ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท17/04/2018
ผู้เข้าชม577570
แสดงหน้า812967
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
April 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
     
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน (Lisa)

11/04/2015 11:59 เมื่อ 11/04/2015 อ่าน 2696
.........




 
  • 25 เคล็ดวิธีอายุยืน สุขภาพดีไปอีกน้านน...นาน (Lisa)

              หลังจากง่วนสืบค้นเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์มาให้คุณผู้อ่านอยู่นานสองนาน ก็ไปพบกับข้อมูลที่น่าตกใจเรื่องหนึ่งว่าด้วยเรื่องของอายุขัยสูงสุดของมนุษย์ จากงานวิจัยกว่า 500 ชิ้น เหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องกันว่า อายุขัยที่ถูกต้องของมนุษย์ควรอยู่ 120 ปีหรือมากกว่านั้น! แต่เมื่อดูจากรูปการณ์ในปัจจุบันแล้ว แนวโน้มอายุขัยของมนุษย์เรามีแต่จะสั้นลงทุกที แล้วเราจะทำยังไงให้มีอายุยืนยาว ไม่ต้องถึงร้อยสองร้อยปีหรอก แค่ยืดไปได้อีก 10 ไปก็ถือว่ายอดแล้ว

              ว่าแล้วเรามาลองทำตามคำแนะนำเหล่านี้กันดู แม้จะไม่มีวันรู้ได้ว่าอายุขัยของเราจะยืนยาวขึ้นอีกกี่ปี แต่อย่างน้อย ๆ สิ่งที่เห็นผลทันตาก็คือสุขภาพดีที่ตามมาแน่นอน

    heart 1. ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว 

              คนที่ออกกำลังอยู่เสมอมีโอกาสที่จะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ออกกำลัง นอกจากนี้ ในงานศึกษาชิ้นหนึ่งยังพบว่า คนที่ออกกำลังน้อยกว่าปกติมีโอกาสที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรสูงกว่ากลุ่มคนที่ออกกำลังเป็นประจำถึง 3 เท่า

    heart 2. หัวเราะเข้าไว้ 

              การหัวเราะเป็นยาวิเศษที่ช่วยลดฮอร์โมนความเครียด และเพิ่มภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ การหัวเราะยังเป็นเหมือนการออกกำลังย่อม ๆ ว่ากันว่าหากหัวเราะ 100-200 ครั้งจะเท่ากับการวิ่ง หรือพายเรือ 10 นาทีเลยทีเดียว

    heart 3. เข้านอนช้าลง 

              อ๊ะ! ฟังให้ดีก่อน จริงอยู่ว่าการนอนน้อยอาจส่งผลเสียต่อร่างกายหลาย ๆ อย่าง แต่มีงานศึกษาทางด้านจิตเวชชิ้นหนึ่งเผยว่า ระยะเวลาในการนอนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมนุษย์คือ 6-7 ชั่วโมงต่อวัน การนอนมากกว่า 8 ชั่วโมง หรือน้อยกว่า 4 ชั่วโมงต่อวันอาจส่งผลให้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้นได้
  •  
  • heart 4. ขยันมีกิจกรรมบนเตียง 

              คู่รักที่มีกิจกรรมบนเตียงร่วมกันจะดูเด็กกว่าคู่ที่ไม่ได้ทำการบ้านด้วยกันได้ถึง 7 ปี เพราะเซ็กส์จะช่วยคลายความเครียด ทำให้เรามีความสุข และนอนหลับได้สนิทยิ่งขึ้น
  •  

    heart 5. ดื่มน้ำเยอะ ๆ 

              เพราะร่างกายมีน้ำอยู่ถึง 55-75 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ดังนั้น อาการกระหายน้ำจึงเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ การดื่มน้ำมาก ๆ จะช่วยในเรื่องระบบการย่อย การดูดซึมสารอาหาร ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นช่วยขับสารพิษ และดีต่อสุขภาพโดยรวม

    heart 6. กินกระเทียม 

              กระเทียมได้ชื่อว่าเป็นยาปฏิชีวนะจากธรรมชาติ มีประโยชน์ในการขับพิษ บำรุงสุขภาพหัวใจและการไหลเวียนของเลือด นอกจากนี้ยังช่วยต่อสู้กับอาการติดเชื้อและเสริมภูมิต้านทาน อีกทั้งยังมีหลักฐานบ่งชี้ว่า กระเทียมช่วยป้องกันมะเร็งในระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย สำหรับผู้ที่ไม่ชอบกระเทียมแนะนำให้กินในรูปของอาหารเสริมที่ไม่มีกลิ่น

    heart 7.หม่ำช็อกโกแลต 

              สารต้านอนุมูลอิสระและฟลาโวนอยด์ในช็อกโกแลตจะช่วยบำรุงสุขภาพหัวใจ และลดความเสื่อมของเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกาย แต่แนะนำให้เป็นดาร์กช็อกโกแลตจะดีกว่า เพราะนอกจากปริมาณแคลอรี่ที่น้อยกว่าแล้ว ดาร์กช็อกโกแลตยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่มากกว่าช็อกโกแลตนมถึง 2 เท่า

    heart 8. เลี่ยงอาหารที่มีกระบวนการเก็บรักษาที่ไม่ดี 

              โบทูลินั่ม ท็อกซิน (Botulinum Toxin) หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อของโบท็อกซ์ เป็นหนึ่งในสารพิษที่ร้ายแรงที่สุดจากธรรมชาติ สารชนิดนี้เกิดจากอาหารที่เก็บรักษาไม่ดีจนก่อให้เกิดแบคทีเรียชนิดหนึ่ง พบได้ในไส้กรอก เนื้อเค็ม หรือเนื้อรมควัน และน้ำผึ้งที่มีการเก็บรักษาไม่ดี นอกจากนี้ การตายจากสารโบท็อกซ์ยังอาจเกิดขึ้นได้กับผู้ที่นำไปให้เพื่อวัตถุประสงค์ทางด้านความงามด้วย

    heart 9. กินผักผลไม้เยอะ ๆ 

              ผักผลไม้จะช่วยยับยั้งการเกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดอุดตัน และมะเร็งบางชนิด สารอาหารในผักและผลไม้ช่วยควบคุมความดันเลือดและปริมาณคอเลสเตอรอลได้ อีกทั้งกากใยของอาหารเหล่านี้ยังส่งผลดีต่อระบบขับถ่ายด้วย

    heart 10. รักษาแผลให้สะอาด 

              สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ แบคทีเรียเป็นสาเหตุของการตายที่จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ แม้แต่รอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อยก็อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ ดังนั้นอย่ามองข้ามแผลแค่แมวข่วน หรือกระดาษบาดเสียล่ะ

    heart 11. จิบชา 

              จะชาเขียวหรือชาดำก็มีสารต้านอนุมูลอิสระและประโยชน์เท่ากัน นักวิจัยแนะว่าการดื่มชาดำหนึ่งแก้วต่อวันช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตจากอาการหัวใจวายในผู้ที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้วได้ถึง 28 เปอร์เซ็นต์

    heart 12. ดื่มไวน์แดง 

              งานศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า การดื่มไวน์แดงหนึ่งแก้วต่อวันจะช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ และช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลและความดันเลือดได้ด้วย เป็นข้ออ้างสำหรับการดื่มที่ฟังดูดีใช่มั้ยล่ะ
     

    heart 13. ล้างมือบ่อย ๆ 

              ท้องร่วงเป็นหนึ่งในสาเหตุการตายที่พบได้มากในแต่ละปี ดังนั้น ยามใดที่ออกไปนอกบ้านก็อย่าลืมล้างมือเสียล่ะ หากไม่สะดวก เจลล้างมือ หรือทิชชูเปียกช่วยคุณได้

    heart 14. ตรวจเช็กร่างกายอยู่เสมอ 

              สำหรับคุณสาว ๆ หมายถึงการตรวจเช็กหน้าอกของตัวเองอยู่เป็นประจำ เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดมะเร็งเต้านมในระยะที่ยากเกินจะรับมือ และบรรดาคุณผู้ชายควรสำรวจน้องชายของตัวเองอยู่เสมอ เพื่อเตรียมรับมือกับมะเร็งอัณฑะที่อาจเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพประจำปีควบคู่ไปด้วย
    heart 15. ระวังเรื่องน้ำหนัก 

              กินมากเกินไปคือหนึ่งในสาเหตุของความชรา และยังเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ และมะเร็งที่สำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี รังไข่ และเต้านมได้ด้วย ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งเผยว่า ในแต่ละปีมีอัตราการเกิดอาการหัวใจวายอันเนื่องมาจากโรคหัวใจ และหลอดเลือดถึงปีละ 270,000 ราย และ 280,000 ราย จากจำนวนผู้ป่วยทั้ งหมดมีสาเหตุมาจากความอ้วน

    heart 16. ไม่สูบบุหรี่
     
              ทุกคนรู้ดีถึงโทษของบุหรี่ บุหรี่หนึ่งมวนอาจหมายถึงอายุขัยที่สั้นลง 6 นาที ดังนั้น ยิ่งเลิกสูบได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืดอายุคนที่อยู่รอบตัวคุณด้วย

    heart 17. รู้จักผ่อนคลาย 

              การผ่อนคลายช่วยลดความดันเลือด และลดความเครียดที่อาจเป็นสาเหตุของโรคซึมเศร้า ทั้งนี้ เทคนิคการผ่อนคลายอย่างการเล่นโยคะ และการทำสมาธิสามารถช่วยคุณได้

    heart 18. หลีกเลี่ยงแสงแดด 

              การเลี่ยงการเผชิญหน้ากับแสงแดดที่มากเกินไป จะช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งผิวหนัง และยังช่วยปกป้องผิวของคุณจากฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยต่าง ๆ ที่เป็นตัวบ่งบอกถึงความร่วงโรย ดังนั้น ก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปทุกครั้ง

    heart 19. หนีไปอยู่ต่างจังหวัด 

    คนที่อาศัยอยู่ในแถบชนบทจะมีช่วงอายุขัยที่ยาวนานกว่าคนในเมือง และจากงานศึกษาหลายชิ้นพบว่า คนเมืองที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สีเขียวแบบเปิดโล่ง มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนกว่าคนที่อาศัยอยู่ในย่านที่ถูกรายล้อมด้วยป่าคอนกรีต
     

