ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท15/07/2018
ผู้เข้าชม599167
แสดงหน้า845244
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
July 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
    
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

6 วิตามินเสริม ชะงักวัยทองของสาว 40 อัพ

23/11/2015 06:56 เมื่อ 23/11/2015 อ่าน 4476
..........

6 วิตามินเสริม ชะงักวัยทองของสาว 40 อัพ
พอย่างเข้าสู่วัยเลข 4 นำหน้า เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนคงกังวลไม่น้อยกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีผลทางร่างกาย และจิตใจ ภาวะที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นจากการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนในรังไข่ลดลง 

สิ่งที่เห็นได้ชัดหลังฮอร์โมนเพศหญิงผลิตน้อยลงของสาวใหญ่ทั้งหลาย ก็คือภาวะทางอารมณ์ขึ้นๆ ลง ๆ ง่ายๆ ขี้หงุดหงิด รวมถึงระบบการทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพไม่ดีเหมือนสมัยสาวๆ 

ด้านนายแพทย์ อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานีได้แนะนำว่า อาการดังกล่าวเป็นผลจากภาวะวัยทอง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การดูแลตัวเองก็ต้องละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพราะผู้หญิงที่อายุ 40 ขึ้นไป ระบบการทำงานของร่างกายจะไม่แข็งแรงเหมือนก่อน เราจึงต้องหาวิธีเสริมและสร้าง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีวิตามินและอาหารเสริมให้เลือกหลากหลาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับร่างกายด้วย ซึ่งอาจจะพิจารณาเพื่อนำมาใช้ในการช่วยการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมดังนี้

1. Soy isoflavone สารสกัดในกลุ่ม flavanoids ซึ่งสกัดออกมาจากถั่วเหลือง โดยพบว่า soy isflavone เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้ว ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารสกัดจากพืชที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบตามตัว หงุดหงิดง่าย ป้องกันไม่ให้ผิวพรรณเหี่ยวย่น หรือแห้งเกินไป นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดส่วนใหญ่บ่งชี้ไปทางเดียวกันว่า สามารถช่วยลดปัญหาการเกิดโรคกระดูกบาง, กระดูกพรุนได้ หากรับประทานอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญตัว Soy isoflavone ไม่ได้มีผลในการเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศหญิงจึงคลายความกังวลได้ว่าจะไม่มีผลอันตรายต่อการเกิดปัญหามะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้ แม้ว่าจะใช้เป็นเวลานานๆ

2. Black Cohosh เป็นสมุนไพรที่นำส่วนของรากมาใช้สกัดเป็นสารออกฤทธิ์ ปัจจุบันเป็นที่ใช้อย่างแพร่หลายในด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งช่วยในเรื่องการลดอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ใจสั่น นอนไม่หลับ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก และอารมณ์แปรปรวน ซึ่งสมุนไพรตัวนี้ก็พบว่ามีการนำมาใช้ในผู้ป่วยสูติ-นรีเวชด้วย เนื่องจากอาการดังกล่าวสร้างความรำคาญหงุดหงิดให้กับคุณผู้หญิงไม่น้อย การหันมาใช้ Black Cohosh ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าจะพิจารณา มากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการทานยานอนหลับ

3. Vitamin D ถ้าพูดถึงวิตามินดี ทุกคนคงนึกถึงสรรพคุณในการป้องกันโรคกระดูกบางหรือพรุนที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และคิดว่าวิตามินดีไม่จำเป็นต้องไปเสริม เพราะการโดนแดดจะทำให้ร่างกายเราได้รับวิตามินดีเพียงพอ แต่จริงๆ แล้วในปัจจุบันเราพบว่าคนไทยขาดวิตามินดีเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนไทยกลัวแดด กลัวผิวคล้ำ มีรอยด่างดำ และเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังมากด้วย ซึ่งในงานวิจัยปัจจุบันเราพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงมากกว่า 50 ug/dl ขึ้นไปจะลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงได้มากถึง 4 อย่าง คือ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคกระดูก และโรคแพ้ภูมิตนเอง นอกจากนี้มีงานวิจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ของผู้ที่มีสุขภาพดีและอายุยืนคู่กับการมีระดับวิตามินดีในเลือดสูงอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ต้องตรวจดูระดับวิตามินดี และกินวิตามินดีทดแทน เพราะการตรวจดูระดับวิตามินดีจากเลือดจะช่วยในการพิจารณาถึงปริมาณของวิตามินดีที่จะกินเสริม ซึ่งในผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะต้องการใช้มากน้อยไม่เท่ากัน

4. Calcium ถือว่าเป็นแร่ธาตุที่คนทั่วไปรู้จักดี โดยอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ที่อุดมด้วยแคลเซียม แต่ถ้าเรามีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน ไขมันในเลือดสูง ก็ควรเลือกอาหารประเภทงา งาดำ ถั่วต่างๆ จะได้แคลเซียมเช่นเดียวกัน ซึ่งปัญหาของการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอก็คือเรื่องการดูดซึม คนทั่วไปคิดว่ากินแคลเซียมเสริมเป็นเม็ดๆ หรือเม็ดฟู่บ้าง ก็จะได้แคลเซียมที่เพียงพอ แต่จริงๆ แล้วการกินแคลเซียมเข้าไปร่างกายอาจดูดซึมได้ไม่ถึง 20% เพราะฉะนั้นเราจะได้ประโยชน์จากการกินแคลเซียมเสริมต้องรู้ก่อนว่าร่างกายเราจะดูดซึมแคลเซียมได้ดีหรือไม่

5. Red yeast rice สมุนไพรตัวนี้ที่จีนใช้กันมานาน โดยเอามาทาเคลือบผิวเป็ดปักกิ่ง อีกทั้งยังมีสรรพคุณเรื่องการลดระดับไขมันคลอเลสเตอรอล ทั้งชนิดรวมและชนิดไม่ดี ซึ่งมีการศึกษาวิจัยจากทั้งที่จีนและอิตาลี โดยนำเอามาใช้ลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยที่เริ่มมีปัญหาไขมันคลอเลสเตอรอลระดับรุนแรงน้อยถึงปานกลางได้ดี คุณผู้หญิงที่เข้าวัยทองส่วนมากอาจจะต้องเริ่มพึ่งเจ้าสมุนไพรตัวนี้ เพราะการที่ฮอร์โมนเพศหญิงลดลงจะส่งผลในแง่ระบบการเผาผลาญมีปัญหา ไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดก็จะสูงขึ้นได้

6. Anti-oxidant วิตามินในกลุ่มนี้ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี สารกลุ่มแคโรทีน ไลโคพีน โคเอนไซม์คิวเท็น สารสกัดเมล็ดองุ่น สารสกัดเปลือกสนฝรั่งเศส แอสต้าแซนทิน และ เรสเวอลาทอร์ เป็นสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยมากในการป้องกันการเกิดโรคทั้งโรคหลอดเลือดอุดตันหัวใจและสมอง ลดการสร้างสารเบต้าอไมลอยด์ในสมอง ที่เป็นต้นเหตุของโรคความจำเสื่อม ลดการทำลายของคอลลาเจนที่ผิวพรรณ เสริมภูมิต้านทาน ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง 

ปัจจุบันเราสามารถตรวจจากเลือดว่าเรามีการขาดสารพวกนี้หรือ ถ้าพบมีการขาดจริงก็ค่อยกินเสริมจะได้เกิดประโยชน์ และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียเงินฟรีเพราะว่าร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระบางตัวก็อาจจะยังตรวจจากเลือดไม่ได้ ซึ่งควรให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจก่อนว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคหรือไม่ โดยดูผลจากการตรวจสุขภาพ การปฏิบัติตัวและประวัติในครอบครัวร่วมด้วย
 

วัยทองมาแล้วค่ะ....

