ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท15/07/2018
ผู้เข้าชม599195
แสดงหน้า845272
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
July 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
    
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

*****รวมกินเพื่อสุขภาพ

18/03/2015 07:08 เมื่อ 18/03/2015 อ่าน 1946

.........
 
Shocked ดื่มน้ำเย็น&อาการปวดหลัง# ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มน้ำเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้?
หมอ ได้พบผู้ป่วยที่มี อาการแขนขาอ่อนแรง หรือ ที่เรียกกันว่าโรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรม
การดื่มน้ำเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็น
เป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และ ต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น?


มีคำแนะนำดีๆ สำหรับการป้องกันโรคหัวใจ
คือให้ทานวิตามิน B 1, 6, 12 
และ B 9 เพียง 2 อย่างนี้ อย่างละเม็ดก่อนนอน…. คุณหมอรับประกันว่า จะไม่เป็นโรคหัวใจเลย
สำหรับเรื่องคอเลสเตอรอลสูง และไตรกลีเซอไรด์สูงนั้น คุณหมอยืนยันว่า เป็นเรื่องทางธุรกิจการแพทย์ และเรื่องผลประโยชน์ทางการค้าที่มหาศาล โดยกำหนดให้คนปกติ มีระดับคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200 และไตรกลีเซอไรด์ไม่เกิน 150 ซึ่งยาที่ให้ทานหากคอเลสเตอรอลสูงกว่าเกณฑ์นั้น มีผลเสียต่อร่างกายอย่างมาก… ไขมันไม่ได้ถูกขับออกจากร่างกาย แต่จะย้ายไขมัน ไปไว้ที่ตับแทน และยังเป็นสาเหตุสำคัญของ
โรคหัวใจ… กับผู้ที่ทานยาลดคอเลสเตอรอล ในที่สุดก็เป็นโรคหัวใจ
กันเป็นแถวๆ
คุณหมอบอกว่า จากการวิจัยที่บอสตัน 
30 ปีที่แล้ว ยังคงเป็นจริงคือ คนเราจะมีคอเลสเตอรอลและ
ไตรกลีเซอไรด์ ได้มากเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับไขมันตัวดี ที่เรียกว่า HDL หากเรามี HDL สูง แม้ว่า คอเลสเตอรอลสูงและ
ไตรกลีเซอไรด์สูง เราก็ปลอดภัย ไม่ต้องทานยา วิธีดูระดับปลอดภัยให้คำนวณดังนี้
คอเลสเตอรอล: ให้เอา ค่าคอเลสเตอรอลตั้ง หารด้วยค่า HDL หากได้ผลลัพท์ไม่เกิน 4 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องทานยา แม้ว่า คอเลสเตอรอลจะสูงถึง 300 ก็ตาม
ไตรกลีเซอไรด์: ให้เอา ค่าไตรกลีเซอไรด์ตั้ง หารด้วยค่า HDL หากได้ผลลัพท์ไม่เกิน 3 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่ต้องทานยา แม้ว่า ไตรกลีเซอไรด์จะสูงเกิน 150 ก็ตาม
ทั้งคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ ล้วนมีประโยชน์ต่อร่างกาย
อย่างมากมาย  
(ลุงหมอพ่อมดขาว)
 
การทำเมมโมแกรม เป็นอันตราย เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านม ที่เราไม่รู้กันเลย… ว่าการบีบอย่างแรง สมทบด้วยรังสี...… ตอนนี้อัตราการเป็นมะเร็งเต้านม
ของเมืองไทย พุ่งสูงติดอันดับของโลกแล้ว… คุณหมอบอกว่า ในต่างประเทศ เขาเลิกใช้เครื่องเมมโมแกรม กันนานแล้ว...(ลุงหมอพ่อมดขาว)
 
มะรุม อาหารและยาวิเศษที่แสนมหัศจรรย์

มะรุมไม้กลางบ้านของไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมาเป็นเวลานานนอกจากจะ รับประทานอร่อยแล้ว ชาวอินเดียยังได้ทำการทดลองและเชื่อว่ามีคุณสมบัติในการรักษาโรคต่างๆได้ถึง 300 ชนิด 

องค์การสหประชาชาติได้ให้การสนับสนุนในการค้นคว้าและวิจัย อย่างกว้างขวางโดยเฉพาะในการรักษาโรคขาดอาหารและอาการตาบอดซึ่งเกิดขึ้นใน เด็กแรกเกิดจนถึงวัยเจริญเดิบโตในประเทศด้อยพัฒนาเช่นกลุ่มประเทศในอาฟริกา ตอนใต้และประเทศอินเดีย 
กลุ่มองค์การกุศลมากมายได้หันมาให้ความสนใจอย่างจริงจังกับพันธุ์ไม้ชนิดนี้ รวมทั้งประเทศไทยกลุ่มนิสิตแพทย์จำนวน25ท่านจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ ทำการทดลองวิจัยในการที่จะนำมารักษาผู้ป่วยด้วย

โรคงูสวัสดิ์แม้แต่กลุ่มประเทศอื่นๆเช่นอังกฤษ,เยอรมัน,รัสเซีย,ญี่ปุ่น, จีน,ก็หันมาให้ความสนใจและทำการค้นคว้าอย่างเร่งด่วนโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือ ผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคเอดส์ และอีกมากมาย

ประโยชน์คร่าวๆ จากวารสารค้นคว้าที่พอจะอ้างอิงได้มีดังต่อไปนี้คือ

1.ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิด ถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ และตาบอด ได้เป็นอย่างดี

2.ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ ทำให้สามารถลดการใช้ยาลงโดยความเห็นชอบและการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้ รักษาด้วย

3.รักษาโรคความดันโลหิตสูง

4.ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายถ้าแม้ทานผลิตผลจากมะรุมใน ระหว่างตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อHIV นอกจากนี้ยังช่วยให้คนทั่วๆไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองถ้ารับ ประทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง

5.ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ให้อยู่ในภาวะควบคุมได้และสามารถมีชิวิตอยู่อย่าง คนทั่วไปได้ในสังคมการรักษาโรคเอดส์ที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศอาฟริกา แม้แต่ในสหรัฐอเมริกาก็กำลังอยู่ในภาวะทดลอง

6.ถ้ารับประทานสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็งแต่ถ้าหากเป็นก็จะ ช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์ แผนปัจจุบันหากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง

7.ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊า โรคกระดูกอักเสบ โรคมะเร็งในกระดูก โรครูมาติซั่ม

8.รักษา โรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดตามัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ เป็นต้นถ้ารับประทานสม่ำเสมอ จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ

9.รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง โรคพยาธิในลำไส้ เป็นต้น

10.รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ และโรคปอดอักเสบ

นอกจากนี้ต้นมะรุมยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายซึ่งไม่สามารถที่จะนำมาอ้างอิง ได้หมดในที่นี้ หากสนใจท่านสามารถหาอ่านได้จากเอกสารอ้างอิงกำกับท้ายเอกสารฉบับนี้

คุณค่าสารอาหารในมะรุม

วิธีใช้ เมนูอาหาร มะรุม

•ใบสด ควรรับประทานใบสดที่ไม่แก่หรืออ่อนจนเกินไปนัก เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ 
◦เด็ก แรกเกิด -1 ปี คั้นน้ำจากใบเพียง 1 หยด ผสมกับนมให้ดื่มเพียง 1 หยด ต่อ 1-2 วัน ใบมะรุมนี้มีธาตุเหล็กสูงมาก ฉะนั้นทารกในวัยเจริญเติบโต – 2 ขวบ จึงไม่ควรทานมาก
◦เด็กที่เริ่มทานอาหารได้ถึง 3-4 ขวบ ควรทานวันละไม่เกิน 2 ใบ เพิ่มจำนวนขึ้นทีละใบตามอายุ จนถึง 10 ขวบ
◦เด็ก วัยรุ่นและผู้ใหญ่ รับประทานวันละ 1 กิ่ง จะทานสดหรือประกอบอาหารก็ได้ ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็ว ควรคั้นน้ำดื่มประมาณวันละ 1 ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ หรือ 1 ช้อนชาสำหรับเด็ก
◦การรับประทานสุกควรลวกแต่พอควรเพราะการถูกความร้อนนานเกินไปจะทำให้สารอาหาร หลายชนิดเสื่อมคุณภาพลงไปมาก ถ้าสามารถรับประทานสดได้จะดีมาก ใช้ทำสลัดรวมกับผักสด หรือวางบนแซนวิช สลัดสดใบมะรุม

•ผล รับประทานได้ทั้งฝักอ่อนและฝักแก่พอสมควรฝักแก่จะใช้ลำบากเพราะต้องปอกเปลือกเช่นใช้แกงส้มหรือขูดเอาแต่เนื้อใน มาทำแกงกะหรี่ ฝักอ่อนขนาดถั่วฝักยาวสามารถนำมาทำอาหารได้มากมายหลายชนิด อาทิ เช่น 
◦แกงส้มฝักมะรุม
◦ฝักมะรุมอ่อนผัดน้ำมันหอย
◦ยำฝักมะรุมอ่อน (เหมือนยำถั่วพลู)