    heart20. สังสรรค์กับเพื่อน แต่งงาน หรือเลี้ยงสัตว์ 

              อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่แหล่งข่าวที่เชื่อได้หลายแหล่งบอกตรงกันว่า สัมพันธภาพเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเส้นเลือดอุดตันและหัวใจวายได้ ชีวิตแต่งงานจะช่วยยืดอายุขัยของผู้ชายไปอีก 7 ปี และ 3 ปีสำหรับผู้หญิง ส่วนสัตว์เลี้ยงโปรดจะช่วยให้คุณคลายเครียด ช่วยลดความดันโลหิต และยังช่วยให้ผู้ที่ตกอยู่ในภาวะหัวใจวายมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นด้วย

    heart 21. มองโลกในแง่ดี 

              ผลการวิจัยพบว่าคนที่คิดบวกจะมีอายุยืนกว่า เนื่องจากการมองโลกในแง่ดีจะช่วยลดโอกาสในการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่มักมองโลกในแง่ร้าย

    heart 22. ปิดทีวี 

              การใช้เวลาที่หน้าจอสี่เหลี่ยมมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ จากงานศึกษาเมื่อปี 2010 เผยว่า กลุ่มคนที่ดูทีวีมากกว่า 4 ชั่วโมงต่อวัน มีโอกาสเสียชีวิตด้วยสาเหตุต่าง ๆ ได้มากกว่ากลุ่มที่ดูทีวีน้อยกว่า 2 ชั่วโมงต่อวันถึง 46 เปอร์เซ็นต์

    heart 23. ทำกิจกรรมสันทนาการเมื่อแก่ตัวลง 

              การทำสวน หรือช้อปปิ้งจะส่งผลดีต่อคุณในแง่ของการออกกำลัง นักวิจัยหลายคนบอกเอาไว้ว่า กุญแจสำคัญของความสุขก็คือการทำอะไรก็ได้ที่ชอบและรู้สึกดีกับตัวเอง

    heart 24. ไม่หอบงานกลับไปทำที่บ้าน 

              เพราะนั่นหมายถึงคุณไม่สามารถจัดการกับภาระหน้าที่ที่มีอยู่ได้ และอาจทำให้เกิดความเครียดในที่สุด คนที่เครียดจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 20 เท่า และความเครียดยังไปบั่นทอนระบบภูมิคุ้มกันและสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกายอันเป็นสาเหตุของโรคและริ้วรอยต่าง ๆ อีกด้วย

    heart 25. เลือกหมอที่วางใจได้ 

              ว่ากันว่าผู้ป่วย 1 ใน 10 มักจะได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้อง แม้ว่าคนไข้ส่วนใหญ่จะไม่ตาย แต่หากถูกหามไปส่งโรงพยาบาลคุณก็มีโอกาสเป็น 1 ใน 100 ที่อาจถูกกระตุ้นให้เสียชีวิตเร็วขึ้น และการกระตุ้นเหล่านั้นมักเกิดจากอุบัติเหตุมากกว่าเจตนา

(Cr.กระปุก.com)
*************************************************************************************
มีปัญหาเหล่านี้ ผักผลไม้ช่วยได้ 

1) หยุดผมร่วง

รับประทานกล้วย ผลไม้มหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งมีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี

มีสารอาหารสำหรับบำรุงเส้นผมที่ดีมาก การรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผม

ให้อยู่คู่กับหนังศรีษะได้นานวัน ถ้ากล้วยผลใหญ่เกินกว่าจะรับประทานได้สะดวกก็หั่นให้ชิ้นเล็กลง หรืออีก

วิธีคือผสมกล้วยกับแชมพูที่ทำจากน้ำผึ้งแล้วนำมาสระผมก็ช่วยเน้นประสิทธิภาพในการป้องกันผมร่วงและช่วยให้ผมนุ่มสลวยขึ้นด้วย


2) ลดผิวมันมากเกินไป

ต้องรับประทานธัญญาหารทุกเช้า ธัญญาหารอุดมด้วยวิมามินบี 2 รับประทานทุกวันจะเป็น

ตัวช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน

แต่ถ้าไม่สะดวกในการรับประทานธัญญาหารเปล่า ๆ ก็ลองผสมกับนมเย็น ๆ เพื่อเพิ่มรสชาด


3) หยุดการลอกของผิวหนัง

ใช้น้ำมันจาก Primrose ที่มีดอกสีเหลือง ลองรับประทานวันละ 2 แคปซูลทุกเย็น จะช่วยให้ได้

ผลดีอย่างยิ่ง ผิวหนังและหนังศีรษะจะดีขึ้น แต่ถ้าการรับประทานอาหารเสริมแคปซูลทำให้เกิดอาการติดคอ

ก็เปลี่ยนมารับประทานปลาแซลมอนใส่เกลือรมควัน อาหารทะเลหรือสลัดผักสดก็ได้ สิ่งเหล่านี้จะให้สรรพคุณทัดเทียมกับน้ำมัน Primrose ทีเดียว


4) ผิวเนียนเหมือนเด็ก

รับประทานมะม่วง เพราะมีเบต้าแคโรทีนที่ช่วยทำให้ผิวมีสุขภาพดี วิตามินในเบตาแคโรทีน

จะช่วยกระตุ้นการสร้างผิวหนังทั่วไปรวมทั้งหนังศรีษะให้ทดแทนของเดิมที่หยาบแห้งและขรุขระให้กลับมี

ความชุ่มชื้นและนุ่มเนียนอีกครั้ง แต่ถ้าไม่ชอบมะม่วงก็อาจเปลี่ยนเป็นมันฝรั่ง แครอท แอปริคอด แต่ควร

รับประทานร่วมกับไข่และตับจะได้ผลดียิ่งขึ้น


5) ชลอผมงอกหรือผมสีดอกเลา

รับประทาน ถั่วลิสงอบเนย ร่วมกับเกล็ดขนมปังที่อบมาร้อน ๆ ก่อนมื้ออาหาร สามารถหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสีผม เนื่องจากอาหารดังกล่าวอุดมด้วยวิตามินบีที่สามารถหยุดการเปลี่ยนสีผมให้
เป็นสีดอกเลาได้ และยังทำให้ผิวหนังดูดีขึ้นอีกด้วย หากไม่ชอบถั่วลิสงก็ลองรับประทานมันฝรั่งอบร้อนและชุบเนยแทน แต่ปัจจุบันนี้ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่หยุดยั้งการเปลี่ยนสีผมได้แน่นอน เอาเป็นว่าทำให้ผมของเราไม่เปลี่ยนสีรวดเร็วเกินไปก็เพียงพอแล้ว


6) ดูหนุ่มสาวขึ้นอีก 5 ปี

รับประทาน ฝรั่ง หรือน้ำฝรั่ง ที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินซีสามารถช่วยเก็บรักษาคอลลาเจน ที่เป็นบ่อเกิดแห่งโปรตีนภายใต้ผิวหนังหรือรับประทานมะละกอ ส้ม ลูกเกดสีดำอบแห้ง ร่วมกับผลไม้
ประจำวัน ก็จะช่วยเพิ่มวิตามินซีเช่นกัน


7) บำรุงผิวด้วยบลูเบอร์รี่ 

เคล็ดลับเครื่องสำอางหลายชนิดถูกซ่อนอยู่ภายใต้ผิวสีน้ำเงินเข้ม และความเขียวอมม่วงสดของ
บลูเบอร์รี่ สรรพคุณของบูลเบอร์รี่ทำให้ผนังเส้นเลือดมีความแข็งแรง โดยการช่วยดูแลผิวหนังให้เรียบและ
แข็งแรง นอกจาหนี้ยังหยุดอาการเส้นเลือดเปราะบางและแตกง่ายอีกด้วย

ปกป้องใบหน้าจากมลพิษ 

รับประทาน อะโวคาโด วิตามินบีในอะโวคาโดช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัยและร่างกายเกิดความต้านทานจากการทำลายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งนี้รวมถึงการถูกทำลายจากบรรยากาศที่เป็นมลภาวะ

มีพิษอีกด้วย หากรับประทานอะโวคาโดอย่างเดียวแล้วไม่รู้สึกไม่คล่องคอขอให้รับประทานเมล็ดทานตะวันเคลือบน้ำผึ้งและเมล็ดงาคั่วควบคู่ไปด้วยก็ได้ 
จงจำไว้ว่าการกินอาหารเฉพาะอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายจะสามารถช่วยให้สวย-หล่อทันตาเห็นเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ภายใน 
2-3 วัน และต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องทุกวันอย่างน้อย 3- 6 เดือนขึ้นไป 

พุทราจีน สรรพคุณและประโยชน์

พุทราจีน ภาษาอังกฤษ Jujube ส่วนคนจีนจะเรียกพุทราจีนว่า Chinese date, Red date พุทราจีน ชื่อวิทยาศาสตร์ Ziziphus mauritiana บางข้อมูลก็ระบุว่า Ziziphus jujub จัดอยู่วงศ์ (Rhamnaceae) เช่นเดียวกันกับ พุทราจีนยังมีชื่อท้องถอิ่นอื่นๆ อีกเช่น มะตัน มะตันหลวง นางต้มต้น (ภาคเหนือ), บักทัน หมากกระทัน (ภาคอีสาน) เป็นต้น เป็นผลไม้ที่ใช้รับประทานมานานกว่า 4,000 ปีแล้ว โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศจีนตอนใต้

ต้นพุทราจีน เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีหนาม ในผลมีเมล็ดเดียว ผิวเรียบ เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลืองหรือบางสายพันธุ์จะเป็นสีแดงเข้ม ส่วนสายพันธุ์ที่มีการเพาะปลูกในประเทศไทยได้แก่

พันธุ์พื้นเมือง แบ่งออกเป็นพันธุ์ลูกเกดและพันธุ์ไข่เต่า ผลมีลักษณะรีหรือกลมแป้น เปลือกผลบาง เนื้อหยาบมีสีเหลือง รสชาติเปรี้ยวและฝาดอมหวาน

