ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท22/07/2018
ผู้เข้าชม612012
แสดงหน้า865220
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
September 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
      
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
      
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

"ตำแหน่งสิว" บอกอารมณ์และโรคร้ายได้อย่างคาดไม่ถึง

23/09/2017 07:32 เมื่อ 23/09/2017 อ่าน 2245
........
 

'ตำแหน่งสิว' บอกอารมณ์และโรคร้ายได้อย่างคาดไม่ถึง

วิธีการสังเกตถึงสุขภาพภายในร่างกายของเราหรือของคนใกล้ตัวเรานั้น ด้วยศาสตร์ใหม่จากการวิเคราะห์สภาพผิว Face Mapping กระบวนการพิสูจน์และวิเคราะห์สภาพผิวด้วยศาสตร์ตะวันออก ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาความคิดเบื้องต้นที่ว่า 'ผิวหน้าสามารถบ่งบอกได้ถึงสุขภาพภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อผิวพรรณ' ทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุการเกิดปัญหาสุขภาพผิว
โดยแบ่งส่วนใบหน้า ลำคอ และแผ่นอกออกเป็น 4 โซน

สิวบอกโรค : โซนที่ 1 และโซนที่ 3 ถ้ามีปัญหาสิวบริเวณนี้ คุณอาจมีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ดังนั้นอาจต้องดื่มน้ำมากขึ้นหรือทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

สิวบอกโรค : โซนที่ 2 สิวบริเวณหว่างคิ้ว เกี่ยวกับตับ อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโทส (ดื่มนมไม่ได้) การทานอาหารรสจัดหรือทานอาหารดึกเกินไป

สิวบอกโรค : โซนที่ 4 และโซนที่ 10 ผิวบริเวณหูนี้เป็นผลพวงของไต หากรู้สึกร้อนที่หู คุณอาจต้องลดการรับประทานเนื้อสัตว์

สิวบอกโรค : โซนที่ 5 และโซนที่ 9 บริเวณแก้มทั้งสองด้าน โดยแก้มส่วนบนจะเกี่ยวข้องกับไซนัสและปอด ส่วนแก้มส่วนล่าง เหงือกและฟัน สาเหตุอาจเป็นเพราะสูบบุหรี่จัด หรือแพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้ เป็นหวัดเรื้อรัง หรืออาจใช้บลัชออนและรองพื้นไม่เหมาะสม ถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้มอาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือการหายใจ ถ้ามีสิวแบบเป็นๆ หายๆ ที่แก้มด้านล่างอาจมีปัญหาเรื่องเหงือกและฟัน หรือโทรศัพท์มือถือไม่สะอาด

สิวบอกโรค : โซนที่ 6 และโซนที่ 8 ตำแหน่งรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง เกี่ยวข้องกับไต และปัญหาภูมิแพ้ สาเหตุมาจากเครื่องสำอางที่ใช้อยู่ อาจไม่เหมาะสม หรือใส่แว่นตาที่เสียดสีมาก รอยคล้ำอาจเกิดจากการมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก หรือพักผ่อนน้อย เปลือกตาหากมีความระคายเคือง อาจมาจากการเป็นภูมิแพ้ หรือขาดสารอาหาร

สิวบอกโรค : โซนที่ 7 ผิวบริเวณจมูกและริมฝีปาก แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน หากมีสิวบริเวณนี้อาจหมายถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ การมีประจำเดือน การรับประทานยาคุมกำเนิด

สิวบอกโรค : โซนที่ 11 และโซนที่ 13 หากผิวบริเวณนี้แตกระแหง สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาของฟันกราม หรือปัญหาเกี่ยวกับฟัน

สิวบอกโรค : โซนที่ 12 สิวเรื่อๆ บริเวณคางนี้ สามารถบ่งบอกได้ว่าคุณกำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้เล็ก ที่มีผลจากการรับประทานของเผ็ด

สิวบอกโรค : โซนที่ 14 หากคุณมีสิวบริเวณนี้แล้วล่ะก็ แสดงว่าคุณกำลังเครียดสูง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก ไทยโพสต์
ขอขอบคุณภาพประกอบจากleonarddrake.comค่ะ

www.f2lady.com
LINE ID : f2lady
089-848-9604

www.otwopremiumorganic.com
LINE ID:angotwo
คุณอัง.087-874 7997


Executive Center
ผู้บริหารศูนย์-คลังสินค้าโอทู คุณเทพพิศักดิ์-คุณสมใจ ชื่นมุนีวงศ์



 

นวัตกรรมใหม่“ข้าวกล้องงอกไร้มอด” เก็บนานนับปี ไม่พึ่งถุงสุญญากาศ


เมื่อวันเวลาผันผ่าน ความเยาว์วัยลดลง ความแก่ชรามาเยือน โรคภัยไข้เจ็บมีอัตราสูงขึ้นในแต่ละปี หลายคนพยายามหาตัวช่วยเพื่อรักษาสุขภาพ ทั้งออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ เลือกรับประทานอาหารดีๆ เช่น รับประทานข้าวกล้องที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการบริโภคข้าวขาวที่ผ่านการขัดสีจนแทบไม่เหลือคุณค่าทางอาหาร แต่ข้าวกล้องก็มีจุดอ่อนคือ มีอายุการเก็บรักษาสั้น แค่ 1-2 เดือน ก็เสี่ยงเจอกลิ่นหืน แถมเจอมอดมากัดกินข้าวสาร เมื่อเจอปัญหานี้ ชาวบ้านมักแก้ไขด้วยวิธีง่ายๆ คือ นำข้าวที่มอดขึ้นมาตากแดด ความร้อนและแสงแดดทำให้มอดหนีไปเอง


 

ข้าวกล้องงอกไร้มอด :

ปกติข้าวกล้องโดยทั่วไปเวลาหุงจะสุกไม่พร้อมกับข้าวสาร แต่ข้าวกล้องงอกไร้มอดที่ผลิตวิธีนี้เมื่อนำไปหุงรวมกับข้าวสาร เนื้อข้าวกล้องจะสุกพร้อมข้าวขาว ข้าวกล้องงอกไร้มอดแม้ผลิตจากข้าวพื้นเมืองหลายชนิด เช่น ข้าวดำ ข้าวแดง เมื่อนำไปหุงรวมกัน ข้าวกล้องแต่ละชนิด ก็ไม่ตกสีใส่กัน ทำให้เนื้อข้าวกล้องมีสีสันน่ารับประทาน


วิธีการทำข้าวกล้องงอก ได้แก่


1. คัดเลือกเมล็ดข้าวกล้องที่มีความสดใหม่ และเมล็ดที่สมบูรณ์หาได้ในท้องถิ่น


2. นำข้าวกล้องเปลือกที่ได้มากะเทาะเปลือกด้วยเครื่องสีข้าวแบบลูกกลิ้ง แล้วคัดแยกสิ่งแปลกปลอม เมล็ดหักและเสียออก


3. นำข้าวกล้องที่ผ่านการกะเทาะเปลือกออกที่พร้อมจะเพาะงอก มาล้างน้ำสะอาด 2 ครั้ง น้ำที่ใช้ในกระบวนการนี้ใช้น้ำประปา


4. นำข้าวกล้องแช่ในกะละมังโดยให้น้ำท่วมข้าวกล้องประมาณ 2 นิ้ว แช่ที่อุณหภูมิห้อง เป็นเวลา 4 ชั่วโมง 


5. หลังจากแช่น้ำแล้วให้ล้างด้วยน้ำสะอาด 2 ครั้ง


6. นำข้าวกล้องที่ได้มาใส่ภาชนะเพาะงอก ห่อด้วยผ้าขาวบาง 3 ชั้น หรือผ้าสำลีเพื่อรักษาความชื้น


7. นำข้าวกล้องไปเพาะในตู้บ่มที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 18-24 ชั่วโมง ข้าวกล้องจะมีความยาวของยอดอ่อน ประมาณ 1 และ 2 มิลลิเมตร


8. นำข้าวกล้องที่ผ่านการเพาะงอกแล้วมานึ่งให้สุกเป็นบางส่วน นึ่งด้วยไอน้ำที่อุณหภูมิ 90±5 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที เพื่อหยุดกระบวนการงอกและยับยั้งเอนไซม์

 
9. นำข้าวกล้องที่ผ่านการนึ่งแล้วมาตากแดดหรืออบแห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ให้เหลือความชื้น ร้อยละ 14 หลังจากนั้นเก็บรักษาโดยการบรรจุถุงปิดสนิท เพื่อป้องกันมอด แมลงเข้าไปทำลาย และเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น
   


