ที่นี่เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของดี ของแท้เชื่อมั่นได้100%
    Email : F2lady@windowslive.com ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,  087-874 7997 
 นวัตกรรมสมุนไพรไทยให้คุณภาพชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงโลก
สินค้าจัดส่งไปรษณีย์ EMS 100% ค่ะ

http://facebook.com/ccithailandnew

ผผผผผผผผผผผผผผผผผ
 
 
สถิติ
เปิดเมื่อ2/10/2011
อัพเดท15/07/2018
ผู้เข้าชม599221
แสดงหน้า845298
สินค้าแนะนำ
ปฎิทิน
July 2018
Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
    
บทความ
สวัสดีปี 2561 (ปีชงและวิธีแก้ชง ปรับดวงชง เสริมดวงชะตา)
Full Moon Valentine's Day
น่ารักอ่ะ!!
‎***...เกี่ยวกับสุขภาพทั่วไป...***
วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 (วันตรุษจีน)
ฤกษ์มงคลเลือกสีรถตามวันเกิด
7 เส้นทางสดใส เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิ่งดี ๆ
คู่มือ-แผนการตลาด / 100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
คำคมประสบความสำเร็จ
หนังสือน่าอ่าน...หนังน่าดู
คุณอัง.คุณอ้อย...กับความสำเร็จในธุรกิจโอทู
100 ปรัชญา ดร.เทียม โชควัฒนา
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร F2 (089-848 9604,087-8747997)
www.facebook.com/f2lady.com(Email : f2lady@windowslive.com)
F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี โดยเฉพาะ
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ..........
นิทานก่อนนอน
07 ตุลาคม 2555 ฉลองครบรอบ 8 ่th ปี บ.โอทูอินเตอร์เนชั่นแนล จก.
ตำแหน่ง ผจก.ฝ่ายขายประจำอำเภอทุกแห่งทั่วประเทศ
55 เรื่องที่ชาวญี่ปุ่นอยากทำก่อนที่พ่อแม่จะเสียชีวิต
ข่าว...สินค้าฟิตกระชับ.........
ธรรม...สงบ...ร่มเย็น (คำคม..นักปราชญ์) ประทับใจ
แนวความคิด และการทำงาน
60 ความเชื่อโบราณ ที่คนไทยทุกคนควรรู้
คำคม...นักปราชญ์
ประทับ...ใจ
อานิสงส์ของการสวดมนต์ เทศนาโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี)
สินค้าขายดี
โพล

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำร้ายมดลูกของคุณผู้หญิง...

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำร้ายมดลูกของคุณผู้หญิง...
อ้างอิง อ่าน 27464 ครั้ง / ตอบ 3 ครั้ง

f2lady

........
 

 
 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำร้ายมดลูก  คุณผู้หญิง 
   • นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 260
   • จากเว็บไซต์ www.cheewajit.com
  

สาว ๆ กับการตรวจภายในที่ไม่ควรมองข้าม 
มะเร็งปากมดลูก ซีสต์ เนื้องอก และมะเร็งที่รังไข่ หรือมดลูก
สามารถรู้แต่เนิ่น ๆ ได้ด้วยการตรวจภายในและอัลต
ร้าซาวนด์
ดาราสาว นิโคล คิดแมน เคยได้รับการผ่าตัดซีสต์ที่รังไข่มาแล้ว ดังนั้น สาว ๆ ทั้งหลาย
จึงควรให้ความใส่ใจ
กับสุขภาพในช่องท้องน้อยและปากมดลูก
ด้วยการตรวจภายในและอัลตร้า
ซาวนด์ ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับผู้หญิงทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นสาวโสด หรือแต่งงานแล้ว 

ดังนั้น นพ.วิสิทธิ์ สุภัครพงษ์กุล กลุ่มงานสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลราชวิถี
จึงได้ให้ความกระจ่างดังนี้ค่ะ
การตรวจภายในสำหรับผู้หญิงมีความสำคัญอย่างไร
การตรวจภายในถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้หญิงทุกคน
เพราะว่ามีหลายโรคของผู้หญิงที่ตรวจพบได้ก่อน โดยที่ผู้หญิงไม่มีอาการ
การตรวจภายในจึงเป็นสิ่งช่วยป้องกัน และรักษาไม่ให้เกิดการสูญเสียในอนาคตได้มาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะได้ไม่สูญเสียอวัยวะ หรือระบบสืบพันธุ์
ดังนั้นจึงควรได้รับการตรวจภายในเป็นประจำ สม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้ง 
แม้จะไม่มีอาการอะไร
ควรเริ่มตรวจภายในเมื่ออายุเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็นสาวโสด หรือแต่งงานแล้ว
ไม่มีตัวเลขที่ชัดเจน แต่ดูจากความเหมาะสมแล้ว อายุ 25 ปีขึ้นไปก็ควรได้รับการตรวจภายใน
แต่ถ้าแต่งงานก่อนอายุ 25 ปี ก็ควรไปรับการตรวจทุก ๆ ปี
คนไทยที่ยังโสดมักอาย แต่สำคัญอย่างไรแม้ว่าจะโสดก็ควรตรวจภายใน
จริง ๆ แล้วการตรวจภายในเป็นการตรวจบริเวณปากมดลูกเป็นหลัก
แต่เราไม่สามารถตรวจได้ แพทย์ก็มีวิธีที่ไม่ทำให้บาดเจ็บ หรือบอบช้ำได้
ถ้าเราพบแพทย์ผู้ชำนาญในการตรวจเพียงพอ จริง ๆ แล้วสาวโสดมีโอกาสเป็นมะเร็
ปากมดลูกน้อย ในกรณีที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย แต่อาจมีความผิดปกติด้านอื่น ๆ ได้
แต่ก็ไม่มาก ฉะนั้น ถ้าถามว่าสาวโสดไม่ตรวจภายในได้ไหม ก็ยังพอได้ แต่อาจตรวจดู
เฉพาะภายนอก แล้วก็ตามด้วยการอัลตร้าซาวนด์ทดแทน ซึ่งอัลตร้าซาวนด์เป็นเครื่องมือ
ที่ใช้คลื่นเสียง ไม่มีรังสีใด ๆ ประโยชน์ก็อย่างเช่น ช่วยให้รู้ขนาดและรูปร่างของมดลูก
ว่ายังปกติไหม
ทั้งนี้ บางคนที่มีเนื้องอกที่มดลูกโดยไม่รู้ตัวมานาน เพราะว่า เนื้องอกของมดลูก 50%
ไม่มีอาการ หรือบางคนมีก้อนเนื้องอกหรือถุงน้ำ ที่เรียกว่า ซีสต์ที่รังไข่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่มี
อาการ พบได้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ถึงขั้นเป็นมะเร็งก็มี
การตรวจอัลตร้าซาวนด์ทุกปี สามารถบอกอะไรได้บ้าง
อย่างน้อยการได้ตรวจอัลตร้าซาวนด์ ถ้าพบว่า มีเนื้องอกก็จะทำให้เรารู้ไว้ก่อนว่า
เนื้องอกระดับที่เป็นอยู่อันตรายหรือยัง ก็จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ต่อไป
แต่ถ้าเราไม่เคยตรวจเลย อาจรู้อาการก็ต่อเมื่อก้อนเนื้องอกใหญ่มากแล้วก็ได้ ฉะนั้น
การตรวจทุกปีจึงมีประโยชน์ในการไม่ต้องรอจนมีอาการ ซึ่งจะรักษาได้ง่ายกว่า 
นอกจากนี้ รังไข่ที่อยู่ภายในช่องท้อง หรือที่เรียกว่า ช่องเชิงกราน คือทั้งมดลูก
และรังไข่อยู่ในท้องน้อย เพราะฉะนั้น การตรวจภายในสามารถช่วยได้
และถ้าได้ตรวจอัลตร้าซาวนด์ร่วมด้วยก็ยิ่งดี แต่ถ้าตรวจภายในไม่ได้ อย่างน้อยได้ทำ
อัลตร้าซาวนด์ก็ยังดี เพื่อจะได้ดูรังไข่และโพรงมดลูก เพราะรังไข่มีโอกาสเป็นตั้งแต่เนื้องอก
จนถึงเป็นซีสต์หรือถุงน้ำ
อวัยวะที่ควรได้รับการตรวจมีอะไรบ้าง
ปากมดลูก มดลูก และรังไข่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญ ที่เหลือก็เป็นจุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้หญิง เช่น
ท่อรังไข่ ช่องคลอด ซึ่งช่องคลอดก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญ คือ มักจะมีการตกขาวที่ผิดปกติ
ซึ่งควรพบแพทย์ 
ส่วนมดลูก ก็จะดูอาการว่า หากมีประจำเดือนผิดปกติ เช่น มาน้อย หรือหลาย ๆ เดือนมาที
ก็ต้องไปพบแพทย์ เพราะมันอาจมีความผิดปกติของระดับฮอร์โมนแล้วก็มากระทบที่
ตัวมดลูก
ส่วนรังไข่ มักไม่มีอาการ แต่อาการหนึ่งที่ควรไปพบแพทย์คือ เรื่องปวดประจำเดือน
โดยเฉพาะถ้ามีอายุ 20 ปีขึ้นไปแล้วยังปวดอยู่ ควรไปพบแพทย์ที่รู้เรื่องเกี่ยวกับการ
ปวดประจำเดือนโดยเฉพาะ เพราะว่ามีภาวะที่เรียกว่า เยื่อบุโพรงมดลูกงอกผิดที่
ซึ่งเป็นได้ตั้งแต่อายุน้อย ๆ ไม่เกี่ยวกับเรื่องแต่งงานแล้วหรือไม่ เพราะปัจจุบันพบว่า
โรคพวกนี้พัฒนาเร็วขึ้นในกลุ่มผู้มีอายุน้อย จนถึงขั้นที่เรียกว่า ช็อกโกแลตซีสต์
ผู้หญิงไทยเป็นโรคอะไรมากที่สุด ในอวัยวะสืบพันธุ์
ตกขาว ประจำเดือนผิดปกติ เนื้องอกในช่องท้อง สามอย่างนี้เป็นกันมากที่สุ
แต่โรคที่พบมากที่สุดในบรรดามะเร็งคือ มะเร็งปากมดลูก ส่วนภาวะสามอย่างข้างต้นอาจ
มีโรค
ที่เกี่ยวข้องได้หลายอย่าง อาการหนึ่งอาจมีหลายโรคที่เป็นต้นเหตุ อาการที่คนไข้มักไปพบ
แพทย์คือ มีตกขาวมาก คันและมีกลิ่น หากมีอาการที่ว่านี้ ต้องไปพบแพทย์ 
ประการที่สอง คือ เรื่องประจำเดือนผิดปกติ ไม่ว่าจะมาเยอะ หรือมาน้อยก็ควรไปพบแพทย์
มีโรคอะไรบ้างที่ทำให้ผู้หญิงมีลูกยาก
ที่พบบ่อยคือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกขึ้นผิดที่ ซึ่งอาจมีอาการหรือไม่มีอาการก็ได้ อาการส่วน
ใหญ่ก็คือ ปวดประจำเดือน หรือไม่ปวดมาก แต่ปวดหน่วง ๆ ช่วงมีประจำเดือน
ปวดหน่วงเหมือนปวดถ่วงจะถ่ายหนัก แต่พอเข้าห้องส้วมแล้วก็ไม่มีอะไร
โดยเฉพาะช่วงมีประจำเดือนจะเป็นบ่อย ถ้าเป็นมากก็จะปวด
ตลอดโดยไม่มีประจำเดือนก็มี หรือเวลามีเพศสัมพันธ์ก็ปวดลึก ๆ
สาเหตุรองก็คือ ปัญหาการทำงานของรังไข่ หรือที่ท่อรังไข่ เช่น รังไข่ไม่ค่อยตกไข่ มีระดับ
ฮอร์โมนผิดปกติ หรือท่อรังไข่ตีบตัน เช่น ปีกมดลูกเคยอักเสบบ่อย
แล้วปีกมดลูกอักเสบเกิดจากอะไร
ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งปัจจุบันพบได้น้อย มักจะติดเชื้อติดต่อทางเพศสัมพันธ์
หรือถ้ามีคู่นอนหลายคน ก็อาจมีปัญหานี้เกิดขึ้นได้ คือ ทำให้ปวดท้องน้อยบ่อย ๆ
ก็จะทำให้
ท่อรังไข่อักเสบ และตีบ หรือมีพังผืดมารัด
วัยรุ่นในปัจจุบันนิยมอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน ควรได้รับการตรวจไหม
ควรตรวจ เพราะปัจจุบันวัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์ในอายุที่น้อยลง เพราะฉะนั้นจึงควรไปพบ
แพทย์เพื่อจะได้รับความรู้ ความเข้าใจเรื่องการคุมกำเนิด และเพื่อที่จะได้หลีกเลี่ยงการตั้ง
ครรภ์ไม่พึงประสงค์ วิธีคุมกำเนิดก็ไม่ควรไปตามร้านขายยา เพราะเราอาจไม่รู้ว่า เราเหมาะสม
กับวิธีใด เพราะมียาหลายชนิด บางคนกินยาคุมกำเนิดบางยี่ห้องแล้วแพ้ ก็อาจคิดว่า
ยาคุมกำเนิดไม่เหมาะกับตัวเอง ซึ่งความจริงอาจไม่ใช่ แต่อาจเกิดจากการใช้ไม่ถูกประเภท
ของยาก็ได้
นอกจากนี้ จะได้รู้วิธีป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วย และถ้ามีปัจจัยทางการเงินพอ 
ก็อาจปรึกษาแพทย์ เรื่องการป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยการฉีดวัคซีนร่วมด้วย ซึ่งจะดีถ้าฉีด
ก่อนมีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น ก็จะได้ประโยชน์ในช่วงวัยรุ่นไปจนถึงโต หากปัจจัยทางการเงินไม่
อำนวย ก็ไม่จำเป็นแต่อย่างน้อยก็ต้องไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุกปี
ข้อแนะนำจากแพทย์
การตรวจภายในก็เพื่อให้ความมั่นใจกับเราว่า เราอยู่ในสภาวะปกติดี แต่อย่าคิดในทางกลับ
กันว่า หากไปตรวจแล้วเจอโรคล่ะก็แย่เลย ไม่ควรคิดเช่นนี้ ต้องคิดว่า ถ้าตรวจเจออะไรแล้วจะ
ได้แก้ไขได้ก่อนซึ่งก็ถือว่า เราโชคดีที่ได้พบก่อน 
นอกจากนี้ การตรวจพบในระยะเนิ่น ๆ ในทางการแพทย์ถือว่า มีโอกาสรักษาหายสูงมาก
อะไรที่เราไม่รู้ตัวแล้วเจอทีหลังมักจะเสียโอกาส หรืออาจจะสายเกินแก้ นอกเหนือจากนี้ก็คือ
ถ้ามีอาการอะไรที่ไม่แน่ใจก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ปัจจุบันสาขาสูตินรี
แพทย์แบ่งเป็นสาขาย่อย เช่น แพทย์สาขาปริกำเนิด (ระยะการคลอด) สาขามะเร็ง ฯลฯ
ข้อควรรู้
ประจำเดือนผิดปกติ คือ ประจำเดือนมาเกิน 7 วันแล้วไม่หยุดสนิท มีสีน้ำตาลกะปริดกะปรอย
เป็นอาการที่ควรไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่ปกติ หรือประจำเดือน
มาไม่ถึง 3 สัปดาห์ ก็มาอีก คือมาก่อน 21 วัน
หรือ ประจำเดือนมามากก็คือ มีเลือดเป็นก้อน เพราะประจำเดือนของผู้หญิงจะมีกลไกที่ไม่ทำ
ให้เป็นลิ่มเลือด เมื่อเป็นลิ่มเลือดก็แสดงว่า มีมากจนสารประกอบที่ทำให้ละลายเลือดผลิต
ไม่เพียงพอที่จะละลายได้
                                                                         (ขอบคุณนิตยสารลิซ่าสุดสัปดาห์)