พันธุ์สามรส ผลมีลักษณะกลมแป้น เปลือกบาง เนื้อละเอียดมีสีขาวกรอบ

พันธุ์เจดีย์ หรือพันธุ์ปากน้ำ เป็นสายพันธุ์ลูกผสมระหว่างพันธุ์พื้นเมืองกับพันธุ์อินเดีย มีต้นกำเนิดในจังหวัดสมุทรปราการ
พันธุ์บอมเบย์ ผลมีลักษณะยาวรี เปลือกบางเป็นมัน เนื้อละเอียดมีสี้หลือง รสชาติหวานกรอบ

พันธุ์เหรียญทอง ผลมีลักษณะคล้ายแอปเปิ้ล มีเปลือกหนา ผิวหยาบ เนื้อละเอียดมีสีขาว มีรสหวานกรอบ และมีกลิ่นหอม

พันธุ์แอปเปิ้ล ผลมีลักษณะกลมแป้น เปลือกหนาใสสีเขียวเข้ม เนื้อมีสีขาว กรอบละเอียด มีรสชาติหวานอมเปรี้ยว

พันธุ์สาลี่ หรือพันธุ์บอมเบย์ยักษ์ ผลมีลักษณะคล้ายสาลี่ และมีขนาดใหญ่กว่าสายพันธุ์อื่นๆ เปลือกผลบาง ผิวผิวเหลือง เนื้อในค่อนข้างหยาบมีสีเหลือง เนื้อมาก มีรสหวานกรอบ

พันธุ์บอมเบย์ ผลมีลักษณะยาวรี เปลือกบางเป็นมัน เนื้อละเอียดสีเหลือง มีรสชาติหวานกรอบ

คุณค่าทางโภชนาการของพุทราจีนดิบ ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 79 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 20.23 กรัม
ไขมัน 0.2 กรัม
โปรตีน 1.2 กรัม
น้ำ 77.86 กรัม
วิตามินเอ 40 ไมโครกรัม 5%
วิตามินบี1 0.02 มิลลิกรัม 2%
วิตามินบี2 0.04 มิลลิกรัม 3%
วิตามินบี3 0.9 มิลลิกรัม 6%
วิตามินบี6 0.081 มิลลิกรัม 6%
วิตามินซี 69 มิลลิกรัม 83%
ธาตุแคลเซียม 21 มิลลิกรัม 2%
ธาตุเหล็ก 0.48 มิลลิกรัม 4%
ธาตุแมกนีเซียม 10 มิลลิกรัม 3%
ธาตุแมงกานีส 0.084 มิลลิกรัม 4%
ธาตุฟอสฟอรัส 23 มิลลิกรัม 3%
ธาตุโพแทสเซียม 250 มิลลิกรัม 5%
ธาตุโซเดียม 3 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.05 มิลลิกรัม 1%
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

คุณค่าทางโภชนาการของพุทราจีนแห้ง ต่อ 100 กรัม
พลังงาน 287 กิโลแคลอรี
คาร์โบไฮเดรต 73.6 กรัม
ไขมัน 1.1 กรัม
โปรตีน 3.7 กรัม
น้ำ 19.7 กรัม
วิตามินบี1 0.21 มิลลิกรัม 16%
วิตามินบี2 0.36 มิลลิกรัม 24%
วิตามินบี3 0.5 มิลลิกรัม
วิตามินซี 13 มิลลิกรัม 22%
ธาตุแคลเซียม 79 มิลลิกรัม 8%
ธาตุเหล็ก 1.8 มิลลิกรัม 14%
ธาตุแมกนีเซียม 37 มิลลิกรัม 10%
ธาตุฟอสฟอรัส 100 มิลลิกรัม 14%
ธาตุโพแทสเซียม 531 มิลลิกรัม 11%
ธาตุโซเดียม 9 มิลลิกรัม 0%
ธาตุสังกะสี 0.19 มิลลิกรัม
% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

สรรพคุณพุทราจีน

ผลมีรสหวานมันและฝาด มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย (ผล)
ผลช่วยบำรุงกำลัง หรือสำหรับคนที่ผอมแห้งแรงน้อยหากรับประทานผลพุทราจะช่วยทำให้มีเรี่ยวแรงมากขึ้น (ผล)
พุทราจีนอุดมไปด้วยวิตามินซี ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยกระตุ้นภูมคุ้มกัน เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย (ผล)

ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ผิวมีสุขภาพดีและแข็งแรง และป้องกันโรคเกี่ยวกับผิวพรรณได้ (ผล)
ช่วยบำรุงประสาทและสมอง (ผล)
ช่วยแก้โรคนอนไม่หลับ (ผล)
สรรพคุณของพุทราจีน ผลช่วยบำรุงโลหิต (ผล)
ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง (ผล)
ช่วยบำรุงม้ามและตับ (ผล)
ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูง (ผล)
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด (ผล)
ช่วยเสริมฤทธิ์ป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และเส้นเลือดในสมองตีบ (ผล)
ช่วยป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว เส้นเลือดหัวใจตีบตัน และเส้นเลือดในสมองแตกได้ (ผล)
ผลพุทราจีน อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซึ่งช่วยในการบำรุงสายตา ตาไม่ฟาง ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน (ผล)
เมล็ดพุทราเมื่อนำมาป่นทำเป็นยาลดไข้แก้อาการหวัดในเด็กได้ (เมล็ด)
เปลือกของพุทรามีสารแทนนิน ใช้เป็นยาแก้อาการท้องเสียได้เป็นอย่างดี (เปลือกพุทรา)
พุทราจีน สรรพคุณทางยาช่วยขับปัสสาวะ (ผล)
เมล็ดพุทราเมื่อนำมาป่น ใช้เป็นยารักษาอาการชักในเด็กได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)
พุทราจีน สรรพคุณของใบช่วยแก้อาการผื่นคันตามผิวหนังต่างๆ (ใบ)
ใบพุทรามีคุณสมบัติช่วยลดพิษจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย (ใบ)
ผลใช้รับประทานเป็นยาบำรุงช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของสตรีหลังคลอดบุตร (ผล)

ประโยชน์ของพุทราจีน
ประโยชน์พุทราจีน ช่วยลดผลข้างเคียงของกรดซิตริกในกระเจี๊ยบแดง เมื่อใช้ทำน้ำกับกระเจี๊ยบแดง (ผล)
ใช้ประกอบในอาหารต่างๆ หรือนำไปแปรรูป เมนูพุทราจีน เช่น พุทราจีนแห้ง พุทราจีนเชื่อม น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน แกงจืดเห็ดหูหนูพุทราจีน ไก่ตุ๋นพุทราจีน พุทราจีนทอด ถั่วเขียวต้มพุทราจีน พุทราจีนต้มหัวหอม ไข่ต้มเก๋ากี้พุทราจีน ฯลฯ


1 ใน 7 ของผู้หญิงเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม 
สแกนหาความเสี่ยง 

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

ผู้หญิงทุกคนมีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านม 

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ
1 ใน 7ของผู้หญิงมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมภายในอายุ 90 ปี 
ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมสามารถลดได้บางส่วน 
พันธุกรรมของมะเร็งเต้านม มียีน BRCA1 และ BRCA2 ที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม

ความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม 

•น้ำหนัก เนื่องจากน้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็ง เนื่องจาก ไขมันในร่างกายเป็นแหล่งในการสร้าง estrogen โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเข้าวัยหมดประจำเดือน ยิ่งอ้วนก็จะยิ่งมี estrogen มาก

•อาหาร อาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลายชนิด รวมทั้งมะเร็งเต้านม ควรจะจำกัดปริมาณของอาหารประเภท เนื้อสัตว์ และไขมันจากสัตว์ รวมทั้ง เนย นม ไอศกรีม เนื่องจากอาหารกลุ่มนี้อาจจะมีฮอร์โมนเจือปนอยู่

•อาหารที่ควรรับประทานให้มากขึ้นคือพวกผัก ผลไม้

•การออกกำลังกาย สมาคมแพทย์ทางด้านมะเร็งอเมริกา แนะนำในออกกำลังกาย 45-60 นาที มากกว่า 5 วันต่อสัปดาห์

•แอลกอฮอล์ ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง เนื่องจากจะทำให้การทำงานตับในการควบคุมเอสโตรเจนแย่ลง

•บุหรี่ ควรงดสูบบุหรี่

•การได้รับเอสโตรเจน เนื่องจากเอสโตรเจน จะกระตุ้นการเติบโตของเซลล์เต้านม เช่นการได้รับฮอร์โมนทดแทน น้ำหนักเกิน หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ สำหรับผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิด พบว่าเมื่อหยุดการใช้เกินกว่า 10 ปีจะไม่มีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมมากขึ้น

•ความเครียด ยังไม่มีการยืนยันอย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องความเครียดกับมะเร็งเต้านม 

อายุ ช่วงอายุ 30-39 ความเสี่ยงเท่ากับ 1 ใน 233 หรือเท่ากับ 0.43 %

แต่เมื่ออายุช่วง 60 จะมีความเสี่ยงเท่ากับ 4% หรือ 1 ใน 27

การได้รับรังสีรักษาบริเวณทรวงอก จะเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะได้รับรังสีรักษาในช่วงวัยรุ่น

 


กินต้านชราแบบไทย ๆ

แพทย์อายุรวัฒน์แนะกิน 10 เมนูอาหารไทยที่มีสรรพคุณชะลอชรา ไม่ต้องง้ออาหารฝรั่งเลย เพราะ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์ หรือชะลอชรา (Anti-aging Medicine) แนะว่ามีอาหารไทยหลากหลายเมนูที่มีสรรพคุณชะลอชรา และมีสารอาหารสำคัญช่วยร่างกายแข็งแรง โดยคุณหมอกฤษดา แนะนำมา 10 เมนู...

