่คบแล้ว โลกสวยที่สุด

-เรา ' พิมพ์” สิ่งใด ก็มีค่าเท่ากับ
เราได้ “เรียน” สิ่งนั้นซ้ำอีกครั้ง

-การคิดแทนคนอื่น , เป็นการคิดที่เหนื่อยที่สุด

.............................................................................................................................. 
เก่ง 10 อย่างของคนที่ทำอะไรก็สำเร็จ

1.เก่งในการชื่นชมผู้อื่น

2.เก่งในการหาข้อดี จุดเด่นของผู้คนได้ แม้จุดเล็กๆ ก็ยังเห็น

3.เก่งในการให้กำลังใจคนอื่น เป็นต้นแบบที่ดี

4.เก่งในการให้พลังตัวเองทุกวัน ใส่ความเชื่อมั่นลงไป

5.เก่งในการแอบชื่นชม ตนเอง และ คิดแต่เรื่องดีดี

6. เก่งที่มีอะไรทำทันที ไม่เป็นโรคเดี๋ยวก่อน

7.เก่งในการมองหาคุณค่าของทุกอย่างที่อยู่รอบตัว มองเห็นเป็นแต่เรื่องดี

8.เก่งในการมองหาข้อดีในตัวเอง ยินดีกับสิ่งที่ตนมี และเอาออกมาเป็นจุดเด่นเพื่อช่วยคนอื่นและสังคม