•ฝัก 
◦ผักรวม ทอดมันปลากับฝักมะรุมอ่อน
◦แกงเลียงฝักมะรุมอ่อนและใบมะรุม
◦แกงเผ็ดฝักมะรุมอ่อน
◦ไข่ยัดไส้ใบมะรุมหมูสับ
◦ดอกมะรุมชุบไข่ทอด
◦ผัดพริกขิงฝักมะรุมอ่อน ผัดจืดฝักมะรุมอ่อนใส่ไข่และกุ้ง
◦ผัดเผ็ดฝักมะรุมอ่อนยอดพริกไทยกับไก่
◦ฝักมะรุมอ่อนผัดขี้เมา
◦ไก่อบฝักมะรุมอ่อน ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อนจิ้มน้ำพริก
◦ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดสดต่างๆ
◦ผัดฝักมะรุมอ่อนกับเห็ดหูหนูจีน
◦แกงเขียวหวานหรือแกงแดงฝักมะรุมอ่อน (จะใส่เนื้อ หรือไก่ก็ได้ตามแต่ชอบ)

•ใบ 
◦ต้มจืดหมูสับใบมะรุมอ่อน
◦ราดหน้าฝักและใบมะรุมอ่อนไก่/หมู
◦แกงจืดใบมะรุมอ่อนเต้าหู้
◦แกงจืดวุ้นเส้นใบมะรุมอ่อนใส่เห็ดสด

•ยอด ดอก และฝักมะรุมอ่อน ชุบแป้งเทมปุระทอด เหล่านี้เป็นต้น

•เมล็ด สามารถนำเมล็ดมะรุมมาสกัดน้ำมันเพื่อ ใช้ประโยชน์ได้มากมายเช่นใช้ทำอาหารได้ รักษาโรคปวดตามข้อ โรคเก๊า รักษาโรครูมาติซั่ม และรักษาโรคผิวหนัง แก้ผิวแห้ง ใช้แทนยารักษาผิวให้ชุ่มชื้น รักษาโรคอันเกิดจากเชื้อรา

•เปลือกจากลำ ต้น นำมาสับให้เป็นชิ้นเล็กๆใส่ผ้าห่อทำเป็นลูกประคบนึ่งให้ร้อนนำมาใช้ประคบ แก้โรคปวดหลัง ปวดตามข้อได้เป็นอย่างดี * ร้านขายยาจีนนำมาใช้เข้าเครื่องยาจีนรักษาโรคหลายประเภท*

•กากของเมล็ด กากที่เหลือจากการทำน้ำมันสามารถนำมาใช้ในการกรองหรือทำน้ำให้บริสุทธิ์เป็นน้ำ ดื่มได้กากของเมล็ดมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพสูงเป็นอย่าง ยิ่ง จากนั้นนำมาทำปุ๋ยต่อได้

•ดอก ใช้ต้มทำน้ำชาใช้ดื่มช่วยให้นอนหลับสบาย

•ใบตากแห้ง สามารถนำใบมาตากแห้งโดยการตากในที่ร่มอย่าให้โดนแดดเมื่อแห้งสนิทดีแล้วนำมา ป่นเป็นผงบรรจุในหลอดแคปซูลเพื่อสะดวกแก่การพกพาในกรณีที่เดินทางและหาใบสด ไม่ได้ใช้ทำเป็นน้ำชาไว้ดื่มได้ตลอดวันแต่ใบแห้งจะขาดไวตามินซีและไวตามินบี ตลอลีนและแร่ธาตุบางจำพวกที่สูญหายในระหว่างการทำให้แห้งควรเก็บผงมะรุมไว้ ในที่มืดเช่นขวดพลาสติกชนิดทึบเพื่อกันการเสื่อมคุณภาพแต่คุณสมบัติอื่นๆ ยังคงเดิมเนื่องจากมะรุมเป็นพืชสมุนไพรกลางบ้านดังนั้นการให้ผลย่อมช้ากว่ายาแผนสมัยใหม่การที่จะใช้ให้ได้ผลอย่างจริงจังต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า3เดือน และต้องใช้ติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอจะให้ผลเป็นที่น่าพอใจร่างกายจะแข็ง แรงอยู่เสมอคนธรรมดาที่ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคก็สามารถใช้ได้เพื่อป้องกัน ตัวเองจากการติดเชื้อต่างๆ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายเป็นอย่างดียิ่ง

วิธีแก้ท้องผูกตามธรรมชาติ

อาหารต่อไปนี้เพื่อช่วยให้คุณๆหมดกังวลเรื่องท้องผูกได

- มะขามเปรี้ยว
นำมะขามเปรี้ยวประมาณ 5-10 ฝักมาต้มจนนุ่ม กรองน้ำแล้วผสมเกลือเล็กน้อย ดื่มก่อนนอน เนื้อในของมะขามจะมีรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะได้เป็นอย่างดีและยังช่วยลดความร้อนในร่างกายด้วย

- น้ำลูกพรุน 
เป็นยาระบายอ่อนๆ เปี่ยมด้วยวิตามิน ดื่มประมาณ 1/2 ถ้วยก่อนนอน

- เมล็ดแมงลัก
เมล็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำอุ่นประมาณ 1 แก้ว พักไว้ประมาณ 30 นาทีจนพองเต็มที่ ผสมน้ำเพิ่มแล้วดื่ม หรือจะดื่มกับน้ำหวานก็ได้ เมล็ดแมงลักมีเมือกขาวทำให้อุจจาระไม่เกาะลำไส้ ถ้ายสะดวกและช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบๆลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้เกิดอาการปวดท้องหนัก

- รำข้าว
ชงรำข้าว 1-2 ช้อนโต๊ะ กับน้ำร้อน ดื่มพร้อมอาหารเย็น (ควรดื่มน้ำมากขึ้น) จะช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้อุจจาระนุ่มและถ่ายคล่องขึ้น และยังมีวิตามินบีและอีด้วย

แล้วยาระบาย....ล่ะ!!
ยาระบายไม่ควรกินเป็นประจำจนติดเป็นนิสัย เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำโพแทสเซียมในเลือดต่ำ นอกจากนี้ยังไปกระตุ้น
การบีบตัวของลำไส้ทำให้ดูดซึมอาหารได้น้อยลง และอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและหญิงวัยหมดประจำเดือน 

น้ำอัดลม กับนิ่วในไต

ใกล้หน้าร้อนเข้ามาแล้ว อากาศร้อน เห็นหลาย ๆ คนเลือกดื่มเครื่องดื่มเย็น ๆ อย่างเช่น

'น้ำอัดลม' กันเยอะมาก เลยอยากแนะนำให้รู้จักกับโรคนี้........

'นิ่วในไต' จากการทานน้ำดำ เพราะในน้ำดำมีคาเฟอีนสูง 

'คาเฟอีน' มีผลต่อการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มขึ้น ทำให้ตกตะกอนเป็นนิ่ว

และทำให้มีโอกาสสูญเสียแคลเซียมจากร่างกาย และผลจากฟอสเฟตสูงในน้ำอัดลม ทำให้ระดับแคลเซียมในร่างกายต่ำลง 

นอกจากจะเป็นนิ่วแล้ว ยังกระดูกพรุน กระดูกเปราะด้วย
และถ้าคนกลุ่มนี้โชคร้าย เป็นมะเร็ง เวลารักษาคีโมก็จะยิ่งทำลายมวลกระดูก มะเร็งจะลามไปที่กระดูกได้ง่าย เจ็บปวดทรมานมาก ๆ 

ไม่ใช่น้ำดำอย่างเดียวที่มีคาเฟอีนสูง ยังมีกาแฟสด กาแฟดำ ที่มีคาเฟอีนไม่แพ้น้ำอัดลม ผลที่ได้ก็จะคล้าย ๆ กัน 

เปลี่ยนมาดื่มน้ำเปล่า หรือเครื่องดื่มสมุนไพรแบบไม่ใส่น้ำตาลดีกว่า เพื่อสุขภาพ และลดความเสี่ยงของการก่อโรคอีกหลายโรคเลยนะ
รวมกินเพื่อสุขภาพ 


1.กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้ จริงหรือ

เฉลย
ไม่จริง แต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา ทำให้อาการเมาหายไปได้


2.เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง จริงหรือ

เฉลย
จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้


3.มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ จริงหรือ


เฉลย
จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่า โรคนอนหลับ ได้อีกด้วย


4.ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ จริงหรือ
เฉลย
ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น เพราะนมร้อนจะส่งเสริมให้สมองหลั่งสาร


5.การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ จริงหรือ

เฉลย
ไม่จริง แต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัด เป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้อง และท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง


6.การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้น จริงหรือ

เฉลย
จริง เพราะในเนยมี กรดอมิโน ที่มีชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้


7.กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย


8.การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง เพราะ โกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อ เวกัสเนอร์ฟ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไอ ทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล


9.การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้ จริงหรือ
เฉลย
จริง เพราะ การที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้ และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย


10.การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ จริงหรือ

เฉลย
จริง เพราะ เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้น สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง สมองจึงค่อยๆ เสื่อม

เข้าหน้าฝนกันแล้ว ถึงจะ 'ยึดอก..พกร่ม' กันทุกวัน แต่ก็คงหลีกเลี่ยงอาการหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหลไม่พ้นอยู่ดี ไม่มากก็น้อย 

เพราะฉะนั้น ใครอยากมีคุ้มคุ้มกันดี มีสุขภาพแข็งแรง ปลอดภัยจากอาการหวัด คัดจมูกโดยไม่ต้องพึ่งพายาขมๆ ก็ต้องเตรียมสุขภาพให้ดี ด้วยการใช้ 'อาหารเป็นยา' กันค่ะ 

และเมนูสู้หวัดเด็ดสุดๆที่เราขอนำเสนอก็คือ...