สุภาพสตรีท่านหนึ่งอายุ 41 ปี มีอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ไม่ตรงกำหนด ปวดหัวไมเกรนเป็นประจำ รู้สึกอ่อนเพลียระหว่างวัน นอนดึกเวลาตื่นเช้าก็มักจะเวียนศีรษะทำให้ไม่อยากลุกจากเตียง 

สาเหตุ คือ การนอนดึก ไม่ทานอาหารเช้า ทำให้กระบวนการสร้างเลือดในร่างกายนั้นลดน้อยลง ก็ไม่สามารถนำเลือดนั้นมาเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ อาการปวดหัวเป็นประจำ เพราะในเม็ดเลือดไม่ค่อยมีสารอาหารให้นำไปใช้ 

อาการคล้ายคนวัยทอง คุณหมอจึงแนะนำให้ปรับพฤติกรรม และ
แนะนำให้ทานสมุนไพรขมิ้นชัน เพื่อเป็นการช่วยเรียกน้ำย่อย ที่สำคัญคือต้องทานอาหารเช้าให้ตรงเวลา ทานน้ำหมักชีวภาพ เพื่อช่วยย่อยอาหารให้กลายเป็นสารอาหารได้เร็วขึ้น ทานยาหอมเพื่อให้ร่างกายและหลอดเลือดผ่อนคลายสามารถนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ ประจำเดือนก็จะกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิม

อาการวัยทองในผู้หญิงจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 46-52 ปี เมื่อระดับฮอร์โมนเพศหญิง เช่น เอสโตรเจน และโปรเจสโตโรน เริ่มลดระดับลงเรื่อยๆ จะทำให้เกิดสภาวะร่างกายพร่องฮอร์โมน ทำให้ผู้หญิงเริ่มเกิดปัญหาหลายอย่างกับร่างกายเช่น

1. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
2. มีอาการร้อนวูบวาบหรือร้อนซู่ซ่าตามตัว
3. มีอาการแสบและคันบริเวณช่องคลอด
4. มีอาการปัสสาวะเล็ด อั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่
5. นอนไม่ค่อยหลับ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน
6. อารมณ์แปรปรวน
7. หลงลืมง่ายและความจำแย่ลง
8. รูปร่างเปลี่ยนไป กล้ามเนื้อที่เอวลดลง มีไขมันเพิ่มมากขึ้น ผิวหนังเริ่มเหี่ยว 

สมุนไพรที่ควรทานเมื่อเข้าสู่วัยทองเพื่อให้ฮอร์โมนไม่ลดลงเร็วเกินไป คือ กวาวเครือขาว ไพล ว่านชักมดลูก ดีปลี กระชาย โสมเกาหลี หรือทานเป็นยาตำรับ เช่น ยาบำรุงเลือด ยาบำรุงโลหิตสตรี โสมผสมตังกุย ช่วยให้อาการวัยทองทุเลาลงไ

 

QA: กลัวเหี่ยว! อาหารอะไรช่วยเพิ่มเอสโตรเจ

Question เข้าใกล้วัยทองแล้ว จากผิวมันกลายเป็นผิวแห้ง อยากทราบว่าควรกินอะไรดีที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผิวในวัยใกล้หมดประจำเดือน

Answer โดย นพ.ก้องศาสดิ์ ดีนิรันดร์ สูตินรีแพทย์ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท (แผนกผู้สูงอายุ)

“สาเหตุหลักของผิวที่เริ่มเหี่ยวย่นของสาววัยทอง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนในช่วงวัย 45 ปีขึ้นไป ซึ่งอายุเฉลี่ยของหญิงไทยเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเมื่อวัย 51 ปี โดยร่างกายจะหยุดการผลิตไข่

แต่รังไข่ก็ยังทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนต่างๆ เช่น เอสโตรเจน และโปรเจสโตโรน แต่ปริมาณจะลดลงไปกว่าเดิม ฮอร์โมนที่ส่งผลต่อคอลาเจนและอีลาสตินในผิวคือ เอสโตรเจน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะผลิตลดลงปีละ 2.1 เปอร์เซ็นต์นับจากวันที่ประจำเดือนหมด ซึ่งหมายถึงจำนวนคอลาเจนจะลดลงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์เมื่ออายุอยู่ในวัย 65 ปี

ผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดแล้วและพบว่ามีปัญหาเรื่องผิวพรรณ ควรใส่ใจดูแลตนเองให้มากขึ้นด้วยการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรเน้นการรับประทานอาหารที่ช่วยเสริมฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น นมถั่วเหลืองซึ่งมีไอโซฟลาโวนซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน นอกจากนี้ยังมีเลซิทินซึ่งช่วยบำรุงสมอง เพิ่มความจำ ลดไขมัน และคอเลสเตอรอลได้ แต่ก็ควรรับประทานวันละประมาณ 1-2 แก้วในขณะท้องว่าง และก่อนหรือหลังมื้ออาหารประมาณ 2 ชั่วโมง เพราะนมถั่วเหลืองมีไฟเบอร์ที่ย่อยยาก หากรับประทานพร้อมอาหารจะทำให้ท้องอืด และการดูดซึมสารอาหารในมื้อนั้นลดลงได้

ควรดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำเพราะน้ำมะพร้าวมีสารไฟโตรเอสโตรเจนที่มีโครงสร้างคล้ายเอสโตรเจนในคนแต่มีฤทธิ์อ่อนกว่า หรือน้ำมะม่วงสุก, กุยช่าย, เนื้อปลา, ถั่ว, ข้าวซ้อมมือ, มันฝรั่ง ฯลฯ รวมทั้งเมล็ดธัญพืช เช่น เมล็ดลินิน เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา เมล็ดทานตะวัน ฯลฯ แต่ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่พอดี

ควรใช้ครีมกันแดดที่สามารถป้องกันรังสียูวีเอ และยูวีบี และการดื่มน้ำวันละ 8-10 แก้วเพราะช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ไม่แตกแห้ง

ถ้ายังมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนควรพบแพทย์เพื่อตรวจดูปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย ถ้าไม่เพียงพอก็สามารถทานฮอร์โมนเสริมแต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เนื่องจากปริมาณฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงเกินไปอาจทำให้เกิดเนื้องอกในรังไข่ หรือมะเร็งเต้านมได้

วิธีที่ดีที่สุดคือควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจหาปริมาณเอสโตรเจนในร่างกาย ในวัยหมดประจำเดือน ปริมาณเอสโตรเจนจะอยู่ในช่วง 50pg/mL-400 pg/mL ถ้าปริมาณน้อยกว่า 100 pg/mL ก็มักจะมีอาการร้อนวูบวาบ

วัยทองนับว่าเป็นวัยของการประสบความสำเร็จ แม้ว่าจะมีเรื่องความเสื่อมทางด้านร่างกายโดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณมาด้วย แต่ถ้าเข้าใจหลักการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายและโครงสร้างของผิว แล้วใส่ใจดูแลอย่างถูกต้อง ผิวพรรณจะมีสุขภาพดีและช่วยให้ผิวดูอ่อนกว่าวัยไปได้อีกนาน' 

ศุกร์กับเซ็กส์ : เซ็กส์ในสาววัยทอง

ศุกร์กับเซ็กส์ : เซ็กส์ในสาววัยทอง : พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