9.เก่งในการเห็นจุดบกพร่องของตนเอง ปรับปรุงต้วเอง คือมองหา เรื่องที่จะ Correct 

10. เก่งในการขอบคุณคนให้ เป็นนิสัย เป็นที่รักใคร่ของผู้พบเห็น


111111111111111111111111111111111111111111111111


หนุ่มน้อยเพิ่งจบการศึกษาด้วยผลการ เรียนดีเยี่ยมไปสมัครงานใน ตำแหน่งผู้จัดการบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์ครั้งแรกไปแล้ว ผู้อำนวยการได้เรียกเขาไปสัมภาษณ์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตัดสินใจ ผู้อำนวยการ เห็นข้อมูลในประวัติของเด็กหนุ่มคนนี้ว่ามีผลการเรียนเป็นเลิศในทุกวิชาตลอดมา นับตั้งแต่อุดมศึกษาจนจบมหาวิทยาลัย ไม่ปรากฏว่าเขาทำคะแนนตกเลย ผู้อำนวยการเริ่มคำถามว่า ' เธอเคยได้รับทุนการศึกษาอะไรหรือเปล่า ?' เด็กหนุ่มตอบว่า ' ไม่เคยครับ ' ผู้อำนวยการถามต่อว่า ' คุณพ่อของเธอเป็นคนจ่ายค่าเล่าเรียนให้ใช่ไหม? ' เด็กหนุ่มตอบว่า ' คุณพ่อของผมเสียไปตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวครับ เป็นคุณแม่ที่จ่ายค่าเล่าเรียนให้ผม' ผู้อำนวยการถามต่อว่า ' คุณแม่ของเธอทำงานที่ไหน? ' เด็กหนุ่มตอบว่า ' คุณแม่รับจ้างซักผ้ารีดผ้า ' ผู้อำนวยการขอดูมือของเขา เด็กหนุ่มยื่นมือที่เรียบลื่นไม่มีที่ติให้ผู้อำนวยการดู ผู้อำนวยการถามต่อว่า ' เธอเคยช่วยคุณแม่ของเธอทำงานบ้างหรือเปล่า ?' เขาตอบว่า ' ไม่เคยครับ คุณแม่ต้องการให้ผมเรียนแล้วก็อ่านหนังสือเยอะ ๆ คุณแม่ซักผ้าได้เร็วกว่าผมด้วยครับ ' ผู้อำนวยการบอกว่า ' ฉันมีเรื่องให้เธอช่วยทำอย่างหนึ่งนะ วันนี้ เธอกลับไปที่บ้าน ช่วยล้างมือของคุณแม่ของเธอแล้วกลับมาพบฉันอีกทีพรุ่งนี้เช้า ' ด้วย ความมั่นใจว่าโอกาสที่จะได้งานทำมีอยู่สูงมาก เมื่อเขากลับไปถึงบ้านเขา จึงรู้สึกเต็มใจที่จะล้างมือให้แม่ของเขา ฝ่ายแม่รู้สึกประหลาดใจระคน หวั่นใจ เธอส่งมือให้ลูก หนุ่มน้อยค่อยๆ ล้างมือให้แม่ แล้วน้ำตาไหลก็ออกมา เขาเพิ่งรู้สึกว่ามือของแม่นั้นช่างเหี่ยวย่นและ เต็มไปด้วยริ้วรอยขูดข่วน ซึ่งบางแผลพอโดนล้างน้ำก็ทำให้แม่เจ็บจนตัวสั่นระริก นี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตระหนักรู้ว่า มือคู่นี้เองที่ซักผ้าทุกวัน เพื่อหารายได้มาส่ง เสียให้เขาได้เล่าเรียน รอยแผลเหล่านี้คือ ราคาทีแม่ต้องจ่ายไปเพื่อความสำเร็จในการศึกษาของเขา เพื่อผลการเรียนที่ ยอดเยี่ยมของเขาและอาจจะเพื่ออนาคตของเขาด้วย คืนนั้นสองแม่ลูกได้คุยกัน อยู่นาน เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มก็เดินทางไปที่ออฟฟิศของผู้อำนวยการ ผู้อำนวยการสังเกตเห็นน้ำตาในดวงตาของเขา จึงพูดขึ้นว่า ' ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยว่าเมื่อคืนที่บ้าน เธอทำอะไรบ้าง แล้วได้บทเรียนอะไร ? ' เด็กหนุ่มตอบว่า ' ผมล้างมือให้แม่ครับ แล้วก็เลยช่วยแม่ซักผ้าที่เหลือจนเสร็จ ' ผู้อำนวยการบอกว่า ' ช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่า เธอรู้สึกยังไง ' เด็กหนุ่มตอบ 'ข้อที่หนึ่ง ผมได้รู้ซึ้งถึงคำว่า สำนึกในบุญคุณ ถ้าไม่มีแม่ก็คงไม่มีความสำเร็จของผมด้วย ข้อที่สอง จากการช่วยแม่ทำงาน ผมได้รู้ว่ามันลำบากยากเย็นยังไงกว่าจะทำอะไรออกมาสักอย่างหนึ่ง ข้อที่สาม ผมได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรักและความผูกพันในครอบครัว ' ผู้อำนวยการจึงบอกว่า ' นี่คือสิ่งที่ฉันต้องการ ฉันอยากได้ คนที่รู้ค่าของการได้รับความช่วยเหลือ อยากได้คนที่เข้าใจถึงความลำบาก ของใครสักคนในการจะทำอะไรได้มาสักอย่าง และอยากได้คนที่ไม่ได้ตั้งเงิน เป็นเป้าหมายในชีวิตแต่เพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้จัดการให้ฉัน เป็นอันตกลงว่าฉันรับเธอไว้ทำงาน ' ในเวลาต่อมา เด็กหนุ่มคนนี้ก็ได้ทำงานอย่างหนักและได้รับความนับถือจากผู้ใต้บังคับบัญชา ลูกจ้าง ทุกคนทำงานเป็นทีมอย่างขยันขันแข็ง กิจการของบริษัทก็เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างดี เด็กที่ถูกตามใจจนเป็นนิสัยได้รับทุกอย่างที่ต้องการ จะสร้างนิสัยเอาแต่ใจตัวเองและเห็นแก่ตัวเองเป็นอันดับแรก เขาจะไม่สนใจ ความเหนื่อยยากของพ่อแม่ เมื่อถึงวัยทำงานเขาก็จะคาดหวังว่า ใคร ๆ จะต้องเชื่อฟังเขา เมื่อเขาเป็นผู้จัดการ เขาจึงไม่มีวันรู้ว่าบรรดาลูกจ้างนั้นลำบากอย่างไร และมักจะโทษคนอื่น คน ลักษณะนี้อาจจะทำงานได้ อาจจะประสบความสำเร็จช่วงหนึ่ง แต่ในที่สุด แล้ว เขาจะไม่สำเหนียกคุณค่าของความสำเร็จ หากยังคงคร่ำครวญ เคียดขึ้ง และไม่มีวันรู้สึกเพียงพอ ถ้าเรา เป็นพ่อแม่ประเภทที่ปกป้องลูกแบบนี้ จงถามตัวเราว่า เรากำลังให้ความรัก กับลูกหรือ กำลังทำลายเขากันแน่ ? เราให้ลูก ๆ มีบ้านใหญ่ ๆ อยู่ กินอาหารดี ๆ เรียนเปียโน ดูทีวีจอใหญ่ แต่เวลาที่เราตัดหญ้า ลองให้ลูกได้ทำด้วย หลังอาหาร ให้เขาล้างถ้วยชามของตัวเองพร้อม ๆ กับพี่ ๆ น้อง ๆ ไม่ใช่ว่าเราไม่มีปัญญาจ้างคนรับใช้ แต่เพราะเราอยากจะให้ความรักกับพวกเขาอย่างถูกวิธี เราอยากให้เขาเข้าใจว่า ไม่ว่าพ่อแม่จะจนหรือจะรวย วันหนึ่งก็จะต้องผมขาว แก่เฒ่าลงไป เหมือนกับแม่ของเด็กหนุ่มคนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ลูกของเราจะได้เรียนรู้ คือ รู้คุณค่าของความพยายาม ได้รู้จักว่า ความยากลำบากมันเป็นยังไง และได้เรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นให้เป็น .......................................................................................................ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก  ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้ การที่จะสร้างและทำให้พลังแห่งความเชื่อแข็งแกร่ง มีหลัก 3 ประการ 1. คิดว่าต้องสำเร็จ อย่าคิดว่าล้มเหลว 2. เตือนตัวเองอย่างสม่ำเสมอว่าคุณเก่งกว่าที่คุณคิด 3. คิดใหญ่ รักษาโรคชอบแก้ตัว : โรคแห่งความล้มเหลว ข้ออ้างยอดนิยม 4 ประการ 1. เรื่องสุขภาพ - ปฏิเสธที่จะพูดเรื่องสุขภาพ - ปฏิเสธที่จะปริวิตกหรือเป็นทุกข์หนักใจเกี่ยวกับสุขภาพ - จงรู้สึกยินดีอย่างจริงใจที่สุขภาพของคุณดีเท่าๆ กับของคนอื่น - เตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าชีวิตเป็นของคุณที่จะสนุกสนาน อย่าไร้สาระ 2. เรื่องความฉลาด - อย่าประเมินมันสมองของคุณต่ำเกินไป และอย่าประเมินมันสมองของคนอื่นสูงเกินไปค้นให้พบความสามารถพิเศษที่คุณมีอยู่ สิ่งสำคัญคือวิธีที่คุณใช้สมองของคุณจัดการกับสมอง - เตือนตัวเองวันละหลายๆ ครั้งว่า ทัศนคติสำคัญกว่าสมอง - จำไว้ว่าความสามารถที่จะคิดมีค่ามากกว่าความสามารถในการจำ 3. เรื่องอายุ - มองอายุปัจจุบันของคุณในแง่บวก คิดในสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างความกระตือรือร้นและความรู้สึกของความเป็นหนุ่ม - คำนวณเวลาที่คุณยังสามารถทำงานได้อย่างขยันขันแข็งใช้เวลาในอนาคตทำในสิ่งที่คุณต้องการทำจริงๆ 4. เรื่องโชค - ยอมรับกฎของเหตุและผล - อย่าเป็นคนเพ้อฝัน สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง และทำลายความหวาดกลัว 1. การปฏิบัติเพื่อรักษาความกลัว แยกแยะความกลัวความกลัวออกมาแล้วทำในสิ่งที่เหมาะสม การไม่ทำอะไรกับสถานะการณ์ที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับความกลัวและทำลายความมั่นใจ 2. พยายามอย่างเต็มกำลังที่จะใส่เฉพาะความคิดที่เป็นบวกลงในความทรงจำ อย่าให้ความคิดที่เป็นลบและติเตียนตนเองเติบโตจนกลายเป็นอสูรทางจิต ปฏิเสธที่จะฟื้นความหลังที่ขมขื่นทุกประการ 3. จัดให้ทุกคนอยู่ในสถานภาพที่เหมาะสม จำไว้ว่าคนเรามีความเหมือนกันมากกว่าที่จะแตกต่างกัน มองทุกคนด้วยความรู้สึกที่เท่าเทียมกัน และสร้างทัศนคติที่เข้าใจผู้อื่น คนจำนวนมากจะเห่าแต่มีน้อยคนที่กัด 4. ฝึกทำในสิ่งที่จิตใต้สำนึกของคุณบอกว่าถูกต้อง สิ่งนี้จะป้องกันความรู้สึกผิดในจิตใจไม่ให้เกิดขึ้น ทำในสิ่งที่ถูกต้อง 5. ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่จะบอกว่า มั่นใจ มั่นใจจริงๆ ต่อไปนี้เป็นเทคนิคที่คุณควรฝึกในกิจวัตรประจำวัน - เป็นคนนั่งแถวหน้า - สบตา - เดินเร็วขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ - พูด - ยิ้มเปิดเผย วิธีการคิดใหญ่ 1. อย่ามีปมด้อย เอาชนะความรู้สึกที่ดูถูกตัวเอง มุ่งเน้นในคุณสมบัติของตนเอง คุณดีกว่าที่คุณคิด 2. ใช้คำของคนที่คิดใหญ่ ใช้คำที่ใหญ่ สดใส และรื่นเริง ใช้คำพูดที่ให้สัญญาว่าจะชนะ ให้ความหวัง ความสุข ความรื่นเริง หลีกเลี่ยงคำที่สร้างภาพพจน์ที่ไม่รื่นเริงของความล้มเหลว การพ่ายแพ้ และความโศกเศร้า 3. มองอนาคตให้ไกลขึ้น ดูว่าอะไรจะเป็นไปได้ ไม่ใช่เฉพาะสิ่งที่เป็นอยู่ ฝึกเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งต่างๆ คนอื่น และตัวคุณเอง 4. มองงานของคุณให้ใหญ่ขึ้น คิดอย่างจริงจังถึงความสำคัญของงานที่คุณทำอยู่ในปัจจุบัน การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งคราวหน้าส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่คุณมองงานในปัจจุบันของคุณ 5. อย่าคิดเรื่องจุกจิก เอาใจใส่ต่อวัตถุประสงค์หลัก ก่อนที่จะเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องจุกจิกทั้งหลาย ถามตัวคุณเองว่า “มันสำคัญอะไรนักหรือ” วิธีการคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์ 1. เชื่อว่าเราทำได้ เมื่อคุณเชื่อว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นไปได้ จิตใจของคุณจะหาหนทางที่จะทำขึ้น เพราะเชื่อว่ามีทางเปิดไปสู่คำตอบ ลบคำว่า “เป็นไปไม่ได้” “ใช้ไม่ได้ผล” “ทำไม่ได้” “ไม่มีประโยชน์ที่จะลอง” ออกจากความคิดและคำพูดของคุณ 2. อย่าให้ความคิดดั้งดิมทำให้จิตใจคุณเป็นอัมพาต ยอมรับความคิดใหม่ๆ ทดลองและลองแนวทางใหม่ เป็นคนหัวก้าวหน้าในทุกสิ่งที่คุณทำ 3. ถามตัวเองทุกวันว่า “เราจะทำให้ดีขึ้นได้อย่างไร?” ไม่มีข้อจำกัดในการปรับปรุงตัวเองเมื่อคุณถามตัวเอง คำตอบจะปรากฏขึ้น 4. ถามตัวเองว่า “เราจะทำให้มากขึ้นได้อย่างไร?” ความสามารถในการทำงานเป็นสภาวะของจิตใจ การถามตัวเองด้วยคำถามนี้จะส่งสัญญาณให้จิตใจคุณทำงาน หาวิธีตัดทอนงานที่ไม่จำเป็นต่างๆ ออก องค์ประกอบร่วมของความสำเร็จในธุรกิจก็คือทำสิ่งที่คุณทำให้ดีขึ้น (ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์) และทำในสิ่งที่คุณทำให้มากขึ้น .. ความลับของคนรวย ที่คนรวยไม่เคยบอกคุณ  ที่เราจนอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่เพราะเราขี้เกียจทำงาน แต่ที่จนเพราะเรา เข้าใจผิด อยู่แค่ 2 เรื่องต่างหาก 1. เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ ทรัพย์สิน 2. เข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายของ หนี้สิน อยากรวย ต้องทำความเข้าใจใหม่ 1. ทรัพย์สิน คือ รายรับ คือ การนำเงินเข้ากระเป๋าตังค์ คำถาม ... ใน 1 เดือนคุณมี รายรับ เข้ากระเป๋าคุณกี่ครั้ง คุณตอบได้หรือไม่ 2. หนี้สิน คือ รายจ่าย คือ การนำเงินออกจากกระเป๋าตังค์ คำถาม ... ใน 1 เดือนคุณมี รายจ่าย ออกจากกระเป๋าคุณกี่ครั้ง คุณตอบได้หรือไม่ ทำไมเราถึงต้องทำงาน เหตุที่เราต้องทำงาน มีอยู่ 2 เหตุผล 1. ความกลัว - กลัวจะไม่มีกิน , กลัวจะไม่มีความสุข กลัวจะไม่มีรถ , กลัวจะไม่มีบ้าน , กลัวไปหมด 2 . ความโลภ - โลภเพื่อจะมีมากกว่าคนอื่น , เยอะกว่าคนอื่น ใหญ่กว่าคนอื่น , แพงกว่าคนอื่น , หรูกว่า ภูมิฐานกว่า , โลภไปทุกอย่าง ความกลัวและความโลภเป็นสิ่งที่ดี แต่เราต้องควบคุมให้อยู่ในความพอดี สิ่งที่จะควบคุม ความกลัวกับความโลภได้นั้นคือ ความรู้ การทำงานของคนจนและคนรวย - คนจนทำงานเพื่อ นำไปสร้างหนี้สิน ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน ยิ่งสร้างหนี้ ยิ่งจน - คนรวยทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน เพิ่มมูลค่า ยิ่งรวย - คนรวย มากๆ ใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สิน ยิ่งกลัว ยิ่งโลภ ยิ่งใช้เงินทำงาน เพื่อไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า แล้วนำส่วนที่ได้จากทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ไปสร้างทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า ยิ่งรวยๆๆๆๆ ถนนของของคนจน เริ่มต้นสบาย สุดท้ายลำบาก ถนนของของคนรวย เริ่มต้นลำบาก สุดท้ายสบาย ขั้นตอนเป็นคนรวย 1. เปลี่ยนความคิด เรื่องทรัพย์สินและหนี้สิน - รายรับ คือ เอาเงินเข้ากระเป๋าตังค์ เรียกว่า ทรัพย์สิน - รายจ่าย คือ เอาเงินออกจากกระเป๋าตังค์เรียกว่า หนี้สิน 2. แยกให้ออกว่าอะไรเป็นทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า หรือเสื่อมมูลค่า - ทรัพย์สินเพิ่มมูลค่า คือ ได้มาแล้วเพิ่มมูลค่าให้เรา เช่น ** ซื้อที่ดินมา 5 แสนบาท ทิ้งไว้ 1 ปี ขายได้ 6 แสนบาท ** ซื้อทองมา 1 บาท ราคา 11800 บาท เก็บไว้ 1 ปี ราคา 12500 บาท ** ซื้อบ้านมาให้คนอื่นเช่า เป็นต้น - ทรัพย์สินเสื่อมมูลค่า คือ ได้มาแล้วมูลค่ามีแต่ลดลง เช่น ** ซื้อรถยนต์มาราคา 6 แสนบาท ขับได้ 3 ปี ขายได้ 3 3 แสน มูลค่าลดลง 3 แสนบาท แถมต้องเติมน้ำมันอีก ** ซื้อโทรศัพท์มาราคา 12000 บาท เวลาขายคืนได้แค่ 4500 บาท ไหนจะเสียค่าโทรอีก ** ซื้อมอเตอร์ไซด์ 5 หมื่นบาท เวลาขายต่อ 2 หมื่น ยังหาคนซื้อต่อยากเลย ***** ซื้อที่ ซื้อทอง เอาเงินฝากธนาคาร ต้องเสียเงินซื้อถ่าน เติมน้ำมัน ใส่น้ำ หรือเสียบปลั๊กหรือเปล่าครับ ถ้าไม่ต้องก็แสดงว่าเป็นทรัพย์สิน และมันต้องเพิ่มมูลค่าไปเรื่อยๆนะครับ ***** ซื้อถ้วยโถโอชามของ รักของสะสม ไม่ต้องเติมน้ำมัน ไม่ใส่ถ่าน ไม่เสียบปลั๊กให้มันก็จริง วันนึงขายจะได้กำไรมากกว่าฝากธนาคารไหมครับ ถ้าไม่มันก็จะเป็นทรัพย์สินเสื่อมมูลค่า หรือไม่ก็แค่มีค่าทางจิตใจ บางทีก็เป็นแค่ ขยะรกบ้านเราเท่านั้นเองนะครับ ขายใครก็ไม่มีใครเอา เพราะเราสะสมคนละรสนิยมกัน 3. ลดรายจ่าย ตัวเอง และครอบครัวก่อน หลายคนคิดว่า ถ้าจะรวยต้องหารายได้ เพิ่มแต่เพียงอย่างเดียว เป็นความคิดที่ล้าสมัยแล้วครับ สิ่งเดียวที่ทำได้ก่อนหารายได้ คือการลดรายจ่าย เริ่มจากรายจ่ายที่เกิดขึ้นกับ ตัวเราเองก่อน เราใช้เงินวันละเท่าไร และสิ่งที่เราใช้มีประโยชน์ ผลตอบแทน หรือคุ้มค่ากับเรามากแค่ไหน รายจ่ายอะไรที่เราลดได้ลดได้เท่าไร วิธีการลดทำอย่างไรต่างหาก ที่ทำได้ง่ายที่สุด ต่อมาหาทางลดรายจ่ายของครอบครัวครับ แล้วค่อยไปขั้นตอนหารายได้เพิ่ม อย่าลืมนะครับ ลดรายจ่ายก่อนหารายได้ครับ *** หลักการง่ายๆของการลดรายจ่ายมีหลายแบบครับ - ลดความสมบูรณ์แบบของชีวิต ชีวิตของแต่ละคนจำเป็นต้องสมบูรณ์แบบไปเสียทุกด้านหรือไม่ครับลองนึกดูนะ เราจำเป็นต้องใช้สิ่งของที่สามารถทำทุกอย่างได้ในตัวเดียวกันหรือเปล่าครับ ยกตัวอย่างเช่น คุณจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ที่ต้องถ่ายรูปได้ ฟังเพลงได้ ส่ง MMS ได้ ต่อ INTERNET ได้ สายเข้าเป็นเสียงเพลงได้ หรือเปล่าครับถามตัวเราเองว่าถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เราจะลำบากไหมครับ ตอบแทนก็ได้นะครับ แทบไม่ลำบากเลย แต่การมีสิ่งเหล่านี้ซิลำบาก ลำบากอย่างไรหรือครับ โทรศัพท์ที่ทำได้ครบทุกอย่างที่ว่ามา ราคาเท่าไรครับ หมื่นกว่าบาท หลายคนต้องผ่อน เดือนละพันกว่าบาท ถามว่าแล้วใช้สิ่งที่ว่ามาวันละกี่ครั้งครับ แล้วใช้เพื่อประโยชน์อะไรครับเพื่อความบันเทิง เพื่อความเท่ หรือเพื่อให้รูว่าฉันก็มีเหมือนกัน หรือฉันมีดีกว่าของเธอ บางคนซื้อมาทำอะไรไม่เป็นครับ โทรเป็นอย่างเดียวแบบนี้เรียกว่าไม่คุ้มค่าเอามากๆ เครื่องละพันกว่าบาทก็ทำได้ครับไม่ต้องเสียตังค์เป็นหมื่นด้วยครับ - ลดต้นทุนชีวิต ลดต้นทุนชีวิต จะคล้ายๆกับลดคุณภาพชีวิตนั้นแหละครับข้อนี้ต้องทดลองทดสอบดูนะ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวสารที่คุณซื้อมาหุงทานอยู่ทุกวันนี้เป็นข้าวหอมมะลิอย่างดี ราคา 5 กิโล 105 บาท คุณลองหาข้าวสารที่ราคาถูกกว่านี้ แต่ความอร่อยใกล้เคียงเดิมแต่ราคาถูกลง มาทาน หากคุณลองซื้อมาแล้วคุณทานได้ไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ราคา 85 บาท คุณลดต้นทุนชีวิตคุณได้ ต่อข้าวสาร 5 กิโล 20 บาทแล้วนะครับ แล้วเดือนหนึ่งครอบครัวคุณทานข้าวกี่กิโลครับลองคิดดู 4. หารายได้เพิ่ม การหารายได้เพิ่มมีหลายช่องทางครับ เช่น ทำ OT. ซื้อของมาขาย เอาเงินฝากธนาคาร เล่นหุ้น ทำกิจการส่วนตัว แล้วแต่จะทำกันนะครับ สิ่งที่สำคัญในการหารายได้เพิ่ม คือความรู้ เราต้องรู้ก่อนว่าช่องทางนั้นๆ เราจะมีผลได้ผลเสียอย่างไร จะไม่สำเร็จได้หากเราไม่มีความรู้เรื่องนั้นๆ มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการหารายได้เพิ่มไว้ดังนี้ครับ *** ต้องกำไรตั้งแต่ตอนซื้อ ไม่ใช่กำไรตอนขาย *** ตัวอย่างเช่น เราซื้อทองมาเก็บไว้ 1 ปี เรามีกำไลแน่ๆเพราะทองส่วนมากมีแต่ขึ้นไม่ค่อยจะลดเท่าไร แต่ต้องเป็นทองคำแท่งนะครับไม่ใช่ทองรูปพรรณ เนื่องจากทองคำแท่งไม่ต้องเสียค่ากำเน็จครับ อะไรที่ขาดทุนตั้งแต่ตอนซื้อนะหรือครับ อะไรก็ได้ที่ซื้อด้วยอารมณ์ ไม่ได้ซื้อด้วยเหตุผลครับ เพราะซื้อแล้วใช้ประโยชน์ไม่คุ้มขายต่อราคาตกแน่ๆครับ ขาดทุนตั้งแต่ตอนซื้อ *** ใช้สมองหารายได้ *** เงินอยู่ระหว่างทางที่เราผ่านไป ผ่านมาทุกวัน แต่เราไม่สามารถเก็บได้ เพราะเราไม่รู้วิธีเก็บ มาเป็นของเราเท่านั้นเอง เป็นคำกล่าวที่เฉียบคมมากครับ การที่เราจะรายได้เพิ่มนั้นนอกจากเราจะต้องมีความรู้แล้ว เราต้องมีความคิดที่ดีพอที่จะหารายได้ด้วยนะครับ หลายคนอยากเป็นเจ้าของกิจการ รู้อย่างเดียวว่าต้องใช้เงินลงทุน ไม่คิดว่าเงินนั้นจะต้องทำอย่างไรมา บางคนไปกู้เงินมาลงทุน ไหนจะต้องรับภาระดอกเบี้ยเงินกู้ ไหนจะต้องรับ ภาระปัญหากิจการอีกหลายอย่าง กิจการล้มไม่เป็นท่ามานักต่อนักแล้วครับ ถ้าเป็นเงินเย็นก็ดีไปล้มก็ไม่ต้องเป็นภาระใช้หนี้สินต่อ เริ่มต้นใหม่ได้ไม่ยาก **** มีข้อแนะนำครับ **** เราอย่าพึ่งคิดว่าเราจะต้องเป็นเจ้าของกิจการอะไร เพียงแต่เราคิดว่าเราลงทุนอะไร ได้ผลตอบแทนคุ้มกับเงินที่เราลงทุนหรือไม่ ดีกว่า ตัวอย่างเช่น เราซื้อของมาขายชิ้นหนึ่งต้นทุน 20 บาท เราขายในราคา 25 บาทกำไล 5 บาท ได้กำไร 25 % เชียวนะครับ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆฝึก คนรวยเคยกล่าวไว้ว่า ก้าวแรกของการทำธุรกิจคือ ก้าวเล็กๆ ของเด็กน้อยนะครับ เพราะเด็กน้อยจะค่อยๆก้าว ค่อยๆก้าว ใจเย็นๆ ค่อยเป็นค่อยไป มั่นใจกว่ากันเยอะครับ ขอเพียงแค่เรามีความรู้ ความพยายาม ก็จะไปได้ดีครับ เมื่อเราชำนาญ มีประสบการณ์แล้วค่อยก้าวแบบผู้ใหญ่ครับ ก็ไม่สายครับ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จ ภายในวันเดียวนะครับ สังคมญี่ปุ่น...สังคมผู้กล้าหาญ มีวินัย และเสียสละ จากบันทึกของ ฮา มินท์ ตัน ชาวเวียดนามที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่น “....เด็กชายญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ให้บทเรียนกับผมว่า ศักดิ์ศรีของการเกิดเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ควรจะเป็นอย่างไร คืนก่อนผมถูกส่งไปที่โรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่งเพื่อช่วยองค์กรการกุศลจัดตั้ง หน่วยแจกอาหารให้ผู้ประสบภัย พวกเขาเข้าคิวเป็นแถวเคี้ยวคดยาวอย่างกับงูเลื้อย แล้วผมก็พบ เด็กผู้ชายอายุราวๆ 9 ขวบ คนหนึ่ง เขาสวมแค่เสื้อยืดกับกางเกงขาสั้นเท่านั้น มันหนาวมากและเขาก็อยู่ท้ายๆ แถวโน่น ผมกลัวว่ากว่าจะถึงคิวของเขาอาหารที่แจกก็อาจจะหมดเสียก่อน ผมก็เลยพูดคุยกับเขา เขาเล่าว่าเขาอยู่ที่โรงเรียน ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว พ่อของเขาทำงานอยู่ใกล้ๆ กำลังขับรถมารับเขา ขณะนั้นเขาอยู่บนระเบียงชั้น 3 ของโรงเรียน เห็นรถของพ่อถูกคลื่นซึนามิกวาดไปต่อหน้าต่อตา ผมถามถึงแม่ของเขา เขาบอกว่าบ้านของเขาอยู่ใกล้ๆ ชายหาด คิดว่าแม่กับน้องสาวก็คงไม่อยู่แล้ว เขาสั่นหน้าและป้ายน้ำตาเมื่อผมถามถึงญาติๆ เขาหนาวจนตัวสั่นผมเลยเอาแจ็กเก็ตเครื่องแบบของผมห่มให้เขา ห่ออาหารปันส่วนของผมก็เลยหล่นออกมา ผมเก็บขึ้นมาและส่งให้เขาพร้อมกับบอกว่า “กว่าจะถึงคิวหนูอาหารอาจจะหมดแล้วก็ได้ เอานี่ไปกินเสียก่อนนะ ผมกินอิ่มแล้ว” เด็กชายรับอาหารไปพร้อมกับโค้ง ผมคิดว่าเขาจะกินมันทันทีแต่ไม่ใช่ เขาเอาห่ออาหารเดินไปวางรวมกับกองอาหารที่กำลังแจกอยู่ ผมอึ้งไปเลย ผมถามว่าเอาไปไว้ตรงนั้นทำไม ทำไมไม่กินเสีย เขาตอบว่า “ก็ผมเห็นมีคนอีกตั้งเยอะที่หิวกว่าผม ผมเอาไปรวมไว้จะได้แบ่งกันได้ทั่วถึง” ผมเบือนหน้าหนีเพื่อจะได้ไม่มีใครเห็นน้ำตาของผม สังคมไหนนะที่ผลิตเยาวชนอายุ 9 ขวบ ให้เข้าใจถึงการเสียสละอันยิ่งใหญ่เช่นนี้…ต้องเป็นสังคมที่ยิ่งใหญ่…เป็นประชาคมที่ยิ่งใหญ่.... Cr : ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์
มีช่างก่ออิฐอยู่ในทำงานใกล้ๆ กัน 3 คน คนหนึ่งทำด้วยความรู้สึกเหนื่อยอ่อน อิดโรยเฉื่อยชา อีกคนก็ดีขึ้นมาหน่อย มีความกระตือรือล้นมากขึ้น แต่ว่าทำไปก็มองนาฬิกาไป แต่ว่าคนที่ 3 ทำงานด้วยความกระฉับกระเฉง และก่ออิฐก้อนแล้วก้อนเล่า โดยที่ไม่ได้สนใจอย่างอื่น
ไปถาม 3 คน นี้ว่าทำอะไรอยู่ คนแรกก็ตอบว่า ผมกำลังก่ออิฐครับ คนที่สองบอกกำลังก่อกำแพง แต่คนที่ 3 บอก กำลังสร้างโบสถ์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา
ทั้งสามคนทำงานอย่างเดียวกัน แต่ว่าความกระตือรือล้น ความกระฉับกระเฉง ความตื่นตัวต่างกัน
คนแรกทำอย่างขอไปที คนที่สองทำไปก็ดูเวลาไป แต่คนที่สามทำอย่างมีความสุข ทำงานอย่างเดียวกันแต่มีความรู้สึกแตกต่างกัน เพราะอะไร
พอเขารู้ เขามองด้วยความรู้สึกว่าแต่ละคนทำงานต่างกัน แต่ละคนให้ค่าของงานไม่เหมือนกัน คนที่คิดว่าตัวเองก่ออิฐ ก็รู้สึกว่าตัวเองทำไปไม่ค่อยมีคุณค่า ก็ทำไปด้วยความเฉื่อยเนือย
อีกคนเห็นงานของตัวเองมันกว้างขึ้นมาหน่อย เพราะว่ากำลังก่อกำแพง ก็รู้สึกมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น แต่ก็อดไม่ได้ที่จะดูเวลา เพราะเขารู้สึกว่าเขามาทำก็เพื่อมีเงินใช้ ก็รอว่าเมื่อไรเวลาจะหมดเสียที
แต่คนที่ 3 เขารู้สึกว่าเขากำลังได้สร้างโบสถ์ กำลังสร้างวัด และคนไทยเมื่อรู้สึกว่าตัวเองได้มีส่วนสร้างวัด ก็รู้สึกปิติขึ้นมา มันไม่ใช่ผลตอบแทนที่เป็นเงิน แต่มันคือบุญกุศล เกิดความปิติ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดเขาทำงานนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของรายได้หรือผลตอบแทนแต่ว่าเป็นศรัทธาที่โยงกับความรัก
เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การทำงานอย่างเดียวกัน ก่ออิฐเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกต่างกันเพราะว่ามองงานนั้นต่างกัน เราจะเห็นได้ว่าเราเห็นคุณค่าของงานเป็นเรื่องที่สำคัญมาก
คนที่ทำงานโดยคิดเพียงแค่ที่ว่าสิ่งที่ฉันทำมันเป็นเพียงรายได้หรือแค่อาชีพอย่างหนึ่ง เขาอาจจะทำแล้วก็รอว่าเมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะถึงวันหยุด เมื่อไรจะถึงวันเสาร์อาทิตย์
เพราะว่าเขาไม่ได้ทำงานมุ่งหมายมากไปกว่าการมีผลตอบแทน หรือเงินเดือน แต่คนที่เขาทำงานและเห็นว่างานที่เขาทำมีคุณค่า มีส่วนในการสร้างสรรค์ประเทศ มีส่วนในการทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้า หรืออย่างน้อยก็มีส่วนทำให้บริษัทองค์กรเจริญงอกงาม
คุณเป็นช่างก่ออิฐคนไหนครับ ?
 

๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒๒
หนังสือ Time Magazine บอกว่า ที่อเมริกามีงานวิจัยพบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก คือพระในพุทธศาสนา
โดยทดสอบด้วยการสแกนสมองพระที่ทำสมาธิ และได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นจริง

+ หลักความเชื่อของศาสนาพุทธคือเหตุที่ทำให้เกิดความสุขนั้น ก็คืออยู่กับปัจจุบัน ขณะ ปล่อยวางได้ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด

+ ไม่ใช้ความรุนแรงไม่ทะเลาะและใช้หลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มีจิตใจเมตตา
กรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น

+ อริยสัจ 4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบอกไว้ด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แท้จริงแล้วก็คือทางเดินไปหาคำว่า
'ความสุข' เพราะถ้าเมื่อไรเรากำจัด 'ความทุกข์' ได้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้น

+ อุปสรรคของความสุขก็คือ
แรงปรารถนาและตัณหา คนเราจะมีความสุขไม่ขึ้นอยู่กับว่า'มีเท่าไหร่'
แต่ขึ้นอยู่ที่ว่า เรา 'พอเมื่อไหร่' ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนสิ่งของที่เรามี หรือเราได้...

+ ดังนั้นวิธีจะมีความสุข อันดับแรกต้อง 'หยุดให้เป็น และ พอใจให้ได้' ถ้าเราไม่หยุดความอยากของเราแล้วล่ะก้อ เราก็จะต้องวิ่งไล่ตามหลายสิ่งที่เรา 'อยากได้' แล้วนั่นมันเหนื่อย และความทุกข์ก็จะตามมา...

+ ข้อต่อมาที่ทำให้เราเป็นสุขคือการมองทุกอย่างในแง่บวก ชีวิตแต่ละวันแน่นอนเราต้องเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี
ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องเริ่มด้วยการมองแต่
สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อใจเราจะได้เป็นบวก
คิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ

 

+ ข้อต่อมาคือการให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือเงินเรียกว่าบริจาคและการให้ความเมตตากรุณาต่อกัน
ให้อภัยทั้งตัวเองและคนอื่น 
สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความสุข....

 

+ การปล่อยวางให้ได้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงและเศร้าโศกเพียงใด
จำไว้ว่ามันจะโดนเวลาพัดพามันไปจากเรา ไม่ช้าก็เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้....และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เราไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่าผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
ทุกคนต้องได้ผ่านบททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร...

 

+ ทำตนเองให้สดใสด้วยการยิ้มให้ตนเอง ทำคนอื่นให้สดใสได้ด้วยการยิ้มให้เขา การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย
แต่สร้างความสดใสได้มาก ทำให้เราเป็นสุขอยู่เสมอ เพราะความสุขมันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ใจของเรานี่เอง

ยิ้มแย้มอย่างแจ่มใส เห็นใครทักก่อน
นี่คือ.. วิธีแสดงเสน่ห์แบบง่ายๆ แต่ให้ผลมาก

การให้อภัยไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่การแก้แค้นลงทุนมาก
เขาด่าว่าเราไม่ถึงนาที เขาอาจลืมไปแล้วด้วย แต่เรายังจดจำ ยังเจ็บใจอยู่...
นี่เราฉลาดหรือโง่กันแน่

บ่นแล้วหมดปัญหาก็น่าบ่น บ่นแล้วมีปัญหา ไม่รู้จะบ่นหาอะไร

เรายังเคยเข้าใจผิดผู้อื่น ถ้าคนอื่นเข้าใจเราผิดบ้าง ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร ทำไมต้องเศร้าหมอง
ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอย่างที่ใครเข้าใจ

อย่าโกรธฟุ่มเฟือย อย่าโกรธจุกจิก อย่าโกรธไม่เป็นเวลา อย่าโกรธมาก จะเสียสุขภาพกายและสุขภาพจิต

แม้จะฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธไม่ได้ แต่ฝึกให้เป็นผู้ไม่โกรธบ่อยได้ ฝึกให้เป็นผู้รู้จักให้อภัยได้

การนินทาว่าร้ายเป็นเรื่องของเขา การให้อภัยเป็นเรื่องของเรา
การชอบพูดถึงความดีของเขา คือความดีของเรา การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือความไม่ดีของเรา