เมี่ยงคำ!!! ด้วยสมุนไพรฤทธิ์ร้อนหลากหลายชนิดที่เป็นส่วนผสม จึงเป็นยาต้านหวัดขนานเอก ที่ไม่ควรพลาดสำหรับฤดูฝนเลยละค่ะ 

ถ้างั้น..เย็นวันศุกร์นี้ หันหลังให้ปาร์ตี้จังค์ฟู้ด มาอร่อยเด็ดแบบสุขภาพดีกับเมี่ยงคำกันดีมั้ยคะ ว่าแล้ว…จัดเครื่องปรุงเลย!!!

เครื่องเมี่ยง : ประกอบด้วย

-มะพร้าวหั่นชิ้นเล็กๆ คั่ว 
-กุ้งแห้งตัวเล็ก (ชนิดจืด) 
-ถั่วลิสงคั่ว 
-หอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ 
-ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ 
-มะนาวหั่นทั้งเปลือกสี่เหลี่ยมเล็กๆ 
-พริกขี้หนูหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 
-ใบชะพลู หรือใบทองหลาง

น้ำเมี่ยง : ประกอบด้วย

-กุ้งแห้งโขลกละเอียด 1/2 ถ้วย (100 กรัม)
-มะพร้าวขูดคั่วให้เหลือง 1/2 ถ้วย (300 กรัม)
-ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
-ตะไคร้หั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)
-หอมแดงซอย 1/4 ถ้วย (25 กรัม)
-น้ำตาลปีบ 1 ถ้วย (240 กรัม)
-กะปิเผา 2 ช้อนชา (15 กรัม)
-น้ำปลา 1 ถ้วย (60 กรัม)

วิธีทำน้ำเมี่ยง 

โขลกข่า ตะไคร้ หอมแดง ให้ละเอียด ใส่กะปิ โขลกให้เข้ากัน ใส่น้ำปลา น้ำตาลลงในหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่เครื่องที่โขลกคนให้เข้ากัน เคี่ยวพอเหนียว ยกลงใส่กุ้งแห้ง มะพร้าวคั่ว ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียว ยกลง

วิธีการจัดรับประทาน

ให้จัดใบชะพลูหรือใบทองหลางใส่จาน วางเครื่องปรุงอย่างละน้อยลงบนใบชะพลู หรือใบทองหลางที่จัดเรียงไว้ แล้วตักน้ำเมี่ยงหยอดห่อเป็นคำๆ รับประทาน

สรรพคุณ

1. มะพร้าว รสมันหวาน บำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูก
2. ถั่วลิสง รสมัน บำรุงเส้นเอ็น บำรุงธาตุดิน
3. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
4. ขิง รสหวาน เผ็ดร้อน แก้จุกเสียด แก้เสมหะ บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียนอาเจียน
5. มะนาว เปลือกผล รสขม ช่วยขับลม น้ำมะนาวรสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
6. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
7. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
8. ใบทองหลาง ขับพยาธิไส้เดือน แก้ตาแดง ตาแฉะ ดับพิษ
9. ข่า รสเผ็ดปร่าและร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
10. ตะไคร้ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อ

ขอบคุณข้อมูลจากสถาบันการแพทย์แผนไทย


 

ทำไมเราควรดูแลเท้าให้ดี? 

เท้า เพื่่อนผู้ซื่อสัตย์ ผู้ปิดทองหลังพระให้เราทุกคน
ได้ยืนได้เดินได้วิ่ง ทำกิจกรรมต่างๆทั้งวัน ไม่เคยปริปากบ่น แม้เรา จะละเลยไม่เคยเหลียวแลเท่าที่ควร 

แต่ทราบไหมว่าหากเราเอาใจใส่ดูแลเท้บ้าง เท้าจะมอบขุมทรัพย์ใหญ่ คือ สุขภาพที่ดีและอายุยืนยาวแก่เรา

สุขภาพของเรา ขึ้นอยู่กับการไหลเวียนที่ดี ของกระแส
เลือดน้ำเหลือง และกระแสประสาท ร่างกายของเราเหมือนเครือ
ข่ายการไหลเวียน ที่ซับซ้อน และละเอียดอ่อน 

ทุกส่วนเชื่อมโยงประสานงานกัน เหมือนวงดนตรีวงหนึ่ง 
หากส่วนใด ทำงานไม่ประสานกัน จะเกิดเสียงเพลงที่ไพเราะ 
คือ สุขภาพร่างกาย และจิตใจที่ดีได้อย่างไร 

โดยเฉพาะเท้า เป็นช่องทางไหลเวียนขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับร่างกาย โอกาสที่จะอุดตันจากของเสียต่างๆ จึงเกิดได้ง่ายหากไม่ขยับขยายช่องทางที่อุดตัน 

ก็จะส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ เป็นลำดับต่อเนื่องกันไป 
จนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ธรรมชาติให้เราเดินเท้าเปล่าสัมผัส
พื้นดิน ซึ่งการเดินบนทาง ที่มีกรวดหินกิ่งไม้ใบไม้

จะช่วยกดนวดขยับขยายช่องทางไหลเวียนโดยอัตโนมัติ 
แต่ชีวิตคน ยุคนี้ เราเดินอยู่บน รองเท้า หรือ พื้นอาคารเรียบๆ
และไม่ได้สัมผัสพื้นดินเลย 

หากโชคดีเป็นคนดูแลสุขภาพ ไปรับการบีบนวด เพื่อขยับ
ขยายช่องทางไหลเวียนในเท้าได้บ่อยๆ สุขภาพก็ดีกว่าคนที่ไม่ได้ บีบนวดบ้าง แต่จะมีสักกี่คนโชคดีแบบนั้น และมีสักกี่คนที่พูดได้
เต็มปากว่า “ฉันสุขภาพดี”

@แช่เท้าในน้ำอุ่นช่วยได้อย่างไร?

น้ำอุ่นๆจะช่วยให้ช่องทางต่างๆขยายตัว ของเสียที่อุดตัน
ช่องทางอยู่จึงมีโอกาสหลุดออก ทำให้ช่องทางไหลเวียนสะอาด
โล่งขึ้นทุกครั้งที่แช่เท้าในน้ำอุ่นๆ 

ยิ่งหากบีบนวดไปด้วย ก็ยิ่งทำให้เท้า กลับมาเป็นช่องทาง
ไหลเวียน ที่ดีขึ้นโดยเร็ว เราก็มีสุขภาพ ดีขึ้นโดยเร็วได้

@แช่เมื่อไหร่ดี?

แนะนำให้แช่เท้าในน้ำอุ่น สัก 5-10นาที ก่อนนอนทุกคืน 
คุณจะหลับสบาย หลับลึก และไม่ต้องใช้วิธีนับแกะ หรือ ยาเคมี
ที่มีผลข้างเคียงต่อสุขภาพคุณในระยะยาว 

แช่เท้าเสร็จแล้วไม่ควรทำกิจกรรมอื่นใด เช่น ทำงาน
หรือดูทีวี ควรเข้านอนทันที ลงทุนแช่เท้าในน้ำอุ่น 5-10นาที 
แลกกับการหลับสบายหลับลึก 

@จำเป็นต้องบีบนวดหรือใส่เกลือไหม?

น้ำเกลือ ช่วยดูดซับ ประจุเสียจากร่างกายได้เทียบเท่า
กับการ ที่เราสัมผัสพื้นดินด้วยเท้าเปล่า แนะนำให้ทำสัปดาห์
ละ1-2 ครั้ง ใส่เกลือ 1-2 ช้อนชาต่อน้ำแช่เท้า 1 กะละมัง 

ก็เพียงพอการบีบนวดช่วยให้ของเสียอุดตันหลุดง่ายขึ้น
เหมือนขุดลอกคูคลองให้น้ำไหลสะดวกขึ้น แต่หากบีบนวดไม่
สะดวกเพราะติดว่าคุณอ้วนหรือเอวตึงขาตึงก็ขอให้แช่เท้า
ในน้ำอุ่นจัดสักหน่อย

@แนวบีบนวด จะเป็นดังนี้

1. สันด้านข้างเท้าด้านในเป็นแนวกระดูกสันหลัง บีบนวดไล่จากสันเท้าขึ้นไปถึงนิ้วหัวแม่เท้า เทียบเท่าการดูแล
กระดูกสันหลังจากก้นกบขึ้นไปถึงศีรษะ จะช่วยให้ทุกๆ ระบบซึ่งเชื่อมต่อกับกระดูกสันหลังทำงานดี

2. จับนิ้วเท้าแต่ละนิ้ว โยกซ้าย-ขวา-ขึ้น-ลง-หมุนๆไป-หมุนๆกลับ เทียบเท่ากับหมุนคอช่วยให้ส่งเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น

3. งอนิ้วล้วงจากโคนนิ้วเท้าขึ้นมาปลายนิ้วทุกนิ้ว เทียบเท่า
กับการนวดคอและท้ายทอย ทำให้เลือดไปเลี้ยงจมูก ตา หู มากขึ้น

4. นวดหลังเท้าและข้อเท้า เทียบเท่ากับนวดกล้ามเนื้อ, เส้นเอ็น, ต่อมน้ำเหลืองของร่างกายด้านหน้าและเอว

5. นวดฝ่าเท้า ส่วนที่ชิดโคนนิ้วเท้า เท่ากับนวดบ่า ส่วนกลางเท้า 
คือ ระบบอวัยวะภายในช่องอก ช่องท้องช่วยให้การย่อยอาหาร
และขับถ่ายดีขึ้น

6. นวดข้างเท้าด้านนอก เทียบเท่ากับนวดแขนขา นวดใต้ตาตุ่ม
ช่วยให้ข้อ สะโพกสบายขึ้น

7. นวดบริเวณด้านข้างของส้นเท้า ทั้งด้านนอกและด้านใน ช่วย
ปรับสมดุลฮอร์โมนทั้งเพศชายและเพศหญิง สำหรับผู้ที่เข้าวัยทอง

หวังว่าคุณจะได้พบกับสุขภาพที่ดี จากการแช่เท้าในน้ำอุ่น
ก่อนนอนทุกคืน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี อายุยืนนาน...


 

 
5 สิ่งที่ทำอยู่แทบทุกวัน แต่ทำร้ายเท้าเราอย่างไม่น่าเชื่อ!

อะไรเอ่ย รับภาระน้ำหนักที่สุดในร่างกาย? .. คำตอบก็คือ 'เท้า' ของเรายังไงล่ะคะ เพราะมันรับน้ำหนักของเราไว้ทั้งหมด แถมยังพาเราไปไหนมาไหนทั้งใกล้และไกลอยู่เสมอ แต่อาจเพราะเป็นอวัยวะที่อยู่ต่ำเตี้ยที่สุดของร่างกาย จึงไม่ค่อยได้รับความเอาใจใส่เท่าไหร่ ไม่ดูแลเฉย ๆ ยังพอว่า แต่หลายคนยังทำร้ายมันทางอ้อมด้วย รู้ไหมคะว่าที่จริงแล้วเราหลาย ๆ คนกำลังทำร้ายเท้าของตัวเองอยู่แทบทุกวัน แม้จะไม่รุนแรงหนักหนาสาหัสแบบเห็นผลทันตา แต่ก็สามารถส่งผลเสียได้ในระยะยาว .. และเมื่อมันออกอาการขึ้นมา คุณก็อาจไม่รู้ได้เลยว่าสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่เพราะทำร้ายมันลงไปอย่างไม่รู้ตัวจนเคยชินแล้วนั่นเอง และนี่คือ 5 พฤติกรรมที่เราทำกันบ่อย ๆ แต่ไม่รู้เลยว่าสามารถทำร้ายเท้าของเราได้ค่ะ 

1. เดินเท้าเปล่าบนพื้นแข็ง 

โดยธรรมชาติแล้ว เท้าของคนเราถูกออกแบบมาให้เดินบนพื้นที่เรียบและอ่อนนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น พื้นดิน ขณะที่ย่ำย่างแต่ละก้าวลงไป พื้นที่มีลักษณะยืดหยุ่นหรือยวบได้จะยุบลงเป็นรอยเท้า ซึ่งซัพพอร์ตกับการลงน้ำหนักของเท้าอย่างเป็นธรรมชาติ ต่างจากพื้นแข็ง ๆ อย่างพื้นกระเบื้อง ซีเมนต์ หรือแม้แต่พื้นในบ้าน ที่แบนและกระด้างไม่ยืดหยุ่น การเดินเท้าเปล่าเพียง 5,000-10,000 ก้าวต่อวัน ก็มากพอที่จะทำให้คุณเกิดอาการปวดเท้าได้แล้ว เพราะความแข็งของพื้นทำให้น้ำหนักถ่ายเทลงไปอย่างผิดลักษณะ เกิดเป็นอาการปวดส้นเท้า ฝ่าเท้า หรือแม้กระทั่งปวดเข่าตามมาได้

2. ใส่รองเท้าส้นแบนหรือรองเท้าแตะนิ่ม ๆ 

เคยได้ยินแต่รองเท้าแตะพื้นบาง ๆ แข็ง ๆ จะเสี่ยงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของเท้าได้ง่าย แต่รู้หรือไม่คะว่ารองเท้าส้นเตี้ยหรือรองเท้าแตะพื้นนิ่ม ๆ ใส่สบายก็มีผลเสียได้เช่นกัน เมื่อใส่ไปนาน ๆ เข้า ความสบายจะกลายเป็นความปวดเมื่อยจนอาจถึงขั้นอักเสบขึ้นมาแทน 

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ รองเท้าที่มีพื้นรองเท้านุ่มนิ่มทำให้แนวโน้มที่จะย่างเดินโดยมีลักษณะเท้าบิดเข้าด้านใน (Over Pronation) มีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะการเดินที่ทำให้เท้านิ้วโป้งและบริเวณที่ไล่ลงมารับน้ำหนักมากกว่าส่วนอื่น ๆ การเดินลักษณะเช่นนี้จึงเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บมาก ไม่ว่าจะเป็นปวดส้นเท้า เอ็นส้นเท้าอักเสบ เอ็นร้อยหวายอักเสบ ปวดแข้ง ปวดเข่า ลามไปจนถึงปวดเอวและหลังช่วงล่าง เพราะนั้นหากจะเลือกรองเท้าส้นแบนหรือรองเท้าแตะไว้ใส่เดินให้สบายสักคู่ก็ต้องใส่ใจกับจุดนี้ด้วยนะคะ

3. เดินผิดวิธีจนน่องโต 

น่องโต .. จริง ๆ แล้วอาการนี้น่าจะเกิดขึ้นกับคนที่ออกกำลังกายหนัก ๆ จนไขมันที่ขาหายไปและเห็นก้อนกล้ามเนื้อได้ชัดเจน แต่ที่จริงผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักตัวเกินก็ประสบปัญหาน่องโตได้เช่นเดียวกัน นั่นเป็นเพราะท่วงท่าการเดินที่ไม่ถูกลักษณะ ทำให้กล้ามเนื้อที่น่องทำงานหนักเกินไป ลองปรับเปลี่ยนการเดินดูใหม่ โดยแต่ละครั้งที่ขึ้นบันได แทนที่จะก้าวพรวด ๆ ให้ถึงด้านบนเร็ว ๆ ให้หยุดทุกขั้นที่ก้าว แล้วเหยียดขาให้น่องทั้งสองข้างตึงก่อนจะก้าวขึ้นขั้นต่อไป

4. แอคทีฟกับการออกกำลังกายมากเกินไป 

การออกกำลังกายนั้นดีต่อสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ก็ต้องเป็นไปอย่างถูกวิธีด้วย การวิ่งอย่างเร็วโดยไม่ได้วอร์มจากการเดินช้า ๆ มาก่อน หรือการเพิ่มสปีดขึ้นอย่างกะทันหัน ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บได้ นอกจากจะต้องให้ความสำคัญในการวอร์มอัพแล้ว ยังต้องเลือกรองเท้าที่เข้ารูปและซัพพอร์ตเท้าได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

5. ปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้น้ำหนักเกิน .. แม้จะแค่นิดเดียวก็ตาม 

จากการวิจัยพบว่า การที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ส่งผลต่อสุขภาพเท้าได้ไม่น้อย เพราะนั่นหมายความว่าเท้าทั้งสองข้างจะต้องแบกรับภาระมากกว่าเดิม น้ำหนักที่กดลงที่เท้าทั้งสองข้างก็มากขึ้นกว่าเดิมทำให้ปวดเท้าง่าย หากปล่อยทิ้งไว้นานเข้าก็นำไปสู่โรคเอ็นร้อยหวายอักเสบ หรือโรคข้อเสื่อมได้ทีเดียวค่ะ และหากผู้ที่มีน้ำหนักเกินต้องการจะออกกำลังกาย ก็ควรเลือกประเภทการออกกำลังที่ไม่ทำให้เกิดการกระทบกระแทก หรือเท้าต้องแบกรับน้ำหนักมากนัก อย่างเช่น การว่ายน้ำ แอโรบิคในน้ำ โยคะ เป็นต้น 