 
                     ถาม สวัสดีค่ะ คุณหมอ ได้อ่านบทความของคุณหมอเกี่ยวกับเซ็กส์ของหญิงอายุ 50 ปีอัพ จะขอรบกวนสอบถามเพิ่มเติมดังนี้นะคะ คือดิฉันอายุ 54 ปี สาวโสด ไม่เคยแต่งงานนะคะ และไม่แน่ใจว่า ประจำเดือนหมดไปเกิน 1 ปี หรือยังนะคะ เดือนตุลาคมปีนี้ จะแต่งงานค่ะ คำถาม คือ ต้องกินยาคุมไหมคะ เพราะไม่อยากมีลูกค่ะ หรือต้องทำอย่างไรคะ จะรบกวนขอคำแนะนำค่ะ กราบขอบพระคุณมากนะคะ
 
                     ตอบ ไม่มีใครแก่เกินไปสำหรับความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบหนุ่มสาว แบบพ่อแม่ญาติพี่น้อง แบบเพื่อน ความรักเป็นพลังที่ทำให้คนเราต่อสู้กับอุปสรรคได้ทุกอย่าง เพราะเป็นความปีติอย่างยิ่งที่จะมีผู้มาร่วมทุกข์ร่วมสุข ยืนเคียงข้างต่อสู้อุปสรรคไปด้วยกัน จึงขอแสดงความดีใจกับการแต่งงานของสาวโสดวัย 54 มา ณ โอกาสนี้ค่ะ
 
                     อายุ 54 ปี ส่วนใหญ่ประจำเดือนหมดแล้วค่ะ เมื่อหมดไปต่อเนื่อง 1 ปีก็เรียกว่า วัยทอง สำหรับการคุมกำเนิดในหญิงวัยทองนั้นไม่ต้องคุมแล้ว เพราะเมื่อประจำเดือนไม่มา ก็แสดงว่าไม่มีไข่ตก ไม่มีไข่ตกก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้แล้ว แต่หากอายุ 54 ปี ยังมีประจำเดือนมา แสดงว่ายังมีไข่ตก อาจตั้งครรภ์ได้ แต่การตั้งครรภ์ในวัยนี้มักจะเป็นการตั้งครรภ์ไม่ปกติ ลงเอยด้วยการแท้ง หรือบางรายกลายเป็นการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกซึ่งคือเนื้องอกของรก มีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้ายได้ จึงไม่ควรเสี่ยงให้เกิดการตั้งครรภ์ ควรคุมกำเนิด ซึ่งสามารถเลือกวิธีคุมกำเนิดตามใจชอบ เนื่องจากไม่นานก็จะหมดประจำเดือนควรคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยการใช้ฮอร์โมน เช่น กินยาคุมกำเนิด ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ฝังยาคุมกำเนิด ข้อดีคือจะได้รับฮอร์โมนจากยาคุมกำเนิด ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่องคลอดและผิวพรรณ ไม่แห้ง แต่มีข้อพึงระวังไม่ควรใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด หลายกรณี เช่น
 
• มีประวัติเคยเป็น, มีความเสี่ยงที่จะเป็น หรือเป็นโรคดังต่อไปนี้คือ โรคหลอดเลือดดำอักเสบ, โรคหลอดเลือดอุดตันโดยลิ่มเลือด, โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองผิดปกติ, โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน
 
• การทำงานของตับบกพร่องอย่างรุนแรง
 
• สงสัยหรือเป็นมะเร็งเต้านม
 
• เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
 
• สูบบุหรี่เป็นประจำ
 
 
                     หากจะใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชได้ ในกรณีที่ไม่อยากใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด อาจใช้ถุงยางอนามัย ข้อดีคือ เป็นการคุมกำเนิดระยะสั้น ไม่มีฮอร์โมน มีสารหล่อลื่น ทั้งยังป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ข้อเสียคือผู้ชายบางคนไม่ชอบใช้ ในผู้หญิงบางคนรู้สึกเจ็บเพราะแพ้ถุงยางอนามัย หรือทำให้เจ็บเพราะฝ่ายชายมีความทนมากขึ้น
 
                     ไม่แนะนำให้ใช้ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เพราะคุมกำเนิดได้ร้อยละ 75-85 ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ ทั้งหากพลาดตั้งครรภ์อาจจะเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลุก ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต ไม่แนะนำให้สวมห่วงอนามัย เพราะเหมาะที่จะคุมกำเนิดระยะยาว 3-8 ปี ในสาวโสดอายุมากอาจใส่ห่วงได้ยากกว่าคนมีลูก ทำให้เจ็บเวลาใส่ห่วง ทั้งยังต้องอาศัยการตรวจห่วงด้วยตนเองทุกเดือน มิฉะนั้นห่วงอาจเลื่อนหลุดได้
 

ศุกร์กับเซ็กส์ : อยากอยู่เงียบๆคนเดียว

ศุกร์กับเซ็กส์ : อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว : พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

 
                 เรียนอาจารย์ ชัญวลีที่เคารพ ผมขอปรึกษาดังนี้ครับ ผมอายุ 58 ปี มีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูง ผมยังมีความต้องการทางเพศแต่ไม่บ่อยเดือนละ1-2 เดือนครั้ง แต่แฟนผมมีปัญหาครับ เธออายุ 56 ปี ร่างกายสมบูรณ์ มีปัญหาเรื่องกระดูกบ้างแต่ไม่มาก เธอหมดประจำเดือนตอนอายุ 40 เศษๆ ในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ผมขอมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 เดือนครั้งหรือ 3 เดือนครั้ง แต่ทุกครั้งที่ผมขอมีเพศสัมพันธ์เธอจะหาสาเหตุไม่ยอมให้มีเช่น เธอวัยทองแล้วไม่มีอารมณ์ ปวดหัว ปวดท้อง สารพัดปวดหรือง่วงนอนเป็นประจำ ทำให้ผมต้องช่วยตัวเองจนบางครั้งผมก็ต้องเหมือนข่มขืนเธอแต่ไม่รุนแรงโดยผมก็ทำเพียง 2-3 เดือนต่อครั้ง ยิ่งมาระยะหลังเธอจะไม่ให้ผมโอบกอด หรือจับหน้าอก หรือของสงวนโดยเธอตะคอกว่าจับไม่ได้ ทำให้ผมยิ่งหงุดหงิด เคยงอนกันเป็นอาทิตย์ผมไม่คุยด้วยเธอก็ทำเหมือนไม่มีอะไรยังคุยกับผมเหมือนปกติ
 
                 ผมอยากให้คุณหมอช่วยวิเคราะห์ครับว่าแฟนผมเป็นอะไร สมัยก่อนภาวะเศรษฐกิจฝืดทำให้พ่อแม่ลูกต้องนอนห้องเดียวกันจนลูกโตทำให้เรามีเพศสัมพันธ์ลำบาก แต่พอมีโอกาสไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศเธอจะไปด้วย พอขอมีเพศสัมพันธ์เธอก็มักจะโยกโย้แต่ก็ยอม ซึ่งตอนแต่งงานใหม่ๆ เธอไม่เป็น ปัจจุบันแต่งงานมา 30 ปีฐานะดีขึ้นพอมีกินมีใช้ ลูกมีห้องนอนแยก นิสัยแฟนเป็นคนซีเรียสสารพัดเรื่อง ขี้บ่นจุกจิก เรามักมีความเห็นไม่ตรงกัน ทะเลาะกันบ่อยมากถึงขั้นเธอท้าผมแยกและเลิกกัน แต่ผมเห็นแก่ลูกเลยไม่รับปาก แม้ปัจจุบันก็ยังมีเรื่องทะเลาะกันบ่อย ฐานะพอมีกินมีใช้แต่เธออยากมีมากกว่านี้จะได้สบาย ผมเองไม่อยากผิดศีลไปเที่ยวหรือมีหญิงอื่น ผมอยากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ครับว่าแฟนผมเป็นอะไร  ผิดปกติหรือไม่ครับ ปกติผมจะเป็นคนเริ่มก่อน เธอไม่เคยเริ่มตั้งแต่แต่งงาน ผมจะแก้ยังไงครับให้สามารถมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ต้องมาขอหรือบังคับกัน ผมและแฟนไม่ดื่มและสูบบุหรี่ ผมขอรบกวนคุณหมอช่วยชี้แนะด้วยครับ
 