'วัตถุประสงค์ของการนึ่งข้าว'
1. เพื่อหยุดการงอกของเมล็ดข้าว
2. ความร้อนชื้นจากกระบวนการนึ่งจะทำลายไข่มอดให้ตายหมด
3. ยับยั้งเอนไซม์ที่ก่อให้เกิดกลิ่นหืดในข้าวกล้อง
4. กระบวนการพาสเจอไรซ์ ที่อบนึ่งด้วยความร้อนจะช่วยทำลายจุลินทรีย์ที่เป็นตัวก่อโรค เมื่อนำไปบริโภคไม่มีปัญหาท้องเสีย
5. เมื่อนำข้าวกล้องงอกไปหุงพร้อมกับข้าวขาว ข้าวกล้องจะสุกไวขึ้น เพราะผ่านการนึ่งข้าวมาแล้วนั่นเอง'






แหล่งที่มาของข้อมูลhttp://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1429933833



 
 
 

ศุกร์กับเซ็กส์ : เซ็กส์ในสาววัยทอง

ศุกร์กับเซ็กส์ : เซ็กส์ในสาววัยทอง : พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

 
                     ถาม สวัสดีค่ะ คุณหมอ ได้อ่านบทความของคุณหมอเกี่ยวกับเซ็กส์ของหญิงอายุ 50 ปีอัพ จะขอรบกวนสอบถามเพิ่มเติมดังนี้นะคะ คือดิฉันอายุ 54 ปี สาวโสด ไม่เคยแต่งงานนะคะ และไม่แน่ใจว่า ประจำเดือนหมดไปเกิน 1 ปี หรือยังนะคะ เดือนตุลาคมปีนี้ จะแต่งงานค่ะ คำถาม คือ ต้องกินยาคุมไหมคะ เพราะไม่อยากมีลูกค่ะ หรือต้องทำอย่างไรคะ จะรบกวนขอคำแนะนำค่ะ กราบขอบพระคุณมากนะคะ
 
                     ตอบ ไม่มีใครแก่เกินไปสำหรับความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบหนุ่มสาว แบบพ่อแม่ญาติพี่น้อง แบบเพื่อน ความรักเป็นพลังที่ทำให้คนเราต่อสู้กับอุปสรรคได้ทุกอย่าง เพราะเป็นความปีติอย่างยิ่งที่จะมีผู้มาร่วมทุกข์ร่วมสุข ยืนเคียงข้างต่อสู้อุปสรรคไปด้วยกัน จึงขอแสดงความดีใจกับการแต่งงานของสาวโสดวัย 54 มา ณ โอกาสนี้ค่ะ
 
                     อายุ 54 ปี ส่วนใหญ่ประจำเดือนหมดแล้วค่ะ เมื่อหมดไปต่อเนื่อง 1 ปีก็เรียกว่า วัยทอง สำหรับการคุมกำเนิดในหญิงวัยทองนั้นไม่ต้องคุมแล้ว เพราะเมื่อประจำเดือนไม่มา ก็แสดงว่าไม่มีไข่ตก ไม่มีไข่ตกก็ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้แล้ว แต่หากอายุ 54 ปี ยังมีประจำเดือนมา แสดงว่ายังมีไข่ตก อาจตั้งครรภ์ได้ แต่การตั้งครรภ์ในวัยนี้มักจะเป็นการตั้งครรภ์ไม่ปกติ ลงเอยด้วยการแท้ง หรือบางรายกลายเป็นการตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกซึ่งคือเนื้องอกของรก มีโอกาสกลายเป็นเนื้อร้ายได้ จึงไม่ควรเสี่ยงให้เกิดการตั้งครรภ์ ควรคุมกำเนิด ซึ่งสามารถเลือกวิธีคุมกำเนิดตามใจชอบ เนื่องจากไม่นานก็จะหมดประจำเดือนควรคุมกำเนิดแบบชั่วคราว โดยการใช้ฮอร์โมน เช่น กินยาคุมกำเนิด ใช้แผ่นแปะคุมกำเนิด ฉีดยาคุมกำเนิด ฝังยาคุมกำเนิด ข้อดีคือจะได้รับฮอร์โมนจากยาคุมกำเนิด ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ช่องคลอดและผิวพรรณ ไม่แห้ง แต่มีข้อพึงระวังไม่ควรใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด หลายกรณี เช่น
 
• มีประวัติเคยเป็น, มีความเสี่ยงที่จะเป็น หรือเป็นโรคดังต่อไปนี้คือ โรคหลอดเลือดดำอักเสบ, โรคหลอดเลือดอุดตันโดยลิ่มเลือด, โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองผิดปกติ, โรคหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจอุดตัน
 
• การทำงานของตับบกพร่องอย่างรุนแรง
 
• สงสัยหรือเป็นมะเร็งเต้านม
 
• เลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย
 
• สูบบุหรี่เป็นประจำ
 
 
                     หากจะใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชได้ ในกรณีที่ไม่อยากใช้ฮอร์โมนคุมกำเนิด อาจใช้ถุงยางอนามัย ข้อดีคือ เป็นการคุมกำเนิดระยะสั้น ไม่มีฮอร์โมน มีสารหล่อลื่น ทั้งยังป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อีกด้วย ข้อเสียคือผู้ชายบางคนไม่ชอบใช้ ในผู้หญิงบางคนรู้สึกเจ็บเพราะแพ้ถุงยางอนามัย หรือทำให้เจ็บเพราะฝ่ายชายมีความทนมากขึ้น
 
                     ไม่แนะนำให้ใช้ ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน เพราะคุมกำเนิดได้ร้อยละ 75-85 ทำให้ประจำเดือนมาผิดปกติ ทั้งหากพลาดตั้งครรภ์อาจจะเป็นการตั้งครรภ์นอกมดลุก ซึ่งอาจเกิดอันตรายถึงชีวิต ไม่แนะนำให้สวมห่วงอนามัย เพราะเหมาะที่จะคุมกำเนิดระยะยาว 3-8 ปี ในสาวโสดอายุมากอาจใส่ห่วงได้ยากกว่าคนมีลูก ทำให้เจ็บเวลาใส่ห่วง ทั้งยังต้องอาศัยการตรวจห่วงด้วยตนเองทุกเดือน มิฉะนั้นห่วงอาจเลื่อนหลุดได้
 
ถาม ยาคุมฉุกเฉินโพสตินอร์ (Postinor) มีอันตรายไหมค่ะ จะทำให้เป็นมะเร็งมดลูก หรืออะไรไหมคะอ่านเจอว่าในชีวิตหนึ่ง กินได้ 2 ครั้ง จริงหรือเปล่าคะ ขอบพระคุณค่ะ
 
                  ตอบ ยาคุมฉุกเฉินในเมืองไทยมีหลายยี่ห้อ เช่นโพสตินอร์, มาดอนน่า ฯลฯ แต่เป็นตัวยาเดียวกัน คือเป็นฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่ชื่อลีโวนอร์เจสเตรล ขนาดเม็ดละ 0.75 มิลลิกรัม ให้กินสองเม็ดภายใน 72 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ คุมกำเนิดได้ร้อยละ 75-85 เนื่องจากฮอร์โมนที่ใช้สูงกว่าฮอร์โมนที่อยู่ในยาเม็ดคุมกำเนิดมากถึง 5 เท่า จึงทำให้มีเลือดออกหลังรับประทาน 2-3 วัน ทั้งประจำเดือนอาจมาไม่ปกติ หากพลาดตั้งครรภ์อาจตั้งครรภ์นอกมดลูกได้ จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นแล้วพลาด เช่นถุงยางอนามัยแตก ห่วงอนามัยหลุด หรือถูกข่มขืน ไม่ใช้คุมกำเนิดทั่วไป สำหรับข้อมูลที่ส่งกันในอินเทอร์เน็ตนั้นไม่เป็นความจริง เดือนหนึ่งไม่ควรกินยาคุมฉุกเฉินเกินสองครั้งไม่ใช่ทั้งชีวิต และยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่ายาคุมฉุกเฉินก่อให้เกิดมะเร็งมดลูก
 

ศุกร์กับเซ็กส์ : ปลอดภัยไหมครับ

ศุกร์กับเซ็กส์ : ปลอดภัยไหมครับ : พญ.ชัญวลี 

 
             ผมมีเรื่องรบกวนถามเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ครับว่ามีโอกาสท้องไหม? ผมมีเซ็กส์กับแฟนเมื่อเช้ามืดตอนตีสามครึ่งของเช้าวันที่ 4 ธันวาคม ผมไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย แต่ใช้การหลั่งนอก 1 ครั้ง แฟนผมรอบเดือนปกติคือ 28 วันมาประจำเดือนมาล่าสุดวันที่ 27 พฤศจิกายน ระยะเวลาปลอดภัยที่ไม่ท้องคือวันที่เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่ครับ? ขอบคุณครับ
 
             ตอบ การคำนวณระยะปลอดภัยที่จะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ตั้งครรภ์ จากประวัติประจำเดือนนั้น วัยรุ่นนิยมบอกกันว่าหน้า 7 หลัง 7 โดยที่บางคนก็คิดเอาเองว่า หน้า 7 คือก่อนประจำเดือนมา 7 วัน หลัง 7 คือหลังประจำเดือนมา 7 วัน แต่นับตั้งแต่ประจำเดือนมาเป็นวันที่ 1 ก็มี นับตั้งแต่ประจำเดือนหมดเป็นวันที่ 1 ก็มี อันที่จริงการนับวันที่ 1 ตามมาตรฐานคือต้องนับตั้งแต่ประจำเดือนมาวันแรก ดังนั้นหลัง 7 นั้นบางคนที่มีประจำเดือนมา 7 วัน ก็ยังมีประจำเดือนอยู่ แต่...อันที่จริงการนับหน้า 7 หลัง7 นั้นก็ยังไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
 