ตลอดชีวิตเรามีเท้าได้เพียงแค่คู่เดียว เพราะฉะนั้นก็ทะนุถนอมเขาหน่อยนะคะ ยิ่งถ้ารู้ว่าอาจทำร้ายเท้าตัวเองทางอ้อมอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ยิ่งต้องระวังมากขึ้น จะได้มีเท้าคู่ที่แข็งแรงพาเราเดินไปเที่ยวไหนต่อไหนได้อีกนาน ๆ เนอะ ^^




เรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับอาหารประเภทของทอด

ฟันธงเลยว่าร้อยทั้งร้อยคนส่วน ใหญ่ต้องโปรดปรานอาหารประเภทของทอดอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น เฟร้นช์ฟราย ไก่ทอด หมูทอด รวมทั้งของขบเคี้ยวอื่น ๆ อีกมาก เพราะนอกจากจะให้ความอร่อยและกินได้เพลิน ๆ แล้ว ยังทานแกล้มกับเครื่องดื่มแอลกฮอล์ได้ลงตัวเอามาก ๆ จนหลายครั้งอาจลืมไปว่าของทอดเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณด้วย ส่วนจะมีเรื่องราวน่าสนใจอะไรยังไงบ้าง งั้นเราไปดูพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าครับ

ปริมาณแคลอรี่มหาศาลที่มาพร้อมกับความน่ารับประทาน

ในเมื่อเป็นอาหารประเภทที่ต้องทอด สิ่งที่จำเป็นจะต้องใช้ในการประกอบอาหารคือ น้ำมัน นั่นเอง ซึ่งแน่นอนล่ะว่าเมื่อนำวัตถุดิบลงทอดในน้ำมันเพื่อปรุงอาหารให้สุก สิ่งที่ตามมาโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้คือ ปริมาณแคลอรี่ที่สูงปรี๊ด และถึงแม้ว่าแคลอรี่จะถือเป็นส่วนหนึ่งที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่หากรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปก็ส่งผลให้น้ำหนักตัวคุณเพิ่มขึ้น ฮวบฮาบได้น่ะสิ เมื่อเทียบกับการประกอบอาหารด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น อบ นึ่ง ย่าง เป็นต้น 

คอเลสเตอรอลสูง

หากคุณเป็นอีกคนที่ไม่ยี่หระกับเรื่องของจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายได้รับในของทอด แต่ระวังให้ดี เพราะสิ่งที่น่ากังวลกว่าอาจไม่ใช่เรื่องของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คอเลสเตอรอลในร่างกายก็สูงขึ้นตามไปด้วย จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงในการเป็นโรคต่าง ๆ เช่น ปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ตลอดจนเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งเนื่องจากมีไขมันสะสมที่บริเวณ หลอดเลือดทำให้หลอดเลือดตีบเป็นต้น

เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

อาหารประเภทที่ต้องนำไปทอดต่างในกระทะที่น้ำมันร้อน ๆ แต่ละชนิด หากคุณเผลอไม่ทันระวังจนปล่อยให้อาหารไหม้ และยังฝืนรับประทานเข้าไปนั้น สิ่งที่ร่างกายได้รับเข้าไปนอกเหนือจากปริมาณแคลอรี่จำนวนมากแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งที่เรียกว่า เอคริลเอไมด์ (Acrylamide) อยู่ด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบใช้น้ำมันประกอบอาหารซ้ำกันหลายครั้ง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันซ้ำ ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง และเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองด้วย

ลองเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนล่าประกอบอาหาร

ในชีวิตจริงคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันทอดอาหารได้ 
แต่อย่างน้อยลองเปลี่ยนจากการใช้น้ำมันพืชธรรมดา ๆ ทั่วไป มาใช้น้ำมันมะกอกหรือน้ำมันคาโนล่าในการทำอาหารแทนสิ เพราะน้ำมันทั้งสองชนิดนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า แถมยังก่อให้เกิดควันน้อยกว่าด้วย คุณจะได้ไม่ต้องทำอาหารไป ยืนสำลักควันโขมงไปด้วย แม้ราคาของน้ำมันดังกล่าวอาจจะราคาสูงไปสักหน่อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง ดีกว่าต้องไปเสียค่าพยาบาลรักษาตัวทีหลัง จริงไหม?

ถึงแม้เรื่้องราวที่เรานำมาฝากในวันนี้ อาจจะดูเหมือนเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ที่ไม่สลักสำคัญอะไรกับชีวิตมากมายนัก แต่เราก็อยากให้ตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมาในอนาคตด้วยเช่นกัน เพราะในระยะยาวหากว่าคุณยังทานของทอดในปริมาณมาก โดยไม่ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอื่น ๆ เลย (หรือทานน้อยมาก) รวมทั้งไม่ออกกำลังกายด้วย รับรองว่าโรคภัยไข้เจ็บจะถามหา รวมทั้งโรคอ้วนที่หนุ่ม ๆ หลายคนเกลียดนักเกลียดหนาจะมาเยือนแน่นอน




 
แมงลักช่วยได้

ใครรู้บ้างว่าตัวเองแบกอุจจาระไปไหนต่อไหนกีกิโลกรัม?
หมอพรทิพย์เคยผ่าศพพบอุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ บางศพมีอุจจาระน้ำหนักถึง 10 กิโลกรัม มันตกค้างอยู่ได้อย่างไร

“อุจจาระตกค้าง ” อุจจาระตกค้าง เนื่องมาจาก
1. เคี้ยวอาหารไม...่ละเอียด
2.. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบ ทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า

หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้า ลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบน เวลาถ่าย จะถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอ มาจ่อปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึ หลัง 7 โมงเช้า

ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วง เวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุด แต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวาร ทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่า มันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น

ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอ ส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อย ๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่าง ๆ

ในกระเพาะและ กดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมาย เช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัว อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และ อื่น ๆ

“นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่า เวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจบางศพ มีน้ำหนักอุจจาระถึง 10 กิโล”

การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้

1. เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้ว ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน
เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวัน หรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ

2. นมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ 500 มิลลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือ ตามที่เห็นสมควร

3. ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบ ผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออกมา 

คราวนี้เรามาดูประโยชน์ของแมงลักกันบ้างค่ะ ว่าพืชพันธุ์ผลไม้ของไทย จะมีสรรพคุณดีๆอย่างไรกันบ้าง

ใครที่ชอบทาน 'แมงลัก'ทราบถึงประโยชน์หรือไม่ วันนี้มีเกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาฝากกัน...

'แมงลัก' เป็นผักสวนครัว ที่มีหน้าตาคล้ายกับกะเพราและโหระพา เป็นผักที่รู้จักกันดี เนื่องจากนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสด ๆ คู่กับขนมจีนน้ำยา เป็นต้น

ประโยชน์ของ ใบแมงลัก คือ ช่วยขับเหงื่อ ขับลมในลำไส้ แก้วิงเวียน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ หรือจะนำใบแมงลักมาต้มกับน้ำ ดื่มเป็นประจำก็จะช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือ โรคทางเดินอาหารได้ด้วย และใบแมงลักยังให้สารเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

ส่วนเม็ดแมงลักก็มีสรรพคุณ คือ มักจะถูกนำไปทำเป็นอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และยังมีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยให้ขับถ่ายสะดวก แถมยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจอีกด้วย

วิธีรับประทานก็ให้นำเมล็ดแมงลักประมาณ 2 ช้อนชา ผสมน้ำร้อน 1 แก้ว หรือจะชงกับน้ำผึ้งหรือน้ำสมุนไพรต่าง ๆ ก็ได้

ข้อควรระวัง จะต้องรอให้เม็ดแมงลักพองตัวเต็มที่เสียก่อนจึงค่อยกินไม่เช่นนั้น แทนที่จะช่วยระบาย ก็กลับจะทำให้ท้องผูกแทน

รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมหันมาทานแมงลักกัน เพื่อสุขภาพที่ดี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=848926
...........................................................................................................................

พึงระวัง สองสิ่งนี้..เมื่อจับคู่กันแล้วอันตรายกว่าที่คิด!!
1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อน ตัน เมื่อกินคู่กันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้ว

2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอีแต่บ้างก็ให้ เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอเพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้นซึ่งถ้า ได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะหรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีกจะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอด เลือดทำให้ตีบแข็งได้

4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟเพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไป หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยา พิษให้กับหัวใจและตับตัวเอง.

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลโคราชเมโมเเรียล
 
แนะกินข้าวให้ถูกวิธี...กินแบบไทยดีที่สุด

แม้ว่าในช่วงหลังมานี้ กระแสรักสุขภาพจะมาแรง จนทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจในการกินมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น คนจำนวนมากก็ยังกินไม่ถูกหลัก แม้กระทั่งอาหารหลักอย่าง 'ข้าว' ก็ยังกินกันไม่ถูกวิธี....