เริ่มจาก ส้มตำไก่ย่าง ที่สุดของอาหารต้านชรา ในส้มตำมีสุดยอดวิตามินอย่าง“มะเขือเทศ” ที่ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากและเต้านม ส่วนมะละกอนั้นช่วย “ล้างพิษ” ให้กับลำไส้ทั้งเล็กและใหญ่ในมะละกอยังมีน้ำย่อยชื่อ “ปาเปน” เป็นน้ำยาทำความสะอาดลำไส้ให้ปลอดคราบโปรตีนเกาะ ส่วนการรับประทานคู่กับไก่ย่างนั้น มีข้อดี คือ ทำให้ไม่ขาดโปรตีน และที่สำคัญคือ “ไม่อ้วน” เท่าการกินกับข้าวเหนียวหรือกินแบบหนักแป้ง

ตามด้วย แกงเขียวหวานไก่ ในน้ำแกงเขียวหวานเป็นอาหารทิพย์ อุดมด้วยวิตามิน น้ำแกงเข้มข้นหอมมันคือ “ซุปวิตามินชั้นดี” ที่มีทั้งวิตามินเอ, ดี, อี และเค ที่ละลายอยู่ในกะทิ ส่วนในเนื้อไก่ก็มีวิตามินบี ที่ช่วยบำรุงสมอง อีกทั้งในพริกที่ใส่เป็นเครื่องแกงก็มี “กรดแคปไซซิน” กับ “เบต้าแคโรทีน” ที่ช่วยบำรุงสายตา

เมนูต่อมาเป็น เมี่ยงปลาทู ได้ทั้ง “ซัลโฟราเฟน” กลุ่มสารต้านมะเร็งจากใบคะน้าห่อเมี่ยง ถ้าให้ดีต้องหยิบ “มะเขือเทศราชินี” หั่นเสี้ยวใส่เข้าไป ช่วยผิวพรรณสวย ส่วนในเนื้อปลาทู มีทั้งกรดไขมันดีและ “แอสตาแซนทิน” ที่กินเข้ากัน เพราะวิตามินที่ว่านี้โดยมากละลายในไขมัน ถ้าท่านใส่ปลาทูทอดเข้าไปจะช่วยให้จับกันได้ดีขึ้น

จากนั้นคือเมนู ผัดไท โดยเฉพาะผัดไทแบบต้นตำรับคลาสสิกที่สืบทอดตำนานแต่ครั้งรัฐนิยมของท่านจอมพล ป. ในผัดไทจะมีทั้งถั่วงอก ที่ถือเป็นอาหารมงคลรับปีใหม่ ด้วยหมายถึง การงอกงามของสิ่งใหม่ๆ ในถั่วงอกมี “วิตามินซี” อยู่มาก นอกจากนั้น ถั่วและเต้าหู้ในผัดไทยังอุดมไปด้วยวิตามินอี, แคลเซียม และสาร “พฤกษฮอร์โมน” ที่เป็นไฟโตเอสโตรเจนป้องกันมะเร็งและลดไขมัน โดยมีข้อแม้คืออย่าหนัก “เส้น” มากไป

ยังมีเมนู ข้าวหอมนิล ข้าวไทยสีม่วงเข้ม ที่อัดแน่นอยู่ในสีสวยนั่นคือสาร “พฤกษเคมี” ที่มีพลังมากกว่าวิตามินอีกับซีรวมกันเสียอีก ที่สำคัญเอามาจัดเมนูคู่ปีใหม่ได้ง่ายๆ ตัวอย่างเช่น น้ำพริกปลาทูข้าวหอมนิล หรือจะกินคู่กับไข่เจียวร้อนๆ ก็ยังไหว

ข้าวตอกน้ำกะทิ ขนมไทยช่วงปีใหม่ที่ถูกลืมไปนาน มีคุณค่าทางอายุรวัฒน์มาก นับตั้งแต่ตัวข้าวตอกมี “เส้นใย” ช่วยในเรื่องไขมันและน้ำตาลได้ ส่วนวิตามินข้างในนั้นก็เป็นแอนตี้ออกซิแดนท์

ข้าวต้มมัดหรือข้าวเหนียวปิ้งใส่ไส้ เป็นเมนูที่อยู่ท้องและมีประโยชน์ครบเครื่อง เพราะมีทั้ง 5 หมู่อยู่ในนั้น ส่วนวิตามิน ก็มีทั้งเอ, บี, ซี นอกจากนั้นในกล้วยยังมีเส้นใยกับสารกลุ่มฟีนอลชื่อ “กรดเอลลาจิก” ช่วยต้านมะเร็งและเนื้องอกได้

ข้าวเหนียวดำน้ำกะทิ มีใส่เครื่องเคราเยอะ ไม่ว่าจะเผือก, ลำไย, ลูกเดือย และธัญพืชอื่นๆ ซึ่งถือเป็นแหล่งรวมไฟเบอร์ชั้นสูง เพราะช่วยขัดล้างตั้งแต่หลอดอาหารลงมาถึงลำไส้ใหญ่ ส่วนตัวข้าวเหนียวดำเองก็มี “วิตามินอี” และ “ธาตุเหล็ก” สูงมาก รวมถึง “ธาตุม่วงต้านร่วงโรย(OPCs)” ก็มี

ข้าวโพดม่วง อ่านๆ ไปอาจเห็นว่าเน้นแต่ของม่วง แต่นี่เป็นนวัตกรรมใหม่ของบ้านเรา ที่อยากนำเสนอคือ “ข้าวโพดทับทิมสยาม” ประกอบด้วยคุณประโยชน์มากมายทั้งวิตามินบำรุงตาอย่าง “ลูทีน” กับ “ซีแซนทิน” และธาตุม่วง ส่วนวิธีทำก็มาก

และสุดท้าย น้ำสมุนไพร เช่น น้ำอัญชัน, กระเจี๊ยบ, น้ำย่านาง, น้ำใบบัวบก น้ำเหล่านี้ถือเป็นน้ำวิตามินขั้นเทพ รวมวิตามินระดับ “ซุป’ตา” อย่างแท้จริง ตั้งแต่อัญชันมีวิตามินสีม่วงที่ช่วยปกป้องผิวและบำรุงตับ ส่วนน้ำกระเจี๊ยบก็มีวิตามินซีและเอช่วยบำรุงไตได้ ส่วนน้ำใบย่านางกับใบบัวบกยิ่งดีใหญ่ เพราะประกอบด้วย “คลอโรฟิลล์” ที่หลายคนใฝ่ฝันหา และยังมี “กลูต้าไทโอน” ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระขั้นปราบเซียน

เกือบทั้งหมด ล้วนเป็นเมนูหาได้ใกล้ตัว ดังนั้นไม่ว่าจะเทศกาลหรืองานใด ๆ เลี้ยงกันด้วยเมนูไทย ๆ ดีกว่านะ
 
มะละกอ..ผลไม้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย 

ผลดีของมะละกอต่อสุขภาพ

1.ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
มะละกอมีไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และเกลือโซเดียมต่ำ 
เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ 
วิตามินซี และโฟเลต แต่ร้อยละ 92 ของพลังงานจากมะละกอสุกมาจากคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่ควบคุมอาหารแป้งและน้ำตาลจึงไม่ควรกินมะละกอมากเกินไป

สีแดงอมส้มที่พบในมะละกอสุกแสดงว่า มะละกอสุกมีสารไลโคพีนซึ่งเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

2.ช่วยบำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
มะละกอสุกอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีน 
วิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ สารโฟเลต กรดแพนโทเทนิก ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร สารอาหารเหล่านี้บำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ด้วย นอกจากนี้มะละกอมีเอนไซม์ปาเปน สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางการกีฬา

นอกจากนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินสบรุ๊ค ประเทศออสเตรีย พบว่ามะละกอมีสารต้านอนุมูลอิสระ สูงสุดเมื่อสุกงอม เนื่องจากคลอโรฟิลล์สีเขียวเปลี่ยนเป็นสารไม่มีสีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างเยี่ยมยอดอีกชนิดหนึ่ง เรียก NCCs (nonfluorescing chlorophyll catabolytes) สะสมบริเวณเปลือกผลและใต้ผิวเปลือก เวลาปอกมะละกอสุกจึงไม่ควรกรีดริ้วบริเวณใต้เปลือกเพราะจะสูญเสียคุณค่าอาหารนี้ไป

3.ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด
มะละกออาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานได้ดี มะละกอมีวิตามินซี วิตามินอีและวิตามินเอ (ในรูปของสารแคโรทีนอยด์) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เชื่อว่าวิตามินซีและอีช่วยการทำงานของเอนไซม์พาราออกโซเนสซึ่งหยุดการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล 

เส้นใยอาหารในมะละกอช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนกรดโฟลิกใช้เปลี่ยนกรดอะมิโฮโมซิสเทอีนเป็นกรดอะมิโนซิสเทอีนที่ไม่มีพิษภัยอะไร ถ้ามีโฮโมซิสเทอีนอยู่มากกรดอะมิโนนี้จะทำลายผนังหลอดเลือด เกิดความเสี่ยงของอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้

4.ช่วยระบบทางเดินอาหาร
สารอาหารในมะละกอช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เส้นใยอาหารจากมะละกอสามารถจับกับสารพิษก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่และพาส่งออกทำให้เกิดการสัมผัสกับเซลล์ลำไส้ใหญ่น้อยที่สุด และสารโฟเลต บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอี ที่พบในมะละกอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมในเซลล์ดังกล่าวด้วยอนุมูลอิสระ

5.มีฤทธิ์ต้านการอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัด
มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน เอนไซม์เหล่านี้สามารถช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสมานแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ งานวิจัยจากประเทศมาเลเซียพบว่า สารสกัดจากเปลือกผลมะละกอดิบเร่งอัตราเร็วของการสมานแผลในหนูทดลองได้เร็วกว่าการใช้ยาทา Solcoseryl ถึง 1 สัปดาห์ 

บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอีในมะละกอก็มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูมาตอยด์จะได้ประโยชน์จากการกินมะละกอเพื่อลดอาการของโรคดังกล่าว ปัจจุบันมีการใช้เอนไซม์จากมะละกอดังกล่าวผลิตเป็นยาเม็ด ลดอาการบวม การอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัดแล้ว

6.ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน
ร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยนบีตาแคโรทีนที่ได้จากมะละกอสุกเป็นวิตามินเอและซีได้ เนื่องจากร่างกายต้องการวิตามินทั้งสองเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำหน้าที่ได้ราบรื่น จึงพบว่าการกินมะละกอ เป็นประจำอาจลดความถี่การเกิดไข้หวัดและการติดเชื้อในช่องหูได้