             หลักการของการคำนวณระยะปลอดภัยจากประวัติประจำเดือนนั้น มีหลักการว่าหลังไข่ตก ไข่จะมีอายุอยู่ได้นาน 24 ชั่วโมง หากไม่มีการปฏิสนธิก็จะฝ่อหายไป แต่อสุจิเมื่อเข้าไปอยู่ในระบบอวัยวะสิบพันธุ์สตรี สามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 3 วัน ดังนั้นระยะปลอดภัยจึงขึ้นอยู่กับเวลาที่ไข่ตก และเวลาที่มีเพศสัมพันธ์
 
             โดยทั่วไปหากรอบประจำเดือน 28 วันไข่จะตกวันที่ 14 ของประจำเดือน เนื่องจากหลังไข่ตกจะใช้เวลา 14 วันในการเตรียมโพรงมดลูกให้หนานุ่มเพื่อจะเป็นที่รองรับตัวอ่อน หากไม่มีการปฏิสนธิจึงกลายเป็นประจำเดือนออกมา หากรอบประจำเดือนมากกว่า 28 วัน เช่น 30 วัน ไข่จะตกวันที่ 16 ของประจำเดือน หากรอบประจำเดือนน้อยกว่า 28 วัน เช่น 24 วัน ไข่จะตกวันที่ 10 ของประจำเดือน
 
             วิธีคำนวณระยะปลอดภัย จึงเป็นว่า ให้บันทึกรอบประจำเดือนของตนเอง อย่างน้อย 12 เดือนหรือ 1 ปี เพื่อดูระยะที่ยาวที่สุดของรอบประจำเดือน และระยะที่สั้นที่สุดของรอบประจำเดือน
 
             โดยวันแรกของรอบประจำเดือนที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ = รอบประจำเดือนที่สั้นที่สุด ลบ 18  และวันสุดท้ายของรอบประจำเดือนที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ = รอบประจำเดือนที่ยาวที่สุด ลบ 11
 
             ดังนั้นในข้อมูลที่คุณให้มา คุณมีเพศสัมพันธ์วันที่ 8 ของประจำเดือน (ประจำเดือนมาล่าสุดวันที่ 27 พฤศจิกายน มีเพศสัมพันธ์วันที่ 4 ธันวาคม) หากว่าแฟนมีรอบประจำเดือนนาน 28 วันสม่ำเสมอทุกเดือนตลอดเวลาทุกปีที่ผ่านมา ก็เรียกว่าปลอดภัย โอกาสท้องก็ไม่มี หากนำมาเข้าสมการดังนี้ วันแรกของรอบประจำเดือนที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ = 28 ลบ 18 คือวันที่ 10 ของประจำเดือน (เท่ากับวันที่ 6 ธันวาคม)วันสุดท้ายของรอบประจำเดือนที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ = 28 ลบ 11 คือวันที่ 17 ของประจำเดือน (เท่ากับวันที่ 13 ธันวาคม) นั่นคือมีโอกาสท้องหากมีเพศสัมพันธ์ 6-13 ธันวาคม
 
             แต่...หากใน1ปี บางเดือนแฟนคุณมีรอบเดือนสั้นสุด 26 วัน ก็ย่อมไม่ปลอดภัย บางเดือนไข่อาจตกเร็ว ซึ่งมีโอกาสท้อง หากนำมาเข้าสมการดังนี้ วันแรกของรอบประจำเดือนที่อาจจะตั้งครรภ์ได้ = 26 ลบ 18 ก็คือวันที่ 8 ของประจำเดือน (เท่ากับวันที่ 4 ธันวาคม) พอดีค่ะ
 

ไม่ถึงจุดสุดยอดเพราะอีดี

ศุกร์กับเซ็กส์ : ไม่ถึงจุดสุดยอดเพราะอีดี : พญ.ชัญวลี ศรีสุโข

 
            ถาม คุณหมอคะ ดิฉันได้อ่านบทความที่คุณหมอเขียน เห็นอีเมลทำให้ดิฉันอยากรบกวนปรึกษาปัญหาชีวิตกับคุณหมอดังนี้ค่ะ...ดิฉันแต่งงานกับสามีมา 1 ปี แต่ไม่มีความสุขทางเพศสัมพันธ์ เพราะไม่รู้สึกเสียว ทำให้สามีอ่อนตัวไม่เสียวไปด้วยคะ ความสัมพันธ์เรื่องนี้ออกจะแย่ ควรแก้ปัญหาอย่างไรคะ รบกวนช่วยตอบหน่อยนะคะ เป็นความกรุณาอย่างสูงที่คุณหมอจะช่วยครอบครัวของเรานะคะ ขอบคุณค่ะ
 
            ตอบ อ่านจดหมายแล้ว ปัญหาของคุณคือไม่ถึงจุดสุดยอด โดยคิดว่าตนเองเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะเพศสามีไม่แข็งตัว แต่หมอคิดว่าน่าจะเป็นทางตรงกันข้าม น่าจะเป็นว่าเพราะอวัยวะเพศสามีไม่แข็งตัว คุณจึงไม่ถึงจุดสุดยอด เพราะโดยทั่วไปผู้ชายสามารถถึงจุดสุดยอดและหลั่งอสุจิได้โดยไม่เกี่ยวว่าฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่แต่อย่างใด ดังนั้นหากแก้ไข นอกจากสำรวจตนเองว่ามีจุดไหนที่โลมเล้าแล้วถูกใจ ช่วยตนเองอย่างไรให้ถึงจุดสุดยอด เพื่อให้สามีทำให้ถูกใจและถูกจุด ควรต้องแก้ไขเรื่องอวัยวะเพศชายไม่แข็งตัว หรืออีดี (Erectile dysfunction) ที่เกิดขึ้น
 
            ภาวะอีดีมีคำจำกัดความว่าอวัยวะเพศชายแข็งตัวไม่พอ หรือแข็งตัวไม่นานพอ ที่จะสอดใส่หรือมีเพศสัมพันธ์ตามปกติได้  โดยทั่วไปภาวะอีดีนี้พบได้บ่อย โดยพบเฉลี่ยในชายทั่วไป 1 ใน 5 คนทีเดียว หากคิดจากอายุ พบร้อยละ 5-10 ในชายอายุต่ำกว่า 40 ปี,  สำหรับชายที่อายุ 40-70ปี พบร้อยละ 25, โดยอายุ 40 ปี พบร้อยละ 22,  อายุ70ปี พบร้อยละ 49
 
 
สาเหตุ ภาวะอีดีสัมพันธ์กับสุขภาพทางกายและสุขภาพทางใจของชายที่เป็น โดยมีปัจจัยเสี่ยงสูงในชายต่อไปนี้
 
 
            1.อายุมาก อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศชายลด
 
            2.มีโรคประจำตัวที่ทำให้ระบบประสาท ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบฮอร์โมนเสื่อม เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคของหลอดเลือด โรคตับ โรคไต โรคเรื้อรังต่างๆ ฯลฯ ข้อมูลพบว่าคนเป็นโรคเบาหวานจะเป็นอีดีเร็วว่าคนไม่เป็น 10-15 ปี
 
            3.ยารักษาโรค อีดีเป็นผลจากยา เช่นยารักษาโรค เบาหวาน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ยาต้านซึมเศร้า ยารักษาโรคเครียด ฯลฯ
 
            4.บาดเจ็บ หรือได้รับการผ่าตัด ที่กระทบกระเทือนระบบประสาท เช่น บาดเจ็บจากอุบัติเหตุที่ไขสันหลัง ได้รับการผ่าตัดไขสันหลัง ผ่าตัดต่อมลูกหมาก ฉายแสงต่อมลูกหมากเป็นต้น
 
            5.วิถีชีวิต (life style) เช่น นอนดึก พักผ่อนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ติดยาเสพติด อ้วน ไม่ออกกำลังกายเครียดง่าย ย้ำคิดย้ำทำ โกรธง่าย ก้าวร้าว รู้สึกตนเองไร้คุณค่า ฯลฯ
 
            6.ขี่จักรยานทางไกล เพิ่มการเกิดอีดีมากกว่าการออกกำลังกายชนิดอื่น เชื่อว่าอานจักรยานอาจจะกดเส้นประสาทและเส้นเลือดที่มาเลี้ยงลูกอัณฑะ และอวัยวะเพศทำให้เกิดอีดีได้ง่ายขึ้น
 