ผศ.รวีโรจน์ อนันตธนาชัย เจ้าของวิชาโภชนศาสตร์ครอบครัวและอาหารเพื่อสุขภาพ ประจำหลักสูตรคหกรรมศาสตร์ โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวว่า การกินที่ถูกหลัก คือ ต้องกินข้าวมาก กินข้าวมากกว่าผัก กินผักมากกว่าผลไม้ ข้าวกับผักต้องมากกว่าเนื้อสัตว์และไขมัน หากตีเป็นเปอร์เซ็นต์ พลังงานที่ควรจะได้รับจากคาร์โบไฮเดรตต้องมากที่สุด คือประมาณ 55-65% ของพลังงานทั้งหมด โปรตีน 10-15% และไขมันประมาณ 25-30%

จากคำกล่าวข้างต้น จะเห็นว่าแย้งกับความเชื่อของคนยุคใหม่ที่ว่า กินข้าวแต่น้อย กินกับเยอะ ๆ ซึ่งไม่ใช่วิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง โดยเฉพาะในหมู่สาว ๆ ที่ต้องการลดหุ่นให้เพรียวบาง ด้วยการลดปริมาณข้าว หรือกระทั่งถึงขนาดอดข้าวบางมื้อ โดยหารู้ไม่ว่า การอดข้าวลดความอ้วนนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัด และยังไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพเอาเสียเลย

'ถ้าเรากินข้าวน้อย กินแต่เนื้อ เพราะจะลดความอ้วน กินแต่โปรตีน กินเนื้อสัตว์ ไม่กินแป้งเลย เห็นดาราพูดในทีวีน่ะ อยากตีจังเลย... ผิดมาก... ข้าว ยังต้องกิน เพราะถือเป็นแหล่งพลังงานที่ไม่เกิดพิษภัย ไขมันก็ยังจำเป็นต้องกิน ถ้าเราไม่กินเลยเราก็จะขาดวิตามิน A D E K แป้งก็ต้องกิน แต่ต้องกินให้พอต่อการใช้ กินให้สมดุล' ผศ.รวีโรจน์ กล่าว



ผศ.รวีโรจน์ บอกว่า อาหารทุกอย่างล้วนเสี่ยงต่อความอ้วนด้วยกันทั้งนั้น หากกินไม่ถูกหลัก กินเนื้อสัตว์มากก็อ้วนได้ แถมยังก่อให้เกิดโรค สำหรับรูปร่างอย่างคนไทย ข้าวสามทัพพีเล็ก ๆ ต่อมื้อก็เพียงพอแล้ว เนื้อสัตว์ประมาณ 3 ช้อน หรือถ้าจะกินไข่ก็ไข่ 1 ฟอง แล้วก็ปลาทูอีกครั้งซีกได้ แต่อย่าลืมกินผักผลไม้ด้วย เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ แล้วยังมีกากใยอาหาร ช่วยดูดซับสารพิษ ของเสียในร่างกายอย่าเก็บไว้เกิน 1 วัน เพราะจะถูกดูดเข้ากระแสเลือด

ทั้งนี้ หากลองย้อนกลับไปดูวิถีการกินของคนเก่าคนแก่ จะพบว่า มีข้าวเป็นหลัก มีผักเป็นพื้น มีปลา มีน้ำพริก มาคอยเสริม ตบท้ายด้วย ผลไม้ใกล้เรือนทั้ง มะม่วง กล้วยน้ำว้า เพียงแค่นี้ ก็ทำให้อิ่มท้อง และได้สารอาหารครบถ้วน คนโบราณจึงไม่ขาดสารอาหาร หรือป่วยง่าย ผิดกับผู้คนยุคใหม่ ที่มักมีปัญหาสุขภาพ เพราะความเข้าใจผิด ๆ ในเรื่องการกิน อาทิเช่น กินแบบฮ่องเต้ กินแบบพิสดาร กินแบบบุฟเฟต์ โดยเฉพาะอย่างหลังนี้ เสียสตางค์แล้วยังเสียสุขภาพด้วย

'ที่บอกกินหัวละ 199 แล้วกินกันจนท้องกาง ความจริงไม่มีประโยชน์กลับเป็นโทษต่อร่างกาย ไปตักเนื้อมากองมหึมา ความจริงร่างกายต้องการเพียงแค่ 3 ช้อนเท่านั้น มื้อหนึ่งกินปลาทูตัวเดียวกับไข่ครึ่งฟองก็โอเคแล้ว ถ้าเป็นผู้ชายก็กินไข่ทั้งฟอง ปลาทูตัวหนึ่ง หมูอีกประมาณช้อนใหญ่ ๆ นอกนั้นก็กินผักกินข้าวเป็นหลัก ชีวิตเราจะอยู่ได้อย่างสุขสบายเลย' 

สำหรับการกินแบบถูกหลักโภชนาการในต่างประเทศ จะมีพีระมิดอาหาร ฐานล่างสุดกว้างสุดจะเป็นชั้นของข้าวกับธัญพืช สูงขึ้นมาเป็นผักเป็นผลไม้ เนื้อสัตว์จะอยู่ชั้นถัดไป แล้วจึงเป็นไขมัน ส่วนน้ำตาลจะอยู่ยอดบนยอดแหลมสุด ห้ามกินมาก เพราะถึงแม้น้ำตาลจะให้คาร์โบไฮเดรต แต่เป็นคาร์โบไฮเดรตที่กินเข้าไปแล้วเปลี่ยนเป็นคอเลสเตอรอล ทำให้อ้วน อย่างเช่นพวกน้ำอัดลม จึงไม่ควรกินมาก

อย่างไรก็ตาม ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป สังคมไทยกลายเป็นสังคมผู้บริโภค คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก คนผลิตไม่ได้ผลิตเพื่อกินเอง แต่ผลิตเพื่อจำหน่าย ผู้คนจึงบริโภค คาร์โบไฮเดรต หลากรูปแบบทั้งข้าว แป้ง ขนมปัง แต่แน่นอนว่า ข้าว ยังคงเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าวทั้งเมล็ด ธัญพืชทั้งเมล็ด จะมีประโยชน์ มีใยอาหาร มีวิตามิน และเกลือแร่



ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการกินข้าวกับผัก ปลา และผลไม้ ถือเป็นวิถีการกินของไทยมาตั้งแต่แบบโบราณ และยังคงดำเนินอยู่อย่างสอดคล้องกับวิถีชีวิต ที่สำคัญยังถูกหลักโภชนาการมากที่สุดอีกด้วย...หันมาบริโภคอย่างไทยกันนะคะ รับรองว่าจะสุขภาพดีกันถ้วนหน้า
 
สารพัดวิธีทอดไข่ให้ฟูน่ากิ

เทคนิคการทำ “ไข่เจียวธรรมดา” ให้ฟูแล้วไม่แฟ่บ แถมกรอบนอกนุ่มในแบบไม่พึ่งตัวช่วยใดๆ – - – - บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็นคำถามเกี่ยวกับการทำไข่เจียวให้อร่อยในห้องก้น ครัวเรียกว่าเป็นคำถามยอดฮิตเลยทีเดียวผมเองก็เป็นคนชอบกินไข่เจียวมาก เนื่องจากเป็นเมนูที่ทำให้อร่อยได้ง่าย ถ้ารู้จักเทคนิคเล็กๆน้อยครับซึ่งในกระทู้นี้เราจะว่ากันด้วยการทำ “ไข่เจียวธรรมดา” คือไม่ใส่เนื้อสัตว์หรือผักอะไรใดๆให้วุ่นวายให้เป็นไข่ เจียวที่ “ทำง่ายมาก และ อร่อย”ซึ่งผมนั้นเคยลองทำมาหมดแทบจะทุกวิธีแล้ว ไม่ว่าจะเป็น
- บีบมะนาว = ไข่ฟูตอนเจียว แล้วจะแฟ่บภายหลังจากตักขึ้นมา
- ใส่แป้ง,ผงฟู = ไข่ฟูแล้วไม่แฟ่บ ตั้งอยู่ได้จริง แต่เนื้อไข่เจียวจะด้านไปนิ
- น้ำมันมากๆ โรยไข่จากที่สูงแล้วคนๆตีๆในกระทะ = ไข่ฟูฟ่องเป็นสายๆ ค่อนข้างอมน้ำมันเวลากินจะไม่ค่อยได้เนื้อไข่เท่าไหร่ เพราะมันจะฟู
- แยกไข่แดง ไข่ขาวตีให้ตั้งยอด = ฟูจริง แต่เสียเวลาทำมาก มีข้อด้อยคือกำหนดรูปร่างไข่ได้ลำบากด้วย
- ฯลฯ