โทษคนอื่นแก้ไขอะไรไม่ได้ โทษตนเองแก้ไขได้

แก้ตัวไม่ได้ช่วยอะไร แต่แก้ไขช่วยให้ดีขึ้น
การนอนหลับเป็นการพักกาย การทำสมาธิเป็นการพักใจ คนส่วนใหญ่พักแต่กาย ไม่ค่อยพักใจ

รู้จักทำใจให้รักผู้บังคับบัญชา รู้จักทำใจให้รักลูกน้อง รู้จักทำใจให้รักเพื่อนร่วมงาน สวรรค์ก็อยู่ที่ทำงาน
เกลียดผู้บังคับบัญชา เกลียดลูกน้อง เกลียดผู้ร่วมงาน นรกก็อยู่ที่ทำงาน

การที่เรายังต้องแสวงหาความสุข แสดงว่าเรายังขาดความสุข
แต่ถ้าเรารู้จักทำใจให้เป็นสุขได้เอง ก็ไม่ต้องไปดิ้นรนแสวงหาที่ไหน
อ่อนน้อม อ่อนโยน อ่อนหวาน นั้นดี.... อ่อนข้อให้เขาบ้างก็ยังดี แต่...อ่อนแอนั้น ไม่ดี
ในการคบคน ศิลปะใดๆ ก็สู้ความจริงใจไม่ได้ จงประหยัด คำติ แต่อย่าตระหนี่ คำชม

อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันตอนตาย


ถ้าคิดทำความดี ให้ทำได้ทันที
ถ้าคิดทำความชั่วให้เลิกคิดทันที
ถ้าเลิกคิดไม่ได้ก็อย่าทำวันนี้
ให้ผลัดวันไปเรื่อยๆ

ถึงจะรู้ร้อยเรื่องพันเรื่อง ก็ไม่สู้รู้เรื่องดับทุกข์
โลกสว่างด้วยแสงไฟ ใจสว่างด้วยแสงธรรม
แสงธรรมส่องใจ แสงไฟส่องทาง
ผู้สนใจธรรมสู้ผู้รู้ธรรมไม่ได้
ผู้รู้ธรรมสู้ผู้ปฎิบัติธรรมไม่ได้ผู้ปฎิบัติธรรมสู้ผู้ที่เข้าถึงธรรมไม้ได้

มีทรัพย์มาก ย่อมมีความสะดวกมาก
มีธรรมะมากย่อมมีความสุขมาก

เมื่อก่อนยังไม่มีเรา
เราเพิ่งมีมาเมื่อไม่นานมานี้เอง
และอีกไม่นานก็จะไม่มีเราอีก
จึงควรรีบทำดีในขณะที่ยังมี...เรา
 

............................
ถ้ารู้สึกท้อแท้หรืออ่อนแอ 
ขอฝากไว้ ๔ คำ 
อย่า ทำ นม หก...!!! 
(surprise)(surprise)(surprise)
อย่า..ท้อเมื่อพลาดพลั้ง 
ทำ...ความหวังขึ้นมาใหม่ 
นม...นานสักปานใด 
หก...ล้มไปเพียงชั่วคราว

-----------------------------------------------------------------------------------------------------
30 วิธี ทำให้ตัวเองมีความสุข1. นึกไว้เสมอว่า การโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง

2. ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่า เขาต้องยิ้มตอบกลับมาทุกครั้ง

3. ลองปลูกต้นไม้เองซักต้น การเติบโตของมัน จะบ่งบอกตัวตนของคุณได้

4. หลับตานิ่งๆสัก 3 นาที เมื่อรู้สึกว่า อะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน

5. ระหว่างแปรงฟันฮัมเพลงไปด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นเป็น 2 เท่า

6. เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากรสชาติที่ธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย

7. ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างทะนุถนอมเหมือนกันหมด

8. การขึ้น-ลงบันไดสูงๆแบบไม่ให้เมื่อย คือ การไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันไดขั้นที่เท่าไร

9. คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวยมากๆทันทีที่คุณถามเขาว่า “ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ”

10. เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทานไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่จะหย่อนลงกระป๋องหรอก

11. ควรหัดพูดคำว่า ไม่เป็นไร ให้เคยปากมากกว่าจะพูดคำว่า จะเอายังไง

12. ลองตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้น 15 นาที รับรองว่าจะไม่ไปสายเหมือนเมื่อก่อน

13. สัตว์เลี้ยงที่บ้านเก็บความลับเก่ง ดังนั้น เรื่องที่ไม่อยากให้ใครรู้ จึงเล่าให้มันฟังได้

14. อาหารที่จะไม่ชอบกินตอนเด็กลองตักเข้าปากอีกสักที เผื่อจะกลายเป็นอาหารจานโปรด

15. เขียนชื่อคนที่คุณเกลียดใส่กระดาษ แล้วฉีกทิ้ง (หรือแปะไว้ใต้รองเท้าแล้วใส่รองเท้านั้นไปเดินเล่นสักพัก) ความเกลียดจะเบาบางลงเรื่อยๆ

16. ปล่อยน้ำตาให้ไหลโดยไม่ต้องเช็ด เมื่อน้ำตาแห้ง จะดูแทบไม่ออกเลยว่าเพิ่งร้องไห้

17. ตุ๊กตาและของเล่นเก่าๆจะทำให้เรายิ้มออกเสมอเมื่อได้เห็นมันอีกครั้ง

18. ก่อนซื้ออะไรก็ตาม ต้องคิดหาประโยชน์ของมันให้ได้ 3 ข้อก่อน

19. ถึงเสื้อและกางเกงในตู้จะมีอยู่น้อย แต่ถ้าใส่สลับกันไปเรื่อยๆก็จะดูเหมือนมีเยอะขึ้น

20. ซาลาเปา 1 ลูก กินได้ 2 คน ลูกชิ้นปิ้ง 1 ไม้ กินได้ 4 คน ถ้าคุณคิดจะแบ่งเท่านั้นเอง

21. เลือกให้ของขวัญคนที่ไม่เคยได้ ดีกว่าให้คนที่ได้เยอะ จนจำชื่อคนให้ได้ไม่หมด

22. ในวันที่รู้สึกเศร้าหรือเหงาๆ เดินไปซื้อดอกไม้ให้ตัวเองซักดอกก็จะดีขึ้น

23. แอบรักใครสักคน…ยังไงก็ยังดีกว่าไม่เคยรู้ว่าความรู้สึกรักมันเป็นอย่างไร
24. ถึงจะไม่ได้ออกไปไหน แต่ก็ไม่ได้หมายความจะแต่งตัวสวยๆหล่อๆไม่ได้นี่

 
------------------------------------------------------------------------------------------------------------

มาอ่านข้อคิดดีดี กับ 20 ข้อที่ควรทำก่อนอายุ 40 กันนะครับ

1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไป เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด

2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆ กับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน

3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..
สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง

4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ
ที่ต้องจำไว้ คือ 'ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด'

5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป

6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด

7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว

8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน. อย่าลืมคบกับที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน

9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้ เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้

10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้

11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งาน
เพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้

12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว
เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ

13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามา
จงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์

14. สร้างเนื้อ สร้างตัว
ให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก

15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาว
เพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม

16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไห

17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ

18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถ
ทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้

19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบก
โลกทั้งใบไว้คนเดียว และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต

20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอม
ตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป

# หากคิดว่าโพสต์นี้มีประโยชน์ !!
กรุณาเเบ่งปันให้สักคนรับรู


---------------------------------------------------------------------------------------
วอร์เรน ปัฟเฟตต์.....คนที่เข้าใจการใช้ชีวิต...

มีจิตใจมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งยั่วยวนกับสิ่งฟุ่มเฟื้อย........
ชีวิตพอเพียง

ชายแก่คนนั้นทำงานในบริษัท แต่เขาไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่มีคนขับรถ ขับรถคันเก่าไปไหนมาไหนด้วยตัวเอง 

เขาไม่ใช่คนยากไร้ ตรงกันข้ามเขาเป็นคนร่ำรวยอันดับที่สามของโลก* (2007) ประมาณว่าความร่ำรวยราวห้าหมื่นสองพันล้านดอลลาร์ ด้วยเงินของเขาสามารถซื้อเครื่องบินส่วนตัวได้หลายลำ แต่เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิมที่เขาซื้อเมื่อครึ่งศตรรษที่แล้ว กินอาหารง่าย ๆ ใช้ชีวิตง่าย ๆ การหย่อนใจของเขาคือ นอนดูโทรทัศน์รายการโปรดบนโซฟา กินข้าวโพดคั่วที่ทำเอง 

เขาไม่ใช่คนขี้เหนียว ตรงกันข้ามเขาเพิ่งบริจาคเงิน 83 เปอร์เซ็นต์ของเขาให้องค์กรการกุศล (ประมาณสามหมื่นล้านดอลลาร์) เป็นเงินบริจาคที่สูงที่สุดก้อนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชายแก่คนนั้นชื่อ วอร์เรน บัพเฟตต์ 

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มทำงานครั้งแรกกับพ่อตอนอายุสิบเอ็ดขวบ เป็นงานนายหน้าค้าหุ้น ปีนั้นเขาซื้อหุ้นตัวแรก คือหุ้น ซิตีส์ เซอร์วิสเซส หุ้นละ 38.25 เหรียญ เขาขายเมื่อหุ้นขึ้นถึง 40 เหรียญ และไม่กี่ปีต่อมามันขึ้นถึง 200 เหรียญ สิ่งนี้สอนให้เขาเห็นค่าของการลงทุนกับหุ้นที่ดีในระยะยาว

อายุสิบสี่ เขาซื้อที่ดิน 40 เอเคอร์ ราคา 1,200 เหรียญ แล้วให้ชาวนาเช่า ตอนเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เขากับเพื่อนซื้อเครื่องเล่นพินบอลราคา 25 เหรียญ ตั้งในร้านตัดผม ภายในสามเดือนพวกเขามีเครื่องสามเครื่องในร้านต่าง ๆ เมื่ออายุสิบหก เขามีเงินเก็บถึงห้าพันเหรียญ

เขารู้สึกว่าการเรียนในวิทยาลัยเป็นความสูญเปล่า แต่ก็ยอมเรียนต่อเพราะพ่อขอไว้ และเป็นนักศึกษาระดับต้น ๆ ด้วยคะแนนสูงลิ่ว

เมื่อเรียนจบ เขาก็ไปทำงานไม่กี่ปีก็ก่อตั้งบริษัทเล็ก ๆ ในวัยยี่สิบหก สร้างตัวมาจากความไม่มีด้วยสองมือ จนกลายเป็นซีอีโอของบริษัทขนาดยักษ์

เงินเดือนทั้งปีของเขาในปี 2549 คือหนึ่งแสนเหรียญ จัดว่าน้อยมากสำหรับหมายเลขหนึ่งของบริษัท ซีอีโอทั่วไปมีรายได้ต่อปีเฉลี่ยเก้าล้านดอลลาร์

เขาบอกว่า สหรัฐอเมริกาจ่ายเงินให้นักมวยสิบล้านเพื่อที่จะน็อกคู่ต่อสู้ให้ล้มในเวลาสิบวินาที แต่ไม่สามารถจ่ายเงินดีแก่ครูที่เก่งที่สุด พยาบาลที่ดีที่สุด เป็นการจ่ายที่ไม่สมเหตุผลอย่างยิ่ง เขาเห็นคุณค่าของการทำงานที่เป็นประโยชน์เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่คิดจะย้ายบ้านที่อยู่มาตั้งแต่หนุ่มไปอยู่คฤหาสน์ที่ไหนสักแห่ง เขาบอกว่า ซื้อบ้านใหม่ทำไม ในเมื่อเขามีทุกอย่างที่ต้องการในบ้านหลังนี้แล้ว การย้ายบ้านเพียงเพื่อให้ ‘สมฐานะ’ ของตัวเองเป็นเรื่องเหลวไหล 

หลายปีก่อนเคยมีการสัมภาษณ์มหาเศรษฐีชั้นนำของโลกจำนวนหนึ่ง และพบว่ามหาเศรษฐีที่ร่ำรวยจริง ๆ ล้วนเป็นคนมัสยัสถ์อย่างยิ่ง ใช้เงินเท่าที่จำเป็น เพราะพวกเขาเห็นว่าเงินทองไม่ใช่ทุกสิ่งในชีวิต

โลกเราเต็มไปด้วยคนรวยกลวง ๆ คนที่พยายามทำตัวให้ดูรวย เมื่อไม่มีเงินก็พยายามกู้เงินมา ด้วยค่านิยมที่ว่า “คนที่กู้เงินได้คือคนที่มีเครดิต”

คนรวยเช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ กลับบอกว่า จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตไปไกล ๆ

ที่แตกต่างจากคนอื่นก็คือ ลูกหลานของเขาจะไม่ได้รับมรดกมากเท่าส่วนบริจาค เขาบอกว่า “ผมต้องการให้ลูกหลานของผมมากพอที่พวกเขารู้สึกว่าสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ไม่มากพอที่ทำให้พวกเขาไม่ทำอะไรเลย”

เมื่อมองทะลุวัตถุนิยม ก็เริ่มแลเห็นความหมายและคุณค่าที่แท้จริงของชีวิต 

(วินทร์ เลียววาริณ)

#ข่าวหน้าหนึ่ง, www.winbookclub.com

*จัดโดยนิตยสารฟอร์บส์



เอาใจเขามาใส่ใจเรา...เหมือนห่าน

คุณเคยสังเกตเห็นไหมว่า...ในฤดูใบไม้ร่วงฝูงห่าน
มักบินมุ่งหน้าไปยังทิศใต้ในลักษณะที่เป็นตัวอักษรวี(V)

จาการศึกษาตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าเหตุใดฝูงห่านจึงต้องบินเช่นนั้น
ในขณะที่ห่านตัวหนึ่งกระพือปีก
ห่านที่บินตามมาจะได้รับแรงยกตัวเพิ่มขึ้น

......................................................................

ดังนั้น การที่ฝูงห่านบินเป็นตัวอักษรตัว v นั้น
จะทำให้ประสิทธิภาพการบินเพิ่มขึ้น 76%
กว่าการบินเดี่ยวเพียงตัวเดียว

'เฉกเช่น...คนที่เป็นส่วนหนึ่งของทีม
ซึ่งไปในทิศทางเดียวกัน
สามารถไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่า
และง่ายกว่า
เพราะว่าคนเหล่านั้นมุ่งหน้าไปโดยอาศัยความไว้วางใจในเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ'

......................................................................

เมื่อห่านบินอยู่ข้างหน้ารู้สึกเหนื่อย
มันจะบินไปอยู่ข้างหลัง
และให้ห่านตัวอื่นบินขึ้นข้างหน้าแทน


'เฉกเช่น...เราต้องมีการแบ่งปันภาวะการเป็นผู้นำ
และผลัดเปลี่ยนกันในการทำงานหนัก'

......................................................................

ฝูงห่านที่บินอยู่ข้างหลังจะส่งเสียงร้องเพื่อให้กำลังใจห่านที่บินอยู่ข้างหน้า
ให้รักษาระดับความเร็วต่อไป

'เฉกเช่น...คำพูดชมเชย และกำลังใจ
จะทำให้คนที่อยู่แนวหน้ายังคงมุ่งหน้าต่อไปได้
ท่ามกลางความกดดัน
และความอ่อนล้าที่ต้องเผชิญในแต่ละวัน'

......................................................................