                 ตอบ การลดลงของความต้องการทางเพศในผู้หญิงนั้น ทำให้เกิดความเครียด เกิดปัญหาสัมพันธภาพระหว่างสามีภรรยา พบได้เฉลี่ยประมาณร้อยละ 9 พบมากขึ้นในวัยทองคือร้อยละ 12-26 งานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่าปัจจัยที่สำคัญกว่าวัยทอง คือปัญหาสัมพันธภาพกับสามี มักทะเลาะกัน ไม่สื่อสารกัน หรือสื่อสารน้อยไม่เข้าใจกัน ดังคำกล่าวว่าปัญหาบนเตียงมักเริ่มจากนอกเตียง ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เกิดได้แก่ โรคเรื้อรัง และยาที่รักษาโรค วิธีรับมือคือต้องสื่อสารกัน สร้างสัมพันธภาพที่ดี มีเพศสัมพันธ์เมื่ออีกฝ่ายยินยอมพร้อมใจ หากแก้ไม่ได้ และภรรยารู้สึกว่าเป็นปัญหา อยากแก้ไขควรไปพบแพทย์ เพราะเธออาจจะมีปัญหา เจ็บแสบเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ที่ต้องการการแก้ไข ทั้งแพทย์อาจจะสั่งยาเพิ่มความต้องการทางเพศให้ เพื่อชีวิตรักจะได้สมดุล แต่หากภรรยาไม่ต้องการการแก้ไข ในสามีบางคนอาจหาทางออกด้วยการเที่ยว หรือช่วยตนเอง ภรรยาบางคนก็หาทางออกเป็นดังเพลงที่ว่า อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว คือมักจะลงเอยด้วยการเลิกรากันไป





ด้วยความปรารถนาดี
ที่ต้องการให้คุณสุภาพสตรีมีสุขภาพแข็งแรง
  ครอบครัวอบอุ่น
ผลิตภัณฑ์ F-2 สูตรพรีเมี่ยม ช่วยท่านได้
เชื่อมั่นได้  เราได้พิสูจน์แล้ว
โทรมาคุยกับเราได้ทุกเวลา ที่..

คุณอ้อย 089-848 9604
คุณอัง 087-874 7997


 

 


ส่วนประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์ของ F-2

 

1.   เห็ดหลินจือสกัด
      มีประโยชน์ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ต้านมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมอง และระบบประสาท ปรับสมดุลให้กับร่างกาย
2.  สารสกัดจากตังกุย
     เป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง คือมีสรรพคุณ ในการช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว (rheumatism) และเป็นยาระบายท้องอ่อนๆด้วย
3.  เบต้า-กลูแคน
     ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการทำงานของเซลล์ Langerhans ซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่นำเสนอสิ่งแปลกปลอมให้แก่เซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันคล้ายๆกับเซลล์ macrophage โดยกระบวนการเหล่านี้จะมีผลทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง  สดใส  ลดริ้วรอย  และชลอความแก่ของเซลล์ผิวหนังให้ช้าลง
4.  แอล-กลูต้าไธโอน 
     ช่วยเพิ่มผิวให้ขาวขึ้น เกิดจากกระบวนการสร้างเมลานินของร่างกาย ซึ่งกลูต้าไธโอน ไปลดการสร้างโดยการยับยั้งเอนไซม์ Tyrosinase และกระตุ้นให้สร้าง Phaeomelanin (สีอ่อนขาวชมพู) มากกว่า Eumelanin (เมลานินสีคล้ำ)

5.  สารสกัดจากเปลือกสน
     ช่วยลดปัญหาสีผิวที่คล้ำเกินไป เช่นการเกิดฝ้า กระ  นอกจากนี้ยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ  และจะมีส่วนช่วยป้องกันอาการแดดเผา จากการได้รับแสงแดดมากเกินไป
6.  สารสกัดจากมะเขือเทศ
     ช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระ  ชลอความแก่ชรา และช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง โรคหัวใจได้อีกด้วย

     ปลอดภัย 100% 
     ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย.
     เลขที่ 11-1-03654-1-0001


     ติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คุณอ้อย089-8489604,087-8747997คุณอัง
 



 
ควรจะเอาอะไรขึ้นเตียงกับคุณ – นี่ไม่ใช่เรื่องตลก
เป็นความคิดที่ไม่เลว กับการวางกุญแจรถของคุณข้างเตียงคุณในเวลากลางคืน 

บอกคู่สมรสคุณ ลูกคุณ เพื่อนบ้านคุณ พ่อแม่ และทุกคนที่คุณรู้จัก ให้วางกุญแจรถไว้ข้างเตียงนอน 

ถ้าคุณได้ยินเสียงข้างนอกบ้านคุณ หรือมีใคร(ที่คุณไม่รู้จักหรือไม่ต้องการให้เข้าบ้านคุณ)พยายามจะเข้ามาในบ้านคุณ เพียงกดปุ่ม Panic ที่รีโมทรถคุณ สัญญาณเตือนภัยจะดังจนกระทั่งคุณปิดมันหรือแบตฯหมด นี่เป็นคำแนะนำจาก “ ผู้ประสานงานเพื่อนบ้านเฝ้าระวัง ” 

คราวหน้าหากคุณกลับถึงบ้าน ในตอนกลางคืนเมื่อคุณจะวางกุญแจรถ ให้คิดถึงว่า : รีโมทรถคือระบบป้องกันขโมย และมันจะทำงานจนกว่าแบตฯจะหมด หรือคุณจะปิดมัน เมื่อมิจฉาชีพเข้ามาได้ยินเสียงก็เผ่นแล้วครับเพราะเสียงของสัญญาณกันโขมยที่ดังผิดปกติจะเรียกให้เพื่อนบ้านออกมาดู....รวมทั้งเมื่อคุณเดินไปขึ้นรถในลานจอดรถที่คุณรู้สึกว่าจะไม่ปลอดภัยก็สามารถใช้ได้เหมือนกันครับ 

โปรดส่งต่อให้กับทุกคนที่ท่านรู้จัก อาจจะช่วยชีวิตเขาให้รอดพ้นอันตรายจากพวกอาชญากรได้.....

ต้นฉบับ
What to take to bed with you - not a joke . 

Pretty neat idea. Never thought of it before.

Put your car keys beside your bed at night 

Tell your spouse, your children, your neighbors, your parents, your Dr's office, the check-out girl at the market, everyone you run across. Put your car keys beside your bed at night. 

If you hear a noise outside your home or someone trying to get in your house, just press the panic button for your car. The alarm will be set off, and the horn will continue to sound until either you turn it off or the car battery dies. This tip came from a neighborhood watch coordinator. Next time you come home for the night and you start to put your keys away, think of this: It's a security alarm system that you probably already have and requires no installation. Test it. It will go off from most everywhere inside your house and will keep honking until your battery runs down or until you reset it with the button on the key fob chain. It works if you park in your driveway or garage. If your car alarm goes off when someone is trying to break into your house, odds are the burglar/rapist won't stick around. After a few seconds all the neighbors will be looking out their windows to see who is out there and sure enough the criminal won't want that. And remember to carry your keys while walking to your car in a parking lot. The alarm can work the same way there. This is something that should really be shared with everyone. Maybe it could save a life or a sexual abuse crime. 