            วิธีแก้ไขภาวะอีดี เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต  ลดความเครียด ปรึกษาแพทย์ วิธีรักษาอีดีมีหลายวิธีเช่น ใช้สมุนไพร, ใช้ยาช่วยในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ (Viagra, Cialis, Levitra, Staxyn, Stendra), ใช้ยาฉีดก่อนมีเพศสัมพันธ์, ใช้เครื่องปั๊มสุญญากาศ, ผ่าตัดขยายเส้นเลือด, ฝังแกนอวัยวะเพศ ฯลฯ

ยาคุมกำเนิดแบบแผ่นคุมกำเนิดได้ถึง 99% 

ยาคุมกำเนิดแบบนี้คุมกำเนิดได้ถึง 99% เหมือนกับชนิดกิน แต่ที่ย้ายมาแปะไว้บนร่างกายก็เพื่อป้องกันอาการขี้ลืมของสาวๆ และยังติดเหนียวหนึบไม่หลุดไม่ลอก 

ข้อดีของแผ่นแปะคุมกำเนิด 
นอกจากจะไม่มีผลข้างเคียงที่ทำให้อ้วนแล้ว ยังใช้สะดวก ช่วยลดผลกระทบต่อการทำงานของตับ ไม่มีผลระยะยาว ถึงจะเลิกยาแล้วก็สามารถตั้งครรภ์ได้ทันที 

ตำแหน่งที่สามารถติดแผ่นแปะ 
แปะได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่ถ้าแปะที่ท้องน้อยหรือสะโพกจะปลอดภัยจากสายตาคนอื่น ไม่ควรแปะที่เต้านม จุดที่มีแผลอยู่ บริเวณที่ผิวหนังอักเสบ หรือเป็นโรคผิวหนัง และห้ามแปะซ้ำที่เดิม ต้องเปลี่ยนที่แปะอย่างน้อย 1 สัปดาห์ถึงจะกลับมาแปะที่เดิมได้ 

วิธีใช้ยาแปะคุมกำเนิด 
วิธี 'First Day Start' 
แปะแผ่นยาคุมในวันแรกที่คุณมีรอบเดือน จนครบ 7 วันก็เปลี่ยนแผ่นใหม่ และต้องเปลี่ยนแผ่นในวันเดิมที่เคยเปลี่ยนเท่านั้น เช่น ถ้าเปลี่ยนใหม่วันจันทร์ วันจันทร์ถัดไปก็ต้องเปลี่ยนอีกแผ่น จนกว่าจะครบ 3 แผ่น 3 สัปดาห์ จากนั้นก็เว้นไปไม่ต้องแปะ 1 สัปดาห์ จากนั้นไม่ว่ารอบเดือนจะมาหรือไม่ ก็ต้องแปะแผ่นใหม่ต่อไปทันที 

วิธี 'Sunday Start' 
วิธีนี้ทำเหมือนวิธีแรกทุกอย่าง เพียงแต่ต้องแปะแผ่นเฉพาะในวันอาทิตย์เพื่อให้ไม่ลืม จากนั้นวันอาทิตย์ต่อมาก็เปลี่ยนแผ่นใหม่ แปะให้ครบ 3 อาทิตย์แล้วเว้น 1 สัปดาห์ จากนั้นก็ต้องแปะแผ่นใหม่ไม่ว่าจะมีรอบเดือนหรือไม่ก็ตาม แต่วิธีนี้จะคุมกำเนิดได้ไม่ดีเท่าวิธีแรกเพราะไม่ได้แปะตั้งแต่วันแรกที่มีรอบเดือน จึงต้องคุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมไปด้วย 

ข้อควรรู้ในการใช้แผ่นแปะ 

1. หลังจากเว้นไป 7 วัน ถ้าวันรุ่งขึ้นถึงกำหนดที่ต้องแปะแผ่นใหม่แต่คุณลืม เมื่อไรที่นึกได้ต้องรีบแปะทันที และในระหว่าง 7 วันแรกนั้นต้องใช้การคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมไปด้วย 

2. ถ้าแปะแผ่นแรกจนครบ 7 วัน แล้วลืมเปลี่ยนแผ่นใหม่ ทันทีที่นึกได้ให้รีบเปลี่ยนแผ่นใหม่ทันที ถ้าลืมเปลี่ยนไม่เกิน 2 วัน สรรพคุณในการคุมกำเนิดจะยังอยู่ และให้นับวันที่ลืมรวมไปกับแผ่นที่ติดใหม่ด้วย เช่น ถ้าลืมหนึ่งวันก็แปะแผ่นใหม่อีก 6 วัน 

3. ถ้าแผ่นหลุดก่อนครบ 7 วัน ให้เปลี่ยนแผ่นใหม่โดยนับเวลารวมกับแผ่นเก่า เช่น ถ้าแผ่นหลุดโดยเหลือเวลาอีก 3 วัน ก็แปะแผ่นใหม่ลงไปแล้วนับต่อไปอีก 3 วัน ค่อยดึงออกแปะแผ่นใหม่ลงไป 

4. หลังการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะ แล้วจะยังคงมีรอบเดือนเป็นปกติเช่นเดียวกับยาเม็ดคุมกำเนิด หลังจากแกะแผ่นที่ 3 ออกแล้ว ไม่เกิน 1-2 วันประจำเดือนจะมาตามปกติ


วิธีคุมกำเนิดที่สาวสมัยใหม่ควรรู้ 

การใช้ชีวิตคู่ที่มีความสุขนั้น ถึงแม้องค์ประกอบสำคัญคือ ความรัก แต่หากวางแผนชีวิตครอบครัวไม่ดีก็ทำให้คุณเป็นทุกข์ได้เช่นกัน เรานำคำถามที่ยังค้างคาใจสาวๆ มาตั้งคำถามที่ยังค้างคาใจสาวๆ มาตั้งคำถามและหาคำตอบให้ในเวลาเดียวกัน 

Q: กำลังจะเริ่มทานยาคุมกำเนิด แต่ที่ร้านขายยาแนะนำว่า ให้กินหลังจากหมดประจำเดือนวันแรก แต่ที่โรงพยาบาลบอกว่าให้กินในช่วงวันที่ 1-5 หลังหมดประจำเดือน ตกลงแล้วจะเชื่อใครดีคะ 

A: การที่คุณได้รับข้อมูลที่แตกต่างกันและทำให้คุณสับสนนั้น ก็ต้องถามก่อนว่าคุณเลือกกินแบบไหน เข้าใจว่าที่เภสัชกรแนะนำแบบนั้นแสดงว่าเขาต้องแนะนำยาคุมกำเนิดแบบแผง 21 เม็ดให้ แต่ถ้าได้กินตั้งแต่วันที่ 1-5 หลังจากประจำเดือนรอบนั้น แสดงว่าเป็นยาคุมแบบแผง 28 เม็ด แต่ถ้ายังไม่แน่ใจหากจะมีเพศสัมพันธ์อาจเลือกวิธีคุมกำเนิดแบบนับวันหน้า 7 หลัง 7 (7หน้าหมายความว่า 7 วันก่อนหน้ารอบเดือนจะมา 7 วันหลัง หมายความว่า 7 วัน นับจากวันแรกที่รอบเดือนมา) หรือให้แฟนใส่ถุงยางอนามัยในช่วง 2 สัปดาห์แรกเป็นออฟชั่นเสริมด้วยจะชัวร์มากขึ้น 

Q: ถ้ากินยาคุมกำเนิดเกรงว่าจะมีสิวฝ้าขึ้นเต็มหน้า ทำยังไงดี 

A: ถ้าใบหน้าเริ่มมีฝ้า ให้เปลี่ยนขนาดยาที่มีเอสโตรเจนต่ำลง คือลดเหลือแค่ 20 ไมโครกรัม ระหว่างนี้ก็ต้องรักษาฝ้าไปด้วย โดยหลีกเลี่ยงการถูกแดดจัด ๆ และใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ถ้าทำตามแล้วก็ยังไม่ได้ผล แถมยังทำให้ประจำเดือนขาด ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ หาวิธีคุมกำเนิดแบบอื่นแทนจะดีกว่า 

Q: เคยกินยาคุมแบบแผง 28 เม็ด แต่ต้องไปทำธุระต่างจังหวัด เลยไม่อยากให้ประจำเดือนมาช่วงนั้น หากตัด 7 เม็ดที่ไม่ใช่ยาคุมออกไป แล้วเริ่มกินแผงใหม่ที่ขึ้นด้วยฮอร์โมนเลย จะทำได้หรือไม่ 

A: การเลื่อนประจำเดือนให้ออกไปอีกโดยการกินยาเม็ดที่มีฮอร์โมนต่อเลยนั้นทำได้ค่ะ และสามารถทำได้เท่าที่ต้องการ แต่ถ้าอยากให้ประจำเดือนมาปกติ ก็ให้หยุดแผงต่อไปก่อน จากนั้นอีก 2-3 วันประจำเดือนก็จะมาปกติ อาจมีข้อสงสัยว่าแล้วจะเริ่มกินยาคุมอีกทีเมื่อไร ก็เริ่มในวันแรกหลังจากประจำเดือนหมด 