7.การป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม
งานวิจัยตีพิมพ์ในต่างประเทศกล่าวว่าการกินผลไม้ 3 ครั้งต่อวันอาจลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ เนื่องจากคนไทยกินมะละกอ ทั้งดิบหรือสุกอยู่เป็นปกติ ดังนั้นเราจึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวลดลงในยามชรา

8.ป้องกันโรคถุงลมปอดโป่งพองและมะเร็งปอด 
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกาพบว่า สารก่อมะเร็งจากบุหรี่ (benzo(a)pyrene) ทำให้เกิดการขาดวิตามินเอในสัตว์ทดลองที่ได้รับอาหารปกติ และเกิดอาการถุงลมปอดโป่งพอง แต่สัตว์ที่ได้รับวิตามินเอปริมาณมากแต่ได้รับสารดังกล่าวไม่พบว่ามีอาการถุงลมปอดโป่งพอง 

ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นนิตย์ควรป้องกันตนเองโดยการกินอาหารที่มีวิตามินเอสูงเป็นประจำ และมะละกอสุกก็เป็นหนึ่งในอาหารดังกล่าว

9.เมล็ดมะละกอใช้รักษามะเร็ง
ที่ประเทศอินเดียกล่าวสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ว่าเมล็ดมะละกอใช้รักษาโรคมะเร็งได้ งานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นรายงานเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2550 นี้ว่า เมล็ดมะละกอมีเอนไซม์ไมโรซิเนส และสารเบนซิลกลูโคซิโนเลตในปริมาณมาก 

สารเบนซิลกลูซิโนเลตนี้ส่วนใหญ่พบในพืชวงศ์คะน้า มีฤทธิ์ขับไล่สัตว์กินพืชในธรรมชาติ แต่มนุษย์ย่อยสารนี้โดยใช้เอนไซม์ไมโรซิเนส ได้สารต้านมะเร็ง งานวิจัยยังพบว่าสารสกัดเฮกเซนของเมล็ดมะละกอมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารซูเปอร์ออกไซด์ และมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งแบบอะป๊อปโทซิส จะเห็นว่าเมล็ดมะละกอมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้จริงตามภูมิปัญญาการแพทย์อินเดีย แต่ต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะมีการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันได้ต่อไป

10.จากมะละกอมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
มะละกอ นอกจากกินเป็นผลไม้ได้อร่อยแล้ว ยังนำไปทำเป็นน้ำมะละกอ หรือชามะละกอได้ น้ำมะละกอ สุกช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยการทำงานของลำไส้ ทำความสะอาดไต และยังเป็นยาระบายอ่อนๆอย่างดีอีกด้วย ส่วนชามะละกอดิบช่วยล้างระบบดูดซึมสารอาหาร คือ ล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ซึ่งเกาะตัวที่ผนังลำไส้ ที่ขัดขวางการดูดซึมสารอาหารและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดด้วย 

ปัจจุบันมีน้ำมะละกอหมักจำหน่ายแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำเป็นผงบดแห้งก็มี แต่ประเทศไทยปลูกมะละกอได้ผลตลอดปีเรามาทำน้ำมะละกอสดดื่มกันเองดีกว่า

น้ำมะละกอสุก
เลือกมะละกอที่สุกกำลังดี เนื้อไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป เนื้อเนียน รสหวาน นำมะละกอสุกหั่นเอาแต่เนื้อครึ่งถ้วย น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย ผง อบเชย 1/8 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ปั่นมะละกอกับน้ำเย็นจัด เกลือ น้ำมะนาวเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว โรยด้วยผงอบเชย ดื่มเย็นๆ ทันที

ชามะละกอจากผลมะละกอดิบ
ใช้มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไปครึ่งผล ชาเขียว หรือชาจีน หรือชาใบหม่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง เพิ่มดอกเก๊กฮวย ใบเตย หรือรากเตยไปด้วยถ้ามี 

ดอกเก๊กฮวยและใบเตยมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ส่วนรากเตยช่วยฟื้นฟูตับอ่อนให้มีกำลัง 
ปอกเปลือกมะละกอล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นแบบชิ้นฟัก นำชิ้นมะละกอใส่หม้อ เติมน้ำ 3-4 ลิตร ตั้งไฟ (ใส่ดอกเก๊กฮวย หรือใบเตย หรือรากเตยตามชอบ) เมื่อน้ำเดือดสักพักหนึ่งยกหม้อลง ตักมะละกอ และดอกเก๊กฮวยออก ให้เหลือแต่น้ำ นำน้ำดังกล่าวไปชงชา ใส่ใบชาประมาณครึ่งกำมือ หลัง 5 นาทีกรองเอากากชาออก ทิ้งไว้ให้เย็นดื่มได้ทันที หรือบรรจุขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 3 วัน

สูตรโบราณจากประเทศอินเดียที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันให้เคี้ยวเมล็ดจากผลสุกสิบเมล็ดพร้อมกลืน ช่วยกระตุ้นระบบน้ำดี ย่อยไขมัน ล้างระบบทางเดินอาหาร และช่วยกระตุ้นการทำงานของตับ

มะละกอเสริมความงามผิวพรรณ
เอนไซม์ปาเปนที่พบในมะละกอ ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ทั้งด้านเภสัชกรรม โรงผลิตเบียร์ โรงงานเครื่องหนัง อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สปา เอนไซม์ปาเปนถูกใช้ในเครื่องสำอางได้เนื่องจากเอนไซม์ดังกล่าวสามารถย่อยสลายคอลลาเจนได้ ช่วยเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว จึงใช้ทดแทนสารสังเคราะห์ แอลฟาไฮดรอกซีแอซิด (alphahydroxy acids; AHA) ได้ และมีคุณสมบัติช่วยย่อยโมเลกุลของโปรตีนด้วย 

ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าเอนไซม์ปาเปนจากต่างประเทศ 
ปัจจุบันสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้สนับสนุนภาคเอกชนไทยผลิตเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอดิบ
พัฒนาเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สปา ทดแทนกรดผลไม้ที่มีค่าความเป็นกรดสูง พร้อมลดการนำเข้าจากต่างประเทศปีละกว่า 60 ล้านบาท 

สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง หรือมีปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้า สามารถทำมาสก์มะละกอสุกใช้เอง เพื่อผิวหน้าที่อ่อนนุ่มได้ตามสูตรข้างล่างนี้

สูตรที่ 1 ใช้มะละกอสุกปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นๆ สัก 2-3 ชิ้น บดขยี้ด้วยช้อนจนละเอียด แล้วนำมะละกอ ดังกล่าวบดมาทาให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตาทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใช้สัปดาห์ละครั้ง ผิวที่แห้งจะเริ่มชุ่มชื้น นุ่มนวล กระชับขึ้น เป็นสูตรโบราณจากประเทศอินเดียใช้ลบริ้วรอยได้ดี

สูตรที่ 2 เหมือนสูตรข้างบน แต่เมื่อบดเนื้อมะละกอ แล้วให้ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติปริมาณพอข้นให้เข้ากัน ทิ้งส่วนผสมไว้สัก 5 นาที นำมาพอกหน้าและคอ แขน มือ ทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้วทาครีมบำรุงทันที ผิวจะนุ่ม และใสขึ้นเรื่อยๆ ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะลบริ้วรอยได้

มะละกอ...ผลไม้ธรรมดาๆ แต่มากไปด้วยคุณค่า บรรพบุรุษคนไทยนี่ช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ ที่ปลูกมะละกอไว้กินกันแทบทุกบ้านเลย ประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน แถมใช้บำรุงความงามได้อีก อย่าลืมลองสูตรมาสก์พอกหน้ากันนะ ของดีของไทยยุคเศรษฐกิจพอเพียง