ไขข้อคาใจ ‘เรื่องเล่า’ เกี่ยวกับมดลูก

“สิ่งแรกๆ ที่ทำให้เราทราบว่าเกิดความผิดปกติกับมดลูกและระบบสืบพันธุ์ของสตรี คือ การเกิดเลือดออกผิดปกติ 
และประจำเดือนที่คลาดเคลื่อน หรือขาดหายไป ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากระบวนการทำงานของฮอร์โมนที่ผิดปกติ 
และมีต้นเหตุจากหลายประการ...”

ทำไมคนวัย 40 ปีขึ้นไปจึง ‘ตัดมดลูก’ กันเยอะขึ้น 

“เหตุผลที่คนวัย 40-45 ปีขึ้นไปผ่าตัดมดลูกกันเยอะ เป็นเพราะโรคที่เกี่ยวกับมดลูกนี้มักจะแสดงอาการ
เมื่ออายุ 35 ปีขึ้นไปแล้วเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในวัยรุ่น หรือวัยสาวมักจะไม่ค่อยเป็นกัน ส่วนเหตุผลที่ผู้ป่วยแต่ละคนจะ
‘ตัด’ หรือ ‘ไม่ตัด’ มดลูกนั้น ขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ครับ”  

“เราพิจารณาโรคที่เกี่ยวกับมดลูกออกเป็น ‘โรคที่ไม่ร้ายแรง’ ก็ได้แก่ เนื้องอกมดลูก และมดลูกหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ
โรคพวกนี้ถือว่าไม่ร้ายแรง ส่วนใหญ่ทำการรักษาแต่ไม่ผ่าตัด ยกเว้นในกรณีที่บางโรคก่อความรำคาญหรือก่อปัญหาต่อ
สุขภาพมากๆ เช่น ในกรณีของมดลูกหรืออุ้งเชิงกรานอักเสบ หากทำให้ปวดท้องเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง เพราะมีพังผืดเยอะ
รักษาด้วยยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น หรือในกรณีของเนื้องอกในมดลูก หากมีขนาดใหญ่มาก หรือทำให้มีประจำเดือนมากๆ 
หรือไปกดเบียดทำให้ปัสสาวะไม่สะดวก กรณีเหล่านี้อาจจะมีการพิจารณาให้ผ่าตัดมดลูกได้เช่นกัน”  

“ต่อมาคือ ‘โรคที่ร้ายแรง’ ได้แก่ โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก โรคมะเร็งรังไข่ อันนี้ก็ต้องมีกระบวน
การรักษาตามแบบของโรคมะเร็งต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมีการผ่าตัดออกครับ” 




นั่งยองๆ เป็นอันตรายต่อมดลูกจริงหรือ 

“ก็เคยได้ยินเหมือนกันครับว่า หลายคนไม่กล้านั่งยองเพราะกลัวมดลูกหย่อน แต่จริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้มดลูกคุณสตรี
เกิดอาการ ‘หย่อน’ ได้นอกจากการคลอดบุตรแล้วก็ยังมีอีกหลายสาเหตุ เช่น คนที่ท้องผูกเรื้อรัง ไอเรื้อรัง หรือคนที่ยก
ของหนักเป็นประจำ (ไม่ว่าจะอยู่ในขณะนั่งยองหรือไม่) ก็จะทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มสูงขึ้นจนไปดันให้มดลูก
เคลื่อนตัวลงมาได้ แต่การนั่งยองๆ เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการยกของหนักร่วมด้วยไม่มีผลทำให้มดลูกหย่อนได้ครับ
” ...แต่คุณหมอบอกว่า ถ้าใครประสบปัญหานี้อยู่ไม่ต้องกังวล เคล็ดลับ ‘การบริหารช่องคลอด’ 
ที่แนะนำไปข้างต้นช่วยได้ครับ




ผ่าตัดคลอด  หรือ  คลอดธรรมชาติ 

- ความเชื่อแรก แผลจากการคลอดธรรมชาติหายเร็วกว่าแผลจากการผ่าตัดคลอด’ “จริงๆ แล้ว ‘ลักษณะแผล’ ของทั้ง
สองวิธีนี้ต่างกันครับ คือแผลของการผ่าตัดคลอดเป็นแผลที่หน้าท้องกับผนังมดลูก และมักมีขนาดยาวกว่าแผลจากการ
คลอดธรรมชาติซึ่งเป็นแผลจากการผ่าที่ช่องคลอดตำแหน่งเดียว จึงทำให้อาจหายช้ากว่าเท่านั้น แม้ว่าในอดีตแพทย์
จะลงแผลผ่าตัดคลอดในแนวตรงทำให้แผลหายช้ากว่าบ้าง และต้องระวังมดลูก
ปริแตกได้ในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป 
แต่ในปัจจุบันนี้แพทย์ส่วนใหญ่ลงแผลในแนวขวาง และลงในส่วนล่างของมดลูก แถมเทคนิคการผ่าตัดทุกวันนี้ก็ช่วย
ลดการเกิดพังผืดได้ ปัญหาเดิมๆ จึงไม่ค่อยมีแล้วครับ” 

-ความเชื่อต่อมา‘คลอดธรรมชาติมดลูกเข้าอู่เร็วกว่าผ่าตัดคลอด’ “จริงๆแล้วทั้งสองวิธีนี้ให้ผลไม่ต่างกันครับ
เพราะโดยหลักการการกลับคืนสู่ขนาดปกติของมดลูกก็ทำได้ในเวลาเท่ากันเพียงแต่เมื่อผนังมดลูกเคยยืดตัวออกไป
แล้วตอนคลอดทำให้ไม่ว่าจะคลอดด้วยวิธีใดคุณแม่ก็จำเป็นต้องออกกำลังกายและการบริหารอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้
ทุกอย่างกลับมาเข้าที่อยู่ดี”



ติดต่อมาคุยกับเรานะ เราพร้อมเสมอ
ที่...คุณอ้อย089-848-9604 ,087-874-7997คุณอัง.....