Q: เพื่อนบอกให้กินยาคุมแบบฉุกเฉินทุกครั้งหลังจากที่มีเซ็กซ์ 

A: ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ควรใช้ในกรณีที่โดนข่มขืน ถุงยางหลุดกลางคัน หรือหมดอายุ และลืมกินยาคุม เพราะยาประเภทนี้จะมีฮอร์โมนมากกว่ายาคุมแบบกินทุกวัน แต่ก็มีบางคนที่ใช้ผิดวิธี เหมือนที่เพื่อนของคุณกำลังจะทำนั่นแหล่ะคือ กินหลังจากที่มีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง หรือกินมากกว่า 3 เม็ด/สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยงแล้ว เพราะฮอร์โมนที่สูงขึ้นจะทำให้มีผลต่อสุขภาพตามมาด้วย เช่นทำให้มีเลือดออกในช่องคลอดบ่อย การทำงานของมดลูกและรังไข่เกิดความผิดปกติ แต่รู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้ผู้ชายเป็นคนพกยาตัวนี้กันแล้ว และมักหลอกให้แฟนกินหลังมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง อ้างว่าเป็นยาบำรุง 

Q: กินยาคุมกำเนิดอาทิตย์แรก ก็เกิดคลื่นไส้แล้ว แต่พออาทิตย์ที่ 2 ยิ่งมีอาการมากขึ้น เลยอยากทราบวิธีแก้หน่อยค่ะ 

A: ก่อนจะเลือกวิธีคุมกำเนิดด้วยการกินยา ไม่ว่าจะเป็นแบบแผงกินทุกวัน หรือแบบฉุกเฉิน ควรคิดเผื่อไว้เลยว่า ต้องเจออาการคลื่นไส้ อาเจียนแน่นอน แต่ถ้าคิดจะใช้วิธีนี้ไปก่อน เรามีเทคนิคมาบอกกันแต่เทคนิคนี้ต้องใช้คู่กับวิธีอื่นด้วย นั่นคือ แผงแรกที่กินอาจจะยังไม่ต้องกินตรงเวลาเดียวกันทุกวัน แต่ให้กินสลับเวลาออกไปแล้วให้สังเกตุตัวเองว่า เวลาไหนที่ตัวเองมีอาการคลื่นไส้น้อยที่สุด หรือวันนั้นไม่มีอาการเลยก็ให้ยึดเวลานั้นเป็นเวลามาตรฐานในการกินไปเลย แต่ระหว่างนี้ประสิทธิภาพยาคมอาจด้อยไปบ้าง จึงต้องให้ฝ่ายชายใส่ถุงยางร่วมด้วยไปก่อน อีกวิธีที่แพทย์แนะนำคือ กินยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหรือยาแก้แพ้ ก่อนกินยาคุมกำเนิดทั้งสองชนิดประมาณ 15-20 นาที จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคิดว่ามันจุกจิกเกินไปก็เลือกคุมกำเนิดแบบอื่นจะดีกว่า 

Q: จะประยุกต์กินยาคุมแบบธรรมดาให้เหมือนกับยาแบบฉุกเฉิน ทำได้หรือไม่ 

A: ทำได้ค่ะ โดยกินเฉพาะตัวยาหลังมีเพศสัมพันธ์ 2 เม็ดแรกทันที หรือจะกินภายใน 72 ชั่วโมงก็ได้ หลังจากนั้นนับไปอีก 12 ชั่วโมง จึงทานอีก 2 เม็ด 

Q: หากจะกินยาคุมแบบฉุกเฉินซ้อนกับยาคุมแบบปกติได้หรือไม่ 

A: ทำได้เช่นกัน แต่อาการข้างเคียงจะรุนแรง เช่น มีอาการคลื่นไส้มากกว่าเดิมหรืออาจจะมีเลือดออกผิดปกติคล้ายกับเลือดประจำเดือนออกมาประมาณ 2-5 วัน ขึ้นอยู่กับว่าคุณแพ้ขนาดไหน แล้วยังทำให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนด้วยเช่น อาจจะมาก่อนหรือช้าไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ 

Q: มีวิธีการซื้อยาคุมให้เหมาะกับตัวเองเพื่อลดผลข้างเคียงให้มากที่สุดอย่างไร 

A: ควรดูตามฮอร์โมนของร่างกาย ลักษณะรูปร่างของเรา เพราะยาคุมในท้องตลาดมี 3 ประเภท ขึ้นอยู่กับระดับปริมาณของฮอร์โมน คือ ปริมาณน้อย ปานกลาง และปริมาณมากๆ ให้สังเกตว่าถ้าร่างกายเรามีฮอร์โมนเพศหญิงเยอะ คือมีหน้าอกโต ประจำเดือนมามาก และหลายวัน ควรจะเลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนเพศหญิงต่ำ เพราะจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้ด้วย แต่ถ้าใครมีหน้าอกเล็ก มีประจำเดือนน้อย และก็มีน้อยวันด้วย หน้ามัน ผมมัน เป็นสิว แสดงว่าเป็นสาวที่มีฮอร์โมนเพศชายสูง สามารถเลือกยาคุมที่มีฮอร์โมนสูงๆ ได้ ซึ่งฮอร์โมนระดับนี้บางยี่ห้อจะช่วยรักษาสิวได้ด้วย 

Q: อยากรู้วิธีคุมกำเนิดด้วยฮอร์โมน แต่เป็นวิธีอื่นบ้างมีไหมคะ 

A: มีทั้งที่เป็น 1. ปลาสเตอร์คุมกำเนิด ที่ปิดบริเวณหน้าท้อง หรือท้องแขน ต้องติดครบ 3 สัปดาห์ ถึงค่อยแกะออกแล้วแปะแผ่นใหม่หลังจากนั้นอีก 1 สัปดาห์ 2. ห่วงสอดช่องคลอด สอดไว้ในช่องคลอดเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ถอดออกและใส่ห่วงใหม่หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ 3. ฝังยาคุมกำเนิด หรือพูดง่ายๆ ว่า 'ยาฝัง' โดยหมอจะฝังตัวยาอิมพลานอนไว้ที่ใต้ท้องแขน 1 หลอดซึ่งจะคุมได้ 3 ปี 

Q: แล้วถ้าจะป้องกันแบบไม่ใช้ฮอร์โมนมีวิธีไหนบ้าง 

A: มีหลายวิธีเหมือนกันแต่ที่ทำง่ายและป้องกันโรคทางเพศสัมพันธ์ได้ดี คือให้คุณผู้ชายเป็นฝ่ายใส่ถุงยางเสีย แต่ถ้าเขาปฏิเสธว่า 'ไม่' คุณอาจเลือกใช้วิธี

1. ห่วงอนามัย หรือพูดกันสั้นๆ ว่า ใส่ห่วง ซึ่งหมอจะเป็นผู้ใส่ โดยมี 2 แบบคือ แบบคอปเปอร์ที (Tcu380A) ใส่ครั้งเดียวคุมได้ถึง 10 ปี แต่ถ้าเป็นแบบมัลติโหลด (ML250) จะคุมได้แค่ 3 ปีเท่านั้น 

2. ถุงยางอนามัยสตรี คือใส่ในช่องคลอดก่อนมีเซ็กซ์ 

3. ใช้วิธีสังเกตในช่วงระยะไข่ตก ให้สังเกตมูกที่ปากมดลูกเพราะตามหลักสรีระศาสตร์ง่ายๆ เลยคือว่า ในช่วงระยะเวลาที่ไข่ตก มูกที่ปากมดลูกจะมีลักษณะเป็นยางยืดมากที่สุด ลองใช้นิ้วสัมผัสมูกที่ปากมดลูกดู ถ้าเริ่มเป็นยางยืดเหนียวให้งดทำกิจกรรมบนเตียงทันที หรือ 

4. ใช้แถบตรวจปัสสาวะเพื่อดูแถบสี ถ้าผลปัสสาวะออกมาเป็นสีแดง ก็แสดงว่าอยู่ในช่วงอันตราย แต่ถ้าผลตรวจปัสสาวะเป็นสีเขียว แสดงว่า ปลอดภัย 

Q: อยากรู้จังว่า ตอนนี้สาวๆ เขานิยมใช้วิธีคุมกำเนิดแบบไหนกันมากที่สุด 

A: การฉีดยาคุมกำเนิดแบบ 3 เดือนต่อครั้ง กำลังได้รับความนิยม เพราะสะดวกและไม่ต้องกังวลว่าจะลืมกินยา แต่จะเหมาะกับคุณแม่ที่มีลูกแล้ว เพราะถึงแม้คุณจะหยุดยาแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีลูกได้ทันที ต้องอีกประมาณ 6-12 เดือน ถึงจะมีลูกได้ แต่ถ้าเลือกวิธีฝังยาก็คุมกำเนิดได้ถึง 3 ปี แต่มีผลข้างเคียงคือ ประจำเดือนอาจไม่มาหรือถ้ามาก็น้อยเต็มที แต่ถ้าห่วงเรื่องว่าฝังยาแล้วอาจจะอ้วน มีสิว หรือปวดศีรษะนั้น จะเป็นเฉพาะบางรายเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แทบไม่เกิดอาการอะไรขึ้นเลย 