P.S. I am sending this to everyone I know because I think it is fantastic. Would also be useful for any emergency, such as a heart attack, where you can't reach a phone. My Mom has suggested to my Dad that he carry his car keys with him in case he falls outside and she doesn't hear him.. He can activate the car alarm and then she'll know there's a problem. 

Please pass this on even IF you've read it before. It's a reminder.

ข้อมูลจาก Forward mail :-
 

WOWWW.....
How to tie a tie in 10 seconds !!






 
ผักกาดหัว (ไช้เท้า) แก้ปวดหัว 

ผักกาดหัว (ไช้เท้า) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Raphanus sativus subsp. longipinnatus วงศ์ brassicaceae ชาวญี่ปุ่นนิยมนำหัวไช้เท้าดิบมาขูดฝอยลงในซีอิ๊ว ใช้เป็นน้ำจิ้ม เพราะเชื่อว่าช่วยกระตุ้นน้ำย่อยได้ดี...

ส่วนชาวจีนนิยมแปรรูปเป็นหัวไช้โป๊เก็บไว้กินตลอดปี แพทย์แผนจีนจัดหัวไช้เท้าอยู่ในกลุ่มหยาง คือเป็นอาหารร้อน ห้ามกินเวลามีไข้ ส่วนตำรายาพื้นบ้านของอินเดีย ระบุว่า การกินหัวไช้เท้าช่วยให้นอนหลับและแก้โรคประสาทได้

ด้านชุดตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่องค์การยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรกดความทรงจำแห่งโลก ระบุว่า หัวไช้เท้า ส่วนที่นำมาทำเป็นยาได้ ก็คือส่วนหัว มีรสชาติหวานและเผ็ด มีฤทธิ์เย็นเล็กน้อย ดีต่อลมปราณปอดและลมปราณกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ลดความดัน ละลายเสมหะ และถอนพิษ

สารสกัดจากหัวไช้เท้าช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย บรรเทาโรคบิด เลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะ มีเสมหะ ไอ อาหารไม่ย่อย ส่วนการดื่มน้ำหัวไช้เท้าสกัดสดๆ วันละ 30-90 มก. หรือจะต้มแล้วดื่มน้ำก็ได้ หรือนำหัวไช้เท้าตากแห้งมาต้มดื่มวันละ 10-30 กรัม ก็จะได้ผลดีเช่นกัน

เมล็ดหัวไช้เท้าแก้อาการอาหารไม่ย่อย ท้องอืดท้องเฟ้อ เรอเหม็นเปรี้ยว ปวดท้อง และหากนำเมล็ดหัวไช้เท้ามาต้มหรือบดเป็นผง กินวันละ 6-12 กรัม จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี

ถ้าอาหารไม่ย่อย ท้องเสีย มีอาการไอ หรืออยากขับเสมหะ ให้นำหัวไช้เท้าหั่นละเอียด 300 กรัม และข้าวสวย 80 กรัม ต้มรวมกันจนเละเป็นโจ๊ก กินร้อนๆ เป็นอาหารเช้าและเย็น อาการจะดีขึ้น สำหรับในผู้สูงอายุที่มีอาการหลอดลมอักเสบเรื้อรัง แน่นหน้าอก ไอ และมีเสมหะเยอะ ก็กินได้เหมือนกัน

โดยหัวไช้เท้าจะช่วยแก้อาการจุกและแน่นหน้าอก ความอยากอาหารลดลง แม้ยังไม่ได้กินอะไร รวมทั้งบรรเทาโรคเบาหวานในผู้สูงอายุด้วย ข้อควรระวังก็คือหากไม่มีอาการเจ็บป่วย ห้ามกินเมล็ดหัวไช้เท้า และห้ามใช้คู่กับโสมคน (เหรินเซิน)

'มื้ออาหารเช้า' สำคัญไฉนต่อสุขภาพลูกรัก.

 

อาจกล่าวได้ว่า อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่พ่อแม่หลาย ๆ ท่านต่างตระหนักกันดี แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายท่านที่มองข้ามไปโดยหารู้ไม่ว่า หากงดทานอาหารเช้าบ่อย ๆ อาจมีผลต่อร่างกาย และสมองของลูกน้อยได้

คุณเกศกนก สุกแดง นักวิชาการโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวย้ำถึงความสำคัญของมื้ออาหารเช้าว่า อาหารเช้าเป็นมื้อสำคัญที่ขาดไม่ได้ คุณแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ลูกรับประทานอาหารเช้า ยิ่งวันที่ลูกต้องไปเรียนหนังสือ จึงเป็นช่วงที่มีการใช้สมองอย่างมาก ทั้งนี้สมองจำเป็นอย่างยิ่งที่มีน้ำตาลกลูโคสหล่อเลี้ยงให้มาก นั้นแสดงว่ามื้อเช้าระดับน้ำตาลในเลือดมีระดับต่ำ ส่งผลให้พลังงานและสารอาหารที่มีเหลืออยู่ไม่เพียงพอ ที่จะเป็นแหล่งพลังงานที่ลูกจะใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ

'การรับประทานอาหารเช้าเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ โดยเฉพาะกับเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต เพราะมีส่วนช่วยให้พัฒนาการมีผลต่อทั้งร่างกาย และสมอง ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายของลูกทำงานได้ดีขึ้น มีพละกำลังในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาสมองของลูกพร้อมที่จะเรียนรู้อย่างมีสมาธิ และความจำ หากลูกไม่ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน หรือไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายกับระบบภูมิคุ้มกัน อาจจะทำให้ป่วยง่าย พร้อมยังมีผลในเรื่องสติปัญญา จะทำให้ลูกเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง และจำอะไรได้ไม่ค่อยดี ' นักวิชาการโภชนาการ โรงพยาบาลศิริราชกล่าว

สอดรับข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่เปิดเผยผลการสำรวจมีพฤติกรรมไม่กินอาหารเช้าของเด็กวัยเรียนอายุ 6-11ปี เมื่อไม่นานมานี้ว่า เด็กไทยไม่กินอาหารเช้าถึงร้อยละ 30โดยเฉพาะเด็กนักเรียนหญิงอายุ 12-14ปี ไม่กินอาหารเช้า ถึงร้อยละ 52ส่งผลเสียต่อการเรียนและสุขภาพ เพราะการเผาผลาญสารอาหารของร่างกายมนุษย์ โดยเฉพาะช่วงระหว่างอาหารเย็นถึงช่วงเช้า ร่างกายจะทำงานเพื่อเผาผลาญตลอดเวลาแม้ในขณะหลับ และหากร่างกายไม่ได้รับสารอาหารในมื้อเช้า จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง ส่งผลให้ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย อาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมได้ เนื่องจากสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ

ซึ่งอาการเหล่านี้ หากเกิดในช่วงเวลาเรียนจะทำให้เด็กไม่มีสมาธิเรียนและอาจเป็นโรคกระเพาะถึงขั้นต้องพักการเรียนได้ ดังนั้น นักโภชนาการท่านนี้จึงแนะนำว่า มื้ออาหารเช้าสำหรับเด็ก ควรได้รับสารอาหารในกลุ่มประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้

อาหารในกลุ่มข้าวแป้ง ให้สารอาหารที่เรียกว่า “คาร์โบไฮเดรต” เป็นแหล่งพลังงาน คุณแม่ควรเลือกข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง หรือขนมปังโฮลวีท หรือไม่ก็เป็นอาหารเช้าที่ทำจากธัญพืช เพราะอาหารในกลุ่มนี้เป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารช่วยให้ ลูกรักมีพลังงานที่ค่อยย่อยและดูดซึม ซึ่งเป็นพลังงานที่ถูกปล่อยออกมาอย่างช้าๆ ทำให้เด็กมีพลังงานอย่างต่อเนื่อง มีผลต่อสมาธิและอารมณ์