 

มดลูกอักเสบ(Endometritis)หมายถึง การอักเสบของเยื่อบุภายในโพรงมดลูกโรคนี้เป็นโรคที่พบได้บ่อยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผ่านช่องคลอดเข้าไปทางปากมดลูก ขึ้นไปในโพรงมดลูก (ทำให้มดลูกอักเสบ) และถ้าหากลุกลามต่อไปในท่อรังไข่ ก็ทำให้กลายเป็นปีกมดลูกอักเสบ มักจะเรียกรวมๆ กันว่า 'อุ้งเชิงกรานอักเสบ' (Pelvic inflammatory disease/PID) ซึ่งครอบคลุมถึงการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ท่อรังไข่ รังไข่ และเยื่อบุช่องท้องภายในอุ้งเชิงกราน โรคนี้พบบ่อยในผู้หญิงที่มีสามีชอบเที่ยว หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี ภายหลังคลอดบุตร แท้งบุตร ขูดมดลูก ใส่ห่วงคุมกำเนิด หรือชอบสวนล้างช่องคลอด 


สาเหตุ
1. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่พบบ่อยก็คือ หนองใน (208) ที่ติดจากสามี หรือผู้ชายที่มีประวัติชอบเที่ยว หรือมีเพศสัมพันธ์เสรี (สำส่อนทางเพศ) บางครั้งก็อาจเกิดจากเชื้อคลามีเดียทราโคมาติส(Chlamydia trachomatis)
2. การติดเชื้อหลังคลอด (Puerperal infection) อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่เป็นปกติวิสัยในช่องคลอด (เช่น เชื้อสเตรปโตค็อกคัส, สแตฟฟีโลค็อกคัส) ระหว่างคลอดมีปัจจัย (เช่น ภาวะโลหิตจาง, ภาวะถุงน้ำแตกรั่วอยู่นาน, การคลอดยาก, การบาดเจ็บ, ภาวะตกเลือดหลังคลอด, เศษรกค้าง, ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น) กระตุ้นให้เชื้อเหล่านี้เจริญขึ้นจนเป็นโรค หรือไม่ก็อาจแปดเปื้อนเชื้อจากภายนอกช่องคลอด เข้าไปในช่องคลอดและมดลูก ทำให้เกิดมดลูกอักเสบได้ มักเกิดมีอาการหลังคลอด 24 ชั่วโมง
3. การทำแท้ง หากไม่สะอาดมักทำให้มีเชื้อโรคเข้าในมดลูก เกิดการอักเสบขึ้นได้ เรียกว่า “การแท้งติดเชื้อ” มักมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดท้องน้อย ตกขาวออกเป็นหนอง มีกลิ่นเหม็น อาจมีอาการปวดหลังคลื่นไส้ อาเจียน อาจมีประจำเดือนออกมาก และมีกลิ่นเหม็นในรายที่เกิดจากการติดเชื้อหนองใน อาจมีอาการขัดเบา ปัสสาวะปวดแสบขัดร่วมด้วย ถ้าเป็นการติดเชื้อหลังคลอด มักเกิดหลัง
คลอด 24 ชั่วโมง น้ำคาวปลาอาจออกน้อย หรืออาจออกมากและมีกลิ่นเหม็น ถ้าเกิดจากการทำแท้ง จะมีอาการแบบแท้งบุตรร่วมด้วย คือ ปวดบิดท้องเป็นพัก ๆ และมีเลือดออกจากช่องคลอดร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ

ไข้สูง กดเจ็บมากตรงบริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง (บางรายอาจเจ็บข้างเดียว) อาจได้กลิ่นของตกขาว เลือดประจำเดือน หรือน้ำคาวปลา อาจพบอาการซีด 
หรือภาวะช็อก 

อาการแทรกซ้อน 
อาจทำให้เกิดเป็นฝีในรังไข่ หรือท่อรังไข่ ซึ่งจะทำให้เป็นแผลเป็นจนกลายเป็นหมันได้ และมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก มากกว่าปกติ บางคนอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง และเจ็บปวดเวลาร่วมเพศนอกจากนี้ในบางรายเชื้อโรคอาจลุกลาม จนทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ถ้ารุนแรงอาจกลายเป็นโลหิตเป็นพิษ ถึงตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเกิดจากการทำแท้ง

..............................................................................................................................

เรื่องของผู้หญิง


เรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดาของผู้หญิง อย่างเรื่องของประจำเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปวดท้องประจำเดือน เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม เพราะความเคยชิน ทำให้มองว่าการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็ปวดกันทั้งนั้น ทั้งที่จริงอาจมีอะไรซ่อนอยู่ก็เป็นได้

การเริ่มมีประจำเดือนของผู้หญิง จะเริ่มในช่วงอายุตั้งแต่ 11-12 ปี ในช่วงประถม 6 หรือเริ่มต้นมัธยม สำหรับการมีประจำเดือนในช่วงประมาณ 2 ปีแรก มักจะมีความผิดปกติ เช่น มาไม่สม่ำเสมอ มามากผิดปกติ หรือบางครั้งไม่มาเลย ขาดไปเป็นหลายๆ เดือน ซึ่งส่วนใหญ่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในบางครั้งอาจเกิดความผิดปกติขึ้นได้ คุณแม่ควรให้ลูกรู้จักสังเกตตัวเอง และคุณแม่เองก็ควรสังเกตลูกอย่างใกล้ชิด หากสงสัยควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่นอนดีกว่าปล่อยทิ้งไว้

เมื่อประจำเดือนมาทีไรหลายคนมัก มีอาการปวดท้องร่วมด้วยเสมอ แต่หากปวดมากและบ่อยครั้งขึ้น...อาจไม่ใช่­เรื่องเล็ก อีกต่อไป นั่นอาจหมายถึงสัญญาณของ "ช็อคโกแลตซีสต์"
อาการปวดท้องน้อยเรื้อรังเมื่อมีประจำเดือ­น โดยจะปวดด้านหน้าตั้งแต่สะดือไปถึงอุ้งเชิ­งกราน ส่วนด้านหลังตั้งแต่บั้นเอวไปถึงก้นกบ บางคนปวดมากบางคนปวดน้อยปรากฏการณ์นี้จะเป­็นเช่นนี้ทุก ๆเดือนและเกิดปฏิกิริยาขึ้นทุกครั้งที่มีเ­ลือดออกพร้อมกับการมีประจำเดือนทำให้มีเยื­่อพังผืดหนาตัวขึ้นเรื่อย ๆ ในอุ้งเชิงกรานบางครั้งถุงเลือดที่มีอยู่เ­ดิมแตกออกมาทำให้เลือดและเยื่อบุมดลูกกระจ­ายไปเจริญขึ้นในที่อื่นทำให้เพิ่มความรุนแ­รงขึ้นเรื่อย ๆ การมีพังผืดตามอวัยวะต่าง ๆมากเช่นนี้เป็นผลให้การตกไข่ออกจากรังไข่­ไปไม่ดีหรือไปไม่ได้และท่อนำไข่ก็ไม่สามาร­ถทำงานในการจับไข่เข้าไปได้เพราะมีการยึดร­ั้งจากพังผืดหรือทำให้ท่อนำไข่ตีบตันเป็น
­าเหตุสำคัญของการมีบุตรยาก


ปวดรอบเดือน อย่าวางใจ เพราะอาจหมายถึงช็อกโกแลตซีสต์
สำหรับผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ยังอยู่ในวัยมีรอบเดือนหรือประจำเดือน มักจะมีปัญหาเกี่ยวกับการปวดเป็นประจำ บางรายรุนแรงถึงขั้นไม่เป็นอันทำอะไร
แพทย์ชี้ อย่าวางใจ ควรได้รับการตรวจเช็ก เพราะปัญหาอาจไม่ธรรมดาอย่างที่คิด พร้อมแนะ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีแบบใหม่ที่ใส่ใจสตรีเวช การผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวชคือทางเลือกแห่งวงการแพทย์ที่เกิดขึ้นมาเพื่อดูแลรักษาโรคของคุณผู้หญิงโดยเฉพาะ


นพ.ณัทชวกร นฤคนธ์ แพทย์ด้านมะเร็งนรีเวชและการผ่าตัดผ่านกล้องด้านนรีเวช โรงพยาบาลเจ้าพระยา กล่าวว่า หนึ่งในสาเหตุแห่งความทุกข์ของคุณสุภาพสตรี ก็คือการมีประจำเดือน และสำหรับหลายคนอาจต้องทนกับอาการเจ็บปวดที่มาเป็นประจำ โดย นพ.ณัทชวกร ชี้ให้เห็นว่า ถ้าเป็นการปวดตามปกติ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่สิ่งที่น่ากังวลใจก็คือ ในกรณีที่เป็นการปวดอีกแบบ

“อาการปวดประจำเดือนมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ก็คือ หนึ่ง ไม่มีพยาธิสภาพ เป็นการปวดที่เกิดจากการตอบสนองต่อฮอร์โมน ซึ่งส่วนใหญ่จะเจอในวัยรุ่น ช่วงที่มีใหม่ๆ 2-3 ปีแรก จะมีอาการปวดประจำเดือนเป็นปกติ และอาการปวดแบบนี้ เมื่อรับประทานยาแก้ปวด ก็จะดีขึ้น ไม่ปวดจนถึงขั้นต้องหยุดงาน แต่ถ้าปวดแล้วทานยาแล้วก็ยังไม่ดีขึ้นหรือปวดจนกระทั่งไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้ อันนี้เราถือว่าเป็นการปวดประจำเดือนที่ผิดปกติ อาจจะมีพยาธิสภาพ”
โดยพยาธิสภาพหรือโรคดังกล่าว ที่ นพ.ณัทชวกร ให้ความรู้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการปวดประจำเดือน นั่นก็คือโรคเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่

“ปกติเยื่อบุมดลูกจะอยู่ตรงส่วนของโพรงมดลูกด้านใน มันจะมีการเจริญเติบโตเพื่อรองรับการฝังตัวของตัวอ่อน แต่ผู้ป่วยบางราย เยื่อบุมดลูกไม่ได้อยู่ในโพรงมดลูก มันไปเกาะติดอยู่ที่รังไข่ ถ้ามันเจริญเติบโตมากๆ ก็จะกลายเป็นช็อกโกแล็ตซีสต์ หรือไปอยู่ตามอุ้งเชิงกราน เวลาที่มีรอบเดือน เยื่อบุมดลูกซึ่งอยู่ผิดที่ ก็จะเจริญเติบโตไปด้วยจากการถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน เพราะฉะนั้น การปวดก็จะมีมากขึ้น”

อย่างไรก็ดี หากสุภาพสตรีท่านใด กังวลใจว่าอาการปวดประจำเดือนของตนเองนั้น เข้าข่ายใด ทางที่ดีที่สุดก็คือควรได้รับการตรวจ โดยในปัจจุบัน เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีชื่อว่าการตรวจหรือผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวชนั้น สามารถทำได้โดยง่ายและไม่เป็นอันตราย

“หลักๆ จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ การวินิจฉัยกับการรักษา การวินิจฉัยบางอย่าง เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องเรื้อรัง ปวดประจำเดือนเป็นประจำและปวดรุนแรง โดยที่การตรวจภายในหรือการตรวจด้วยอัลตร้าซาวด์ ไม่สามารถบอกได้ว่าอาการปวดนั้นๆ เกิดจากอะไร แต่การตรวจผ่านกล้องทางนรีเวชจะทำให้เห็นได้โดยตรง คือจะมีกล้องส่องเข้าไปในช่องท้อง ผ่านรูซึ่งเจาะที่หน้าท้อง ขนาดรูก็จะประมาณหนึ่งเซนติเมตร เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เราเห็นอวัยวะที่อยู่ในช่องท้องโดยตรง ทำให้เห็นรอยโรค ระบุถึงตำแหน่งและลักษณะของรอยโรคได้ดีกว่าการอัลตร้าซาวด์ซึ่งเป็นการดูผ่านเงาเพราะใช้หลักการของแสงสะท้อน นี่คือความแตกต่างกัน”

นอกจากการตรวจอาการปวดประจำเดือนแล้ว การผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช ยังสามารถรักษาโรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงได้ทั้งหมดด้วย ไม่ว่าจะเป็นปากมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ พังผืดในอุ้งเชิงกราน ตั้งครรภ์นอกมดลูก ไปจนถึงทำหมัน หรือโรคที่เกิดกับอวัยวะสืบพันธุ์ของสตรีที่ทำการรักษาได้ และเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป


“ข้อดีของการผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช ก็คือ 1.แผลผ่าตัดจะมีขนาดเล็กมาก อยู่ที่ประมาณ 0.5-1 เซนติเมตรเท่านั้น 2.เจ็บแผลน้อยกว่า 3.ฟื้นตัวหลังผ่าตัดได้เร็ว นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณ 1-3 วัน และ 4.เกิดพังผืดหลังผ่าตัดได้น้อยกว่า” นพ.ณัทชวกร กล่าวทิ้งท้าย


....................................................................

มะเร็งปากมดลูก

ExternalClass .ecxhmmessage P {padding:0px;} .ExternalClass body.ecxhmmessage {font-size:10pt;font-family:Verdana;} จากสถิติทั่วโลก โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคมะเร็งชนิดที่พบได้เป็นอันดับสอง โดยประมาณ 80 % ของผู้ป่วยพบได้มากในประเทศกำลังพัฒนา ที่สำคัญ ในประเทศไทยมะเร็งชนิดนี้พบมากเป็นอันดับหนึ่งของสตรีไทย และมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นทุกปี หากสตรีไทยส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ และวิธีป้องกันเบื้องต้นเช่นเดิม (ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ)



สถานการณ์



จากสถิติทั่วโลกพบว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากเป็นอันดับสอง หรือประมาณ 80% ของผู้ป่วยและพบมากในประเทศในประเทศกำลังพัฒนา 
สำหรับประเทศไทย จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติชี้ว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบได้มากที่สุดในผู้หญิงไทยเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่น และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยพบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 6,000 – 7,000 คน ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิต เหตุเพราะรักษาได้ไม่ทันท่วงที ซึ่งในแต่ละวันจะมีผู้หญิงไทยจะเสียชีวิตจากโรคนี้
ประมาณ 7 คน



สาเหตุ



มะเร็งปากมดลูกเกิดจากเชื้อไวรัส HPV ซึ่งสามารถติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะไม่ก่อโรคในผู้ชาย แต่หากผู้ชายติดเชื้อไวรัส HPV ก็จะเป็นพาหะนำโรคไปสู่คู่นอนของตนเองต่อไป 
ขั้นตอนการดำเนินโรค 
หลังจากที่ผู้หญิงได้รับเชื้อ HPV เชื้อจะติดอยู่บริเวณปากมดลูก ซึ่งในผู้หญิงที่ติดเชื้อประมาณ 90 % ร่างกายจะสามารถกำจัดเชื้อได้เอง ส่วนอีก 10 % เชื้อนี้จะฝังอยู่บริเวณ
ปากมดลูก ซึ่งหากเป็นเชื้อสายพันธุ์ที่ก่อมะเร็งได้ ก็จะทำให้พื้นผิวของบริเวณปากมดลูก
มีความผิดปรกติ และสุดท้ายก็จะกลายเป็นมะเร็ง 
มะเร็งปากมดลูกมีระยะเวลาในการดำเนินโรคนานมาก (ประมาณ 10 ปี) เพราะฉะนั้นจึงมีช่วงเวลาที่จะตรวจพบได้ตั้งแต่แรกเริ่ม และรักษาให้หายขาดได้



อาการ



ในระยะแรกที่ติดเชื้อ HPV มักจะไม่มีอาการแสดงใด ๆ แต่หากโรคมีความรุนแรงมากขึ้น อาการที่พบได้คือตกขาวผิดปรกติ เลือดออกผิดปรกติ มีตกขาวปนเลือด มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ 
มะเร็งปากมดลูก หากเป็นระยะแรก ๆ ก็จะอยู่เฉพาะบริเวณปากมดลูกเท่านั้น แต่หากเป็นระยะที่รุนแรงมากมะเร็งก็จะลุกลามไปยังอวัยวะใกล้คียง เช่น ท้องด้านล่าง และบางครั้งอาจลามไปที่ปอดหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่อยู่ไกลด้วยเช่นกัน ซึ่งหากอาการมาถึงระดับนี้
ล้ว การรักษาก็จะยากมาก



กลุ่มเสี่ยง



ผู้หญิงไทยที่เป็นมะเร็งปากมดลูกส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงอายุ 30 – 60 ปี แต่ตราบใดที่ยังเพศสัมพันธ์ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อ HPV หรือมีโอกาสที่จะมีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณปากมดลูกจนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เช่นกัน และเนื่องจากมะเร็งปากมดลูกมีระยะเวลาการดำเนินโรคค่อนข้างนาน เพราะฉะนั้นกลุ่มที่อายุต่ำกว่านี้อาจจะติดเชื้อ HPV มาแล้ว แต่ยังไม่มีอาการแสดง จึงไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อแล้วก็ได้ ดังนั้นผู้หญิงทุกกลุ่มอายุจึงควรให้ความสำคัญและป้องกันการเกิดโรคนี้



การป้องกัน


1.หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เช่นการมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย 
2.ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีแปปสเมียร์อย่างสม่ำเสมอ โดยผู้หญิงที่เริ่มมีเพศสัมพันธ์ควรตรวจคัดกรองปีละครั้ง ส่วนในผู้หญิงที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ หากอายุ 30 ปี ขึ้นไป ก็ควรได้รับการตรวจปีละครั้งเช่นกัน 
3.การฉีดวัคซีนป้องกัน HPV โดยวัคซีนชนิดนี้จะฉีด 3 ครั้ง หลังจากฉีดเข็มแรก เว้นระยะ 1 – 2 เดือนแล้วจึงฉีดเข็มที่สอง หลังจากนั้นอีก 6 เดือนจึงฉีดเข็มที่ 3 ซึ่งจากการติดตามผล พบว่าหลังฉีดวัคซีนแล้ว 7 ปี ภูมิต้านทานและประสิทธิภาพในการป้องกันโรคก็ยังสูงอยู่ และหากจะฉีดวัคซีนให้ได้ผลและเกิดประโยชน์มากที่สุดนั้นควรฉีดก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก


 
กินเห็ดหอม ลดเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก 

เป็นที่รู้ กันดีว่าเห็ดนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารมากมายนับไม่ถ้วน หนึ่งในนั้นก็คือเห็ดสายพันธุ์ญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “เห็ดชิตาเกะ” หรือ “เห็ดหอม” นั่นเอง

ทว่า ดูเหมือนว่าเห็ดหอมจะไม่ได้มีประโยชน์แค่เรื่องสารอาหาร แต่ยังมีผลการวิจัยที่
ระบุว่า ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้อีกด้วย

โรงเรียนการแพทย์ของมหาวิทยาลัยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพเทกซัส พบว่าสารสกัดจากเห็ดสายพันธุ์ญี่ปุ่นดังกล่าว อาจจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นมาจากไวรัสเอชพีวี ซึ่งเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งในช่องปาก มะเร็งในลำคอ มะเร็งทวารหนัก รวมไปถึงมะเร็งอวัยวะเพศชายได้