วิธีแรก

ตีไข่ให้ฟูก่อน 
แล้วตักน้ำมันอุ่น ๆ ในกะทะใส่ลงในชามไข่ 
(ไข่ 3 ฟอง/น้ำมัน 1 ตะหลิว) 
ตีต่อไปให้เข้ากัน 
รอจนน้ำมันในกะทะร้อนได้ที่ 
ก็นำไข่ที่ตีไว้ลงทอด 
ไข่ที่ได้จะนุ่มอร่อยไม่แข็งกระด้าง 
และหอมฟูน่ารับประทาน

วิธีที่สอง 
คล้าย ๆ กัน แตกต่างตรงปริมาณน้ำมันพืช

นำน้ำมันพืชในกระทะซัก 2 ช้อนโต๊ะ 
มาใส่ในไข่แล้วตีให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน 
รอให้กระทะร้อนจึงเอาไข่ที่ตีเทลงไป 
เพียงเท่านี้ก็จะได้ไข่เจียวที่ฟู๊ฟู 
แถมยังมีรสชาติที่หอมอร่อย 
ถูกใจทุกคนในบ้านอย่างแน่นอน 


วิธีที่สาม 
ส่วนวิธีนี้ เหมาะทำรับประทานหลาย ๆ คน

เริ่มแรก ต้องเตรียมไข่ไก่สด 4-5 ฟอง ขึ้นไป 
ปรุงรสตามใจชอบ
จากนั้นก็ตีให้เข้ากันจนฟู 
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน ต้องใช้นำมันเยอะหน่อย 
กรอกน้ำมัน บนผิวกระทะเล็กน้อย รอจนน้ำมันร้อนจัด 
แล้วจึงเทไข่ทั้งหมดลงในกระทะ ด้วยปริมาณไข่ที่มาก
จะสังเกตได้ว่า 
ไข่บริเวณขอบ และไข่ที่อยู่ด้านล่าง จะสุกก่อน 
ส่วนไข่ด้านบน จะยังเป็นน้ำไข่ดิบอยู่ 
รอสักครู่จนไข่ด้านล่าง เริ่มสุกพอประมาณ 
เอาตะหลิวเจาะตรงกลางไข่ให้เป็นรอยบาก 
จากนั้นแซะไข่จากด้านล่างยกขึ้น 
ให้น้ำไข่ดิบ ไหลจากช่องตรงกลาง ลงมาสัมผัสผิวกระทะ 
อาจแยกแซะฝั่งซ้าย 1 ครั้ง ฝั่งขวา 1 ครั้ง 

รอครู่หนึ่งจนน้ำไข่ที่ไหลลงไปเริ่มสุก 
ถ้ายังมีน้ำไข่ค้างอยู่อีกให้ทำอีก 
แต่ถ้าไม่มีแล้วก็ให้กลับไข่ 
(อันนี้ต้องใช้ฝีมือนิดนึง
ถ้าอยากให้ไข่เจียวดูเป็นแผ่นกลม 
แต่ถ้ายากเกินความสามารถ 
ก็แบ่งไข่กลับด้านทีละครั้งก็ได้) 

ถ้าเริ่มมีควันขึ้น กระทะอาจร้อนจัดเกินไป 
ให้ลดไฟลงเล็กน้อย จะสังเกตได้ว่าไข่จะดูฟูขึ้น ๆ 
พอสุกสีสวย 
ก็ตักขึ้นใส่จานเสริฟได้เลยะ 

วิธีที่สี่

ถ้าอยากให้ไข่ฟูน่าหม่ำ 
ก็ต้องหามะนาวบีบใส่ลงไปนิดนึงตอนที่ตีไข่ 
เท่านี้ไข่ก็จะฟูน่าหม่ำแล้ว 
แต่อย่าลืม ตอนทอดต้องให้น้ำมันร้อนจัดด้วย 
อย่าลืม ระวังไข่ไหม้ด้วย 

วิธีที่ห้า

ให้ใส่นมสดลงไปเล็กน้อย (ไม่ต้องเยอะ) 
แล้วตีให้ขึ้นฟู 
เวลาทอดไข่ก็จะนุ่มน่าหม่ำ 


วิธีที่หก

ใส่แป้งหรือผงฟูเป็นตัวช่วย
จะช่วยให้ไข่ฟูได้
แต่เนื้อไข่เจียวจะด้าน ๆ ไปสักนิด

วิธีที่เจ็ด

ใช้น้ำมันมาก ๆ 
แล้วโรยไข่จากที่สูง 
คน ๆ ตี ๆ ในกระทะ 
แต่จะค่อนข้างอมน้ำมัน

วิธีที่แปด

แยกไข่แดง ไข่ขาวตีให้ตั้งยอด 
แล้วค่อยทอด

วิธีที่เก้า

เป็นวิธีแปลกที่สุด
เป็นการใช้ 'หม้อ' ในการเจียวไข่
ซึ่งไม่ต้องกลัวรูปร่างไข่จะไม่สวย
และยังสามารถทำให้มันฟูและหนาได้ตามความต้องการ
โดยไม่ใช่ตัวช่วย หรือสารประกอบใด ๆ ทั้งสิ้น


เทคนิคที่ว่านั้นคือการใช้ “หม้อ” ในการเจียวไข่ นอกจากเราไม่ต้องกลัวรูปร่างไข่จะไม่สวยแล้ว เรายังสามารถทำ ให้มันฟูและหนาได้ตามความต้องการ โดยไม่ใช่ตัวช่วย หรือสารประกอบใดๆทั้งสิ้น (ตามปกติแล้ว การใส่หมูสับ หรือใส่แป้งลงไป จะทำให้ไข่หนาขึ้นมาได้มากขึ้น
แต่ว่าวันนี้เราต้องการเป็นเนื้อไข่ไก่ล้วนๆ) เครื่องมือ+เครื่องปรุงของผม วันนี้มีแค่ 3-4 อย่างเท่านั้น
- ไข่ไก่ 2 ฟอง
- ซีอิ้วขาว
- หม้อ + น้ำมันสำหรับทอด

สิ่งที่ยังขาดไม่ได้ก็คือ “ไฟ” ต้องมีความแรงอยู่พอสมควร แต่ไม่ถึงกับต้องแรงจัด คนที่ไม่มีเตาเร่งหรือเตาฟู่ ก็ยังพอทำได้ครับ

นำหม้อใส่น้ำมันพืช แล้วนำไปตั้งไฟ พอให้เริ่มมีควันเล็กน้อย ไม่ถึงกับควันโขมงนะ

สำหรับหม้อขนาดนี้ ใช้ไข่ 2 ฟอง กำลังเหมาะครับ ถ้าใช้ 3 ฟองก็ยังพอได้อยู่ แต่มันจะฟูขึ้นมาจนเกือบล้นเวลาทอด เดี๋ยวคอยดูละกันเนอะ

ปรุงรสด้วยซีอิ็วขาวเพียงอย่างเดียว แล้วตีเร็วๆให้เข้ากัน

ตีเสร็จแล้ว อย่าวางทิ้งไว้ รีบเอาลงกระทะเลย ฟองอากาศมันจะได้ยังแฝงตัวอยู่ในเนื้อไข่ ไม่ลอยขึ้นมาจนหมด

จำไว้ว่า ถ้าอยากได้ไข่ที่ฟูกรอบ น้ำมันจะต้องมากพอ แต่ก็ต้องไม่มากเกินไป และต้องร้อนระดับควันขึ้นฉุยๆ แต่ไม่ใช่ควันโขมง


นับ.. 1.. 2.. 3


กลับแล้ว 1รอบ


ทอดไปสักครู่ จนเริ่มเห็นว่าผิวด้านบนของไข่ เริ่มแห้ง ผมพลิกอีกครั้งหนึ่ง เพราะไข่เจียวด้านแรก มักจะสวยกว่าอีกด้านเสมอ

สุกแล้วตักขึ้น เอามาวางไว้บนตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน ถ้าเป็นไข่แบบบีบมะนาว รับรองแฟ่บตั้งแต่ตักขึ้นจากกระทะ

การใช้หม้อทอดไข่ เป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้ทุกข้อเลยครับ ทั้งความง่ายในการทอด โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งการกลับไข่ ที่ทุกคนเป็นห่วง เพราะดูแล้วหม้อมันจะคับแคบ และกลับยาก แต่ว่าไม่ได้เป็นอย่างที่คิดครับ เพราะไข่จะลอยอยู่บนน้ำมัน และไม่ได้แตะก้นหม้อแต่อย่างใด ดังนั้นการกลับก็แค่ใช้ตะหลิว หรือแม้กระทั้งช้อนกินข้าวนี่ล่ะ ตลบมันกลับอีกด้าน ไม่ต้องกลัวมันแตกหรือขาดอย่างเวลาใช้กระทะทอดด้วยครับ คือทำอย่างไรมันก็จะ เป็นรูปกลมๆหนาๆ น่ากินเช่นนี้เสมอๆ นอกจากจะฟูแล้วไม่แฟ่บ มันยังมีเนื้อไข่สีเหลืองๆนุ่มๆ ให้เราได้สัมผัสด้านในด้วย ไม่ใช่ว่าฟูกรอบจนไม่เหลือเนื้อไข่นะ แบบนี้สิ ไข่เจียวในฝันเลย