cr: Be Healthy
มะละกอ..ผลไม้ที่อุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย ผลดีของมะละกอต่อสุขภาพ
1.ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะละกอมีไขมันอิ่มตัว คอเลสเตอรอล และเกลือโซเดียมต่ำ เป็นแหล่งที่ดีของเส้นใยอาหาร ธาตุโพแทสเซียม วิตามินเอ วิตามินซี และโฟเลต แต่ร้อยละ 92 ของพลังงานจากมะละกอสุกมาจากคาร์โบไฮเดรต ผู้ที่ควบคุมอาหารแป้งและน้ำตาลจึงไม่ควรกินมะละกอมากเกินไป สีแดงอมส้มที่พบในมะละกอสุกแสดงว่า มะละกอสุกมีสารไลโคพีนซึ่งเป็นสารช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย
2.ช่วยบำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะละกอสุกอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ได้แก่ แคโรทีน วิตามินซี สารฟลาโวนอยด์ สารโฟเลต กรดแพนโทเทนิก ธาตุโพแทสเซียม แมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร สารอาหารเหล่านี้บำรุงสุขภาพของระบบหัวใจและหลอดเลือด และป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่อีก ด้วย นอกจากนี้มะละกอมีเอนไซม์ปาเปน สามารถนำมาใช้ด้านการแพทย์เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บทางการกีฬา นอกจากนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินสบรุ๊ค ประเทศออสเตรีย พบว่ามะละกอมีสารต้านอนุมูลอิสระ สูงสุดเมื่อสุกงอม เนื่องจากคลอโรฟิลล์สีเขียวเปลี่ยนเป็นสารไม่มีสีที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระอย่างเยี่ยมยอดอีกชนิดหนึ่ง เรียก NCCs (nonfluorescing chlorophyll catabolytes) สะสมบริเวณเปลือกผลและใต้ผิวเปลือก เวลาปอกมะละกอสุกจึงไม่ควรกรีดริ้วบริเวณใต้เปลือกเพราะจะสูญเสียคุณค่าอาหารนี้ไป
3.ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด มะละกออาจช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดแข็งตัวและโรคหัวใจที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานได้ดี มะละกอมีวิตามินซี วิตามินอีและวิตามินเอ (ในรูปของสารแคโรทีนอยด์) ซึ่งเป็นสารอนุมูลอิสระที่มีความสำคัญช่วยป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เชื่อว่าวิตามินซีและอีช่วยการทำงานของเอนไซม์พาราออกโซเนสซึ่งหยุดการเกิดอนุมูลอิสระของคอเลสเตอรอล เส้นใยอาหารในมะละกอช่วยลดคอเลสเตอรอลส่วนกรดโฟลิกใช้เปลี่ยนกรดอะมิโฮโมซิสเทอีนเป็นกรดอะมิโนซิสเทอีนที่ไม่มีพิษภัยอะไร ถ้ามีโฮโมซิสเทอีนอยู่มากกรดอะมิโนนี้จะทำลายผนังหลอดเลือด เกิดความเสี่ยงของอาการหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองอุดตันได้
4.ช่วยระบบทางเดินอาหาร สารอาหารในมะละกอช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง ลำไส้ใหญ่ เส้นใยอาหารจากมะละกอสามารถจับกับสารพิษก่อมะเร็งในลำไส้ใหญ่และพาส่งออกทำให้เกิดการสัมผัสกับเซลล์ลำไส้ใหญ่น้อยที่สุด และสารโฟเลต บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอี ที่พบในมะละกอ จะมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยลดการถูกทำลายของสารพันธุกรรมในเซลล์ดังกล่าวด้วยอนุมูลอิสร
5.มีฤทธิ์ต้านการอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัด มะละกอมีเอนไซม์ปาเปนและไคโมปาเปนช่วยย่อยโปรตีน เอนไซม์เหล่านี้สามารถช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสมานแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้ งานวิจัยจากประเทศมาเลเซียพบว่า สารสกัดจากเปลือกผลมะละกอดิบเร่งอัตราเร็วของการสมานแผลในหนูทดลองได้เร็วกว่าการใช้ยาทา Solcoseryl ถึง 1 สัปดาห์ บีตาแคโรทีน วิตามินซีและอีในมะละกอก็มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคข้อเสื่อม และข้ออักเสบรูมาตอยด์จะได้ประโยชน์จากการกินมะละกอเพื่อลดอาการของโรคดังกล่าว ปัจจุบันมีการใช้เอนไซม์จากมะละกอดังกล่าวผลิตเป็นยาเม็ด ลดอาการบวม การอักเสบจากบาดแผลหรือการผ่าตัดแล้ว
6.ช่วยระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายมนุษย์สามารถเปลี่ยนบีตาแคโรทีนที่ได้จากมะละกอสุกเป็นวิตามินเอและซีได้ เนื่องจากร่างกายต้องการวิตามินทั้งสองเพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำหน้าที่ได้ราบรื่น จึงพบว่าการกินมะละกอ เป็นประจำอาจลดความถี่การเกิดไข้หวัดและการติดเชื้อในช่องหูได้
7.การป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม งานวิจัยตีพิมพ์ในต่างประเทศกล่าวว่าการกินผลไม้ 3 ครั้งต่อวันอาจลดความเสี่ยงของอาการภาวะจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ อันเป็นสาเหตุของการเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุ เนื่องจากคนไทยกินมะละกอ ทั้งดิบหรือสุกอยู่เป็นปกติ ดังนั้นเราจึงมีความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวลดลงในยามชรา
8.ป้องกันโรคถุงลมปอดโป่งพองและมะเร็งปอด งานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัฐแคนซัส สหรัฐอเมริกาพบว่า สารก่อมะเร็งจากบุหรี่ (benzo(a)pyrene) ทำให้เกิดการขาดวิตามินเอในสัตว์ทดลองที่ได้รับอาหารปกติ และเกิดอาการถุงลมปอดโป่งพอง แต่สัตว์ที่ได้รับวิตามินเอปริมาณมากแต่ได้รับสารดังกล่าวไม่พบว่ามีอาการถุงลมปอดโป่งพอง ผู้วิจัยจึงเชื่อว่าผู้ที่สูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นนิตย์ควรป้องกันตนเองโดยการกินอาหารที่มีวิตามินเอสูงเป็นประจำ และมะละกอสุกก็เป็นหนึ่งในอาหารดังกล่าว
9.เมล็ดมะละกอใช้รักษามะเร็ง ที่ประเทศอินเดียกล่าวสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษ ว่าเมล็ดมะละกอใช้รักษาโรคมะเร็งได้ งานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นรายงานเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2550 นี้ว่า เมล็ดมะละกอมีเอนไซม์ไมโรซิเนส และสารเบนซิลกลูโคซิโนเลตในปริมาณมาก สารเบนซิลกลูซิโนเลตนี้ส่วนใหญ่พบในพืชวงศ์คะน้า มีฤทธิ์ขับไล่สัตว์กินพืชในธรรมชาติ แต่มนุษย์ย่อยสารนี้โดยใช้เอนไซม์ไมโรซิเนส ได้สารต้านมะเร็ง งานวิจัยยังพบว่าสารสกัดเฮกเซนของเมล็ดมะละกอมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารซูเปอร์ออกไซด์ และมีฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งแบบอะป๊อปโทซิส จะเห็นว่าเมล็ดมะละกอมีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้จริงตามภูมิปัญญาการแพทย์อินเดีย แต่ต้องใช้เวลาอีกมากกว่าจะมีการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันได้ต่อไ
10.จากมะละกอมาเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ มะละกอ นอกจากกินเป็นผลไม้ได้อร่อยแล้ว ยังนำไปทำเป็นน้ำมะละกอ หรือชามะละกอได้ น้ำมะละกอ สุกช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยการทำงานของลำไส้ ทำความสะอาดไต และยังเป็นยาระบายอ่อนๆอย่างดีอีกด้วย ส่วนชามะละกอดิบช่วยล้างระบบดูดซึมสารอาหาร คือ ล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ซึ่งเกาะตัวที่ผนังลำไส้ ที่ขัดขวางการดูดซึมสารอาหารและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดด้วย ปัจจุบันมีน้ำมะละกอหมักจำหน่ายแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ที่ทำเป็นผงบดแห้งก็มี แต่ประเทศไทยปลูกมะละกอได้ผลตลอดปีเรามาทำน้ำมะละกอสดดื่มกันเองดีกว่า น้ำมะละกอสุก เลือกมะละกอที่สุกกำลังดี เนื้อไม่แข็ง หรือเละจนเกินไป เนื้อเนียน รสหวาน นำมะละกอสุกหั่นเอาแต่เนื้อครึ่งถ้วย น้ำเย็นจัด 1 ถ้วย ผง อบเชย 1/8 ช้อนชา เกลือป่น 1/4 ช้อนชา น้ำมะนาว 2 ช้อนชา ปั่นมะละกอกับน้ำเย็นจัด เกลือ น้ำมะนาวเข้าด้วยกัน รินใส่แก้ว โรยด้วยผงอบเชย ดื่มเย็นๆ ทันที ชามะละกอจากผลมะละกอดิบ ใช้มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไปครึ่งผล ชาเขียว หรือชาจีน หรือชาใบหม่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง เพิ่มดอกเก๊กฮวย ใบเตย หรือรากเตยไปด้วยถ้ามี ดอกเก๊กฮวยและใบเตยมีสรรพคุณบำรุงหัวใจ ส่วนรากเตยช่วยฟื้นฟูตับอ่อนให้มีกำลัง ปอกเปลือกมะละกอล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นแบบชิ้นฟัก นำชิ้นมะละกอใส่หม้อ เติมน้ำ 3-4 ลิตร ตั้งไฟ (ใส่ดอกเก๊กฮวย หรือใบเตย หรือรากเตยตามชอบ) เมื่อน้ำเดือดสักพักหนึ่งยกหม้อลง ตักมะละกอ และดอกเก๊กฮวยออก ให้เหลือแต่น้ำ นำน้ำดังกล่าวไปชงชา ใส่ใบชาประมาณครึ่งกำมือ หลัง 5 นาทีกรองเอากากชาออก ทิ้งไว้ให้เย็นดื่มได้ทันที หรือบรรจุขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 3 วัน สูตรโบราณจากประเทศอินเดียที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันให้เคี้ยวเมล็ดจากผลสุกสิบเมล็ดพร้อมกลืน ช่วยกระตุ้นระบบน้ำดี ย่อยไขมัน ล้างระบบทางเดินอาหาร และช่วยกระตุ้นการทำงานของตับ มะละกอเสริมความงามผิวพรรณ เอนไซม์ปาเปนที่พบในมะละกอ ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ทั้งด้านเภสัชกรรม โรงผลิตเบียร์ โรงงานเครื่องหนัง อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สปา เอนไซม์ปาเปนถูกใช้ในเครื่องสำอางได้เนื่องจากเอนไซม์ดังกล่าวสามารถย่อยสลายคอลลาเจนได้ ช่วยเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว จึงใช้ทดแทนสารสังเคราะห์ แอลฟาไฮดรอกซีแอซิด (alphahydroxy acids; AHA) ได้ และมีคุณสมบัติช่วยย่อยโมเลกุลของโปรตีนด้วย ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าเอนไซม์ปาเปนจากต่างประเทศ ปัจจุบันสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้สนับสนุนภาคเอกชนไทยผลิตเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอดิบ พัฒนาเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สปา ทดแทนกรดผลไม้ที่มีค่าความเป็นกรดสูง พร้อมลดการนำเข้าจากต่างประเทศปีละกว่า 60 ล้านบาท สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง หรือมีปัญหาเรื่องสิวบนใบหน้า สามารถทำมาสก์มะละกอสุกใช้เอง เพื่อผิวหน้าที่อ่อนนุ่มได้ตามสูตรข้างล่างนี้ สูตรที่ 1 ใช้มะละกอสุกปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นๆ สัก 2-3 ชิ้น บดขยี้ด้วยช้อนจนละเอียด แล้วนำมะละกอ ดังกล่าวบดมาทาให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตาทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ใช้สัปดาห์ละครั้ง ผิวที่แห้งจะเริ่มชุ่มชื้น นุ่มนวล กระชับขึ้น เป็นสูตรโบราณจากประเทศอินเดียใช้ลบริ้วรอยได้ดี สูตรที่ 2 เหมือนสูตรข้างบน แต่เมื่อบดเนื้อมะละกอ แล้วให้ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติปริมาณพอข้นให้เข้ากัน ทิ้งส่วนผสมไว้สัก 5 นาที นำมาพอกหน้าและคอ แขน มือ ทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด เสร็จแล้วทาครีมบำรุงทันที ผิวจะนุ่ม และใสขึ้นเรื่อยๆ ใช้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้งจะลบริ้วรอยได้ มะละกอ...ผลไม้ธรรมดาๆ แต่มากไปด้วยคุณค่า บรรพบุรุษคนไทยนี่ช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ ที่ปลูกมะละกอไว้กินกันแทบทุกบ้านเลย ประกอบอาหารได้ทั้งคาวหวาน แถมใช้บำรุงความงามได้อีก อย่าลืมลองสูตรมาสก์พอกหน้ากันนะ ของดีของไทยยุคเศรษฐกิจพอเพียง cr: Be Healthy
........