การทดลองโดยใช้หนูทดลองครั้งนี้ของมหาวิทยาลัยในสหรัฐ พบว่าเห็ดหอมสามารถกำจัดไวรัสเอชพีวีได้ภายใน 90 วัน นอกจากนี้แล้วยังลดอัตราการเติบโตของเนื้อร้ายที่ปากมดลูกได้อีกด้วย

http://www.thaihealth.or.th/
  

 

F-2 สำหรับคุณสุภาพสตรี


.......................................................................................
• ผู้หญิงทุกคนทีมีอาการปวดท้องประจำเดือนหรือมีตกขาวมาก
• ผู้ที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
• ผู้ที่ต้องการตัดเอามดลูกออก หรือผ่าทำหมัน
• ผู้ที่ไม่มีความสุขเรื่องชีวิตครอบครัว มีเพศสัมพันธ์เจ็บ
• ผู้ที่ต้องการบำรุงและแก้ไขปัญหาผิวพรรณต่างๆ
• ผู้ที่ต้องการกระชับสัดส่วน เช่น หน้าอก แก้ม คาง ถุงใต้ตา
• ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง เอว บั้นท้าย และอื่นๆ
• เพื่อให้ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล
• กำจัดสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ
• ผู้ที่ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกระปิดกระปอย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
• ผู้ที่มีผิวแห้งมาก ขาดความชุ่มชื่น ไม่มีชีวิตชีวา
• ผู้ทีคลอดบุตร ทั้งคลอดเองที่ไม่ได้อยู่ไฟ และผ่าคลอด
• ผู้ที่ต้องการมีบุตร หรือมีบุตรมาก เพราะมดลูกไม่ปกติ
• ผู้ที่ต้องการจะทำรีแพร์ ช่องคลอดไม่กระชับ 

คุณสมบัติ-ของเอฟทู

  1 ปรับ
     - ปรับสมดุลระบบฮอร์โมนเพศ ทำให้ร่างกายแจ่มใสขึ้น
3 เพิ่ม
     - เพิ่มขนาดความเต่งตึงของทรวงอก
     - เพิ่มน้ำหล่อลื่น และอารมณ์ทางเพศ (ให้สมบูรณ์)
     - เพิ่มความขาวใสของผิวพรรณและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

3 ลด
     - ลดสิว ฝ้า กระ ริ้วรอย จุดด่างดำ
     - ลดอาการปวดประจำเดือน
     - ลดความเสียงต่อเป็นโรคหัวใจ ความดัน กระดูกพรุน และอาการวัยทอง

กระชับ
     - กระชับมดลูกและภายในช่องคลอด
     - กระชับหูรูดปัสสาวะ
     - กระชับกล้ามเนื้อ 


......................................................................................
วิธีสังเกตอาการเบื้องต้นของมะเร็งชนิดต่าง ๆ.

มะเร็ง เป็นภัยร้ายอันดับต้น ๆ ที่คุกคามชีวิตคนทั่วโลก ลองมาสังเกตอาการเบื้องต้น หรือต้องสงสัยว่า อาจจะเป็นมะเร็งในอวัยวะต่า
ง ๆ กัน

1.มะเร็งปากมดลูก อาการ : มีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เวลารอบเดือนปกติของคุณ อาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น การตรวจโดยขูด เนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าวไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะรู้ได้

2. มะเร็งในมดลูก อาการ : มีเลือดออกหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมในช่องท้อง

3. มะเร็งรังไข่ อาการ : ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง

4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการ : เหนื่อยง่ายและมีอาการซีดเซียวกว่าปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำ ดำเขียว หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหตุ และมักจะเกิดร่วมกับอาหาร ปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืด และเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง

5. มะเร็งปอด อาการ : มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกและมีเสมหะปนมากับน้ำลายน้ำหนักลดอย่างฮวบฮาบ เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

6. มะเร็งตับ อาการ : ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลืองและเหลืองจัด จนเห็นได้ชัด

7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ : มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ

8. มะเร็งสมอง อาการ : ปวดศีรษะนาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น อาเจียนหรือการผิดปกติของการมองเห็นตาพร่า และเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือการเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชาและเป็นอัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ ประกอบอยู่ด้วย

9. มะเร็งในช่องปาก อาการ : มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานานมีแผลเปื่อยที่ปากที่ไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือเป็นเวลานาน

10. มะเร็งในลำคอ อาการ : เสียงแหบพร่าไปทันที มีก้อนบวมในทันทีทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้น จนสามารถจับและรู้สึกได้

11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการ : น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือดท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อยบ่อย รู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรือรู้สึกตื้อ แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ

12. มะเร็งทรวงอก อาการ : มีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนม บวม หรือผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนบวมจนจับได้ เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้บางครั้งอาจมีตุ่ม หรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังเพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อนว่าคืออะไรกันแน่

13. มะเร็งลำไส้ อาการ : น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมากและระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ **วิธีสังเกตของผู้ที่มีอาการเกี่ยวกับริดสีดวงทวารอยู่แล้วคือ ถ้าใช้กระดาษทิชชูซับแล้วเลือดมีสีแดงสด นั่นคืออาการของริดสีดวงทวาร แต่ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำนั่นคือ อาการของโรคมะเร็งในลำไส้

14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการ : มีก้อนบวมเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าไม่ได้เกิดอาการติดเชื้อในบางส่วนของร่างกาย

15.มะเร็งผิวหนัง อาการ : มีแผลหรือแผลเปื่อยพุพองที่ไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็น
วลานาน ตลอดจนไฝหรือหูดที่โตขึ้น และมีการเปลี่ยนสีหรือรูปร่าง ขนาด นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่เรียกว่าเมลาโนมา ( Melanoma) คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระ จุด ด่าง หรือไฝ ถ้าคุณมี
ไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกาย หรือมีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้
มาก่อน คุณจะมีอัตราเสี่ยงสูงกว่า


    
 
 

หน้าอก มดลูก กระดูก 3 จุดสำคัญเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยน 

ผู้หญิงเมื่อก้าวเข้าสู่วัยที่เพิ่มขึ้น หลายคนมักกระวนกระวายใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย และไม่รู้วิธีรับมือกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนไป "ชี′ส สมาร์ท" (She′s Smart) ภายใต้การสร้างสรรค์ของหน่วยงาน "อาร์แอลจี วูแมน" (RLG Woman) ในเครือรักลูกกรุ๊ป จึงร่วมกับศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ จัดกิจกรรม "สเตย์ เฮลตี้ สเตย์ ยังเกอร์ เคล็ด (ไม่) ลับกับทุกเรื่องที่ผู้หญิงอยากรู้" โดยมีการเสวนาในเรื่อง หน้าอก มดลูก กระดูก 3 จุดสำคัญเมื่อฮอร์โมนเปลี่ยน 

พญ.วนิชา ปัญญาคำเลิศ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพสตรีกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้คำแนะนำว่า เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายผลิตเมื่ออยู่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ โดยไข่ในรังไข่ของผู้หญิงจะไปกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนออกมา และยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นระบบรอบเดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์อีกด้วย 

"เอสโตรเจนนอกจากจะมีผลกับอวัยวะสืบพันธุ์แล้ว ยังมีส่วนทำให้ผิวพรรณเต่งตึง ผมไม่หลุดล่วงง่าย หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง เป็นตัวประสานให้วิตามินดีรวมเข้ากับแคลเซียมเพื่อสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังมีผลต่อระบบประสาทและสมองที่ทำให้เรามีความจำดี อารมณ์สดใส ไม่มีอาการซึมเศร้า ทั้งนี้ ถ้าเราขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนระบบประสาทอัตโนมัติต่างๆ จะมีอาการผิดปกติ ซึ่งจะมีอาการที่เราเรียกว่าวัยทอง"

จุดแรกที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้แก่ "หน้าอก" 

คุณหมอวนิชาแนะนำว่า เมื่อผู้หญิงเริ่มมีหน้าอก ควรเริ่มดูแลตัวเองในช่วงก่อนมีประจำเดือน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเยอะทำให้ผู้หญิงรู้สึกปวดและคัดตึงเต้านม สิ่งเหล่านี้คือ อาการปกติ แต่สิ่งที่ผู้หญิงทั้งหลายกลัวและกังวลนั่นคือ มะเร็งเต้านม ซึ่งพบมากเป็นอันดับ 1 

"วิธีเช็คง่ายๆ สามารถตรวจด้วยตัวเอง ตอนอาบน้ำ ให้คลำที่เต้านมและวนไปรอบๆ โดยใช้ปลายนิ้วกดไปที่ผนังหน้าอกแล้ววนไปให้ทั่ว ถ้าเต้านมปกติจะนุ่ม คลำแล้วไม่มีก้อน ซึ่งทำข้างไหนแขนข้างนั้นต้องยกขึ้นเหนือศีรษะ หลังจากนั้นก็มาบีบที่หัวนมดู ว่ามีน้ำเหลือง มีเลือดออกมาไหม" 
"นอกจากนี้เวลาอาบน้ำให้สังเกตว่าเต้านมเรา 2 ข้างเท่ากันหรือไม่ มีรอยบุ๋มหรือมีลักษณะที่ผิดปกติไปจากเดิมไหม โดยการเท้าเอวแล้วโน้มตัวไปข้างหน้าให้ดูว่าเต้านมห้อยลงมีรอยบุ๋มไหม ควรทำทุกเดือน หลังประจำเดือนหมดไปแล้ว ถ้าอายุ 40 ปีขึ้นไปควรได้รับการตรวจแบบเอกซเรย์เต้านม อัลตราซาวด์ ทั้งนี้ ผู้หญิงที่แต่งงานและให้นมลูก โอกาสจะเป็นมะเร็งน้อยกว่า เพราะว่าเต้านมจากท่อน้ำนมได้มีการเปลี่ยนแปลง"

จุดที่สอง "มดลูก" ปัจจุบันมะเร็งปากมดลูกพบมากเป็นอันดับ 2 ของผู้หญิงไทย มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งชนิดเดียวที่เช็กได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ โดย 99.7% เกิดจากเชื้อเอสพีวี ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน เรียกว่าป้องกันแบบปฐมภูมิ คือ ป้องกันตั้งแต่ยังไม่ติดเชื้อ โดยฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ขวบขึ้นไป สามารถคุ้มครองได้ 7-10 ปี แต่ประโยชน์จะสูงสุดตรงที่ยังไม่ได้รับเชื้อ