สาวๆ จ๋า รู้ไว้ใช่ว่านะ 

1. เวลาไปซื้อยาคุมกำเนิดสิ่งสำคัญที่ควรบอกเภสัชกร คือ รอบเดือนมากี่วัน มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน และมาปกติหรือเปล่า 

2. การเก็บยาคุมกำเนิดที่ถูกต้องคือ เก็บไว้ที่อุณหภูมิปกติ หลีกเลี่ยงบริเวณที่มีอุณหภูมิสูง ๆ และเก็บให้พ้นแสง และความชื้น ไม่ควรเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะความชื้นส่งผลให้ประสิทธิภาพของยาเปลี่ยนแปลงได้

3. ยาคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ห้ามใช้ในสตรีที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเพศสัมพันธ์ เช่น เลือดออกในช่องคลอด เยื่อบุมดลูกงอกผิดปกติ เพราะอาจทำให้การรักษามีปัญหาได้

 

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

ยาคุมฉุกเฉิน .... เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้

ยาคุมฉุกเฉิน ชื่อนี้คุณผู้อ่านหลายท่านอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเป็น ยาคุมกำเนิดประเภทหนึ่ง หลายท่านคงร้อง อ๋อ แต่ช้าก่อน ท่านทราบหรือไม่ว่า ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน มีความเหมือนหรือแตกต่างจากยาคุมกำเนิดแบบปกติอย่างไร อีกทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมีวิธีใช้ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย เป็นเช่นไร หากท่านไม่ทราบ การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินก็จะเหมือนกับการใช้ยาอื่นๆ คือ มีประโยชน์หากใช้ถูกต้อง และก่ออาการข้างเคียงหรืออันตรายหากใช้ไม่ถูก
ยาคุมฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้อย่างไร
ยาคุมฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉิน ขอย้ำว่าใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น คำว่า “ฉุกเฉิน” ในที่นี้หมายความถึง การมีเพศสัมพันธ์ในคู่สามีภรรยา ที่มีการวางแผนครอบครัว และทำการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่เกิดความผิดพลาดจากวิธีคุมกำเนิดที่ใช้ เช่น การรั่วหรือฉีกขาดของถุงยางอนามัย การลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่ 2 เม็ดขึ้นไป เป็นต้น หรือใช้ในกรณีผู้หญิงที่ถูกข่มขืน

รับประทานยาคุมฉุกเฉินอย่างไร
ผลิตภัณฑ์ยาคุมฉุกเฉินที่จำหน่ายในประเทศไทย จำหน่ายเป็นกล่อง มียากล่องละ 1 แผง และแต่ละแผงมียาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ด แต่ละเม็ดประกอบด้วยตัวยาที่เป็นฮอร์โมนขนาดสูง คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (levonorgestrel) เม็ดละ 750 ไมโครกรัม การรับประทานยาที่ถูกต้องคือ รับประทานยาเม็ดแรกให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน โดยไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง และจะต้องรับประทานยาเม็ดที่สองหลังจากรับประทานยาเม็ดแรกไม่เกิน 12 ชั่วโมง หากมีการอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังรับประทานยาแต่ละเม็ด ต้องรับประทานยาใหม่ และไม่แนะนำให้รับประทานยาเกิน 4 เม็ด หรือ 2กล่อง ต่อเดือน
การรับประทานยาเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวตามด้วยยาเม็ดที่สอง จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 75% แต่หากเริ่มยาภายใน 24ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 85% ดังนั้นจึงควรรับประทานยาเม็ดแรกหลังการมีเพศสัมพันธ์ให้เร็วที่สุด
มีคำแนะนำด้วยว่า สามารถรับประทานยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ด พร้อมกันในครั้งเดียวได้ โดยที่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไม่แตกต่างจากการแบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง ซึ่งในสหรัฐอเมริกานิยมรูปแบบการรับประทานในครั้งเดียว และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในรูปแบบยาที่มีความแรงเป็น 2 เท่า คือ มีตัวยาลีโวนอร์เจสเตรลเม็ดละ 1.5 มิลลิกรัม การรับประทานเพียงครั้งเดียว จะทำให้เกิดความสะดวกมากกว่าการแบ่งยารับประทาน อย่างไรก็ตามในบางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการรับประทานยาเพียงครั้งเดียวมากกว่าการแบ่งรับประทาน 2 ครั้ง


ความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
มีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินหลายประการ ซึ่งขออธิบาย ดังนี้
มีความเข้าใจว่า ใช้ยาคุมฉุกเฉินเพื่อคุมกำเนิดระยะยาวได้ ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง หากสามีภรรยาที่ยังไม่พร้อมมีบุตรแต่ต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว มีวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่าเช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดแบบปกติชนิดเม็ด โดยรับประทานทุกวันวันละ 1 เม็ด นอกจากนี้ การรับประทานยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำจะพบอาการข้างเคียงสูง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย รวมทั้งพบความเสี่ยงในการเกิดอุบัติการณ์การตั้งครรภ์นอกมดลูกเพิ่มขึ้น
มีความเข้าใจว่า ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาทำแท้ง ความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด ยาคุมฉุกเฉินสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เท่านั้น นั่นคือต้องได้ยาเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะมีการฝังตัวของไข่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก เแต่หากไข่ที่ผสมกับอสุจิได้ฝังตัวที่ผนังมดลูกไปแล้ว ยานี้จะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ยานี้จึงไม่ใช่ยาทำแท้ง
มีความเข้าใจว่า ยาคุมฉุกเฉินป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด การใช้ยาคุมฉุกเฉินนั้นไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่สามารถคุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
มีความเข้าใจว่า ยาคุมฉุกเฉินอาจทำให้ทารกพิการได้หากรับประทานไปโดยไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้มีรายงานว่า ไม่พบทารกพิการจากมารดาที่รับประทานยาโดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
รับประทานยาคุมฉุกเฉินไปแล้วสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผนได้จริงหรือ
ตัวยาลีโวนอร์เจสเตรลที่อยู่ในยาคุมฉุกเฉิน เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีผลรบกวนกระบวนการตกไข่ รบกวนการที่อสุจิจะว่ายเข้าไปผสมกับไข่ รวมทั้งส่งผลเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อทำให้ยากแก่การฝังตัวของไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้ว การรับประทานยาคุมฉุกเฉินจึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ตั้งครรภ์ แต่เป็นเพียงแค่การไปลดโอกาสตั้งครรภ์ลงจากเดิม ดังนั้นระยะเวลาที่เริ่มรับประทานยาจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาในการคุมกำเนิดด้วย โดยพบว่าระยะเวลาระหว่างการมีเพศสัมพันธ์กับการรับประทานยาเม็ดแรกที่นานขึ้น จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง
เนื่องจากยาออกฤทธิ์ป้องกันไม่ให้ไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้วฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้นหากมีการฝังตัวของไข่ที่ผสมกับอสุจิที่ผนังมดลูกไปแล้วค่อยรับประทานยา ยาที่รับประทานเข้าไป ก็จะไม่สามารถเข้าไปป้องกันการตั้งครรภ์ และไม่สามารถทำให้เกิดการแท้งได้ นอกจากนั้นประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉิน สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ในแต่ละครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้วางแผนไว้เท่านั้น แต่ยาไม่มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ไปตลอดรอบเดือนที่เหลือ ดังนั้นระหว่างรอบเดือนที่เหลือ จึงควรมีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย
ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาคุมฉุกเฉิน
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาคุมฉุกเฉินมักเป็นอาการที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ปวดท้อง มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ประจำเดือนมาเร็วหรือช้ากว่าปกติ อาการข้างเคียงเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา การรับประทานในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่การใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ นอกจากประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า เมื่อเทียบกับการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบปกติชนิดเม็ดแล้ว ยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกถึง 2% เป็นต้น ดังนั้นการใช้ยานี้จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และไม่แนะนำให้รับประทานเกิน 4 เม็ด หรือ 2 กล่อง ต่อเดือน
หลังจากรับประทานยาคุมฉุกเฉินแล้ว
โดยทั่วไปจะมีประจำเดือนหลังจากรับประทานยาภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ (หากไม่มี ให้สงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์) หลังจากนั้นประจำเดือนของรอบเดือนนั้นจะมาในช่วงเวลาเดิม ในบางรายอาจพบประจำเดือนรอบต่อไปมาช้าหรือเร็วกว่าปกติได้
สรุป
ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ผลิตคิดค้นออกมาเพื่อใช้เฉพาะในเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น โดยจะเกิดผลดีหากใช้ในทางที่ถูกต้อง ในผู้ที่มีการวางแผนที่จะมีเพศสัมพันธ์ และยังไม่ต้องการมีบุตร สามารถเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่า เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบที่รับประทานติดต่อกันทุกวัน การใช้ถุงยางอนามัย การใส่ห่วงอนามัย การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะเป็นต้น