ท้ายที่สุด หากว่าห่านตัวใดตัวหนึ่งป่วยหรือได้รับบาดเจ็บ
และไม่สามารถบินร่วมฝูงได้
ห่านอีก 2 ตัว จะบินตามลงมา
เพื่อช่วยเหลือและปกป้องห่านตัวที่บาดเจ็บ

จนกระทั่งห่านตัวนั้นหายดีหรือว่าตายไปแล้ว
ห่านทั้ง 2 ตัวนั้นจึงจะเข้ากลุ่มกับฝูงห่าน
เพื่อตามหาฝูงห่านเดิมให้ทั

'เฉกเช่น...หากเรามีสัญชาตญาณเหมือนห่าน
เราจะยืนเคียงข้างคนอื่นๆ
ในช่วงเวลาที่เขาเกิดความยุ่งยากลำบากทั้งกายและใจ'

 รูปภาพ : นิทานก่อนนอน ฝันดีครับทุกท่าน

นมสด 1 แก้ว

เมื่อหลายปีมาแล้ว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เด็กชายเคลลี่ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน
เขาต้องหาเงินไปโรงเรียนเองด้วยการนาสิ่งของใส่กระเป๋าเดินไปขายตามบ้านที่ อยู่ในเมืองใกล้เคียง
วันหนึ่งเขาพบว่าเมื่อจ่ายค่ารถและค่าสินค้าแล้ว เขามีเงินในกระเป๋าเหลือเพียง 10 เซ็นต์ เท่านั้น
ขณะนั้นเขากาลังหิวมาก แต่เงินสดที่เขามีอยู่นั้นไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่เพียงมื้อเดียว

ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปขออาหารจากบ้านที่กาลังเดินไปถึง แต่เมื่อกดกริ่ง หญิงสาวเจ้าของบ้านมาเปิดประตู
เด็กชายเคลลี่ กับเกิดความละอายใจที่จะขออาหารเหมือนกับขอทาน เขาจึงขอเพียงน้าเปล่าเพียงแก้วเดียวเท่านั้น แต่เจ้าของบ้านสาวสังเกตเห็นท่าทางของเด็กชายเคลลี่ว่าคงจะกาลังหิว
เธอจึงได้นาเอานมสดแก้วใหญ่มาให้เคลลี่ดื่ม เด็กชายเคลลี่ดื่มนมอย่างกระหายจนหมดแก้ว
แล้วถามว่า ผมต้องจ่ายเงินค่านมถ้วยนี้ให้คุณเท่าไหร่ครับ
เจ้าของบ้านสาวตอบว่า ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก แม่ของฉันสอนไม่ให้รับสิ่งตอบแทนจากการให้น้าใจไมตรี
เคลลี่ซาบซึ้งใจมากและตอบว่า ถ้าเช่นนั้น ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง จากหัวใจของผมก็แล้วกันนะครับ
ขณะที่เด็กชายเคลลี่ได้เดินออกจากบ้านหลังนั้น เขาไม่เพียงแต่รู้สึกว่ามีกาลังแข็งแรงขึ้นจากนมสดแก้วโตเท่านั้น แต่เขาได้มีความเข้าใจในเรื่องของน้าใจไมตรีเพิ่มขึ้นด้วย......
อีก 30 ปีต่อมา มีหญิงคนหนึ่ง ป่วยหนักด้วยโรคหัวใจ
ซึ่งแพทย์ท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านโรคหัวใจทาการรักษา
เมื่อได้อ่านประวัติผู้ป่วยแล้ว.....

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นได้สะดุดใจกับชื่อหมู่บ้านของผู้ป่วยคนนั้น จึงตั้งใจรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจอย่างพิเศษ โดยใช้อุปกรณ์ทันสมัยที่สุด และยาราคาแพงที่ดีสุด จนผู้ป่วยหายเป็นปกติพร้อมจะกลับบ้าน
ผู้ป่วยมีความกังวลว่าค่ารักษาพยาบาลคงจะมีราคาแพงหลายหมื่นดอลลาร์ ซึ่งเธอเข้าใจว่าคงจะต้องทางานทั้งชีวิตกว่าเธอจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลได้ เพราะเธอไม่มีประกันสุขภาพ และยังไม่สามารถไปเบิกได้จากที่ไหนได้ แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นได้บอกเจ้าหน้าที่แผนกบัญชีให้นาใบเก็บเงินไปให้เขา แล้วหมอก็ใช้ปากกาเขียนข้อความสองบรรทัด แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย
ข้อความที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นเขียนในใบเรียกเก็บเงินนั้นมีว่า
จ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ด้วยนมสดหนึ่งแก้ว
ลงนาม นายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่
นมสด 1 แก้ว

เมื่อหลายปีมาแล้ว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เด็กชายเคลลี่ ซึ่งอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน
เขาต้องหาเงินไปโรงเรียนเองด้วยการนาสิ่งของใส่กระเป๋าเดินไปขายตามบ้านที่ อยู่ในเมืองใกล้เคียง
วันหนึ่งเขาพบว่าเมื่อจ่ายค่ารถและค่าสินค้าแล้ว เขามีเงินในกระเป๋าเหลือเพียง 10 เซ็นต์ เท่านั้น
ขณะนั้นเขากาลังหิวมาก แต่เงินสดที่เขามีอยู่นั้นไม่พอที่จะซื้ออาหารแม้แต่เพียงมื้อเดียว

ดังนั้นเขาจึงคิดจะไปขออาหารจากบ้านที่กาลังเดินไปถึง แต่เมื่อกดกริ่ง หญิงสาวเจ้าของบ้านมาเปิดประตู
เด็กชายเคลลี่ กับเกิดความละอายใจที่จะขออาหารเหมือนกับขอทาน เขาจึงขอเพียงน้าเปล่าเพียงแก้วเดียวเท่านั้น แต่เจ้าของบ้านสาวสังเกตเห็นท่าทางของเด็กชายเคลลี่ว่าคงจะกาลังหิว
เธอจึงได้นาเอานมสดแก้วใหญ่มาให้เคลลี่ดื่ม เด็กชายเคลลี่ดื่มนมอย่างกระหายจนหมดแก้ว
แล้วถามว่า ผมต้องจ่ายเงินค่านมถ้วยนี้ให้คุณเท่าไหร่ครับ
เจ้าของบ้านสาวตอบว่า ไม่ต้องจ่ายเงินหรอก แม่ของฉันสอนไม่ให้รับสิ่งตอบแทนจากการให้น้าใจไมตรี
เคลลี่ซาบซึ้งใจมากและตอบว่า ถ้าเช่นนั้น ผมขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง จากหัวใจของผมก็แล้วกันนะครับ
ขณะที่เด็กชายเคลลี่ได้เดินออกจากบ้านหลังนั้น เขาไม่เพียงแต่รู้สึกว่ามีกาลังแข็งแรงขึ้นจากนมสดแก้วโตเท่านั้น แต่เขาได้มีความเข้าใจในเรื่องของน้าใจไมตรีเพิ่มขึ้นด้วย......
อีก 30 ปีต่อมา มีหญิงคนหนึ่ง ป่วยหนักด้วยโรคหัวใจ
ซึ่งแพทย์ท้องถิ่นไม่สามารถรักษาได้ จึงส่งไปให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านโรคหัวใจทาการรักษา
เมื่อได้อ่านประวัติผู้ป่วยแล้ว.....

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นได้สะดุดใจกับชื่อหมู่บ้านของผู้ป่วยคนนั้น จึงตั้งใจรักษาด้วยการผ่าตัดหัวใจอย่างพิเศษ โดยใช้อุปกรณ์ทันสมัยที่สุด และยาราคาแพงที่ดีสุด จนผู้ป่วยหายเป็นปกติพร้อมจะกลับบ้าน
ผู้ป่วยมีความกังวลว่าค่ารักษาพยาบาลคงจะมีราคาแพงหลายหมื่นดอลลาร์ ซึ่งเธอเข้าใจว่าคงจะต้องทางานทั้งชีวิตกว่าเธอจะหาเงินค่ารักษาพยาบาลได้ เพราะเธอไม่มีประกันสุขภาพ และยังไม่สามารถไปเบิกได้จากที่ไหนได้ แต่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นได้บอกเจ้าหน้าที่แผนกบัญชีให้นาใบเก็บเงินไปให้เขา แล้วหมอก็ใช้ปากกาเขียนข้อความสองบรรทัด แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่บอกให้ผู้ป่วยกลับบ้านได้ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเลย
ข้อความที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นเขียนในใบเรียกเก็บเงินนั้นมีว่า
จ่ายค่ารักษาพยาบาลเรียบร้อยแล้ว ด้วยนมสดหนึ่งแก้ว
ลงนาม นายแพทย์โฮเวอร์ด เคลลี่
........................................................................................................



......................................................................................................
 
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997