"สัญญาณที่แสดงถึงความผิดปกติของมดลูกคือ อาการตกขาวที่มีเลือดปน ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เพศสัมพันธ์แล้วมีเลือดออก อาการเหล่านี้อยู่ในข่ายต้องสงสัย แต่ยังไม่ต้องตกใจ ไม่ใช่ว่าเป็นทุกคน เพียงแต่เป็นอาการที่จะควรมาปรึกษาแพทย์ ทั้งนี้ การปวดประจำเดือน 80% เป็นเรื่องปกติของผู้หญิง แต่หากใครปวดประจำเดือนจนไม่สามารถไปทำงานได้ หรือต้องใช้ยาแก้ปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือน กรณีนี้ควรมาพบแพทย์ เพราะมีโรคหนึ่งที่เรียกว่าช็อกโกแลตซีส หรือเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ คือถุงน้ำในรังไข่ข้างในเหมือนช็อกโกแลต ทำให้เกิดพังผืดที่กระดูก

เชิงกรานจะปวดและเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์" นอกจากนี้คุณหมอยังแนะนำว่า ผู้หญิงควรมาตรวจสุขภาพตอนที่ประจำเดือนหมดใหม่ๆ เพราะเป็นช่วงที่มดลูกจะปกติที่สุด หากมาตรวจในช่วงกลางรอบเดือนอาจจะพบฟองไข่ เพราะเป็นช่วงการตกไข่ การตรวจอาจจะเกิดความไม่ชัดเจน
จุดสุดท้าย "กระดูก" นับเป็นส่วนที่มีความสำคัญที่ควรดูแลตั้งแต่เด็ก เพราะกระดูกเริ่มสร้างจนถึงอายุประมาณ 30-35 ปี หลังจากนั้นกระดูกจะเริ่มบางลงเรื่อยๆ อัตราเร่งที่จะทำให้กระดูกบางเร็วที่สุดคือ วัยหมดประจำเดือน 

"เราควรสร้างกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่ยังเด็กๆ ควรทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง ออกกำลังกาย โดนแสงแดด เพื่อให้ได้รับวิตามินดี รวมทั้งลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้กระดูกถูกทำลาย อาทิ สูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ อันเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุน สำหรับวิธีการสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก คือการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม โดยค่าปกติของแคลเซียมที่ควรจะได้รับอยู่ที่ 800 มิลลิกรัม โดยนม 1 แก้ว จะมีแคลเซียมประมาณ 250 มิลลิกรัม เต้าหู้ 1 ก้อนเท่ากับนม 1 แก้ว แต่ถ้าน้ำเต้าหู้จะมีแคลเซียมน้อยเพราะจะถูกเจือจาง"

ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิง แต่ถ้ามีการเตรียมพร้อมในการรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจะทำให้ก้าวผ่านปัญหาสุขภาพไปได้อย่างดี
 
f2lady amornchaihome@hotmail.com [118.172.193.xxx] เมื่อ 23/12/2017 14:19
1
อ้างอิง

f2lady.com


ความเปลี่ยนแปลง…ที่ผู้หญิงต้องเผชิญเมื่อตั้งครรภ์
- ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเพิ่มขึ้น เส้นเอ็นรอบข้อต่อต่างๆ อ่อนนุ่มลง ทำให้ขาดความแข็งแรง และน้ำหนักของทารกกดทับ และถ่วงกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแอลงมาก 
เมื่ออายุมากขึ้น

- ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง ทำให้กล้ามเนื้อกระบังลมในอุ้งเชิงกรานอ่อนแอลงอาจเกิดอาการ
ช่องคลอดหลวมกว้าง มีลม หรือเสียงออกมาขณะมีเพศสัมพันธ์
ช่องคลอดหย่อนยาน ไม่กระชับ
มดลูกเคลื่อนต่ำ
กะบังลมหย่อน และปัสสาวะเล็ด


ปัญหาผู้หญิง?
          
 
         ผู้หญิงเราคงมีปัญหาสุขภาพอยู่ไม่กี่ปัญหาหรอก และปัญหาที่มักจะติดอันดับยอดนิยมคงหนีไม่พ้นเรื่องของประจำเดือนเป็นแน่ วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับประจำเดือนมาฝาก เพื่อจะได้คลายความสงสัยกัน

ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
           ปัญหาประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอมักจะทำให้เกิดความวิตกกังวล ซึ่งสาเหตุหลักๆ จะเกิดจากความเครียด ทำงานหนัก พักผ่อนไม่เพียงพอ แม้อาจจะไม่เป็นอันตรายนัก แต่ถ้าประจำเดือนขาดไปนานโดยที่มั่นใจว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของโรค

เลือดออกกระปริดกระปรอย
          อาการนี้มักเกิดกับคนที่ใช้ยาคุมกำเนิด แต่อาการดังกล่าวมักจะหายไปภายในระยะเวลาสองเดือน ถ้าหากยังมีอาการนานเกินสี่เดือนควรไปพบแพทย์ เพราะอาการในลักษณะนี้อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปากมดลูก หรืออาจเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อจากเพศสัมพันธ์ก็เป็นได้

ประจำเดือนมามากกว่าเดือนละครั้ง
          ผู้หญิงบางคนอาจมีประจำเดือนมากกว่าเดือนละครั้งมีสาเหตุมาจากความเครียด อารมณ์หงุดหงิด การงานที่วุ่นวาย ทำให้ฮอร์โมนในร่างกายเกิดความผิดปกติ แต่บางรายอาจมีปัญหาเยื่อบุมดลูกอยู่ผิดที่ ทำให้มีอาการปวดกระดูกเชิงกรานและหลังร่วมด้วย หากมีอาการเช่นนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แน่ชัด

ประจำเดือนมามากและหลายวัน
          ผู้หญิงเราส่วนใหญ่จะมีประจำเดือนนานที่สุดประมาณ วัน และจะมีปริมาณมากในช่วง วันแรก แต่ถ้าประจำเดือนมามากกว่า วัน และมีปริมาณมากเกิน วันแรกไปแล้ว อาจเกิดจากเนื้องอกในบริเวณปากมดลูก

ประจำเดือนมาน้อยมาก
          การที่ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แต่มีปริมาณน้อย อาจเกิดจากความไม่สมดุลของฮอร์โมน และมักจะพบอาการนี้ในคนไข้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดหรือผู้หญิงที่มีอายุน้อย

การออกกำลังกายในขณะมีประจำเดือน
          การออกกำลังกายนั้นร่างกายจะหลั่งสารเอนเดอร์ฟิน ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและช่วยแก้ปวดได้ ซึ่งคงจะไม่มีเหตุผลอะไรที่ไม่ควรออกกำลังกายในขณะที่มีประจำเดือน

การมีเพศสัมพันธ์ขณะมีประจำเดือน
          การจะมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่มีประจำเดือนนั้นไม่ได้มีข้อห้ามใดๆ แต่อาจจะต้องระวังในเรื่องความสะอาด เพราะในช่วงที่มีประจำเดือนนั้นเป็นช่วงที่ปากมดลูกเปิด ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

อาการคันที่อวัยวะเพศ 
          อาการคันที่อวัยวะเพศน่าจะเป็นอาการที่ผู้หญิงทุกคนได้ประสบมาแล้ว สาเหตุก็มีแตกต่างกัน อาจจะเป็นแค่ระคายเคือง เนื่องจากมี การอับชื้น เหงื่อออก ใส่เสื้อผ้ารัดรูป ใส่กางเกงรัดเป้าเกินไป หรือใส่เสื้อผ้าเนื้อหนาเกินไปในช่วงหน้าร้อน ส่วนอาการคันที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็อาจจะมาจากการติดเชื้อ การติดเชื้อรา ในบริเวณช่องคลอดจะก่อให้เกิดอาการคันมาก คันรุนแรงได้ การติดเชื้อราในช่องคลอดนั้น มีสาเหตุหลายอย่าง สาเหตุที่พบบ่อยมากคือ การมีเพศสัมพันธ์และการติดเชื้อจาก คู่ร่วมเพศมา หรือสาวๆ บางคน ก็อาจจะเป็นเชื้อราได้จากการรับประทานยาแก้อักเสบ นานจนเกินไป เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ไม่สบายและรับประทานยาแก้อักเสบนานๆ เข้า เชื้อแบคทีเรียให้คุณ ในช่องคลอดจะถูกฆ่าตายไปด้วย ทำให้สภาพช่องคลอด ติดเชื้อราได้ง่าย หรืออาจจะเกิดจากเบาหวาน ผู้หญิงที่มีอายุมากเกินกว่า 35 ปีขึ้นไป แล้วมีอาการคันบริเวณช่องคลอดบ่อยๆ ต้องไปเช็คเบาหวาน เพราะเบาหวานเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อราบริเวณช่องคลอดได้ง่าย ดังนั้น อาการคันในช่องคลอดอาจ เกิดจากสาเหตุที่ไม่รุนแรง อาจเป็นจากการระคายเคือง หรืออาจเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บของร่างกายได้ อีกอย่างในยุคนี้มีการ ใช้เครื่องหอม หรือสเปรย์ฉีดบริเวณขนอวัยวะเพศ หรือการใช้เครื่องหอม หรือยาล้างบริเวณนั้นก็อาจเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำ ให้เกิดอาการขึ้นได้ ควรหลีกเลี่ยง