อาหารในกลุ่มของเนื้อสัตว์ ให้สารอาหารที่เรียกว่า “โปรตีน” ช่วยให้ลูกรักมีสมาธิ และพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ดังนั้นคุณแม่ควรเลือกจำพวก ไข่ ปลา เนื้อหมู และเนื้อไก่

นม และผลิตภัณฑ์จากนมต่างๆ นอกจากจะเป็นแหล่งของโปรตีนที่ดีแล้ว ยังเป็นแหล่งของแคลเซียม รวมถึงวิตามินต่างๆ จะช่วยบำรุงทั้งร่างกายและสมองอีกด้วย

ส่วนโยเกิร์ต ก็เป็นอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน หรือมีหน้าที่ช่วยให้จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้แข็งแรง สามารถป้องกัน และดูแลร่างกายให้แข็งแรง

อาหารในกลุ่มของผักสด ผลไม้ จะอุดมไปด้วยสารอาหารที่สำคัญ อย่าง วิตามิน แร่ธาตุ โฟเลต และยังเป็นแหล่งรวมวิตามินต่างๆ ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่า วิตามินซีมีส่วนช่วยเสริมสร้างในเรื่องสมาธิ การเรียนและความจำ ซึ่งก็ไม่แพ้ซึ่งก็ไม่แพ้ธาตุเหล็ก ที่มีผลช่วยให้ลูกมีสมาธิ และช่วยไม่เซื่องซึมหรือง่วงนอนอีกด้วย

นอกจากอาหารเช้าแล้ว นักโภชนาคนเดียวกัน กล่าวต่อว่า ปริมาณอาหารที่ลูกควรได้รับในแต่ละวัน ควรอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพตามรายการอาหารต่อไปนี้

- นมสด ดื่มในปริมาณอย่างน้อย 2 แก้ว ( 1 แก้ว = 250 มิลลิลิตร)

- ไข่ 1 ฟอง

- เนื้อสัตว์ (สุก) 3-4 ช้อนโต๊ะ เนื้อปลาที่มีกรดไขมันที่จำเป็น โอเมก้า 3เนื้อปลาน้ำจืด ได้แก่ ปลาช่อน ปลาทะเลก็ได้แก่ ปลาทู ปลากะพง นอกจากนั้นอาหารทะเลและตับก็เป็นแหล่งอาหารที่ดี หรือจะเลือกเป็นเนื้อไก่ก็ได้ เป็นแหล่งธาตุเหล็กที่ดี ดังนั้นการรับประทานอาหารให้หลากหลายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเป็นอย่างน้อย

- ข้าวสวย 1-2 ถ้วย อาจเลือกเป็นข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีตก็ได้

- ผักสุก ½ - 1 ถ้วยตวง คุณแม่ควรเลือกผักที่มีหลายสี โดยเฉพาะผักที่มีสีเขียวเข้มเช่นผักโขม บร๊อคโคลี่ ตำลึง ผักที่มีสีเหลือง เช่น ฟักทองผักที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ (วิตามินซีสูง) ผักที่มีสีส้ม เช่น แครอท

- ผลไม้ ½ - 1 ถ้วยตวง คุณแม่ควรเลือกผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเท่านั้น เช่น ฝรั่ง

- น้ำมันพืช 2 ช้อนชา คุณแม่ควรใช้น้ำมันรำข้าว สลับกับน้ำมันถั่วเหลือง

ด้วยเหตุนี้ คุณแม่ควรหันมาให้ความสำคัญกับอาหารเช้า อย่าลืมที่จะใส่ใจกับการรับประทานอาหารเช้าเพื่อให้ลูกๆ ได้คุณค่าจากสารอาหารเช้าที่เหมาะสม และครบถ้วน ไปพร้อมๆ กับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย

 

วิจัยชี้อาหารเช้าซีเรียลให้พลังงานระหว่างมื้อ

อุดมไปด้วยไฟเบอร์-วิตามินและแร่ธาตุ
 
 
          เป็นที่ทราบกันดีถึงความสำคัญของการรับประทานอาหารมื้อเช้า เพราะเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดสำหรับการเริ่มต้นกิจกรรมต่างๆ ในแต่ละวันอย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของครอบครัวในปัจจุบัน ทำให้อาหารเช้าซีเรียลได้เข้ามามีบทบาท และกลายเป็นผู้ช่วยสำคัญให้กับครอบครัวยุคปัจจุบันอย่างมาก
 
          ถึงแม้อาหารเช้าซีเรียลจะเป็นวัฒนธรรมการรับประทานอาหารเช้าที่เริ่มมาจากชาวตะวันตก แต่ในปัจจุบันหลายประเทศในเอเชีย รวมถึงคนไทยจำนวนมากได้หันมารับประทานอาหารเช้าซีเรียล นอกเหนือจากอาหารเช้ารูปแบบเดิม เพราะสะดวกและง่ายในการเตรียม เหมาะกับช่วงเวลาที่เร่งรีบเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังให้คุณค่าสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แถมมีปริมาณแคลอรีน้ำตาล และไขมันที่น้อยกว่าอาหารเช้าทั่วไปที่นิยมรับประทาน
 
          ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและโภชนาการกล่าวว่า 'ปัจจุบันอาหารเช้าซีเรียลกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในครอบครัวยุคใหม่ที่ไม่ค่อยจะมีเวลา เพราะสะดวกและง่ายในการเตรียม เพียงเติมนมก็สามารถรับประทานได้แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งอาหารเช้าที่มีคุณค่า นอกจากนี้ในปัจจุบันผู้ผลิตได้มีการพัฒนาเพิ่มคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และมีรสชาติที่หลากหลายและอร่อยถูกปากมากขึ้น
 
          รวมถึงการพัฒนาให้ซีเรียลมีปริมาณน้ำตาล ไขมัน และเกลือ (โซเดียม) ต่ำ มีใยอาหารมากขึ้น ยกตัวอย่าง หากรับประทานพร้อมนมเป็นอาหารมื้อเช้า ปริมาณโซเดียมอยู่ที่ 120-216 มิลลิกรัม ส่วนน้ำตาลอยู่ที่ 9.7-9.9 กรัม ต่อหนึ่งหน่วยบริโภค ซึ่งปกติปริมาณโซเดียมที่ได้รับจากแต่ละมือไม่ควรเกิน 600 มิลลิกรัม1' และน้ำตาลไม่ควรเกิน 12.5 กรัม2'
 
          ทั้งนี้ผลการวิจัยจำนวนมากระบุถึงคุณค่าสารอาหารที่มีอยู่มากมายในโฮลเกรน โดยเฉพาะต่อเด็กวัยเรียน พบว่าหากรับประทานซีเรียลที่ทำมาจากโฮลเกรนเป็นอาหารเช้า ร่างกายจะย่อยอย่างช้าๆ และค่อยๆ ปลดปล่อยพลังงานออกมา ช่วยให้เด็กมีพลังงานอย่างต่อเนื่องจนถึงมื้อกลางวัน ทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน เรียนหนังสือได้ดี และสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ
 