ต้านนิ่วในถุงน้ำดีด้วยอาหารกากใย

นิ่วในถุงน้ำดีเกิดขึ้นได้อย่างไร 

นิ่วในถุงน้ำดี (gallstones) เกิดจากการตกผลึกของหินปูน (แคลเซียม) หรือคอเลสเทอรอลที่มีอยู่ในน้ำดี ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการตกผลึกของสารเหล่านี้ เชื่อว่าเกี่ยวกับการติดเชื้อของทางเดินน้ำดี และความไม่สมดุลของส่วนประกอบในน้ำดี การตกผลึกของสารเหล่านี้ อาจทำให้เกิดเป็นก้อนนิ่วเพียงก้อนเดียว หรือก้อนเล็ก ๆ หลายๆ ก้อนก็ได้ รวมทั้งคนที่มีระดับคอเลสเทอรอลในเลือดสูง หญิงที่มีบุตรแล้ว ผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ทาลัสซีเมีย โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก จะมีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีมากกว่าคนทั่วไป 

อาการ 

เราอาจแบ่งอาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดีออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่ไม่มีอาการกับประเภทที่มีอาการ 

• ประเภทที่ไม่มีอาการ - นิ่วในถุงน้ำดี ส่วนใหญ่ (มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์) ไม่มีอาการ และในกลุ่มนี้ จะมีโอกาสเกิดอาการขึ้นได้ ประมาณ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อย จะไม่มีอาการผิดปกติแสดงให้เห็นแต่อย่างใด และมักจะตรวจพบโดยบังเอิญ จากการตรวจเช็คร่างกายด้วยโรคอื่น 

• ประเภทมีอาการ - สามารถลำดับอาการตั้งแต่น้อยไปหามาได้ดังนี้ 

1. ท้องอืด แน่นท้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังรับประทานอาหารมัน ซึ่งอาการแบบนี้ อาจเกิดจากโรคระบบทางเดินอาหารอื่น เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือโรคของลำไส้ใหญ่ ก็ได้ 

2. ปวดเสียดท้อง อาการปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ ซึ่งมักเป็นหลังรับประทานอาหารมัน แต่อาการอาจเป็นอยู่นานหลายชั่วโมง (แต่มักไม่เกิน 8 ชั่วโมง) แล้วค่อยกลับเป็นปกติ อาจร้าวไปสะบักขวา หรือที่หลัง 

3. ถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลัน จะมีอาการปวดท้องบริเวณชายโครงขวามากขึ้น และมีการตรวจพบการกดเจ็บบริเวณนี้ ร่วมกับมีไข้ และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนด้วย 

4. มีอาการดีซ่าน ตัวเหลือง ตาเหลือง 

วิธีการรักษา 

ในปัจจุบันไม่มียาที่รับประทานแล้วนิ่วหายไปได้ทันที คนที่รับประทานยารักษาโรคนิ่ว ต้องรับประทานยาไปตลอดชีวิต ที่สำคัญยาที่ใช้รักษามีราคาแพง วิธีนี้จึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก นิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่าตัด เพราะอาจไม่มีอาการเลยตลอดชีวิต ยกเว้นในคนไข้บางกลุ่ม ที่แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด เช่น อายุน้อย (เพราะมีโอกาสเกิดอาการขึ้นมาได้ในอนาคต) โรคโลหิตจางบางชนิด เป็นต้น 

ส่วนนิ่วในถุงน้ำดีที่มีอาการ หรือมีภาวะแทรกซ้อนแล้วควรได้รับการผ่าตัด การรักษานิ่วในถุงน้ำดีในกลุ่มผู้ป่วยดังกล่าว คือการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก ซึ่งวิธีมาตรฐานดั้งเดิมใช้วิธีการ ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง บริเวณใต้ชายโครงขวา แต่ปัจจุบันมีการผ่าตัดอีกวิธีคือ การผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกโดยใช้กล้องส่องผ่านหน้าท้อง 

การป้องกัน 

โรคนี้อาจป้องกันได้ ด้วยการควบคุมระดับคอเลสเทอรอลในเลือด และรักษาโรคเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งดูแลในเรื่องอาหารการกิน 

อาหาร ยาดีป้องกันโรค 

ส่วนอาหารที่ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ได้แก่ อาหารจำพวกแป้งที่ไม่ขัดสี , ผักและผลไม้สด , รำข้าวโอ๊ต และถั่ว 

อาหารที่ควรงดเว้น ได้แก่ อาหารทอด และอาหารมันๆ



เพาะเมล็ดถั่วลันเตา (โต้วเหมี่ยว) เพาะง่าย งอกไว 

จะว่าไปสำหรับคนในเมืองที่เป็นมือใหม่หัดปลูก ยังแอบใจร้อน อยากได้หยอดเมล็ดแล้วได้กินไวๆ แบบที่ไม่ต้องดูแลรักษามากมายนัก ก็แนะนำว่าให้เริ่มต้นจากการลองเพาะเมล็ดงอกกินกันดูก่อน โดยเจ้าเมล็ดเพาะงอกที่ว่านี้ก็มีหลากหลายให้เลือกสรร ตั้งแต่ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตาหรือโต้วเหมี่ยว และเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

วิธีทำก็ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก ลองนำไปทดลองทำกันดู

วิธีเพาะเมล็ดถั่วลันเตา หรือโต้วเหมี่ยว 

1.ล้างเมล็ดถั่วลันเตาให้สะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน

2.นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้ว วางบนทิชชูที่ซ้อนกันประมาณ3 ชั้นในภาชนะที่เจาะรูด้านล่าง

3.รดน้ำเช้า – เย็น 

ประมาณ 10 วันก็สามารถตัดกินได้แล้ว และที่พิเศษสำหรับโต้วเหมี่ยวคือ เมื่อตัดไปแล้ว ก็ให้รดน้ำต่อไปเรื่อยๆ โต้ว เหมี่ยวก็จะยังเติบโตขึ้นมาให้เราได้ตัดกินกันอีก 2-3 รอบ

ขอบอกว่าโต้วเหมี่ยวนี้อุดมไปด้วยวิตามินบีและซี แถมยังธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารเลซิตินที่ช่วยการทำงานของระบบประสาทและสอง ช่วยบำรุงสายตา ตับ หัวใจ และช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอย่างดีเนื่องจากมีเส้นใยมาก ที่สำคัญรสชาติหวาน กรอบ อร่อยทีเดียว 

โต้วเหมี่ยว (pea sprouts) คือต้นอ่อนของถั่วลันเตา ถือเป็นถั่วงอกชนิดหนึ่งที่ปล่อยไว้นานจนงอกเป็นลำต้นอ่อนสีขาว มีใบปริแย้มสีเขียวอ่อน โต้วเหมี่ยวเพาะมาจากเมล็คถั่วลันเตา เป็นพืชผักที่มีรสชาติอร่อยหวานและกรอบเหมือนถั่วลันเตา โต้วเหมียวมีวิตามินบี และวิตามินซีสูง มีธาตุเหล็กที่ร่างกายย่อยได้มากกว่า และมีแคลเซี่ยม และฟอสฟอรัส กินเป็นผักสดเพราะ เป็นผักที่สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่างไม่ว่าจะนำไปผัดไฟแดง ผัดกุ้ง ผัดปลา ผัดปลาเค็ม ผัดหมูกรอบ ผัดหมูสับ ผัดปลาหมึก ทำโต้วเหมี่ยว ลวกจิ้ม ทำแกงจืดหมูสับ หรือจะใช้ยำกุ้งสดก็ได้

โต้วเหมียวเป็นผักที่เห็นไฟก็สุกแล้ว ดังนั้นเวลาผัดต้องใส่เครื่องปรุงต่างๆในจาน ผัดเนื้อสัตว์ให้สุกก่อน 
จึงใส่โต้วเหมียวที่เตรียมไว้ ผัดได้ไฟแรงๆ พอสุก ถ้าเป็นแกงจืดก็ใส่ตอนปรุงรสเสร็จแล้ว 
ต้มพอสุก เพราะถ้าสุกเกิดจะเละ และเสียคุณค่าทางอาหารด้วย


สุดยอด...ปรารถนาของผู้หญิง
สวยใส มั่นใจ จากภายในสู่ภายนอก
ผู้หญิงดูดี เพราะมี F2

www.f2lady.com
LINE ID:f2lady
คุณอ้อย.089-848-9604

ร้านค้าที่สนใจต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย F-2

ติดต่อได้ที่...คุณสมใจ  ชื่นมุนีวงศ์
โทร.089-8489604, 087-8747997
ศูนย์ค้าส่งผลิตภัณฑ์ F-2 

หรือสอบถามโดยตรงที่....
คุณอ้อย.089-848 9604
คุณอัง.087-874 7997

ผู้หญิงดูดี...เพราะมี F-2


ร้านเรืองสุริยาเภสัช หลังตลาดสดเมืองใหม่
อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

ใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใใ
 
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997