การดูแลจุดซ่อนเร้น

           พอเด็กเริ่มเข้าสู่วัยสาวฮอร์โมนเพศที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีตกขาวถ้าดูแลความสะอาดตรงนั้นไม่ดีก็อาจเกิดการส่งกลิ่นขึ้นมา ได้ แล้วเมื่อเข้าสู่ วัยเพศสัมพันธ์แล้ว การดูแลนั้นก็ยิ่งยากลำบากขึ้นเพราะหลังจากมีเพศสัมพันธ์แล้ว อาจมีกลิ่นที่ผิดปกติ เกิดขึ้นได้ การใช้น้ำยาล้างเฉพาะที่ ที่มีราคาค่อนข้างแพงมากอาจมีผลทำให้เกิดการ ระคายเคือง เนื่องจากการแพ้สารเคมีหรือ เครื่องหอมที่ใส่ลงไปในน้ำยานั้น ทำให้เกิดปัญหาที่ต้องไปพบหมอทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นเลยเพราะธรรมชาติมีสิ่งปกป้อง อยู่แล้วซ้ำร้ายสมัยนี้ ยังมีค่านิยมในการโกนขน เช่น ขนบริเวณอวัยวะเพศออกซึ่งผิดอย่างมาก เพราะขนจะช่วยป้องกันสิ่ง แปลกปลอมต่าง ๆ ทั้งยังเปรียบเสมือนหมอนลองที่จะลดสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ ที่จะเข้าไปในช่องคลอดในช่องคลอดเอง ก็จะมีแบคทีเรียชนิดให้คุณซึ่งจะสร้างสภาวะกรดทำให้ตกขาวที่ออกมามีสภาวะเป็นกรดอ่อน สามารถต่อต้านเชื้อโรคได้ ถ้าเราสวนน้ำเข้าไปภายในช่องคลอด แบคทีเรียจะถูกชะล้างออกไป ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ข้อแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการ สวนล้างช่องคลอด ให้ดูแลบริเวณนั้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น หลังถ่ายปัสสาวะล้างน้ำถ้าไม่ล้างควรใช้กระดาษนุ่มๆ ซับจากด้านหน้าไปด้านหลัง การใช้กางเกงชั้นในไม่ควรใช้กางเกงชั้นในที่คับบริเวณเป้ามากเกินไป หน้าร้อนไม่ควรใส่ กางเกงยีนต์ผ้าหนาหรือกระโปรงติ้วเกินไปจะทำให้บริเวณนั้นอับชื้น และเกิดอาการคันบริเวณนั้นได้ ถ้ามีการดูแลทำ ความสะอาดสม่ำเสมอ สวมเสื้อผ้าสะอาดทำความสะอาดถูกวิธี ถูกทาง รักษาบริเวณตรงนั้นให้แห้งและสะอาดอยู่เสมอ ก็จะไม่มีปัญหา 
 

 

โรคช๊อกโกแลตซีส ( cyst )

โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้
ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในที่ผู้หญิงควรรู้ ฝาก forward ให้เพื่อนผู้หญิงหรือคนใกล้ตัวที่รู้จักซึ่งอาจยังไม่มีโอกาสได้ทราบข้อมูล รู้ก่อนก็ป้องกันทันนะค่ะ คนที่มีอาการก็รีบตรวจซะ

         "ช็อกโกแลตซีส (cyst) โรคภายในของผู้หญิงที่มีโอกาสเป็นได้ทุกคน" ช็อกโกแลตซีส หมายถึง ถุงน้ำที่มีของเหลวภายใน ลักษณะเหมือนช็อกโกแลต คำ 2 คำนี้ มีความหมายแตกต่าง และ เป็นคนละเรื่องโดยสิ้นเชิงไม่น่าที่จะมาเชื่อมโยงเป็นเรื่องเดียวกันได้เลย และนับวันผู้หญิงหลายคนก็เริ่มที่จะคุ้นหูกับคำว่า "ช็อกโกแลตซีส" หรือ โรคที่ทางการแพทย์เรียกว่า "เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิด" (endometriosis) กันมากขึ้น

        เพราะเดี๋ยวนี้หันไปทางไหน ก็ต้องเจอใครสักคนในบรรดาเพื่อนพ้องสาวโสดเป็นโรคฮิตโรคนี้กันเยอะเหลือเกิน ช็อกโกแลตซีส เกิดขึ้นได้อย่างไร อันตรายมากไหม ทำไมจึงพบมากในผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน แล้วจะรักษาอย่างไรต้องผ่าตัดรังไข่ทิ้งหรือไม่ จะต้องกินยาฮอร์โมนไปตลอดชีวิตหรือเปล่า ฯลฯ พบกับคำตอบที่คุณอยากรู้ เหล่านี้ได้จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สมชาย สุวจนกรณ์แพทย์ จากภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวช วิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

        ที่มาของชื่อ ถุงน้ำช็อกโกแลต ช็อกโกแลตซีสก็คือถุงน้ำของรังไข่แบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะของถุงน้ำชนิดนี้ภายในจะมีของเหลวที่คล้ายกับช็อกโกแลตเหลว ซึ่งความจริงก็คือถุงเลือด คือจะมีเลือดอยู่ในถุงนั้น เมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้น และเมื่อเลือดค้างอยู่ในถุงน้ำนานๆ ก็กลายเป็นสีน้ำตาล มีลักษณะเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกเป็นถุงน้ำช็อกโกแลต

สำหรับสาเหตุของการเกิดถุงน้ำช็อกโกแลต 
       ในทางการแพทย์เชื่อว่าเกิดจากเลือดระดู หรือเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับ คือแทนที่เลือดนั้นจะออกมาทางช่องคลอดของผู้หญิงตามปกติ อาจจะมีเลือดระดูส่วนหนึ่งมีการไหลย้อนกลับเข้าไปผ่านทางหลอดมดลูก แล้วก็เข้าไปในช่องท้องไปฝังตัวที่รังไข่จนทำให้เกิดเป็นถุงน้ำขึ้น และเนื่องจากลักษณะเซลล์ของถุงน้ำเป็นเนื้อเยื่อบุโพรงมดลูกอันหนึ่งเมื่อผู้หญ ิงมีประจำเดือน (คือ การที่เยื่อบุโพรงมดลูกลอกตัวออกมา) ถุงน้ำดังกล่าวก็จะมีเลือดออกในถุงด้วย ดังนั้น ในแต่ละเดือนที่ผ่านไปถุงน้ำก็จะมีเลือดออกเพิ่มขึ้นๆ นั่นหมายถึง ถุงน้ำก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และการที่ถุงน้ำนี้จะใหญ่เร็วมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของคนคนนั้นว่า จะดูดน้ำกลับได้เร็วเท่าไหร่ ถ้าร่างกายดูดน้ำกลับได้เร็วถุงน้ำนั้นก็จะโตขึ้นแบบช้าๆ

ทำไมหญิงยุคใหม่เป็นโรคนี้กันมากขึ้น ? 
        คุณหมอสมชาย ให้คำอธิบายเกี่ยวกับข้อสงสัยนี้ว่า "ถ้าดูในเรื่องงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเติบโตผิดที่พบว่า ถ้านำผู้หญิง 100 คนมาทำการส่องกล้องเข้าไปดูในขณะที่มีประจำเดือน ผู้หญิงเกือบทั้ง 100 คน จะมีภาวะลือดระดูไหลย้อนกลับเข้าไปในช่องท้องทุกคน"

แล้วทำไมบางคนเกิดอาการเป็นถุงน้ำซึ่งทำให้ เกิดความเจ็บปวดมากมาย แต่บางคนไม่เป็น 
         คำตอบคือ คนไข้กลุ่มที่เป็นถุงน้ำมักจะมีปัญหาในเรื่องภูมิคุ้มกันบางอย่างบกพร่องซึ่งไม่สามารถจะทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เติบโตผิดที่นี้ได้ ในขณะที่ผู้หญิงปกติทั่วไปจะมีภูมิคุ้มกันซึ่งสามารถทำลายเยื่อบุโพรงมดลูกที่เจริญเติบโตผิดที่ได้ "ส่วนที่ดูเหมือนกับว่าผู้หญิงในปัจจุบันเป็นโรคนี้กันมาก 
ก็เพราะความเจริญก้าวหน้าในด้านเทคโนโลยี ที่คุณหมอบอกว่า "จริงๆ แล้วก็ไม่มีความแตกต่างกันมากกับอดีตที่ผ่านมา เพียงแต่ความเข้าใจของแพทย์เองต่อโรคนี้จะมีมากขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถตรวจวินิจ ฉัยโรคได้เร็วขึ้น ก็เลยดูเหมือนกับว่ามีคนเป็นโรคนี้กันเยอะ รวมทั้งข่าวสารที่มีการแพร่หลายในวงกว้าง จึงทำให้มีการฉุกใจขึ้นมาว่า เอ๊ะ! เราเป็นโรคนี้หรือเปล่า แล้วก็ไปตรวจซึ่งบางคนก็พบว่าเป็นโรคนี้จริง ตรงนั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าโรคดังกล่าวเป็นกันมาก"

อาการที่น่าสงสัยว่า จะเป็นถุงน้ำช็อกโกแลตเกี่ยวกับเรื่องเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่(หรือถุงน้ำช็อกโกแลต)  สิ่งหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรทราบก็คือ เมื่อมีประจำเดือนเยื่อบุโพรงมดลูกนี้ก็จะมีเลือดออกด้วย และการที่มีเลือดออกในช่องท้อง ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งการระคายเคืองต่อเยื่อบุช่องท้องนี้เองเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด เพราะฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า ผู้หญิงที่เป็นเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ จะมีอาการปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือน

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าอาการปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือนนั้นเป็นอาการปวดปกติธรรมดา 
       (ที่ผู้หญิงส่วนใหญ่เป็น) หรือเป็นอาการปวดท้องที่เกิดจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่ ? เรื่องนี้คุณหมอสมชายให้รายละเอียดว่า"การที่จะแยกว่าอาการปวดท้องเมื่อมีประจำเดือนจะเป็นอาการที่บ่งบอกว่าสิ่งแรกท ี่ต้องคำนึงถึงคือ เรื่องอายุ นั่นคือถ้าอายุยังไม่มาก แล้วปวดท้องเวลาที่มีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะเป็นอาการปวดท้องธรรมดา แต่กรณีที่ไม่เคยปวดประจำเดือนมาก่อน พออายุ 30 ปีขึ้นไปอยู่ๆ ก็มีอาการปวดประจำเดือนขึ้นมา และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละเดือนที่ผ่านไป อาการดังกล่าวค่อนข้างบ่งชี้ว่าน่าจะเป็น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโตผิดที่"

ถุงน้ำช็อกโกแลตเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือไม่ ? 
         ผู้หญิงหลายคนที่เป็นโรคถุงน้ำช็อกโกแลตได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาถุงน้ำออกและหลายๆกรณีแพทย์บางคนผ่าตัดเอามดลูกและรังไข่ออกไปด้วยในคราวเดียวกันด้วย.