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

ยาคุมฉุกเฉิน ... เรื่องจริงที่ผู้หญิงต้องรู้

ยาคุมฉุกเฉิน ชื่อนี้คุณผู้อ่านหลายท่านอาจไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าเป็น ยาคุมกำเนิดประเภทหนึ่ง หลายท่านคงร้อง อ๋อ แต่ช้าก่อน ท่านทราบหรือไม่ว่า ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน มีความเหมือนหรือแตกต่างจากยาคุมกำเนิดแบบปกติอย่างไร อีกทั้งยาคุมกำเนิดฉุกเฉินมีวิธีใช้ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย เป็นเช่นไร หากท่านไม่ทราบ การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉินก็จะเหมือนกับการใช้ยาอื่นๆ คือ มีประโยชน์หากใช้ถูกต้อง และก่ออาการข้างเคียงหรืออันตรายหากใช้ไม่ถูก
ยาคุมฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้อย่างไร
ยาคุมฉุกเฉินมีข้อบ่งใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในกรณีฉุกเฉิน ขอย้ำว่าใช้ในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น คำว่า “ฉุกเฉิน” ในที่นี้หมายความถึง การมีเพศสัมพันธ์ในคู่สามีภรรยา ที่มีการวางแผนครอบครัว และทำการป้องกันการตั้งครรภ์ แต่เกิดความผิดพลาดจากวิธีคุมกำเนิดที่ใช้ เช่น การรั่วหรือฉีกขาดของถุงยางอนามัย การลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดตั้งแต่ 2 เม็ดขึ้นไป เป็นต้น หรือใช้ในกรณีผู้หญิงที่ถูกข่มขืน
 
รับประทานยาคุมฉุกเฉินอย่างไร
ผลิตภัณฑ์ยาคุมฉุกเฉินที่จำหน่ายในประเทศไทย จำหน่ายเป็นกล่อง มียากล่องละ 1 แผง และแต่ละแผงมียาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ด แต่ละเม็ดประกอบด้วยตัวยาที่เป็นฮอร์โมนขนาดสูง คือ ลีโวนอร์เจสเตรล (levonorgestrel) เม็ดละ 750 ไมโครกรัม การรับประทานยาที่ถูกต้องคือ รับประทานยาเม็ดแรกให้เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน โดยไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมง และจะต้องรับประทานยาเม็ดที่สองหลังจากรับประทานยาเม็ดแรกไม่เกิน 12 ชั่วโมง หากมีการอาเจียนภายใน  2 ชั่วโมงหลังรับประทานยาแต่ละเม็ด  ต้องรับประทานยาใหม่  และไม่แนะนำให้รับประทานยาเกิน  4  เม็ด หรือ 2กล่อง ต่อเดือน
การรับประทานยาเม็ดแรกภายใน 72 ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ดังกล่าวตามด้วยยาเม็ดที่สอง จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ได้ 75% แต่หากเริ่มยาภายใน 24ชั่วโมง หลังการมีเพศสัมพันธ์ จะให้ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นเป็น 85% ดังนั้นจึงควรรับประทานยาเม็ดแรกหลังการมีเพศสัมพันธ์ให้เร็วที่สุด
มีคำแนะนำด้วยว่า สามารถรับประทานยาคุมฉุกเฉิน 2 เม็ด พร้อมกันในครั้งเดียวได้ โดยที่ประสิทธิภาพและความปลอดภัย ไม่แตกต่างจากการแบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง ซึ่งในสหรัฐอเมริกานิยมรูปแบบการรับประทานในครั้งเดียว และมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในรูปแบบยาที่มีความแรงเป็น 2 เท่า คือ มีตัวยาลีโวนอร์เจสเตรลเม็ดละ 1.5 มิลลิกรัม การรับประทานเพียงครั้งเดียว จะทำให้เกิดความสะดวกมากกว่าการแบ่งยารับประทาน อย่างไรก็ตามในบางรายอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียนจากการรับประทานยาเพียงครั้งเดียวมากกว่าการแบ่งรับประทาน 2 ครั้ง
 
 
ความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
มีความเข้าใจไม่ถูกต้องเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉินหลายประการ ซึ่งขออธิบาย ดังนี้
มีความเข้าใจว่า ใช้ยาคุมฉุกเฉินเพื่อคุมกำเนิดระยะยาวได้ ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง หากสามีภรรยาที่ยังไม่พร้อมมีบุตรแต่ต้องการคุมกำเนิดในระยะยาว มีวิธีคุมกำเนิดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากกว่าเช่น การรับประทานยาคุมกำเนิดแบบปกติชนิดเม็ด โดยรับประทานทุกวันวันละ 1 เม็ด นอกจากนี้ การรับประทานยาคุมฉุกเฉินเป็นประจำจะพบอาการข้างเคียงสูง เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกะปริดกะปรอย รวมทั้งพบความเสี่ยงในการเกิดอุบัติการณ์การตั้งครรภ์นอกมดลูกเพิ่มขึ้น
มีความเข้าใจว่า ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาทำแท้ง ความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด ยาคุมฉุกเฉินสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้เท่านั้น นั่นคือต้องได้ยาเข้าไปในร่างกายก่อนที่จะมีการฝังตัวของไข่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก เแต่หากไข่ที่ผสมกับอสุจิได้ฝังตัวที่ผนังมดลูกไปแล้ว ยานี้จะทำอะไรไม่ได้ ดังนั้น ยานี้จึงไม่ใช่ยาทำแท้ง
มีความเข้าใจว่า ยาคุมฉุกเฉินป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ความเข้าใจนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด การใช้ยาคุมฉุกเฉินนั้นไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่การใช้ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่สามารถคุมกำเนิด และป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
มีความเข้าใจว่า ยาคุมฉุกเฉินอาจทำให้ทารกพิการได้หากรับประทานไปโดยไม่ทราบว่าตั้งครรภ์ ความเข้าใจนี้ไม่ถูกต้อง ทั้งนี้มีรายงานว่า ไม่พบทารกพิการจากมารดาที่รับประทานยาโดยไม่ทราบว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์
รับประทานยาคุมฉุกเฉินไปแล้วสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ที่ไม่ได้วางแผนได้จริงหรือ
ตัวยาลีโวนอร์เจสเตรลที่อยู่ในยาคุมฉุกเฉิน เมื่อรับประทานเข้าไปจะมีผลรบกวนกระบวนการตกไข่ รบกวนการที่อสุจิจะว่ายเข้าไปผสมกับไข่ รวมทั้งส่งผลเปลี่ยนแปลงเยื่อบุโพรงมดลูกเพื่อทำให้ยากแก่การฝังตัวของไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้ว การรับประทานยาคุมฉุกเฉินจึงไม่ได้หมายความว่าจะไม่ตั้งครรภ์  แต่เป็นเพียงแค่การไปลดโอกาสตั้งครรภ์ลงจากเดิม ดังนั้นระยะเวลาที่เริ่มรับประทานยาจึงส่งผลต่อประสิทธิภาพของยาในการคุมกำเนิดด้วย โดยพบว่าระยะเวลาระหว่างการมีเพศสัมพันธ์กับการรับประทานยาเม็ดแรกที่นานขึ้น จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง
เนื่องจากยาออกฤทธิ์ป้องกันไม่ให้ไข่ที่ผสมกับอสุจิแล้วฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูก ดังนั้นหากมีการฝังตัวของไข่ที่ผสมกับอสุจิที่ผนังมดลูกไปแล้วค่อยรับประทานยา ยาที่รับประทานเข้าไป ก็จะไม่สามารถเข้าไปป้องกันการตั้งครรภ์ และไม่สามารถทำให้เกิดการแท้งได้ นอกจากนั้นประสิทธิภาพของยาคุมฉุกเฉิน สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ในแต่ละครั้งของการมีเพศสัมพันธ์ ที่ไม่ได้วางแผนไว้เท่านั้น แต่ยาไม่มีประสิทธิภาพป้องกันการตั้งครรภ์ไปตลอดรอบเดือนที่เหลือ ดังนั้นระหว่างรอบเดือนที่เหลือ จึงควรมีการคุมกำเนิดแบบอื่นร่วมด้วย
ผลข้างเคียงจากการรับประทานยาคุมฉุกเฉิน
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยจากการใช้ยาคุมฉุกเฉินมักเป็นอาการที่ไม่รุนแรง ได้แก่ ปวดท้อง มีเลือดออกกะปริดกะปรอย ประจำเดือนมาเร็วหรือช้ากว่าปกติ อาการข้างเคียงเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องใช้ยารักษา การรับประทานในช่วงเวลาสั้นๆ นั้นไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด แต่การใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ นอกจากประสิทธิภาพที่ด้อยกว่า เมื่อเทียบกับการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบปกติชนิดเม็ดแล้ว ยังอาจทำให้เกิดความผิดปกติที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูก รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกถึง 2% เป็นต้น ดังนั้นการใช้ยานี้จึงควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น และไม่แนะนำให้รับประทานเกิน 4 เม็ด หรือ 2 กล่อง ต่อเดือน
หลังจากรับประทานยาคุมฉุกเฉินแล้ว
โดยทั่วไปจะมีประจำเดือนหลังจากรับประทานยาภายในเวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ (หากไม่มี ให้สงสัยว่าตั้งครรภ์ ควรไปพบแพทย์) หลังจากนั้นประจำเดือนของรอบเดือนนั้นจะมาในช่วงเวลาเดิม ในบางรายอาจพบประจำเดือนรอบต่อไปมาช้าหรือเร็วกว่าปกติได้
สรุป
ยาคุมฉุกเฉินเป็นยาที่ผลิตคิดค้นออกมาเพื่อใช้เฉพาะในเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้น โดยจะเกิดผลดีหากใช้ในทางที่ถูกต้อง ในผู้ที่มีการวางแผนที่จะมีเพศสัมพันธ์ และยังไม่ต้องการมีบุตร สามารถเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อผู้ใช้มากกว่า เช่น การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแบบที่รับประทานติดต่อกันทุกวัน การใช้ถุงยางอนามัย การใส่ห่วงอนามัย การใช้ยาคุมกำเนิดชนิดแผ่นแปะเป็นต้น
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑




 

บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน

ยาที่ผู้หญิงพึงระวัง

เภสัชกร สุรศักดิ์ วิชัยโย 
ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หลายคนอาจคุ้นเคยหรือเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับยาบางตัวในกลุ่มมิดาโซแลม (midazolam) ที่มีการนำมาใช้ผสมเครื่องดื่มเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิงหรือชายที่อาจตกเป็นเป้าหมาย ทั้งนี้ เนื่องจากยาดังกล่าวมีฤทธิ์ทำให้หลับ อีกทั้งหลังจากตื่นขึ้นมาจะจำเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะได้รับยานั้นไม่ได้ แต่ปัจจุบัน เริ่มมีการลักลอบนำเข้าสารอื่นๆ มาใช้ในการล่วงละเมิดทางเพศหลากหลายชนิดมากขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ได้แก่

สารที่หวังผลเพื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ เช่น
แมลงวันสเปน (Spanish fly) ถูกผลิตออกมาหลายรูปแบบ เช่น เป็นของเหลวใส เป็นผงหรือผลึก ซึ่งนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยการหยดหรือผสมลงไปในเครื่องดื่ม เนื่องจากสารแคนธาริดิน (cantharidin) จากแมลงวันสเปน มีฤทธิ์กัดกร่อน จึงทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณอวัยวะเพศและทางเดินปัสสาวะ ส่งผลให้มีเลือดไปคั่งที่หลอดเลือด รวมทั้งมีการอักเสบที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งเชื่อว่าเป็นการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ อย่างไรก็ตาม ไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลต่ออารมณ์ทางเพศของแมลงวันสเปน อีกทั้ง ด้วยฤทธิ์กัดกร่อนของสารชนิดนี้ จึงสามารถทำให้เกิดแผลตามอวัยวะต่างๆในร่างกาย เช่น เกิดแผลและเลือดออกได้ทุกบริเวณตลอดทางเดินอาหาร ตั้งแต่ปากจนถึงทวารหนัก ปัสสาวะเป็นเลือด หรืออาจมีเลือดออกที่อวัยวะเพศ นอกจากนี้ ยังมีผลทำลายไต เป็นต้น
สารระเหยกลุ่มไนไตรท์ เป็นสารที่มีกลิ่นฉุน อยู่ในรูปของเหลวบรรจุในภาชนะขนาดประมาณ 10 ซีซี เนื่องจากสารชนิดนี้มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือด หลังจากสูดดมจึงทำให้รู้สึกอุ่นๆ หรือร้อนวูบวาบ โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้าและลำคอ อีกทั้งยังทำให้มีอาการมึนงง เวียนศีรษะ ขาดความยั้งคิด ซึ่งผลดังกล่าวเชื่อว่าช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ สำหรับผู้ที่สูดดมสารนี้ นอกจากอาจถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้ว ผลเสียอื่นๆที่อาจเกิด ได้แก่ หากเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือกำลังใช้ยาขยายหลอดเลือดรวมทั้งไวอกร้าอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวมากจนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆไม่เพียงพอ โดยเฉพาะสมอง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต และเนื่องจากไนไตรท์สามารถเข้าไปในเม็ดเลือดแดง แล้วส่งผลให้เม็ดเลือดแดงจับกับออกซิเจนได้น้อยลง จึงอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน อีกทั้งมีโอกาสทำให้ผู้ที่มีภาวะพร่องเอ็นไซม์จีซิกพีดี (G6PD deficiency) เกิดเม็ดเลือดแดงแตกได้ นอกจากนี้ ฤทธิ์ต่อระบบประสาทของสารดังกล่าว ทำให้ขาดความยั้งคิด ซึ่งส่งเสริมให้มีพฤติกรรมทางเพศที่เสี่ยงมากขึ้น เช่น ไม่ใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น จนนำมาสู่การติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เป็นอันตรายได้
สารที่ทำให้มีอาการมึนเมาหรือสลบ เช่น
สารจีเอชบี (GHB = gamma-hydroxybutyrate) มักอยู่ในรูปของเหลวใสหรือเป็นผง ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรสชาติ ซึ่งนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยการหยดหรือผสมลงไปในเครื่องดื่ม สารชนิดนี้มีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับและยาสลบ ทำให้ง่วงซึม มึนงง เคลิบเคลิ้ม และไม่สามารถจำเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นขณะได้รับยา ซึ่งนอกจากจะถูกล่วงละเมิดทางเพศแล้ว ผู้ที่รับประทานสารชนิดนี้ อาจได้รับผลเสียอื่นๆ เช่น หากใช้ในปริมาณมาก หรือผสมกับแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มฤทธิ์การกดสมอง จนทำให้กดการหายใจ กดการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด ชักและหมดสติ ซึ่งมีอันตรายถึงชีวิต
ยาอัลปราโซแลม (Alprazolam) เป็นยากลุ่มมิดาโซแลม ผลการกดสมองจึงคล้ายกัน ยานี้มีข้อบ่งใช้ในทางการแพทย์หลายอย่าง แต่มีการนำมาใช้ในทางที่ผิดโดยการผสมลงไปในเครื่องดื่มเพื่อล่วงละเมิดทางเพศ นอกจากนี้ หากใช้ในปริมาณมาก หรือผสมกับแอลกอฮอล์ อาจเพิ่มฤทธิ์การกดสมอง เช่น กดการหายใจจนเสียชีวิตได้เช่นกัน
สารเหล่านี้มักมีการซื้อขายผ่านทางอินเตอร์เน็ท และยังมีผลิตภัณฑ์รูปแบบอื่นอีก เช่น หมากฝรั่ง และบุหรี่ เป็นต้น ซึ่งยังไม่ทราบแน่ชัดว่าประกอบด้วยสารชนิดใด ดังนั้น เมื่อทราบข้อมูลเหล่านี้แล้ว สาวๆ และหนุ่มๆทั้ งหลาย ควรระมัดระวังตัว และรู้วิธีการที่จะป้องกันตนเอง เช่น ไม่ดื่มเครื่องดื่มหรือรับประทานอาหารจากคนแปลกหน้า ไม่ทดลองสูดดมสารระเหยต่างๆจากการชักชวนของเพื่อนหรือคนอื่นๆ โดยเฉพาะกรณีที่อยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีบุคคลที่ไว้ใจอยู่ด้วย เป็นต้น สำหรับผู้ที่กำลังแสวงหาหรือคิดที่จะใช้สารเหล่านี้ในการล่วงละเมิดทางเพศหรือแม้แต่การใช้กับคู่รักของตนเองโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ควรหยุดความคิดและการกระทำนั้น เพราะไม่เพียงแต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่อาจส่งผลเสียรุนแรงจนทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต



เรียนท่านที่อยู่ในกรุงเทพฯ ,นนทบุรี , ,สมุทรปราการ  หากท่านสั่งซื้อสินค้าและโอนเงินภายในวันนี้ก่อน16.00น.(สั่งซื้อวันศุกร์ได้รับวันเสาร์แน่นอน)เราจัดส่งสินค้าให้ท่านทันเที่ยวเมล์วันนี้ พรุ่งนี้ท่านได้รับสินค้าช่วงบ่ายแน่นอน เราขอรับประกัน ส่งEMS ชัวร์100%
โทรสั่งซื้อได้เลยค่ะ.....
ที่คุณอ้อย089-848-9604,คุณอัง087-874-7997

หรือ.'หยิบใส่ตระกร้า'ทำรายการในเว็บไซต์
หรือสอบถามโดยตรงที่....
คุณอ้อย.089-848 9604
คุณอัง.087-874 7997
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>.....
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997