5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่

มั่นใจเกินล้านเปอร์เซ็นต์ว่า การที่ผู้หญิงขาใหญ่ดั่งโต๊ะสนุ้ก น่องเหลว เซลลูไลท์ตรึม ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจ บั่นทอนความเชื่อมั่น จะออกไปข้างนอกที คว้าแต่กางเกงขายาว กระโปรงยาวแทบคลุมตาตุ่มมาใส่.

 

 5 วิธีเด็ดสลายเซลลูไลท์-น่องโต-ต้นขาใหญ่ อวดเรียวขากล้ามเนื้อแน่นปั๊ก!

 

ในใจก็ย้าก อยาก จะนุ่งสั้นจุ๊ดจู๋ ใส่เลกกิ้ง สกินนี่ฟิตเปรี๊ยะ แอบเซ็กซี่เล็กๆ เอ็กซ์หน่อยๆ บริหารเสน่ห์สไตล์ผู้หญิง แต่เพราะไอ้เจ้าขาหมูยวบๆ ของเรานี่แหล่ะ แถมด่างๆ ดำ ๆ เพราะรอยยุงกัด น่องแตกลายงา พาลให้อยากเก็บขาไว้มิให้ใครเห็น

 

งั้นเราลองมาดู วิธีลดขจัดปัญหาขาใหญ่ นี้ให้หมดไปกันดีกว่าจ้า เอ้า ไปดูกันเล้ยย

 

วิธีแรก->หมั่นสครับผิวขา

 

การขัดผิวเป็นอีกหนึ่งที่ทำให้เรามีท่อนขาที่ปราศจากควาหมองคล้ำ สลายรอยดำจากยุงกัด แมวข่วน เป็นวิธีหนึ่งที่ผู้หญิงนิยมกันเป็นอย่างมาก

 

การขัดผิว หรือ Exfoliating คือ การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวของเรา ซึ่งเป็นผิวชั้นนอกและเผยเซลล์ผิวรุ่นใหม่ที่แข็งแรงกว่ามาแทนที่ ทำให้ผิวของเราดูสดใสและมีชีวิตชีวา ดังนั้นการขัดผิว ก็เหมือนการเผยผิวที่กระจ่างใสของเราที่โดนเซลล์ผิวเก่าของเราปิดบังซ่อนเอาไว้อยู่นั้นเอง

 

การขัดผิวนั้นสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะฟองน้ำ ครีม ใยบวม หินขัด หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถนำมาใช้ได้ แต่การขัดผิวที่ดีนั่นควรทำอย่างนิ่มนวล และไม่ทำบ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวอ่อนไหวและไม่สามารถทนแดด และจะทำให้แห้งกร้านได้ง่าย ปกติผิวของคนเราจะมีการผลิตเซลล์ผิวทุก 2-4 สัปดาห์ หากอายุเรามากกว่า 20 ปี ขึ้นไปแล้วการผลัดเซลล์ผิวก็จะช้าลงไปเรื่อยๆ แต่การขัดผิวจะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวทำได้ดีขึ้น ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส

 

การขัดผิวนั้นไม่ควรทำมากจนเกินไป เพราะนอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจจะทำลายผิวของตัวเราเองอีกด้วย การขัดผิวหน้าควรทำอยู่ที่สัปดาห์ละไม่กิน 2 ครั้ง และไม่ควรทำติดกันอาจจะเว้น 3-4 วัน หรือทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะเหมาะสมที่สุด ควรทำการขัดเป็นวงกลมเบาๆ หลังขัดควรหามอยส์เจอไรเซอร์มาเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวด้วยจ้า แค่นี้ก็มีผิวขาที่ขาวใสนวลเนียนแล้วนิ!

 

วิธีสอง-เซลลูไลท์จ๋าลาก่อน

 

เซลลูไลท์ (Cellulite) หมายถึง เซลล์ก้อนไขมันที่มีขนาดใหญ่ อยู่ใต้ผิวหนังที่อัดกันอยู่อย่างหนาแน่นซึ่งจะนูนขึ้นมาที่บริเวณผิวหนังจะเป็นตะปุ่มตะป่ำ บริเวณนี้เรียกว่า เซลลูไลท์ หรือเรียกว่าผิวเปลือกส้ม ไขมันนี้จะพบได้ทั้งในคนผอมและคนอ้วน โดยพบในเพศหญิงมากกกว่าเพศชายซึ่งร่างกายจะสามารถสะสมได้ที่บริเวณท้องแขน หน้าท้อง ต้นขา และสะโพก

 

งั้น เราเรารีบมาโบกมือบ้ายบายมันกันเถอะ

 

เพราะการนวดก็เป็นอีกวิธีลดต้นขา ไล่เจ้าเซลลูไลท์ ไป ไป๊ ชิ้ว ชิ้ว การนวดที่ทำให้ต้นขานั้นเล็กลง โดยให้นวดเป็นวงเบาๆ ไปให้ทั่วบริเวณขาของคุณเป็นเวลา 10-20 นาทีทุกวัน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ต้นขาของคุณเล็กลงได้

 

แม้เราจะเห็นความแตกต่างของต้นขาที่ลดลงได้ไม่เท่าการออกกำลังกายเฉพาะส่วน แต่การนวดลดต้นขาก็เป็นวิธีการช่วยเสริมวิธีการออกกำลังกายในเบื้องต้นนั่นเอง และข้อดีนอกเหนือจากการได้ลดลงของต้นขาแล้ว การนวดต้นขายังสามารถทำให้เซลลูไลท์บริเวณต้นขานั้นน้อยลงด้วย เนื่องจากการนวดนั้นเป็นการขับไล่สารพิษออกจากร่างกาย จึงส่งผลให้เซลลูไลท์นั้นมีขนาดเล็กลงไปได้นะฮะ

 

อ๊ะ! ยังไม่หมด หรืออีกสารพัดวิธีในการลดเซลลูไลท์ คือ ลดการบริโภคไขมันและน้ำตาล ดื่มน้ำให้เพียงพอกับร่างกายต้องการประมาณวันละ 8 แก้ว หรือการใช้วิธีดีท็อกซ์ ทั้งอบไอน้ำ ซาวน่า

 

หรือวิธีสุดท้าย หันมากินอาหาร Raw Food หรือใช้วิธี Detox Liquid Diet คือ ดื่มแต่น้ำผักน้ำผลไม้ ซุปใส ชาสมุนไพร โดยไม่กินอะไรเลย เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายของเสีย ทำให้ไขมันลดลงแล้วเซลลูไลต์จะน้อยลงไปด้วยเช่นกัน แต่ถ้าหากกลับมากินตามปกติเซลลูไลต์ก็จะกลับมาเหมือนเดิมด้วยเช่นกัน

 

วิธีสาม->กระโดดเชือก

 

หูยย ว่ากันว่า… การกระโดดเชือกติดต่อกัน 15 นาที เทียบเท่าได้กับการวิ่งจ๊อกกิ้งนานถึง 30 นาทีเลยทีเดียวนะ นอกจากนี้เหล่าเทรนเนอร์ของดาราฮอลลีวูดทั้งหลาย ก็แนะนำให้ดาราสาวที่อวบอั๋นเกินไป รีบฟิตหุ่นให้ทันเปิดกล้องหนังเรื่องต่อไป ด้วยการกระโดดเชือกทุกเช้าและเย็น เพื่อเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันและกระชับสัดส่วนแขนขาให้แน่นสวยไม่หย่อนยานอีกด้วย

 

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง จะช่วยลดแรงกระแทกลงได้มาก ไม่เกิดอันตรายต่อเข่า หรือทำให้เข่าเสื่อม เข่าพัง อย่างที่หลายคนเคยได้ยินกันมา วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกที่ถูกวิธี จะกระโดดเพียงแค่ต่ำๆ สูงจากพื้นไม่เกิน 1-2 นิ้ว โดยที่จะใช้ข้อเท้า กล้ามเนื้อน่อง รวมถึงการงอเข่าเล็กน้อย ช่วยในการดูดซับแรงกระแทกลงได้อีกส่วนหนึ่ง ซึ่งแรงกระแทกที่เกิดขึ้นยังน้อยกว่าการวิ่งอีกด้วย การกระโดดแบบผิดๆ ด้วยการกระโดดสูงเกินไปต่างหาก ที่มีโอกาสทำให้เข่าพังได้ จากแรงกระแทกที่สูงเกินไป

 

วิธีลดน่องโดยการกระโดดเชือกให้ถูกวิธี เริ่มต้นด้วยการเลือกเชือกที่นำมาใช้กระโดด ควรซื้อเชือกแบบ Speed Rope คือ เชือกกระโดดที่ทำจากพลาสติก PVC เส้นเล็กๆ ควรหลีกเลี่ยงเชือกที่เป็นผ้าและเชือกที่มีการถ่วงน้ำหนัก ทั้งแบบที่เป็นท่อยางใหญ่ๆ หนักๆ และแบบที่ถ่วงน้ำหนักที่ด้ามจับ ต่อมาให้ปรับความยาวเชือกให้พอดีกับส่วนสูงของเรา โดยการยืนเหยียบกึ่งกลางเชือก ดึงเชือกขึ้นมาจนตึง ความยาวของเชือกที่เหมาะสม ปลายด้ามจับจะต้องเสมอกับรักแร้พอดี