 
f2lady.com [180.180.29.xxx] เมื่อ 6/04/2012 16:35
2
อ้างอิง

คนป่วย
ภาวะตกขาว
ภาวะตกขาว
ภาวะตกขาว

ภาวะตกขาว ซึ่งบางทีเรียกว่า มุตกิด หรือระดูขาวนั้น เป็นภาวะหนึ่ง ที่สตรีส่วนมากต้องประสบ และทำให้สตรีจำนวนไม่น้อย มาพบแพทย์และสูตินรีแพทย์ ภาวะดังกล่าว อาจเป็นอาการที่แสดงออกมา จากการตอบสนองต่อฮอร์โมนในสตรีที่ปกติ หรือจากการที่เป็นโรคที่ไม่รุนแรง เรื่อยไปจนกระทั่งถึงโรคที่รุนแรงก็ได้ ดังนั้นภาวะนี้จึงมีความสำคัญมิใช่น้อย

ตกขาว คือ อะไร

ตกขาว เป็นของเหลวใดๆ ที่ไหลออกมานอกช่องคลอด แต่ไม่ใช่เลือด ของเหลวดังกล่าวส่วนใหญ่ ถูกสร้างขึ้นจากช่องคลอด ปากมดลูก และอวัยวะข้างเคียงบริเวณปากช่องคลอด ลักษณะของตกขาว จะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ทั้งในขณะที่อยู่ในภาวะปกติ หรือกำลังเป็นโรคอยู่

ภาวะตกขาวที่ปกติเป็นอย่างไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

ตามปกติแล้วในสตรีที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ (อีกนัยหนึ่ง คือ สตรีที่อยู่ในช่วงอายุที่ยังมีประจำเดือน หรือมีฮอร์โมนเพศหญิงเจริญเต็มที่) จะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแตกต่างกันไป ตามระยะของประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงนี้ จะมีผลต่อการลักษณะของเหลว ที่สร้างขึ้นมาจากอวัยวะต่างๆ ในระบบสืบพันธุ์สตรี ดังเช่น ในช่วงกึ่งกลางรอบประจำเดือน หรือระยะใกล้เคียงกับการตกไข่ ซึ่งเป็นเวลาที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง ทำให้ในช่วงเวลานี้ จะมีตกขาวลักษณะค่อนข้างเหลวใสๆ ปริมาณมากกว่าระยะเวลาอื่น ส่วนตกขาวในระยะเวลาอื่น จะมีสีขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก นอกจากนั้นแล้ว ตกขาวที่ปกติควรจะไม่คัน และไม่มีกลิ่น ถ้าตกขาวของท่านมีลักษณะดังที่กล่าวมานี้ ถือว่าปกติ ไม่มีความจำเป็นต้องรักษา

อย่างไรก็ตาม  สตรีแต่ละท่านจะมีปริมาณตกขาวแตกต่างกันไป บางท่านอาจมีปริมาณตกขาวมาก จนเปื้อนชุดชั้นในอยู่หลายวันในแต่ละเดือน แต่สำหรับบางท่านอาจมีปริมาณน้อย จนไม่รู้ว่ามีตกขาวเลย

นอกจากนี้ ฮอร์โมนในสตรีในวัยดังกล่าว ทำให้เซลล์ในช่องคลอดสมบูรณ์ และมีการสร้างสารประเภทแป้ง ที่เรียกว่า ไกลโคเจน ซึ่งจะถูกเปลี่ยนแปลง โดยแบคทีเรียชนิดหนึ่งให้เป็นกรดอ่อนๆ  ภาวะนี้จะช่วยป้องกัน การรุกรานจากเชื้อโรคชนิดอื่น ที่ก่อให้เกิดความผิดปกติได้ 

ภาวะตกขาวที่ผิดปกติเป็นอย่างไร มีสาเหตุจากอะไร

ตกขาวผิดปกติ จะมีลักษณะที่ต่างออกไปจากที่กล่าวมาข้างต้น จะมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 ประเภท คือ สาเหตุจากการติดเชื้อ และสาเหตุจากการไม่ติดเชื้อ

 ตกขาวที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อ

ตกขาวจากสาเหตุนี้ เกิดได้จากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย รา และพยาธิในช่องคลอด ตกขาวประเภทนี้ บางชนิดจะมีลักษณะที่ค่อนข้างเฉพาะตัว ดังจะกล่าวต่อไป

ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส

เชื้อไวรัสบางชนิด เป็นเชื้อโรคที่ติดต่อมา โดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อ บางครั้งอาจไม่มีอาการชัดเจน ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ได้แก่ โรคเริมซึ่งเป็นโรคที่ไม่หายขาด จะมีอาการเป็นตุ่มใสๆ ขนาดเล็ก ต่อมาจะแตกเป็นแผลแสบ มีตกขาวสีเหลือง มีกลิ่นผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในครั้งแรกที่ปรากฏอาการ

ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย

ตกขาวประเภทนี้ มักมีสีเหลือง หรือค่อนข้างเขียว อาจมีอาการคันในบางราย เชื้อบางชนิดอาจเกิดตกขาว มีกลิ่นคาวปลาหลังการร่วมเพศ แต่ในกรณีที่มีการติดเชื้อจากโรคหนองใน จะมีตกขาวสีเหลืองจัด อาจร่วมกับมีอาการปัสสาวะแสบขัดได้

ตกขาวมีสาเหตุจากเชื้อรา

เชื้อราในช่องคลอด มักทำให้เกิดอาการตกขาวสีขาว มีลักษณะเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายนมที่ทารกแหวะออกมา และมีอาการคันช่องคลอด การตกขาวชนิดนี้ มักไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะ น้ำยาสวนล้างช่องคลอด ที่มีส่วนผสมของยาปฏิชีวนะ หรือในกรณีที่ผู้ป่วยมีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยกำลังใช้ยาที่มีฤทธิ์กดภูมิต้านทาน

ตกขาวที่มีสาเหตุจากเชื้อพยาธิในช่องคลอด

พยาธิชนิดนี้ เป็นโรคติดต่อเชื้อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่ง มักมีสีเหลือง อาจเห็นเป็นฟอง มีอาการคันช่องคลอด และอาจมีกลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย

 

 ตกขาวที่มีสาเหตุจากการไม่ติดเชื้อ

ตกขาวผิดปกติประเภทนี้ มีสาเหตุได้จาก การระคายเคืองหรือแพ้สารเคมี จากมะเร็งในอวัยวะสืบพันธุ์สตรี (เช่น มะเร็งของปากมดลูก ช่องคลอด ท่อนำไข่) รวมทั้งเกิจากการมีสิ่งแปลกปลอมในช่องคลอด

 ท่านจะทำอย่างไรในกรณีที่เกิดปัญหาตกขาว

ท่านที่ประสบปัญหาตกขาว ที่มีลักษณะปกติดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ท่านก็ไม่จำเป็นต้องทำการรักษาแต่อย่างไร เพียงแต่ควรมาพบสูตินรีแพทย์ของท่าน เพื่อตรวจภายใน พร้อมทั้งตรวจมะเร็งปากมดลูกประจำปี

แต่ถ้าหากว่าท่านมีอาการตกขาว ที่มีลักษณะผิดปกติ กล่าวคือ มีสี กลิ่นผิดไปจากปกติหรืออาจมีอาการคันร่วมด้วย ก็ควรจะได้รับการตรวจ และรักษาให้ถูกต้องตามสาเหตุ ทั้งนี้เนื่องมาจากการรักษาที่ตรงตามสาเหตุ จะทำให้โรคหายเร็วขึ้น เช่น ในกรณีที่ตกขาวจากเชื้อรา แพทย์อาจจะให้ยาเหน็บรักษาด้วย โคลไทรมาโซล หรือถ้าเป็นจากเชื้อพยาธิในช่องคลอด ก็อาจจะต้องใช้ยารับประทาน เมโทรนิดาโซล เป็นต้น

ประการที่สอง สาเหตุของตกขาวที่ปิดปกติ บางครั้งอาจเกิดจากมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรีได้ โรคดังกล่าวนี้ ควรได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน 

ส่วนประการสุดท้ายคือ ถ้าอาการตกขาวของท่านมีสาเหตุจาก โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ท่านควรจะได้รับการตรวจหา พร้อมกับการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น ที่อาจเกิดร่วมด้วย รวมทั้งต้องมีการตรวจรักษาคู่สมรสด้วย จึงจะไม่ทำให้ท่านและคู่สมรส เกิดภาวะแทรกซ้อน และเกิดโรคขึ้นซ้ำอีกในภายหลัง

 พ.อ.ผศ.น.พ.ธนบูรณ์   จุลยามิตรพร

สูติแพทย์ที่ปรึกษา รพ.วิภาวดี 

แหล่งข้อมูล : โรงพยาบาลวิภาวดี .

  
 
คนป่วย [110.49.248.xxx] เมื่อ 8/09/2012 11:36
3
อ้างอิง

มด
ยาบำรุง ทำให้เป้นเชื้อรา และตกขาวได้หรือไม่


ยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง  มีภูมิคุ้มกันโรคสูง  ไม่น่าจะทำให้เกิดปัญหาเชื้อรา หรือตกขาวได้ สาเหตุของอาการติดเชื้อราและตกขาว เนื่องมาจากความไม่สะอาด หรือติดเชื้อจากภายนอกเข้าไป  ควรดูแลเอาใจใส่ให้เป็นพิเศษ ให้เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ควรสวนล้างบ่อยๆ หลีกเลี่ยงการใช้ห้องน้ำที่ไม่สะอาด
                                               f2lady.com
 
มด [58.8.132.xxx] เมื่อ 17/10/2012 10:46
                                                                           F2lady.com สำหรับสตรีทุกวัย
                                                                ติดต่อคุณอ้อย.โทร089-848 9604,087-874 7997



F2 ผ่านการขึ้นทะเบียนจาก อย.
(ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) หมายเลขทะเบียน อย. 11-1-03654-1-0001
ตรวจสอบเลขทะเบียน อย.http://fdaolap.fda.moph.go.th/logistics/food/FSerch.asp?id=food

                             
                                    F-2 เพื่อคุณสุภาพสตรี 1 กล่อง บรรจุ 30 แคปซูล ราคา750.บาท
             สมาชิกวันนี้ ซื้อ 2 กล่อง ราคาพิเศษ  1,300.บาท รีบหน่อยนะคะ...
           โทรถามเลย 089-8489604,087-8747997