          ซึ่งนอกจากจะมีไฟเบอร์สูง วิตามิน และแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่าง วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก สารต้านอนุมูลอิสระแล้ว อาหารเช้าซีเรียลที่ทำมาจากโฮลเกรน ยังมีปริมาณน้ำตาลและโซเดียมเพียงเล็กน้อยอย่าง ซีเรียลหนึ่งถ้วยผสมกับนม มีปริมาณน้ำตาลเท่ากับแอปเปิลเพียง 1 ผล และเมื่อเทียบกับขนมปังปิ้งทานเนยและแยม 2 แผ่น ซึ่งเป็นอาหารเช้าที่หลายคนชอบรับประทานปริมาณน้ำตาลยังน้อยกว่า
 
          นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังระบุผลดีของการรับประทานซีเรียล โฮลเกรน พบว่า เด็กที่รับประทานอาหารเช้าซีเรียโฮลเกรน เป็นประจำมีความเสี่ยงที่จะมีภาวะน้ำหนักเกิน น้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้รับประทานเป็นประจำ พร้อมทั้งมีแนวโน้มที่จะได้รับไขมันในปริมาณต่ำ และได้รับสารอาหารที่ที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะเป็นไฟเบอร์ วิตามินและเกลือแร่มากกว่า
 
          มีนักโภชนาการรับรองเช่นนี้ ไม่ลองก็ไม่รู้
 

เด็กๆที่ไม่นิยมทานอาหารเช้า

ส่งผลเด็กไม่มีสมาธิในการเรียน

 

              จากผลการสำรวจพฤติกรรมการรับประทานอาหารเช้าของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 4 จำนวน 902 คน ในเขตกรุงเทพฯ ของ รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าเด็กกว่าร้อยละ 40 ไม่ได้กินอาหารเช้าเป็นประจำทุกวันในวันที่ต้องมาโรงเรียน ซึ่งส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่าไม่หิว ไม่มีเวลา และไม่มีการทำอาหารเช้าที่บ้าน

 

              แต่อาหารมื้อเช้า ถือเป็นมื้อที่สำคัญต่อร่างกายมาก เพราะสมองและอวัยวะต่าง ๆ ต้องการ สารอาหารไปหล่อเลี้ยง หลังจากที่ไม่ได้รับอาหารมาตลอดทั้งคืน ซึ่งการขาดอาหารเช้า อาจจะทำเด็กรู้สึกหิว อ่อนเพลีย ขาดสมาธิ และส่งผลเสียต่อการเรียนในระยะยาวได้

 

              ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้เด็กได้ทานอาหารมือเช้าเป็นประจำทุกวัน โดยเลือกอาหารที่หลากหลาย ครบหมู่ หรือจะเลือกอาหารอ่อน ๆ ที่เหมาะสำหรับเด็ก เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มก็ได้ ทั้งหมดนี้ เพื่อการพัฒนาทางสติปัญญาและร่างกายที่สมวัย !

 

งดอาหารเช้าบ่อยเสี่ยงโรคหัวใจ

นำไปสู่ “เบาหวาน” อีกด้วย   
 
 
 
          นักวิจัยบอกว่า การออกจากบ้านทั้งที่ท้องยังว่างทำให้เป็นโรคอ้วน มีไขมันสะสมบริเวณท้อง และมีคอเลสเตอรอลสูงขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังทำให้มีระดับอินซูลินในเลือดสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่โรคเบาหวาน     
 
          คนที่มีความเสี่ยงเหล่านี้มากที่สุดคือ ผู้ใหญ่รายที่มักไม่ทานอาหารเช้าเมื่อสมัยยังเด็ก และยังคงทำเช่นนี้มาตลอดเมื่อโตขึ้น แม้ผลวิจัยก่อนหน้านี้ระบุว่า อาหารเช้าส่งผลดีต่อหัวใจ แต่งานชิ้นนี้เป็นครั้งแรกที่ติดตามผลเสียในระยะยาว     
 
          งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ใน American Journal of Clinical Nutrition แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีอายุถึงช่วง 20ปลายๆ คนที่ไม่ค่อยทานอาหารเช้าเมื่อตอนเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ จะเริ่มมีอาการของโรคหัวใจ
   
          นักวิทยาศาสตร์คิดว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะคนเหล่านี้มีแนวโน้มจะกินอาหารที่มีน้ำตาลสูง และไม่ค่อยออกกำลังกาย รวมทั้งได้รับใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ ในปริมาณน้อย    
 
          นักวิจัยของมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ซึ่งติดตามศึกษาอาสาสมัคร 2,184 คนในช่วงเวลา 20 ปี พบว่า การงดอาหารเช้าจะทำให้ลักษณะการสะสมไขมันของร่างกายเปลี่ยนแปลงไป และคนเหล่านี้มักทานอาหารไม่ตรงเวลา

 

กินอาหารเช้าช่วยความจำดีขึ้น

ช่วยร่างกายสดชื่น เพิ่มพลังงานสมอง
     อาหารเช้า....ไม่ได้กินก่อนออกจากบ้านเพราะกลัวไปทำงานสาย แต่เมื่อถึงที่ทำงานก็ไม่ได้กินเหมือนกัน เพราะต้องรีบทำงาน ฟังดูแล้วเป็นเหตุผลที่ใช้ไม่ได้ คนบางคนอาจปฏิบัติจนเกิดความเคยชินอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอาหารเช้า
 
          ระหว่างที่นอนหลับร่างกายก็ยังใช้พลังงาน และสารอาหารต่างๆ เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงาน เช่น ระบบหายใจ และอื่นๆ ดังนั้นเมื่อตื่นขึ้นมาระดับสารอาหารหลายชนิดจะลดลง จึงจำเป็นต้องนำมาเติมให้อยู่ในระดับปกติ คือ การกินอาหารเช้า
 
          คนจำนวนไม่น้อยจะกินข้าวเช้าก่อนออกจากบ้านไปทำงาน หรือ พ่อแม่บางคนก็จะให้ลูกกินข้าวเช้าก่อนไปโรงเรียน การไม่กินอาหารเช้า จะทำให้ร่างกายขาดพลังงานและจะมีผลต่อการเรียนรู้และความจำ สารอาหารหลักที่ให้พลังงานคือกลูโคส ซึ่งจะสลายให้พลังงานแก่ร่างกาย ดังนั้นการกินอาหารเช้า จึงทำให้สมองทำงานได้ดี
 
          โดยเฉพาะในเด็กนักเรียน การได้กินอาหารเช้าก่อนไปโรงเรียน หรือกินอาหารเช้าที่โรงเรียนก็จะช่วยให้นักเรียนมีสมาธิในการเรียน แม้ในผู้ใหญ่ก็เช่นกัน การได้กินอาหารเช้าจะช่วยให้ความจำดีขึ้น จากการศึกษาเปรียบเทียบผู้สูงอายุที่กินอาหารเช้าประเภทธัญพืช กับผู้สูงอายุที่ไม่กินอาหารและดื่มแต่น้ำเท่านั้น พบว่า ผู้ที่กินอาหารเช้าจะมีความจำดีกว่า
 
          การทำงานของสมองต้องใช้พลังงานตลอดเวลา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องลำเลียงอาหารส่งสมองเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน สารอาหารที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งเมื่อสลายจะให้กลูโคส ซึ่งจะสลายต่อไปแล้วให้พลังงาน ดังนั้นการกินอาหารเช้าจึงมีข้อดีช่วยให้สดชื่น มีแรงทำงานต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ จนกว่าจะถึงมื้ออาหารต่อไป

สำหรับคนที่ไม่กินอาหารเช้า ควรปรับพฤติกรรมใหม่หันมากินอาหารเช้า เพื่อให้การทำงานในแต่ละวันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้การรับรู้และความจำดีขึ้น 

         
 

กินอาหารเช้าไกลโรคสมองเสื่อม

เลือกทานอาหารย่อยง่าย

 

 

 

 