 

ดังนั้นจึงต้องเลือกเชือกที่ยาวๆ ไว้ก่อน เพราะสามารถปรับให้สั้นลงได้ โดยเฉพาะแบบที่ด้ามจับเป็นพลาสติก มักจะปรับความยาวเชือกจากด้ามได้ แต่ถ้าด้ามเป็นไม้ถึงจะปรับไม่ได้ ก็ยังสามารถผูกปมด้านที่ใกล้กับด้ามจับให้เชือกสั้นลงได้ แต่ถ้าเชือกที่ซื้อมาสั้นเกินไป จะไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย นอกจากซื้อเส้นใหม่ที่ยาวกว่าเดิม

 

วิธีสี่->ออกกำลังกายย่อเข่า

 

การออกกำลังกายโดยการย่อเข่าไปข้างหน้า วิธีนี้สามารถช่วยในการกำจัดไขมันและช่วยกระชับกล้ามเนื้อต้นขาและลดต้นขาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากคล้ายๆ กับการออกกำลังกายลุกนั่ง

 

วิธีการคือ ยืนแยกขาออก ให้ระหว่างขากว้างระยะประมาณหัวไหล่ทั้งสองข้างของเรา แล้วก้าวไปข้างหน้าด้วยเท้าหนึ่งข้างแล้วโยกตัวย่อเข่าลงไปข้างหน้าประมาณ 90 องศา ย่อตัวลงให้หัวเข่าขาหลังอยู่ห่างจากพื้นประมาณ 1 นิ้ว

 

พยายามให้หลังและคอเหยียดตรงตลอดเวลา ทิ้งน้ำหนักไปข้างหน้าไปที่ส้นเท้าและหัวเข่า อาจใช้วิธียกลูกเหล็กขนาด 5-10 ปอนด์ตรงด้านข้างลำตัว ระหว่างออกกำลังกายในท่านี้ไปด้วยก็ได้ บริหารต้นขาทั้งสองข้างด้วยท่านี้ประมาณข้างละ 30 ครั้ง พักแล้วเริ่มทำใหม่

 

อ้อ!สำหรับสาวๆ ที่ชอบเดิน นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีลดต้นขาที่ดีอีกวิธีหนึ่ง เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อจากการเดินนั้นทำให้กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้นจึงทำให้ไขมันบริเวณนั้นถูกเผาผลาญได้อย่างดี จึงทำให้ต้นขาของเราเล็กลง และดูสวยงามยิ่งขึ้น

 

วิธีสุดท้าย-ขึ้น-ลงบันได

 

ลองสวมรองเท้าส้นสูงแล้วเดินขึ้นลงบันไดดูซิ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดน่องโต ทำขาเรียวสวยเซ็กซี่ได้นะ!

 

แม่เจ้า! การขึ้นบันไดสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 8-11 กิโลแคลอรี่ต่อนาทีซึ่งถือว่าสูงเมื่อเทียบกับการออกกำลังกายทั่วไป ส่วนการลงบันไดจะใช้พลังงานประมาณ 1 ใน 3 ของการขึ้นบันได การเดินขึ้นบันได เป็นการออกกำลังกายขณะทำงานรูปแบบหนึ่ง เป็นที่นิยมมากในต่างประเทศถึงขนาดมีการแข่งขันการเดินขึ้นบันไดเป็นประจำทุกปี เป็นกิจกรรมที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน ทำได้ง่าย สะดวกทุกที่ ทุกเวลา

 

ทว่าการเดินขึ้นบันไดเป็นการออกกำลังแบบ aerobic หัวใจจะแข็งแรง ทำให้กล้ามเนื้อต้นขา น่อง และก้นแข็งแรง กระชับ แถมอาการปวดข้อน้อยกว่าการวิ่ง

 

ว้าว! ยังมีรายงานอีกด้วยว่า การขึ้นบันไดเฉลี่ยวันละ 2 ชั้นสามารถลดน้ำหนักได้ 2.7 กิโลกรัมในเวลา 1 ปี และมีหลักฐานยืนยันว่าการเดินขึ้นลงบันไดสามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกได้ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน อีกทั้งสามารถลดปริมาณไขมันในร่างกาย และเพิ่มปริมาณ High-density lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็นไขมันชนิดดีได้

 

สำหรับคุณผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรเริ่มขึ้นบันไดเพียง 1 ชั้นก่อน สลับกับเดินพื้นราบ ขณะเดินควรเริ่มด้วยการเกาะราวบันได เมื่อท่านเดินได้คล่องจึงปล่อยมือจากราวได้ ถ้าไม่มีอาการผิดปกติ จึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนชั้นอย่างช้าๆ คือ 1-2 ชั้นต่อสัปดาห์

 

ลองดู! เพียงขึ้นลงบันไดอย่างน้อยวันละ 2-3 ชั้น เรียวขาและก้นของคุณจะกระชับ เฟิร์ม ดึ๋งดั๋ง อย่างคาดไม่ถึงเลยเชียว อิอิ

 

 
ข้อดี 10 อย่างของกะปิ รู้เเล้วอึ้ง 

1. บำรุงกระดูก แคลเซียมจะถูกปลดปล่อยจากกะปิถ้าผ่านความร้อน เช่น ตอนปิ้งกะปิหรือทำข้าวคลุกกะปิด้วยข้าวสวยร้อน ๆ ถ้าเบื่อดื่มนมมากก็ขอให้ลองหากะปิมาทานบ้างเพราะให้แคลเซียมมากกว่านมวัวหลายเท่านัก

2. ถูกกับเลือดจาง กะปิมีวิตามินบี 12 ซึ่งต้องได้จากภายนอกเท่านั้ ร่างกายเราสร้างเองไม่ได้ แต่มีในกะปิ วิตามินชนิดนี้ดีกับเลือดมาก หากขาดจะทำให้ป่วยเลือดจางได้เช่นเดียวกับท่านที่กินมังสวิรัติ 

3. ไม่ให้ร้างฟัน มีการศึกษาโดยคุณหมอฟันที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ว่า กะปิที่ผ่านความร้อนช่วยให้ฟันไม่ผุ ทำให้ชาวใต้ที่รับประทานกะปิและน้ำบูดูบ่อย ไม่ค่อยพบปัญหาฟันผุฟันสึกมากเหมือนพี่น้องภาคอื่น ๆ 

4. บำรุงมันปลา มีน้ำมันโอเมก้า 3 ชนิดเดียวกับที่อยู่ในปลาน้ำลึกมาก เพราะเป็นตัวแม่ที่แท้จริงที่สร้างน้ำมันดีชนิดนี้ แถมมีมากและดูดซึมได้ดีด้วย ลองช่วยกินสลับกับปลาสดบ้างก็ดี ไม่ต้องกลัวธาตุเค็ม หรือ โซเดียม เกินจากกะปิ เพราะถ้าเทียบกันแล้วอาหารใกล้ตัวหลายอย่างมีมากกว่า อย่างปลาเค็ม ไส้กรอก แหนมและขนมกรุบ กรอบใส่ผงชูรส

5. หาจุลินทรีย์ เป็นเชื้อดีที่หมักอยู่ในกะปิมีสารพัดจุลินทรีย์ที่ช่วยเป็น ?โปรไบโอติกส์? ในลำไส้ เสริมภูมิให้เชื้อผู้ร้ายไม่มาแผ้วพาน แต่ข้อสำคัญคือต้องเลือกกะปิที่สะอาดดีจริงไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเพิ่มเชื้อร้ายให้ท้องไส้เสียกันไปได้

6. มีป้องกันตา มีแอนตี้ออกซิแดนท์สำคัญคือ แอสตาแซนทิน กินแล้วช่วยคลายเครียดให้ตา ให้ไม่เหนื่อยล้าเมื่อยตา และล้างสนิมแก่ออกจากตาได้ดี 

7. พาวิตามินดี นอกจากแสงแดดแล้วกะปิเป็นแหล่งวิตามินดีที่แสนดีที่นอกจากช่วยกระดูกแล้ว ยังช่วยคลายเครียดให้อารมณ์ผ่องใสได้ เพราะคนที่ไร้วิตามินดีมาก ๆ นั้นจะมีอารมณ์ออกไปทางซึมเศร้าเฉาชีวิต 

8. ไม่มีเลือดหนืด ด้วยอานิสงส์จากน้ำมันดีในกะปิอีกแล้วที่ช่วยหล่อลื่นให้เลือดไหลปรูดปราดไม่ขาดช่วง ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันตามที่สำคัญอย่างหัวสมองและหัวใจ ออกฤทธิ์คล้าย ๆ พี่ใหญ่แอสไพรินทีเดียว 

9. ไม่จืดความคิด โอเมก้า 3 ช่วยหล่อลื่นให้สมองแล่นไวเหมือนกับได้น้ำมันออโต้ลู้บบำรุงสมอง และน้ำมันในกะปิเป็นของที่ละลายผ่านไขมันได้ดี จะช่วยบำรุงส่วนประสาทที่มีชั้นไขมันเคลือบอยู่ได้มาก 

10. พิชิตโรคใจ ทั้งปกป้องห้องหัวใจและป้องกันหัวสมองที่เป็นดั่งดวงใจ ยกเว้นว่าอย่าทานเค็มจัดเกินไปเพราะในกะปิมีตัวช่วยสำคัญคือน้ำมันที่ช่วยหลอดเลือดอยู่ ทั้งในสมองและหัวใจเป็นเสมือนชุมทาง

ข้อมูลจาก: โรงพยาบาลราชวิถี
จาก FW mail.
 

ต้องการตัวแทนภาคเหนือ
ร้านค้าที่สนใจต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย F-2
เขตอำเภอเมือง จ.ลำปาง จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน
และจังหวัดใกล้เคียง
ติดต่อได้ที่...คุณสมใจ  ชื่นมุนีวงศ์


โทร.089-848
9604, 087-8747997
หรือสอบถามโดยตรงที่....
คุณอ้อย.089-848 9604
คุณอัง.087-874 7997
<<<<<<<<<<<<<<<<>>>>>>>>>>>>>>>
................
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997