          ว่ากันว่าอาหารมื้อเช้านั้นเป็นมื้อที่สำคัญมาก เพราะนอกจากจะส่งผลให้อารมณ์และความจำดีแล้ว ยังสามารถช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมในระยะยาวได้ นพ.สุวินัย บุษราคัมวงษ์ แพทย์สาขาอายุรกรรมสมอง แผนกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับการรับประทานอาหารมื้อเช้า พร้อมทั้งเผยถึงอาหารประเภทต่างๆ ที่กลุ่มคนวัยทำงานควรรับประทาน

   

          สำหรับหนุ่มสาวออฟฟิศส่วนใหญ่ที่ต้องเร่งรีบไปทำงาน ทำให้ไม่มีเวลารับประทานอาหารเช้า และเมื่อตื่นนอนจะทำได้เพียงจิบกาแฟเพียงแก้วเดียวแล้วรีบไปทำงาน แต่คุณทราบหรือไม่ว่าในกาแฟนั้นมีสารกาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นพร้อมสำหรับการทำงาน แต่สมองยังไม่ได้รับสารอาหารที่ต้องการ เพราะในขณะที่คุณนอนหลับ ร่างกายก็ต้องใช้พลังงานตามปกติ และกลูโคสที่สะสมไว้ก็ถูกใช้ไปกว่าครึ่งขณะที่คุณนอนหลับ แต่ที่เราไม่รู้สึกหิวเพราะร่างกายยังสามารถดึงพลังงานสำรองมาใช้ได้ เมื่อพลังงานหมดก็จะหิว หงุดหงิด เครียด ฯลฯ ดังนั้น มื้อเช้าจึงเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด การงดมื้อเช้าจะส่งผลต่อสมอง เนื่องจากสมองต้องการสารอาหารต่างๆ และกลูโคสไปใช้ในการคิดประมวลผล และถ้างดอาหารมื้อเช้าเป็นประจำ อาจเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อม ในปัจจุบันมีผู้ป่วยเป็นโรคสมองเสื่อมกว่า 600,000 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป คุณหมอกล่าว    

 

          พร้อมกันนี้ นพ.สุวินัย ยังได้เผยว่า สมองนั้นทำหน้าที่ควบคุมและสั่งงานการทำงานเกือบทุกส่วนในร่างกาย ประกอบด้วย เซลล์ประสาท (Neuron) มาก กว่าแสนล้านเซลล์ มีแขนงประสาท (Neuronal  Processes)ประสานกัน เพื่อใช้ส่งสัญญาณประสาทและติดต่อที่ความเร็ว 0.5-120 เมตรใน 1 วินาที ดังนั้น การได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนและเหมาะสม จะช่วยให้ส่งสัญญาณประสาทได้เร็วขึ้น สมองคนเราควรได้รับการกระตุ้นและมีสารอาหารรวมถึงแร่ธาตุต่างๆ มาเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ คนวัยทำงานจึงควรเริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารเช้าที่มีสารอาหารครบ เพื่อช่วยบำรุงสมองให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และกลูโคสที่สมองนำไปใช้ในการทำงานนั้น ยังช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ ผู้ที่ไม่รับประทานอาหารเช้าจึงรู้สึกหงุดหงิดง่าย ขาดสมาธิ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ช้าลง ฯลฯ 

  

          สำหรับเทคนิคในการเลือกรับประทานมื้อเช้าอย่างไร เพื่อช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อม คุณหมอกล่าวว่า ควรแบ่งอาหารทุกมื้อออกเป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน คือ 1.ข้าวซ้อมมือและธัญพืช 2.ผักชนิดต่างๆ 3.โปรตีน 4.ผลไม้สด ส่วนสารอาหารที่ช่วยทำให้หนุ่มสาวออฟฟิศสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น แบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆ ได้ดังนี้

 

          1.วิตามินบี 1, 6 และ 12 แพนโธทินิกและกรดโฟลิก ซึ่งอยู่ในกลุ่มอาหารประเภทถั่วชนิดต่างๆ ข้าวและธัญพืชไม่ขัดสี อาหารทะเล ฯลฯ ซึ่งช่วยให้สมองส่งต่อข้อมูลของเซลล์สมอง ทำให้สมาธิดี

 

          2.วิตามินซี อี และเบต้าแคโรทีนในพืชผักผลไม้ต่างๆ ช่วยปกป้องเยื่อสมองจากอนุมูลอิสระ

 

          3.โคลีนที่มีมากในมันฝรั่ง มะเขือเทศ นม ส้ม ดอกกะหล่ำ ไข่แดง ถั่วลิสง ฯลฯ ช่วยควบคุมความจำ

 

          4.ธาตุเหล็กที่มีมากในตับ เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล ช่วยในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง

 

          5.โอเมกา 3 พบมากในปลาทู ปลาซาร์ดีน ฯลฯ ช่วยป้องกันความจำเสื่อม    

 

          ขณะเดียวกันคุณหมอก็ได้แนะนำว่า ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการรับประทานอาหารเช้าควรเป็นช่วงเวลา 07.00-09.00 น. เพราะช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้ร่างกายดูดซึมและย่อยสารอาหารได้ดีกว่าช่วงอื่น และที่สำคัญการรับประทานอาหารเช้านั้น ควรรับประทานแต่พออิ่ม หากรับประทานอาหารจนอิ่มเกินไปจะส่งผลให้เส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองแข็งตัว และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการทานหวานจัด เพราะน้ำตาลจะไปขัดขวางการดูดซึมโปรตีนรวมทั้งสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสมอง

    

          นอกจากนี้ อาหารมื้อเช้าควรเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ง่ายและย่อยง่าย จัดเตรียมง่ายๆ เช่น 1.ข้าวต้มปลา, กุ้ง (ถ้าทำเองควรใช้ข้าวซ้อมมือหรือใช้ธัญพืชชนิดต่างๆ เช่น งา เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง ฯลฯ โรยไปในข้าวต้ม) ผัดผัก 1 จานหรือสลัด นมถั่วเหลือง 1 แก้วเล็ก ผลไม้ 1 จานเล็ก 2.ข้าวต้ม 1 ถ้วย (เลือกใช้ข้าวซ้อมมือ) ผัดดอกกะหล่ำจานเล็ก 1 จาน ปลาทูนึ่ง 1 ตัว ถั่วลิสงอบหรือถั่วที่ชอบ 1 จานเล็ก ผลไม้จานเล็ก 1 จาน 3.ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วย (โรยหน้าด้วยผลไม้ เช่น กล้วย 1 ผล และธัญพืชชนิดต่างๆ) ส้ม 1 ลูก หรือสลัดมะเขือเทศ 1 จาน เพียงแค่รับประทานมื้อเช้าที่มีสารอาหารอย่างที่สมองต้องการเป็นประจำทุกวัน ก็ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมได้ น.พ.สุวินัยกล่าว


ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
>>>>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<<<




เกิดเป็นแม่....นี้ช่างแสนลำบาก!!!



ขอเชิญแวะซื้อ F-2 ได้ที่นี่
####################################


ร้านค้าที่สนใจต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย F-2 เขตภาคใต้ทุกจังหวัด
เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์
ชุมพร
ระนอง
สุราษฎร์ธานี
นครศรีธรรมราช
กระบี่
ตรัง
พัทลุง
หาดใหญ-สงขลา
สตูล
ปัตตานี
ยะลา
นราธิวาส
ติดต่อได้ที่...คุณสมใจ  ชื่นมุนีวงศ์


โทร.089-848
9604, 087-8747997
หรือสอบถามโดยตรงที่....
คุณอ้อย.089-848 9604
คุณอัง.087-874 7997

>>>>>>>>>>>>><<<<<<<<<<<<<<

................
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997